The Ladykillers (1955)

The Ladykillers

The Ladykillers (1955) British : Alexander Mackendrick ♥♥♥♥

โจรกระจอกห้าคนนำโดย Alec Guinness วางแผนปล้นเงินที่ขนส่งจากสถานีรถไฟ โดยมีคุณยายเจ้าของห้องเช่าวัย 75 ปี ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยเลย ถูกทำให้กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เรื่องราววุ่นๆจึงเกิดขึ้นเมื่อเธอรับรู้ความจริง ทั้งๆที่ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ปริมาณโจรกลับค่อยๆลดลงจนสาปสูญหายตัวไปหมดสิ้น แบบไม่มีใครตอบได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ผมว่า Gilles de Rais, Elizabeth Báthory หรือ Jack the Ripper ก็เทียบไม่ได้กับคุณยาย Mrs. Louisa Wilberforce (รับบทโดย Katie Johnson) สามารถฆ่าคนตายต่อเนื่องโดยที่ไม่ต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง ไม่มีใครกล้าแตะต้องทำอะไรเธอ แถมได้ครอบครองเงินกว่า £60,000 สมฉายา The Ladykillers โดยแท้

นี่คือภาพยนตร์แนว Black Comedy + Crime ที่ทำการเสียดสีสถานะของประเทศอังกฤษ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม เป็นถึงมหาอำนาจ Big Four (เคียงคู่ อเมริกา, สหภาพโซเวียต และสาธารณรัฐจีน) แต่ความยิ่งใหญ่ของสหราชอาณาจักรกำลังค่อยๆตกต่ำลง การเงินอยู่ในสภาวะตกต่ำเกือบล้มละลาย [ต้องกู้ยืมเงินจากอเมริกาเมื่อปี 1946 กว่า $4.33 พันล้านเหรียญ] การเคลื่อนไหว Anti-Colonial ประเทศอาณานิคมต่างเรียกร้องแสวงหาเอกราช จำต้องเริ่มปลดปล่อยหลายๆประเทศ อาทิ India+Pakistan (1947), Libya (1951), Sudan (1956), Federation of Malaya (1957) ฯ และการมาถึงของสงครามเย็น ขณะที่ชาติอื่นมุ่งพัฒนาไปข้างหน้า อังกฤษกลับเดินถอยหลังลงคู่คลองแบบให้อภัยไม่ได้

เกร็ด: จุดสิ้นสุดของยุคสมัยอาณานิคม British Empire นับกันที่การส่งคืนเกาะฮ่องกงสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปี 1997

ส่วนตัวคาดคิดไม่ถึงทีเดียวว่าหนังจะมีความลึกซึ้งซับซ้อนเพียงนี้ ระหว่างรับชมก็แค่พอสัมผัสได้ถึงความสวยงามสมบูรณ์แบบ ขำกระจายแทบตกเก้าอี้ แต่คงเพราะถ้าคุณไม่ได้เกิดยุคสมัยนั้น หรือเป็นชาวอังกฤษแท้ๆ คงยากจะเห็นบางสิ่งแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่

มีการ Remake หนังเรื่องนี้เป็นฉบับอเมริกัน The Ladykillers (2004) โดยสองพี่น้อง Coens นำแสดงโดย Tom Hanks, J. K. Simmons แต่ก็อย่าไปเสียเวลาหามารับชมดูเลยนะครับ คุณภาพเทียบห่างชั้นกันมาก ไม่ตลกพาเครียดอีกต่างหาก

Alexander Mackendrick (1912 – 1993) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Boston, Massachusetts ครอบครัวอพยพจาก Glasgow พ่อเป็นนักต่อเรือเสียชีวิตตอนเขาอายุ 6 ขวบ แม่ตัดสินใจส่งกลับ Scotland เพื่อให้ย่ารับเลี้ยงดู แล้วตัวเองหายสาปสูญไปเลย กลายเป็นเด็กซึมเศร้าโดดเดี่ยวอ้างว้าง โตขึ้นเข้าเรียน Glasgow School of Art มุ่งสู่ London ทำงานเป็น Art Director ให้บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นก็หัดเขียนบทภาพยนตร์กลายมาเป็น Midnight Menace (1937), ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับโอกาสสร้างภาพยนตร์ชวนเชื่อ เดินทางไป Algiers, Italy รู้จักพบเจอรับอิทธิพลจาก Roberto Rossellini, หลังสงครามสิ้นสุด เข้าร่วม Ealing Studios ผลงานเด่น อาทิ Whisky Galore! (1949), The Man in the White Suit (1951), The Ladykillers (1955) ฯ

แนวคิดปรัชญาการสร้างภาพยนตร์ของ Mackendrick

“Hearing the lines, hearing the playing of the lines in your mind’s ears, and seeing the performance in your mind’s eye, is the essence of filmmaking. The other thing—getting it on the screen—is the medium; film begins between the ears and under the hair of one character, and ends between the ears and under the scalpel of the audience”.

สำหรับ The Ladykillers พัฒนาขึ้นจากความฝันของ William Rose (1918 – 1987) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นอาทิ Genevieve (1953), The Ladykillers (1955), It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963), The Russians Are Coming, the Russians Are Coming (1966), Guess Who’s Coming to Dinner (1967) ** คว้า Oscar: Best Original Screenplay

อาจมีคนสงสัย Rose เป็นชาวอเมริกัน เกิดที่ Jefferson City, Missouri แต่สามารถเขียนบท British Comedy เข้าใจมุกของชาวอังกฤษได้ยังไงกัน นั่นเพราะตัวเขาตอนสมัครทหาร ประจำการยัง Scotland ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตกหลุมรักแต่งงานกับหญิงสาวชาวอังกฤษ (ในระหว่างสงครามเลยนะ) ก็ตั้งแต่นั้นเลยปักหลักถิ่นฐาน จบสงครามกลายเป็นนักเขียน ให้ภรรยาช่วยขัดเกลามุกเฉพาะ (Inside Joke) ได้อย่างลงตัว

สำหรับแรงบันดาลใจบทหนัง ถึง Rose อ้างว่านำจากความฝันของตนเองตั้งแต่ต้นจนจบ ตื่นขึ้นมารวบรวมเขียนเป็นเรื่องราว แต่ระหว่างเตรียมงานสร้างกับ Mackendrick ก็มีเรื่องขัดแย้งในเนื้อหาจนทิ้งบทไปไม่เสร็จดี ซึ่งผู้กำกับได้ติดต่อ Larry Stevens นักเขียน TV-Comedy มาช่วยขัดเกลาให้จนเสร็จแบบไม่รับเครดิต

เรื่องราวของ Mrs. Wilberforce (รับบทโดย Katie Johnson) หญิงชราหม้ายอาศัยอยู่บ้านหลังเก่าของสามีเสียชีวิตตอนสงครามโลก ตั้งอยู่บนอุโมงค์ทางลอด Kings Cross, London ร่วมกับนกแก้วอีก 3 ตัว วันๆไม่มีอะไรทำจึงมักชอบเดินเที่ยวเล่นเรื่อยเปื่อย สนิทสนมกับเพื่อนบ้านและนายสถานีตำรวจ ชอบรายงานสถานการณ์เรื่องราวเพ้อฝัน เป็นที่สนิทสนมรักยิ่งของผู้คนแถบนี้

แล้ววันหนึ่งการมาถึงของ Professor Marcus (รับบทโดย Alec Guinness) ที่ต้องการเช่าห้องว่างในบ้าน อ้างว่าเป็นนักดนตรีและจะมีพรรคพวกอีก 4 คนเข้าพัก ซักซ้อมการแสดง String Quintet สร้างความบันเทิงสำราญให้เธออย่างมาก แต่หารู้ไม่แท้จริงแล้วพวกเขาคือกลุ่มโจรวางแผนปล้นเงินขนส่งมาจากสถานีรถไฟ Kings Cross และได้วางแผนบางอย่างให้ Mrs. Wilberforce กลายเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย

Bessie Kate ‘Katie’ Johnson (1878 – 1957) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Clayton, Sussex, สมัยยังสาวเป็นนักแสดงละครเวทีมีชื่อเสียงโด่งดังทีเดียว เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในยุคหนังพูดต้นทศวรรษ 30s เพราะเริ่มมีอายุแล้วจึงไม่โด่งดังนัก แต่ก็มีผลงานอยู่เรื่อยๆจนกระทั่ง The Ladykillers (1955) ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่สุดในชีวิต คว้ารางวัล BAFTA: Best British Actress (แต่ถูก Oscar มองข้ามอย่างน่าเห็นใจ)

รับบท Mrs. Louisa Wilberforce หญิงชราหม้ายอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย มีเพื่อนเพียงนกแก้ว 3 ตัว ต้องการหาใครสักคนเช่าห้องพักว่าง ชีวิตจะได้ครึกครื้นชีวาขึ้นสักหน่อย เมื่อได้พบเจอ Prof. Marcus เกิดความยินดีปรีดาล้นพ้น แต่หลังทราบข้อเท็จจริงของพวกเขากลับงุนงงสับสน ทำตัวไม่ถูกจะยังไงต่อ ขอหลับสักงีบก่อนแล้วกันวันนี้เหนื่อยจะแย่ ตื่นขึ้นมาทุกคนหายสาปสูญอย่างลึกลับ กองธนบัตรยังเก็บอยู่ในตู้ล็อกกุญแจ เดินทางไปพูดบอกกับตำรวจ แต่ … ใครๆต่างคิดว่าเธอเพ้อฝันหวาน

Johnson คือตัวเลือกแรกของผู้กำกับ Mackendrick แต่โปรดิวเซอร์กลับรู้สึกว่าเธอแก่เกินไปสักนิด (ตอนนั้นอายุ 76 ปี) กลัวว่าจะเสียชีวิตก่อนถ่ายทำหนังเสร็จสิ้น เลยตัดสินใจเลือกอีกคนแทนที่อายุน้อยกว่า (ไม่มีระบุว่าใคร) แต่ปรากฎว่านักแสดงผู้นั้นกลับพลันด่วนเสียชีวิตจากไปก่อนโปรดักชั่นหนังจะเริ่มเพียงไม่กี่วัน โชคชะตา/หวยเลยกลับมาที่ Johnson กลายเป็นบทโด่งดังสุดในชีวิตของเธอ และหลังจากนี้ยังฟิตพอได้เล่นหนังอีกเรื่อง ก่อนเสียชีวิตสองปีถัดมา

คนที่ยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ ผมเชื่อว่าก็คงแบบโจรกระจอกทั้งห้าในหนัง ไม่มีใครกล้าทำอะไรกับคุณยายแก่หงําเหงือกนี้อย่างแน่นอน เหมือนเด็กทารกน้อยไม่มีทางสู้ พิษภัยประสงค์ร้ายต่อใครหรือจะมี มองโลกแง่ดีตลอดเวลา พูดจาโน้มน้าวหลอกล่อสักหน่อยก็หลงเชื่อคารมคิดไม่ทันคน เพราะเหตุนี้เธอเลยถูกเอาเปรียบจากคนสมัยใหม่โดยง่าย

การแสดงของ Johnson ออกซึ่งความเป็นผู้ดีพร้อม กิริยาสำเนียงวาจาน่ารักอ่อนหวาน ‘สมวัย’ ขณะเดียวกันก็แอบแฝงความรุนแรงแบบอยู่ดีๆหยิบค้อนขึ้นมาทุบท่อน้ำไม่ยอมไหล นี่เรียกว่า ‘มนุษย์ย่า’ คงไม่ผิดแน่

Sir Alec Guinness de Cuffe (1914 – 2000) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Paddington, London เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีชื่อเสียงจากการเล่นบทละคร Shakespeare ด้วยเหตุนี้จึงได้รับการยกย่องเป็นสามทหารเสือแห่งอังกฤษ ควบคู่กับ Laurence Olivier และ John Gielgud, ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รับใช้ชาติเป็นทหารเรือ Royal Naval Reserve สิ้นสุดสงครามจึงเริ่มรับงานแสดงภาพยนตร์โดยคำชักชวนของ David Lean อาทิ Great Expectations (1946), Oliver Twist (1948), กลายเป็นตำนานจากการรับบท 9 ตัวละครในหนังเรื่อง Kind Hearts and Coronets (1949), The Ladykillers (1955), The Bridge on the River Kwai (1957) ** คว้า Oscar: Best Actor, Lawrence of Arabia (1962), Doctor Zhivago (1965), Star Wars (1977) ฯ

รับบท Professor Marcus หัวหน้าโจรกระจอก ผู้วางแผนปล้นเงินที่ขนส่งมายังสถานีรถไฟ Kings Cross ปลอมตัวเป็นผู้ควบคุมวงดนตรี String Quintet หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านเช่าของ Mrs. Wilberforce แม้การโจรกรรมจะสำเร็จลุล่วง ‘Perfect Crime’ แต่ความผิดพลาดโง่ๆทำให้คุณย่าพบเห็นธนบัตรเงินจำนวนมหาศาล โน้มน้าวไม่สำเร็จตัดสินใจต้องฆ่าปิดปากพยาน ใช้วิธีจับไม้สั้นไม้ยาว เรื่องวุ่นๆเกิดขึ้นมากมาย ก่อนชายผู้นี้จะถูกตัดหัวด้วยเครื่องประหารสับสัญญาณทางรถไฟ

Guinness ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สมควรได้รับฉายาชายพันหน้าโดยแท้ นับตั้งแต่ Great Expectations (1946), Oliver Twist (1948) ต้องมีบางอย่างเกี่ยวกับภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งหนังเรื่องนี้หน้าซีดๆ ขอบตาคล้ำ ฟันเหยิน สวมใส่วิกผมขาวบางๆ (เห็นว่าได้แรงบันดาลใจจากภาพลักษณ์ของนักแสดง Alastair Sim) ว่าไปดูเหมือนหนู ที่ชอบกัดแทะโลมเล็มบางสิ่งอย่างของคนให้สูญสิ้นไป, ขณะที่การแสดงต้องชมเลยว่าเฉียบคมคาย ตัวละครเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจในตนเองสูง สติปัญญาเฉลียวฉลาดแต่ในทางไม่ค่อยสมประกอบสักเท่าไหร่

เกร็ด: นักแสดงที่ให้เสียงพากย์นกแก้วคือ Peter Sellers จะมีขณะหนึ่งหลังจากคุณ Harry (หรือ Mr. Robinson) บินหนีออกนอกห้องนั่งเล่น ขณะลงจอดที่พื้นส่งเสียงร้องว่า ‘Alec Guinness’

ถ่ายภาพโดย Otto Heller สัญชาติ Czech มาทำงานที่อังกฤษ ผลงานเด่น อาทิ The Queen of Spades (1949), The Ladykillers (1955), Peeping Tom (1960), The Ipcress File (1965), Alfie (1966) ฯ

บ้านของ Mrs. Wilberforce เป็นฉากสร้างขึ้นที่ Frederica Street, Barnsbury, ทางตอนเหนือของ London บนอุโมงค์ Copenhagen Tunnel โดยรถไฟจะเคลื่อนออกจากสถานี King’s Cross

ความพิศดารภายในของบ้านหลังนี้ เป็นผลพลอยจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อระเบิดจากฝ่ายอักษะสั่นสะเทือนมาถึง ทำให้โครงสร้างบิดเบี้ยวไม่ตรง แต่ไม่ถือเป็นอันตรายถ้าไม่ได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรงใดๆเพิ่มเติม

ว่าไปลักษณะภายในของบ้านหลังนี้ ความบิดเบี้ยว บันไดวน แสงเงา คาดว่าคงรับอิทธิพลแรงบันดาลใจมาจาก German Expressionism (แต่ในลวดลายสไตล์ Edwardian) สะท้อนบางสิ่งอย่างผิดรูปร่างภายในจิตใจตัวละคร และสภาพของประเทศอังกฤษยุคสมัยเก่าก่อนนั้น

การมาถึงของ Prof. Marcus มอบสัมผัสหลอนๆกลิ่นอายนัวร์ เพลงประกอบรุกเร้าน่าสะพรึงกลัวเต็มที่ และช็อตนี้ถ้าใครเคยรับชมหนังเงียบเรื่อง The Lodger: A Story of the London Fog (1927) ของผู้กำกับ Alfred Hitchcock ย่อมระลึกถึงได้อย่างแน่นอน (นี่เป็นช็อตชวนให้จินตนาการถึง Jack the Ripper ฆาตกรต่อเนื่องผู้โด่งดังใน London ทศวรรษนั้น)

ว่าไปเงาของ Prof. Marcus ที่ก่อนถึงช็อตนี้ ด้อมๆมองๆเดินไปรอบบ้าน ก็คล้ายคลึงกับ M (1931) โคตรหนังนัวร์ ของผู้กำกับ Fritz Lang อยู่เหมือนกันนะ

นี่เป็นฉากที่ผมขำสุดแล้วในหนัง เมื่อเพื่อนๆสูงวัยของ Mrs. Wilberforce เดินทางมาเยี่ยมเยียนในวันที่กลุ่มโจรกำลังออกเดินทางหลบหนี แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทำให้พวกเขาต้องจมปลักอยู่ท่ามกลางระหว่าง กล้องค่อยๆเคลื่อนออกมาจนพบเห็นทุกคนอัดแน่นในช็อตเดียว ครึ่งหนึ่งขับร้องเพลง Silver Threads Among The Gold (1873) อย่างสุขสันต์ อีกครึ่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอึดอัดคับข้องทรมานอย่างถึงที่สุด

นี่เป็นวิธีการกำจัดศพที่เจ๋งเป็นบ้า (รองจาก Breaking Bad และ Dexter) เพราะไม่มีทางที่ใครจะรู้ว่าร่างพวกนี้แอบขึ้นรถไฟมาจากสถานีไหน แถมสมัยก่อนควันจากหัวจักรไอน้ำ ทำให้คนขับมองอะไรไม่เห็นเบื้องหน้าก่อนเคลื่อนเข้าอุโมงค์ด้วย นอกจากความโง่เองเท่านั้นแหละถึงเกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้

ตัดต่อโดย Jack Harris สัญชาติอังกฤษ ขาประจำรุ่นเดียวกับผู้กำกับ David Lean ในช่วงทศวรรษ 40s อาทิ Brief Encounter (1945), Great Expectations (1946), Oliver Twist (1948) ฯ

หนังเริ่มต้น-สิ้นสุดที่ Mrs. Louisa Wilberforce เดินออกจากบ้านแวะเวียนไปยังสถานีตำรวจ แต่เรื่องราวระหว่างนั้นถือได้ว่าเป็นมุมมองของ Prof. Marcus และผองพวกโจรกระจอกทั้ง 5 ในการปล้นเงิน

เพลงประกอบโดย Tristram Cary สัญชาติอังกฤษ มีความหลากหลายมาทีเดียว อาทิ ช่วงแรกๆมีกลิ่นอายนัวร์ สร้างสัมผัสหลอนๆสยิวกาย, ก่อนการปล้นจะมีเสียงเคาะกระทบไม้ สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ, ระหว่างปล้นขณะอยู่ในสถานีรถไฟ ดนตรีแจ๊สกวนๆ (ประมาณว่าทำสำเร็จแล้ว), หลังปล้นเสร็จเสียงไวโอลินมอบสัมผัสยุคสมัย Classical

String Quintet คือวงดนตรีเครื่องสาย 5 คน ประกอบด้วย 2 วิโอล่า 2 ไวโอลิน และ 1 เชลโล่ บรรเลงบทเพลง Luigi Boccherini – String Quintet in E Major, Op.11 No.5 มีทั้งหมด 4 ท่อน โด่งดังสุดที่หนังนำมาใช้คือท่อนสาม Minuetto หรือ Minuet

เกร็ด: บทเพลงนี้เคยถูกนำมาใช้ในภาพยนตร์เรื่อง The Magnificent Ambersons (1942), The Time of Their Lives (1946) และ The Ladykillers (1955)

เพราะความหลากหลายของบทเพลงนี้ และตอนจบของหนัง เสียงกริ้งๆกระดิ่งด้วยท่วงทำนองชักชวนให้หลับใหลก่อนเข้านอน นี่ก็แปลว่าลักษณะของบทเพลงทั้งหลายของหนัง เพื่อมอบสัมผัสเรื่องราวของความเพ้อฝันหวาน (ซึ่งมันจะตรงกับแรงบันดาลใจของผู้เขียน William Rose ที่อ้างว่ามาจากความฝันของตนเองตั้งแต่ต้น-จน)

ผู้กำกับ Mackendrick ได้เขียนอธิบายถึงสิ่งซ่อนเร้นที่แฝงอยู่ในหนังเรื่องนี้ ในหนังสือตีพิมพ์ปี 2005
– Mrs. Wilberforce ตัวแทนของชาวอังกฤษรุ่นเก่า ‘Old Britain’ ตั้งแต่ยุคสมัย Edwardian ก่อนหน้าสงครามโลก(ครั้งที่หนึ่ง) เป็นคนดื้อด้าน หัวรั้น อนุรักษนิยม มิสามารถปรับตัวเข้ากับโลกยุคสมัยใหม่ได้อีกต่อไปแล้ว
– Prof. Marcus คือตัวแทนของผู้นำรัฐบาลบริหารประเทศ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ แต่กลับนำไปใช้ในทางทุจริตคอรัปชั่น ปล้นหากินกับเงินภาษีของประชาชน ทำลายเสถียรภาพของประเทศชาติให้ตกต่ำลงเรื่อยๆ
– Major Claude Courtney (รับบทโดย Cecil Parker) ตัวแทนของเหล่าทหาร มีความขาดเขลาใจร้อนในเรื่องเล็กๆน้อยๆ จับได้ไม้สั้นคนแรกแล้วก็ปอดแหกไปก่อนใครเพื่อน
– Harry Robinson (รับบทโดย Peter Sellers) อายุน้อยสุดในกลุ่ม ตัวแทนของคนรุ่นใหม่พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ปีนขึ้นไปบนหลังคา (มากด้วยความทะเยอทะยาน) แล้วตกลงมาน่าจะคอหักตาย
– ‘One-Round’ Lawson (รับบทโดย Danny Green) ร่างใหญ่บึกบึนแต่สมองน้อยทึ่มทื่อเทอะทะ (แบกเชลโล่) ครุ่นคิดทำอะไรเองไม่ค่อยเป็น ตัวแทนของฝูงชนชาวอังกฤษ ที่มักชอบวางอำนาจบาดใหญ่ ก่อให้เกิดความผิดพลาดขั้นร้ายแรงมากมาย แม้ภายหลังยืนกรานจะปกปักษ์รักษา Mrs. Wilberforce มิให้ใครมาทำร้าย แต่ก็เอาตัวเองไม่รอด ปลดล็อกปืนไม่เป็นโดนแทงเสียชีวิต
– Louis Harvey (รับบทโดย Herbert Lorn) ชายผู้เต็มไปด้วยความหวาดระแวง เป็นปรปักษ์ต่อ Mrs. Wilberforce ดูอันตรายสุดในกลุ่ม ถือเป็นตัวแทนของต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยวัฒนธรรมของอังกฤษ ต้องการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ แต่สุดท้ายกลับถูกผลักตกลงสู่รถไฟแบบเลือดเย็น

มีฉากหนึ่งของหนัง Mrs. Wilberforce พยายามให้การช่วยเหลือปลดแอกม้าตัวหนึ่งระหว่างทางกลับบ้านจนมีปากเสียงขึ้นโรงพัก นี่เป็นการสะท้อนเหตุการณ์ Anti-Colonial ที่สหราชอาณาจักรกำลังสูญเสียสภาพคล่องต่อประเทศอาณานิคมในมือ นี่ไม่ต่างอะไรกับการเลิกทาส

เกร็ด: นามสกุลของ Mrs. Wilberforce นำจากนักการเมืองชื่อดังสัญชาติอังกฤษ William Wilberforce (1759 – 1833) บุคคลผู้เคลื่อนไหวให้เกิดการเลิกทาสของสหราชอาณาจักกร ก่อเกิดเป็น Slave Trade Act of 1807 และตามด้วย Slavery Abolition Act 1833 [ธรรมนูญผ่านก่อนหน้าเสียชีวิตเพียง 3 วัน]

ทั้งผู้กำกับ Alexander Mackendrick และนักเขียน Bill Rose ต่างเกิดที่อเมริกัน แล้วมาเติบโต/ใช้ชีวิตอยู่ในสหราชอาณาจักร ประเทศ Scotland แถมผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเหมือนกัน พวกเขาจึงสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในสายตาของ ‘คนนอก’ พบเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ชาว Brit กลับเพิกเฉยไม่เอาใส่ใจ มัวแต่หลงใหลจมปลักอยู่กับความยิ่งใหญ่มหาอำนาจของชาติตนเองเมื่อครั้นเก่าก่อน นี่สร้างความรวดร้าวระทมใจให้อย่างมาก อยากให้มันเป็นเพียงความเพ้อฝันของ Mrs. Wilberforce ตื่นขึ้นมาพบเห็นอนาคตอันสดใสของประเทศนี้ อย่าให้มันเดินถดถอยหลังลงคลอง ถลำลึกลงโคลนตมไปมากกว่านี้เลยน่า!

นี่คงคือเหตุผลที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นตำนานของประเทศอังกฤษ เพราะการถ่ายทอดทัศนคติ สะท้อนจิตวิญญาณ วิพากย์สภาพสังคม ในทศวรรษนั้นออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา ด้วยเหตุนี้จึงคือโคตรหนังที่ติดอันดับชาร์ทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของ
– สถาบัน British Film Institute: Top 100 British Films ติดอันดับ 13
– นิตยสาร TIMEOUT: The 100 Best British Films ติดอันดับ 30

คงเพราะเป็นหนังจากประเทศอังกฤษ เลยได้รับโอกาสกับ Oscar เข้าชิงเพียง Best Writing, Best Screenplay, ขณะที่ BAFTA Award เข้าชิง 4 สาขา คว้ามา 2 รางวัล
– Best Film from any Source
– Best British Film
– Best British Actress (Katie Johnson) ** คว้ารางวัล
– Best British Screenplay (William Rose) ** คว้ารางวัล

สิ่งที่โดยส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ คือความสวยงามเพี้ยนๆของการออกแบบบ้าน และชะตากรรมของโจรกระจอกทั้ง 5 มันสามารถจับพลัดจับพลูให้พวกเขามีอันเป็นไปจากเหตุการณ์บ้าๆบอๆแบบนี้ได้เช่นไรกัน ต้องถือว่าเป็นบทหนังยอดเยี่ยมที่สุดในโลกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

แนะนำคอหนัง Black Comedy แนวโจรกรรมปล้น เรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสูงวัย พื้นหลังประเทศอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง, แฟนๆนักแสดง Alex Guinness ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับความขบขันที่ฆ่าคนให้ตายได้

TAGLINE | “The Ladykillers ทำให้คุณย่า Katie Johnson สามารถเข่นฆ่า Alec Guinness โดยไม่ต้องลงมือกระทำการใดๆ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of