The Last Rose of Summer

The Last Rose of Summer

The Last Rose of Summer

จากบทกวีประพันธ์โดย Thomas Moore สัญชาติไอริช เมื่อปี ค.ศ. 1805 กลายเป็นแรงบันดาลนับไม่ถ้วนให้กับบทเพลงไพเราะมากมาย เริ่มต้นจาก John Andrew Stevenson แม้แต่ Beethoven, Mendelssohn ยังเคยเรียบเรียงใส่ผลงานของตนเอง

Thomas Moore (1779 – 1852) กวี นักแต่งเพลง สัญชาติ Irish เกิดที่ Dublin, Ireland ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านดนตรี การแสดง Performing Arts แต่ตัดสินใจเติมเต็มความฝันของแม่เรียนกฎหมายที่ Middle Temple, London เพราะความไม่ค่อยมีเงินเลยแต่งกวี แปลภาษา ขับร้องเพลง จนสามารถเรียนจบแล้วหันมาเอาดีด้านนี้ กลายเป็นนักร้อง Librettos บนเวทีการแสดง Opera

Sir John Andrew Stevenson (1761 – 1833) คีตกวีสัญชาติ Irish เกิดที่ Crane Lane off Dame Street, Dublin เพราะพ่อแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็ก ได้รับการเลี้ยงดูจากญาติห่างๆ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในโบสถ์ Christ Church Cathedral, Dublin กลายเป็นนักร้อง Choirboy ได้รับการสอนเปียโนโดย Richard Woodward และ Samuel Murphy จนได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ Doctor of Music จาก University of Dublin

ว่ากันว่า Stevenson ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ Moore ประมาณปี 1798 โดย Rev. Mr. Cradock ผู้ช่วยบรรณาธิการห้องสุด Archbishop Marsh’s Library ระหว่างทั้งคู่ต่างกำลังศึกษาข้อมูลเพื่อทำงานของตนเองอยู่ พบเจอกันบ้างประปราย ประทับใจผลงานกันและกัน จนกระทั่งเมื่อตอน Moore เริ่มสนใจรวบรวมบทกวีของตนเองตีพิมพ์รวมเล่ม ได้รับคำแนะนำจากสำนักพิมพ์ให้เขียนโน๊ตเพลงเพิ่มเข้าไปด้วย (จะได้เพิ่มยอดขาย) เลยตัดสินใจขอความช่วยเหลือจาก Stevenson กลายมาเป็น
– Irish Melodies (1808–34) จำนวน 10 เล่ม
– The Sacred Melodies (1808–34)
– National Airs (1815)

ผลงานของทั้งคู่ที่ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ ไพเราะเหนือกาลเวลา เรียกว่า Masterpiece ของพวกเขาเลยก็ว่าได้คือ The Last Rose of Summer เริ่มจากบทกวีที่ได้แรงบันดาลใจจากดอก Rosa ‘Old Blush’ กุหลาบจากประเทศจีนที่เพิ่งได้รับการแพร่พันธุ์ในยุโรป Moore พบเห็นเกิดความหลงใหลขณะพักอาศัยอยู่ Jenkinstown Park ณ County Kilkenny, Ireland เมื่อประมาณปี 1805 รวบรวมตีพิมพ์ครั้งแรกลงในหนังสือ A Selection of Irish Melodies เล่ม 5 เมื่อเดือนธันวาคม 1813

‘Tis the last rose of summer,
Left blooming alone;
All her lovely companions
Are faded and gone;
No flower of her kindred,
No rosebud is nigh,
To reflect back her blushes,
Or give sigh for sigh.

I’ll not leave thee, thou lone one!
To pine on the stem;
Since the lovely are sleeping,
Go, sleep thou with them.
Thus kindly I scatter,
Thy leaves o’er the bed,
Where thy mates of the garden
Lie scentless and dead.

So soon may I follow,
When friendships decay,
And from Love’s shining circle
The gems drop away.
When true hearts lie withered,
And fond ones are flown,
Oh! who would inhabit
This bleak world alone?

สำหรับ Piano Accompaniment ฉบับของ John Andrew Stevenson หาฟังย้ากยาก เพราะคือดนตรีที่เด็กเล่น สมัยผมเรียนเปียโนคุ้นๆว่าเกรดสองเองมั้งนะ คือใครๆก็สามารถเล่นได้ (ถ้าฝึกหัดสักหน่อย) เลยเอาฉบับมีโน๊ตมาให้รับชม (เผื่อใครอยากเล่นตาม)

กับ Piano Accompaniment ของ Stevenson ถามว่าไพเราะไหม? ผมว่ามันคลาสสิกแบบเบสิคเท่านั้นนะ ที่น่าทึ่งคือการเรียงเรียงและลีลาของผู้บรรเลงมากกว่า ไม่น่าเชื่อว่ามีคีตกวีมากมายนำเอาไปทดลองใส่โน่นนี่นั่น เพลงเดียวกันมีเป็นร้อยพันหมื่น Variation ฟังได้ไม่เบื่อเลย

Ludwig van Beethoven เคยนำ The Last Rose of Summer มาเรียบเรียงใหม่ถึงสองครั้ง
– Irish Songs WoO 153 (เขียนปี 1814, ตีพิมพ์ 1816) อยู่ใน Volumn 2 ท่อนที่ 6 ชื่อ Sad and Luckless was the Season
– Six National Airs with Variations Op. 105 (เขียนปี 1818, ตีพิมพ์ 1819) สำหรับฟลุตและเปียโน ท่อนที่ 4

Felix Mendelssohn ประพันธ์ Fantasia on ‘The Last Rose of Summer’ Op. 15 (1827) สำหรับเดี่ยวเปียโน,

ท่อนแรกเริ่มจากการคารวะต้นฉบับ ต่อจากนั้นก็ได้นำพาผู้ฟังเข้าสู่โลกของ Mendelssohn ร้อยเรียงความสับสนอลม่านที่ไม่น่าเชื่อว่าจะผสมผสานคลุกเคล้าเข้ากันได้ แต่กลับมีความกลมกลืนกล่อม มุ่งสู่ทิศเป้าหมายปลายทางเดียวกัน

ฉบับภาษาไทยเราก็มีนะ ใช้ชื่อ กำศรวลจันทร์ แต่งขึ้นเพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์ ฟ้าทะลายโจร (พ.ศ. ๒๕๔๓)
คำร้อง ศิริพรรณ เตชจินดาวงศ์ กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง
เรียบเรียง สุนทร ยอดศรีทอง
บรรเลง The Groves of Blarney
ขับร้อง เยาวเรศ เมธาคุณวุฒิ

ใจความของบทกวี The Last Rose of Summer คือการรำพันถึงความตาย เมื่อสิ้นฤดูร้อนดอกกุหลาบค่อยๆร่วงโรย ชีวิตค่อยๆแห้งเหี่ยว เพื่อนฝูงจากรา อีกไม่อีกคราคงถึงตาฉัน จะได้ไปสมทบพรรคเพื่อนพัลวัน สู่ความเป็นนิจนิรันดร์ในสรวงสวรรค์เบื้องบน

และเพราะความที่ Stevenson เสียชีวิตจากไปก่อน Moore จึงได้ประพันธ์บทกวีรำลึกถึงเพื่อนรักในชื่อ Silence is in our Festal Halls พร้อมคำลงท้าย Footnote

“To inform the reader that these lines are meant as a tribute of sincere friendship to the memory of an old and valued colleague in this work, Sir John Stevenson”.

– Thomas Moore

สิ่งที่ผมชื่นชอบในกวีนี้ คือความโหยหวนล่องลอย และการรำพันถึงความตาย ทุกบทเพลงเรียบเรียงจาก The Last Rose of Summer จะมาความเศร้าสลดเป็นที่ตั้ง เอื้อยเอื่อย บีบรัด แทบจะขาดใจตายลงไปให้ได้ตรงนั้น ช่างเป็นอารมณ์เจ็บปวดรวดร้าวทรมาน แต่ก็ยังเทียบกับความตายจริงๆไม่ได้อยู่ดีนะ

คำโปรย | “The Last Rose of Summer บทกวีรำพันถึงความตาย เสริมแต่งด้วยบทเพลงทำให้หลับสนิทนิจนิรันดร์”
คุณภาพ | ไพเราะเพราะพริ้ง
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of