The Leopard (1963)

The Leopard

The Leopard (1963) : Italian – Luchino Visconti

หนังรางวัล Palme d’Or สัญชาติ Italian กำกับโดย Luchino Visconti (Death in Venice – 1971) เรื่องเกี่ยวกับองค์ชายและคนชนชั้นสูง (Noble) ในเมือง Sicily ในยุครวมประเทศอิตาลี ช่วง 1860-1861 ของ Giuseppe Garibaldi หนังเรื่องนี้ภาพสวยและเพลงเพราะมากๆ การันตีด้วยอันดับ 57 ของนิตยสาร Sight & Sound

ผมมีปัญหาหนึ่งขณะดูหนังเรื่องนี้ คือไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ของอิตาลีว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วง 1850 – 1860 ไม่เคยเรียน ไม่เคยรู้ ต้องคนที่เคยเรียนหรือศึกษาประวัติศาสตร์อิตาลีมาบ้างจะสามารถเข้าใจประเด็นบางอย่างของหนังได้ทันที แต่กระนั้นไม่ใช่ว่าความไม่มีความรู้จะทำให้ดูหนังไม่ได้นะครับ ผมก็ดูไปทั้งๆไม่เข้าใจแบบนั้นนะแหละ มันก็พอจับประเด็นบางอย่างได้ ดูจบแล้วมาค้นหาข้อมูลประวัติศาสตร์อ่านเอา ทำให้เข้าใจประเด็นต่างๆมากขึ้น และพบว่าประเด็นสำคัญของหนังจริงๆ ไม่ใช่เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์นะครับ แต่เป็นแนวคิดของตัวละคร ต่อช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ และการคาดการณ์อนาคต ว่ามันอาจจะส่งผลอะไรต่อชีวิตของตัวละครบ้าง

ผมขอเริ่มจากประวัติศาสตร์อิตาลีโดยย่อก่อนแล้วกัน คงต้องเริ่มจากสิ้นสุดยุคภายใต้การปกครองของ Napoleon ในปี 1815 ทำให้อิตาลีแตกตัวออกเป็นหลายประเทศ Sicily ขณะนั้นได้รวมตัวกับ Naples ก่อตั้งเป็นประเทศชื่อ Kingdom of the Two Sicilies มีอาณาเขตอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลี ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ จนถึงในปี 1860 Giuseppe Garibaldi ได้รวบรวมอาสาสมัครจากเมืองต่างๆ 1,089 คน พวกเขาใส่เสื้อสีแดง (Red Shirt) เรียกตัวเองว่า Expedition of the Thousand มีเป้าหมายเพื่อล้มล้าง House of Bourbon ราชวงศ์ที่ปกครอง Kingdom of the Two Sicilies และมีเป้าหมายใหญ่คือ รวบรวมอิตาลีให้เป็นหนึ่งเดียว (Italian Unification) เกิดการประทะใหญ่กันขึ้นหลายครั้งจนในที่สุด Garibaldi ก็สามารถเข้ายึด Palermo เมืองหลวงของ Two Sicilies ได้ และต่อจากนั้นไม่นานอิตาลีก็สามารถรวมตัวเป็นหนึ่งประเทศได้

เหตุการณ์ในหนังเริ่มขึ้น ตอนที่ Giuseppe Garibaldi ได้นำพา Expedition of the Thousand เข้ามาใน Sicily, มีฉากการต่อสู้ระหว่าง Red Shirt vs ทหารของ Two Sicilies, พอสงครามจบอิตาลีรวมเป็นหนึ่งเดียวสำเร็จ และกำลังเริ่มต้นแนวทางการปกครองยุคใหม่

ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง Il Gattopardo เขียนโดย Giuseppe Tomasi di Lampedusa เขาเป็น Prince of Lampedusa (เจ้าชายองค์สุดท้าย) ได้แรงบันดาลใจจากความทรงจำ เรื่องเล่าที่ทวดเล่าให้ฟังตั้งแต่เด็ก เขียนเสร็จปี 1956 ส่งไปให้สำนักพิมพ์ แต่ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ถึงสองแห่ง ต่อมา Tomasi เสียชีวิตจากโรงมะเร็งในเดือนกรกฎาคมปี 1957 นิยายถูกส่งต่อให้ Giorgio Bassani ที่อ่านแล้วชื่นชอบอย่างมาก จึงได้รับการตีพิมพ์ในอีก 1 ปีถัดมา ไม่นานนักนิยายเล่มนี้ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมอิตาเลียนที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ผู้กำกับ Luchino Visconti di Modrone หรือ Count of Lonate Pozzolo เขาเป็นคนจากครอบครัวชนชั้นสูงจาก Milan (House of Visconti) เขาเริ่มเข้าวงการจากการเป็นผู้ช่วย Jean Renoir เป็นเพื่อนกับ Roberto Rossellini ได้กำกับหนังใหญ่เรื่องแรก Ossessione (1943) ที่ถือเป็น Italian neorealist เรื่องแรกของโลก ผลงานที่ดังที่สุดก็คือ Il gattopardo (The Leopard) และ Morte a Venezia (Death in Venice) หนังของ Vinsonti มักจะได้มีโอกาสได้ฉายระดับนานาชาติเสมอ ความสำเร็จสูงสุด คงเป็นได้รางวัล Palme d’Or จากหนังเรื่องนี้นะครับ

Don Fabrizio Corbera, Prince of Salina บทนี้โปรดิวเซอร์แจ้งว่าอยากได้นักแสดงที่มีชื่อเสียง เพื่อสามารถขายหนังในต่างประเทศได้ ตัวเลือกแรกของ Visconti คือ Nikolai Cherkasov นักแสดงชื่อดังชาวรัสเซีย แต่เขาติดสัญญาไม่สามารถเล่นได้ ค่ายหนังใน hollywood จึงส่งตัวเลือกอย่าง Gregory Peck, Anthony Quinn, Spencer Tracy และ Burt Lancaster ซึ่งโปรดิวเซอร์เลือก Burt Lancaster โดยไม่ปรึกษา Visconti ก่อน ทำให้ผู้กำกับไม่พอใจอย่างมาก กระนั้น Visconti และ Lancaster ก็ได้ร่วมงานกัน และกลายเป็นเพื่อนสนิทเลย

ถึงจะบอกว่าเป็นเจ้าชาย แต่ดูจากวัยวุฒิแล้วอายุคงไม่น่าต่ำกว่า 40-50 มีเมียมีลูกแล้วหลายคน ตัวละครนี้ผ่านช่วงเวลาสงครามทั้งภายในและภายนอกมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ Napoleon หมดอำนาจ อิตาลีก็มีแต่สงครามๆๆ ความเหนื่อย เบื่อ อ่อนล้า ถูกนำเสนอผ่านการแสดงของ Lancaster ได้ชัดเจนมากๆ แต่กระนั้นเขาก็มีเป้าหมายในใจที่ชัดเจน คือต้องการให้คนในครอบครัวของเขามีความสุข ไม่ต้องทนทุกข์ลำบาก มีคำพูดที่ผมชอบมากๆ ถ้าเราต้องการให้อะไรๆเป็นไปอย่างที่เคยเป็น บางสิ่งต้องเปลี่ยน “If we want things to stay as they are, things will have to change.” นี่เป็นคำพูดตอนที่ Fabrizio เลือกจับมือกับ Garibaldi เลือกข้างคณะปฏิวัติ ทอดทิ้ง Two Sicilies ผมถือว่านี่เป็นคำพูดของคนที่มีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกลได้ถูกต้องเลย

Alain Delon เล่นเป็น Tancredi Falconeri, หลานของ Don Fabrizio ชายหนุ่มที่ไปเข้าร่วมกับ Expedition of the Thousand หลังจากสงครามจบ กลับมาก็ได้ตกหลุมรักกับ Angelica Sedara (นำแสดงโดย Claudia Cardinale เธอเป็นนักแสดงชาวฝรั่งเศสในหนัง dub เป็นภาษาอิตาเลี่ยนโดย Solvejg D’Assunta) ลูกสาวของ Don Calogero Sedara (นำแสดงโดย Paolo Stoppa) ที่โชคดีทำธุรกิจประสบความสำเร็จ ภายหลังได้รับเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรีของเมือง Donnafugata

จะว่านี่เป็นหนังของ Lancaster ก็ได้ เรื่องราวจะวนเวียนอยู่รอบๆตัวเขา กระนั้นเขาก็เป็นตัวแทนของสิ่งเก่าๆ (traditional) ตรงกันข้ามกับ Don Calogero ที่เป็นตัวแทนของสิ่งใหม่ๆ (modern) ที่มีสองหนุ่มสาว Falconeri และ Angelica เป็น New Generation, มีอีกตัวละครหนึ่ง บาทหลวง Pirrone (แสดงโดย Romolo Valli) เป็นตัวแทนของ Spiritualism

ถ่ายภาพโดย Giuseppe Rotunno (ปกติเขาจะเป็นขาประจำของ Fellini) หนังเรื่องนี้ภาพสวยมากๆครับ ในระดับที่เรียกว่าเป็นตำนานได้เลย ถ่ายภายนอกเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม กว้างใหญ่ ฝีมือระดับ Freddie Young (Lawrance of Arabia) ส่วนถ่ายภายในมีการใช้แสงกับการเคลื่อนไหวกล้องได้ยอดเยี่ยม ฝีมือระดับ Sven Nykvist (Fanny and Alexander) ยิ่งฉากงาน Ballroom สุดท้าย ผสมผสานกับการออกแบบภายในที่งดงาม เสื้อผ้าตัวละครที่มีสีสันสวยสด Giuseppe Rotunno กับ The Leopard ถือว่าเป็นหนึ่งในหนังที่มีงานภาพสวยที่สุดในโลก!

ตัดต่อโดย Mario Serandrei ก่อนหน้านี้เคยตัดต่อหนังของ Visconti มาหลายเรื่อง คงรู้สไตล์กันเป็นอย่างดี เราสามารถแบ่งเหตุการณ์ในหนังออกได้เป็น 3 เหตุการณ์หลัก
1.ช่วงปฏิวัติอิตาลี เริ่มต้นจนสำเร็จ
2.ช่วงฟื้นฟูและพัฒนา
3.บทสรุปฉาก Ballroom งานเลี้ยงเต้นรำ

ช่วง 1 กับ 2 เราสามารถดูได้เรื่อยๆ แต่ช่วง 3. ฉาก Ballroom งานเลี้ยงเต้นรำที่ความยาวเกือบๆชั่วโมงนี้ มันคือไคลน์แม็กซ์ของหนังที่หลายคนคงกุมขมับแน่ๆ ว่ามันคืออะไร? ทำไมถึงทำแบบนี้? แล้วหนังจบยังไง? … ผมแนะนำให้ตัดเหตุการณ์ช่วงที่ 3 นี้ออกไปก่อนเลยนะครับ ถือว่าหนังจบลงตั้งแต่ช่วงที่ 2 พอตัดเข้าฉากงานเลี้ยงเต้นรำมองว่าเป็นหนังอีกเรื่องไปเลย, ฉาก Ballroom งานเลี้ยงเต้นรำ จริงๆแล้วเป็นการเอาเรื่องราว 2 ส่วนก่อนหน้า 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา เอามาสรุป-ประมวลผลให้เราดูอีกรอบ โดยใช้เหตุการณ์ในงานเลี้ยงเปรียบเทียบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด จะมองว่านี่เป็นการทดลองก็ได้นะครับ ในนิยายเห็นว่าก็จบที่งานเลี้ยงเต้นรำเหมือนกัน แต่จะมีการแบ่งเป็นตอนๆ เพื่อให้คนอ่านสามารถเปรียบเทียบเข้าใจได้ว่าเหตุการณ์ในงานเต้นรำ สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านมาแล้วยังไง

เพลงประกอบโดย Nino Rota คนนี้ก็ขาประจำของ Fellini ผมสังเกตทีมผู้สร้างหนังเรื่องนี้ล้วนแต่เป็นขาประจำของ Fellini แทบทั้งนั้น แสดงว่า Visconti ต้องสนิทกับ Fellini พอสมควรนะครับ สำหรับงานเพลงในหนังเรื่องนี้ Nino Rota ยังคงสร้างสรรค์ออกมาได้ไพเราะ ลงตัวและมีความคลาสสิคอย่างมาก ในฉากการต่อสู้ระหว่าง Red Shirt vs ทหารของ Two Sicily แทนที่จะให้บรรยากาศระทึก ตื่นเต้น น่ากลัว แต่กลับเหมือนเสียงบรรยายภาพประกอบสงครามที่สุดแสนไพเราะ นี่เป็นความรู้สึกที่แปลก เหมือนว่างานเพลงจะบรรยายบรรยากาศของหนัง มากกว่าอารมณ์ของตัวละครที่อยู่ในฉาก นั่นทำให้ดนตรีกลมกลืนไปกับหนัง จนบางครั้งไม่รู้สึกเลยว่ามีเพลงบรรเลงอยู่ กระนั้นมันก็มีเพลงที่ดังมาจากเครื่องดนตรีที่ปรากฏในหนัง อย่างงานเต้น Ballroom Dance เราจะได้เห็นนักดนตรีเล่นเพลงประกอบเป็นฉากหลังเท่านั้น นี่คือใจความของเพลงที่ประกอบหนังเรื่องนี้

เพลง Waltz ในฉาก Ballroom Dance คือ Gran valzer brillante ของ Giuseppe Verdi นะครับ ลองไปฟังดู

หลังจากอิตาลีได้รวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ยังมีกษัตริย์เป็นผู้นำประเทศอยู่นะครับ แต่เพิ่มระบบวุฒิสภาและนายกรัฐมนตรีเข้ามา กระนั้นการปกครองนี้ก็อยู่ได้อีกไม่ถึง 100 ปี กษัตริย์อิตาลีองค์สุดท้ายถูกกดดันอย่างรุนแรงจากประชาชน จำต้องสถาปนาการปกครองระบอบสาธารณรัฐขึ้นแทนที่ระบอบราชาธิปไตย นี่แสดงถึงจุดสิ้นสุดของขุนนาง ชนชั้นสูงของอิตาลี ในหนังเรื่องนี้ ไม่ได้ดำเนินเรื่องถึงช่วงเวลานั้น แต่คนที่มีวิสัยทัศน์ไกลๆย่อมสามารถมองเห็นอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้ Don Fabrizio เขาอาจไม่ใช่คนชั้นสูงหรือเจ้าชายองค์สุดท้าย แต่หนังทำให้เรารู้สึกเหมือนแบบนั้น รูปแบบการปกครองที่เปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป โลกหมุนไป อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้ ถ้าเราไม่ปรับตัวก็ไม่มีทางที่จะเอาตัวรอดในสังคมได้

สิ่งหนึ่งที่ผมยอมรับในตัว Don Fabrizio คือเขาเป็นคนมีวิสัยทัศน์มากๆ เขามองหาหนทางที่เป็นไปและมีประโยชน์ต่อตัวเองที่สุด อย่างการเลือกเข้าข้างคณะปฏิวัติราวกับเขารู้แน่ว่ายังไง Sicily ต้องแพ้, การเลือกตั้งที่เขาสนับสนุนการรวมประเทศเป็นอย่างยิ่ง, เขารู้ได้ยังไง? … หนังไม่ได้บอกนะครับว่าเขารู้ได้ยังไง เราจะเห็นมีฉากทีเขาไปไล่ยิงกระต่าย และคุยกับ Don Francisco ที่เห็นแตกต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่าง Fabrizio แค่รับฟังมา แต่เขาไม่เชื่อเลยสักอย่าง ทำทุกอย่างที่ขัดกับการระเบิดอารมณ์ของ Don Francisco ออกมา ฉากนี้ดูเหมือนจะไม่อธิบายอะไรเลย ผมขอยกอีกฉากหนึ่ง เมื่ออิตาลีใหม่ต้องการให้ Don Fabrizio เข้าร่วมเป็นสมาชิกรัฐสภา Fabrizio บอกปัด ไม่ใช่เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองแก่หรือยังไง แต่คิดว่าตัวเองไม่ใช่คนที่เหมาะสม “I am utterly without illusions. What would the Senate do with an inexperienced legislator who lacks the faculty of self-deception, essential requisite for those who wish to guide others?” จะมีนักการเมืองไทยคนไหนกล้าพูดแบบนี้ไหมเอ่ย “ผมไม่มีความรู้ความสามารถที่จะทำงานได้ จึงไม่ขอรับงานนี้” … ผมคิดว่านี่แสดงถึง “วิสัยทัศน์” ที่ของ Don Fabrizio ที่ถือว่าล้ำหน้ามากๆ เขาไม่ได้มองปัญหาแค่ที่ปัจจุบัน แต่มองถึงอนาคต การที่หนังไม่อธิบายว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้น ย่อมหมายถึงหมอนี่มันอัจฉริยะแห่งยุคเลยนะครับ และ “คนที่รู้ตัวเองว่าไม่สามารถทำงานได้ หมอนี่แหละที่สมควรได้ทำงานที่สุด”

วิสัยทัศน์ของ Don Fabrizio ยังสะท้อนถึงการเลือกภรรยาให้กับหลาน แทนที่จะเป็นลูกสาวของเขาที่ตกหลุมรัก หรือคนที่มีศักดินา เป็นลูกคนชั้นสูง Don Fabrizio เลือกหญิงสาวที่มาจากครอบครัวธรรมดา แต่พ่อของเธอสามารถสร้างตัว สร้างฐานะขึ้นมา กลายเป็นคนร่ำรวยมีเงินมีทอง มันอาจมีปัจจัยเล็กๆที่ Fabrizio เลือกหญิงคนนี้เพราะพ่อรวย แต่วิสัยทัศน์ของพ่อคือผลประโยชน์ที่จะตกถึงลูกหลานคนอื่นๆในตระกูล ที่อนาคตต่อไปจะไม่ต้องทนทุกข์ลำบากมากนัก

นี่แสดงถึงเป้าหมายของ Don Fabrizio นะครับ เขาไม่ได้ต้องการเป็นคนใหญ่โต เป็นคนสำคัญ ต้องการแค่ “ครอบครัว” มีความสุข ไม่ต้องตกระกำลำบาก ไม่ต้องทุกข์ทรมานจากภัยสงคราม ฯ ครอบครัวคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของ Fabrizio เอง ใจความของหนังเอง ก็เป็นการส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง จากพ่อไปสู่ลูกหลาน จากการปกครองรูปแบบเก่าไปเป็นรูปแบบใหม่ ไม่ว่าความขัดแย้งจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แต่โลกมันยังคงหมุนไป ชีวิตยังคงดำเนินอยู่ ระดับประเทศ ระดับสังคม และระดับครอบครัว มันก็คล้ายๆกันนี่แหละ

1 ชั่วโมงสุดท้ายกับฉาก Ballroom งานเลี้ยงเต้นรำ นี่คือตำนานเลย มันคือบทสรุปของเรื่องราว 2 ชั่วโมงก่อนหน้า ที่อธิบายว่าทำไม Don Fabrizio ถึงกลายเป็นแบบนั้น เริ่มต้นเข้ามาในงานเลี้ยง เจอผู้คนเยอะแยะ เจอคนรุ่นเก่า เจอทหารที่มีตำแหน่ง (คณะปฏิวัติ) เด็กสาว-ชายหนุ่มรุ่นใหม่ (แบบ Angelica และ Falconeri), Don Fabrizio รู้สึกเหนื่อยล้าจากได้พบเจอผู้คนมากมาย, อากาศที่อบอ้าว เขาจึงหลีกหนีไปอยู่คนเดียว แต่หลานและสะใภ้ก็ไปลากตัวกลับมาให้เต้นรำ การเต้นรำเปรียบเหมือนการต่อสู้-สงคราม-ปฏิวัติ ความสามารถในการเต้นของ Fabrizio กลายเป็นที่สนใจของผู้คน แต่เขาก็ไม่สนใจเสียงนกเสียงกา ไม่ว่าสังคมจะยกย่องชื่นชมเขายังไง มันไม่ได้ทำให้เขาพึงพอใจเลย, ตอนจบที่งานเลี้ยงกำลังเลิกรา เหมือนจุดสิ้นสุดของต่อสู้ ยุคสมัยที่กำลังจะเปลี่ยนไป มีจุดเริ่มต้นก็มีจุดสิ้นสุด Fabrizio เลือกเดินกลับเพราะเขาเป็นคนยุคเก่า ที่ใกล้จะสูญหายไปแล้ว, ตะวันขึ้นยามเช้า อะไรใหม่ๆกำลังเริ่มต้นขึ้น

ฉาก Ballroom นี้ เป็นการอธิบายจับใจความทั้งหมดของหนัง ที่ผมเปรียบไว้ว่าเราสามารถมองมันเป็นเหมือนหนังอีกเรื่องเลยก็ได้ เพราะมีเรื่องราวและใจความหลักที่ถ้าดูเฉพาะฉาก Ballroom ก็สามารถอธิบายหนังได้ทั้งเรื่อง นี่คือความสวยงามของหนังเรื่องนี้นะครับ เป็นไคลน์แม็กซ์ที่เป็นบทสรุปของหนัง (ถึงบทสรุปจะไม่มีคำตอบอะไรเลยก็เถอะ) เชื่อว่าคงมีหลายคนอ่านมาจนถึงตรงนี้ก็ยังไม่เข้าใจหนังอยู่ดี ผมแนะนำให้ไปหานิยายอ่านนะครับ ผมไม่เคยอ่าน แต่คิดว่าคนที่อ่านอาจจะเห็นภาพเข้าใจอะไรมากกว่านี้ เพราะนิยายมันมีคำบรรยายที่ช่วยสร้างความเข้าใจให้ผู้อ่านด้วย

ทำไม Don Fabrizio ถึงยอมรับคำเชิญขอเต้นรำของ Angelica? … มีนักวิเคราะห์บางคนตั้งข้อสังเกตผ่านการแสดงของ Fabrizio เปรียบเทียบว่าเขาเป็น Alpha Male ชายผู้ที่หญิงสาวเห็นแล้วจะหลงไหลคลั่งไคล้ การแสดงออกทางใบหน้าและแววตา บ่งบอกว่าเขาอาจจะชอบ Angelica อยู่ ซึ่งตอนสู่ขอ Angelica จะให้เธอแต่งงานกับเขาก็ได้ แต่กลับขอให้ Falconeri หลานชาย ก็เพราะ เขาเข้าใจตัวเอง ความเหนื่อย เบื่อ อ่อนล้า และบริบทของหนังที่สื่อไปทางว่า การเข้าสู่ยุคสุดท้ายของผู้คนชั้นสูง ‘วิสัยทัศน์’ ที่ทำให้เขามองหาผลประโยชน์ให้กับครอบครัว มากกว่าความสุขของตน ซึ่งเหตุผลตอบรับคำเชิญขอเต้นรำของ Angelica ด้วยแนวคิดนี้ ก็เพื่อเป็นการหาความสุขสุดท้ายให้กับตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำแต่ไม่ได้ทำ (ทำไม่ได้) … อีกเหตุผลในบริบทที่ถ้าไม่คิดว่ามีประเด็นชู้แฝงอยู่ Fabrizio ตอบรับเพราะเขามองเธอเป็นเหมือนลูกสาวคนหนึ่ง (ถึงตอนนั้นจะยังไม่ได้แต่งงานกับหลานชายก็เถอะ) เป้าหมายของเขาต้องการให้ครอบครัวมีความสุข ต้องการให้ลูกๆ หลานๆของตนมีความสุข ต่างอะไรกับ Angelica เธอก็เหมือนลูกสาวของเขาแล้ว การเต้นรำจากที่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ สงคราม แปรเปลี่ยนไปเป็น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี กระชับความสัมพันธ์ สร้างเหตุการณ์ความรู้สึกดีๆต่อกัน

ภาพของ Fabrizio ในฉาก Ballroom Dance เขาเคลื่อนไหวราวกับเงา สายตาที่ดูสิ้นหวัง กล้องเคลื่อนไหวไปเรื่อยตามจังหวะของตัวประกอบและเสียงเพลงไปในทิศทางเดียวกัน นักวิจารณ์ทุกคนจะชื่นชมการแสดงของ Lancaster อย่างมาก เพราะเขาแสดงความสิ้นหวัง จุดจบของตัวละครออกมาได้สมจริงมากๆ มันเหมือนว่าในใจเขาต้องการอะไรมากกว่านั้น นี่เป็นจุดที่ผมวิเคราะห์ต่างจากนักวิจารณ์อื่นๆนะครับ พวกเขาจะมองถึง passion ของ Fabrizio ที่ต่างออกไป ใจเขาอยากได้ทุกอย่าง สามารถทำทุกอย่างได้ แต่บางอย่างที่หยุดเขาไว้ อาจจะอายุ, ขนมธรรมเนียม (tradition), ความเบื่อหน่าย ฉาก Ballroom Dance คือภาพจำลองทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในจิตใจของเขา ผ่านคำพูด การเคลื่อนไหว การกรทำ เสื้อผ้า-หน้า-ผม ฉาก ผู้คน ฯ ที่ถึงจะอะไรสวยงามแค่ไหน แต่มันไม่ใช่ที่ของเขา มันเลยกลายเป็นจุดจบ เพราะเขาต้องทิ้งทุกอย่างไว้ที่นั่น ไม่สามารถเอาความต้องการใดๆกลับติดตัวไปได้อีก

เราสามารถเปรียบ Don Fabrizio ได้เป็น Leopard=เสือดาว (ตราสัญลักษณ์ของตระกูลก็คือ เสือ) ในห่วงโซ่อาหาร เสือ ถือว่าอยู่บนสุด (ไม่นับมนุษย์) เทียบได้กับคนมีตระกูล ชนชั้นสูงตรงๆเลย คำพูดของ Fabrizio เสือยังไงก็เป็นเสือ = คนชั้นสูงยังไงก็เป็นคนชั้นสูง สัตว์ที่จะมาแทนเสือได้ก็คือ ไฮยีน่า (หมาล่าเนื้อ) = นายทุนหน้าเลือด ชื่อหนังในภาษาอิตาเลี่ยน Il Gattopardo แท้จริงหมายถึง Ocelot (สัตว์จำพวกแมวชนิดหนึ่งคล้ายเสือดาว) หรือ Serval เป็นแมวป่าที่สูญพันธ์ไปแล้วในอิตาลีเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งเปรียบกับ Don Fabrizio ในอีกมุมหนึ่งได้ด้วย ว่าเป็นตัวแทนผู้คนชนชั้นสูงที่ใกล้ถึงจุดสิ้นสุด

ตอนหนังเอาไปฉายอเมริกา เห็นว่ามีการตัดต่อใหม่ (โดย Fox ค่ายหนังที่เอาหนังไปฉาย) และทำการพากย์เสียงอังกฤษทับ (ยกเว้นเสียง Lancaster ที่พูดเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว) สร้างความไม่พอใจให้ทีมงานและผู้กำกับอย่างมาก เพราะใจความสำคัญบางอย่างได้ถูกตัดออก จากหนังเวอร์ชั่นปกติ 205 นาที ฉายอเมริกาเหลือแค่ 161 นาที หายไปเยอะขนาดนี้เสียอรรถรสแน่นอน ใครดูหนังเรื่องนี้เวอร์ชั่นพากย์ภาษาอังกฤษ อาจจะโชคร้ายหน่อยนะครับ ไปหาต้นฉบับภาษาอิตาเลี่ยนมาดูจะโอเคสุด

ผมแนะนำหนังกับคนที่ชอบดูหนังยากๆ คิดเยอะๆ ชอบอิตาลี หรือเรียนประวัติศาสตร์ หนังภาพสวยๆ เพลงประกอบเพราะๆ นักแสดงเล่นได้สุดฝีมือ Burt Lancaster บอกเลยว่า นี่เป็นหนังที่เขาทุ่มเทตั้งใจที่สุด จัดเรต 13+ กับฉากสงครามที่ดูรุนแรงเกินไปสำหรับเด็ก

คำโปรย : “The Leopard โดยผู้กำกับ Luchino Visconti หนึ่งในหนังที่มีภาพสวย เพลงเพราะที่สุดในโลก”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบLOVE

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
Top 12 Martin Scorsese Favorite Films | RAREMEAT BLOG Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…]  The Leopard (1963)  : Luchino Visconti ♥♥♥♥♡ […]