The Lunchbox (2013)

The Lunchbox

The Lunchbox (2013) Indian : Ritesh Batra ♥♥♥♥

“Sometimes the wrong train will get you to the right station.”

ถือเป็นความโชคดีถ้าคุณขึ้นรถไฟผิดขบวนแต่จอดสถานีที่จะลง บทเรียนจากความบังเอิญนี้สอนให้รู้ว่า มีเส้นทางเลือกอื่นมากมายในชีวิตที่สามารถเดินทางไปถึงจุดหมายได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องขึ้นลงรถไฟเลือกเส้นทางเดิมเสมอไป

The Lunchbox เป็นภาพยนตร์ที่มีความเรียบง่ายแสนธรรมดา แต่สอดแทรกใส่แนวคิด ปรัชญาชีวิต ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง/ครอบครัว ความทรงจำและความเพ้อฝัน มีเป้าหมายเพื่อค้นหาสัจธรรมของชีวิต

ผมค่อนข้างประทับใจในวิธีการสอดแทรกแนวคิด ปรัชญาชีวิตของหนัง ด้วยการใส่จดหมายลงในปิ่นโต ใจความที่ทั้งสองโต้ตอบสนทนา ล้วนแฝงบางสิ่งอย่างที่น่าสนใจ เป็นบทสนทนาของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยสาระ (แม้หลายเรื่องจะฟังดูไร้สาระ แต่ซ่อนนัยยะอันลึกซึ้งไว้เสมอ) นี่มีลักษณะเหมือนการสื่อสารของภาพยนตร์ ผู้กำกับคือผู้ส่งปรุงอาหาร ผู้ชมคือผู้รับ(ประทาน) สิ่งที่อยู่ข้างในปิ่นโต(ภาพยนตร์) บางครั้งมีการสอดใส่บางสิ่งบางอย่างลงไป จะเป็นประโยชน์หรือไม่อยู่ที่ตัวคุณเอง สามารถเข้าใจเนื้อหาโภชนาการของจดหมายที่ซ่อนอยู่มากน้อยแค่ไหน

Ritesh Batra (เกิด 1979) ผู้สร้างหนังชาว Indian เกิดที่ Mumbai มีความฝันต้องการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก แต่ดันไปเรียนเศรษฐศาสตร์ที่อเมริกา จบมาทำงานเป็นนักบัญชีอยู่หลายปี เกิดความเบื่อหน่ายจึงมุ่งหน้าเข้าสู่วงการภาพยนตร์, เริ่มต้นจากการทำหนังสั้น The Morning Ritual (2008), Gareeb Nawaz’s Taxi (2010), Café Regular Cairo (2011) เรื่องล่าสุดนี่เป็นภาษาอาหรับ กวาดรางวัลนับไม่ถ้วน

ปี 2011 Batra เดินทางกลับมาอินเดีย ตั้งใจจะสร้างสารคดีเกี่ยวกับระบบการจัดส่งอาหารกลางวัน (Lunchbox Delivery System) ของบริษัทที่ชื่อว่า Dabbawala หรือ Dabbawallah (Dabba=ปิ่นโต) นี่เป็นอาชีพที่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูงและมีมาตรฐานระดับโลก ด้วยแต่ละวันจะมีปิ่นโตประมาณ 200,000 เถา ใช้คนส่งประมาณ 5,000 คน แม้จะมีปริมาณที่มหาศาลแต่การจัดส่งนั้นตรงเวลา เกิดความผิดพลาดน้อยมาก ว่ากันว่ามีโอกาสเพียง 1 ในการส่ง 8 ล้านครั้ง

เกร็ด: ขนาดว่ามีนักศึกษาจาก Harvard Business School มาศึกษาขอดูงาน นำไปเขียนงานวิจัยเมื่อปี 2010 ชื่อเรื่อง The Dabbawala System: On-Time Delivery, Every Time

ใครสนใจอยากรู้ว่าทำไมระบบจัดส่งอาหารของ Dabbawala ถึงได้มีความถูกต้องแม่นยำ อ่านจากกระทู้พันทิปนี้เลยนะครับ
LINL: https://pantip.com/topic/32056285

ความอัศจรรย์ของระบบการจัดส่งอาหารกลางวันนี้ ทำให้ Batra เกิดความสนใจในความผิดพลาดที่ไม่ว่ายังไงก็คงต้องมีโอกาสเกิดขึ้น และจากการได้ยินเสียงกระซิบกระซาบเรื่องเล่าของพนักงานคนหนึ่ง (ที่คงพูดถึงความผิดพลาดที่บังเอิญเกิดขึ้น) จึงเปลี่ยนความสนใจจากสร้างสารคดีเป็นพัฒนาบทภาพยนตร์แทน กับแนวคิดที่ว่า ‘ในความเป็นไปไม่ได้ มีความเป็นไปได้อยู่เสมอ’

นี่เป็นผลงานกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ Ritesh Batra ทำออกมาได้ไม่ธรรมดาทีเดียว

Irrfan Khan ได้มีโอกาสอ่านบทร่างของหนัง เกิดความชื่นชอบในคอนเซ็ปและตัวละครที่ใช้การสนทนาผ่านจดหมาย มากกว่าคำพูด หลังจากได้ชมหนังสั้นของ Batra และพูดคุยกันหลายครั้งก็ตบปากรับคำนำแสดง

รับบท Saajan Fernandes นักบัญชีวัยกลางคนที่กำลังจะเกษียณอายุออกจากงานก่อนกำหนด, หลังภรรยาเสียชีวิตเลือกที่จะอยู่ตัวคนเดียวไม่สุงสิงกับใคร ไม่มีเพื่อนทั้งที่ทำงานและชีวิตจริง มีความฝันจะไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมือง Nasik (อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ Maharashtra)

เกร็ด: Nasik เป็นเมืองตากอากาศของอินเดีย รายล้อมด้วยภูเขาพื้นที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตร

ภาพลักษณ์ของ Irrfan เป็นคนป่ำๆเป๋อๆ หน้ามึนๆ สับสนอะไรก็ไม่รู้ในชีวิต แต่นั่นเฉพาะกับสิ่งที่เขาไม่รู้ไม่เข้าใจเท่านั้น สิ่งไหนที่มั่นใจเต็มร้อย แทบจะไม่เคยแสดงความเก้ๆกังๆออกมาเลย, ถือว่าบุคคลิกแบบนี้เหมาะกับ Fernandes เป็นอย่างมาก เขามีหลายสิ่งอย่างไม่แน่ใจในตัวเอง แต่เมื่อคิดได้รับรู้เข้าใจ สุดท้ายก็จะไม่เกิดความสับสนวุ่นวายอีก

Nimrat Kaur นักแสดงสาวชาว Rajasthan เริ่มต้นจากการเป็น model แสดงละครเวที มีผลงานภาพยนตร์เรื่อง Peddlers (2012) แนว Crime Thriller ออกฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes ได้รับเลือกจากการ audition

รับบท Ila คุณแม่ลูกหนึ่งที่พบว่าชีวิตการแต่งงานใกล้ถึงจุดล้มเหลว พยายามทำอาหารสุดฝีมือเพื่อมัดใจสามี แต่กลับกลายเป็นปิ่นโตนั้นไม่ได้ส่งถึงเขา ชายไหนไม่รู้ได้รับ ถามไปก็ไม่ยอมตอบตรงๆ, ความฝันของเธอคือพาลูกสาวย้ายไปอยู่ Bhutan สถานที่ซึ่งมีค่าครองชีพต่ำกว่าอินเดีย และมีค่าเฉลี่ยความสุขของประชากรสูงที่สุดในโลก

(ทั้ง Nasik และ Bhutan เปรียบได้คือสถานที่ในอุดมคติของทั้งสอง เพ้อฝันต้องการ แต่มันคือเป้าหมายที่อาจไม่มีวันไปถึง)

การแสดงของ Kaur ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง ถือเป็นบทที่ breakthrough การแสดงของเธอเลย, สายตา สีหน้า ท่าทางการเคลื่อนไหว ขณะจิบน้ำรอคอยวันนัดบอด แสดงถึงความหวาดกลัวหวั่นวิตกที่อยู่ภายใน นี่คือสิ่งที่เธออยากทำ แต่จิตสำนึกจริยธรรมบางอย่าง พยายามเหนี่ยวรั้งงัดข้อในจิตใจ ชายผู้ไหนอยู่ไหน ทำไมไม่มา นี่มีนัยยะถึงอุดมคติเป้าหมายที่อาจไม่มีวันไปถึงด้วยนะครับ

Nawazuddin Siddiqui นักแสดงหนุ่มชาวอินเดีย ที่มักได้รับบทตัวประกอบจนประสบความสำเร็จโด่งดัง อาทิ Talaash (2012), Kahaani (2012), Gangs of Wasseypur (2012), Bajrangi Bhaijaan (2015), Lion (2016) ฯ กับหนังเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นตัวประกอบ แต่แสดงได้อย่างโดดเด่นถึงขนาดคว้ารางวัล Filmfare Awards: Best Supporting Actor ไปครองเป็นครั้งแรก

รับบท Shaikh ชายผู้กำลังทดลองทำงานบัญชี เพื่อจะมาทำงานแทนที่ Fernandes หลังเกษียณ, ตัวละครนี้ว่ากันตรงๆคือไม่เอาถ่าน ชีวิตมั่วซั่วปนเปไปหมด (หันผักบนเอกสารราชการ) เหมือนว่าจะดีแต่ก็พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้ คงเพราะเป็นลูกกำพร้าเติบโตในสถานรับเลี้ยง ขาดความอบอุ่นจากพ่อแม่ครอบครัว แต่เขาก็พยายามทำให้ตัวเองพึ่งพาได้นะ หญิงสาวที่กำลังจะแต่งงานด้วยก็มีความมั่นใจในตัวเขาสุดๆ ส่วนการงานคงต้องค่อยๆเรียนรู้ไป ไม่มีใครสมบูรณ์แบบได้ตั้งแต่ครั้งแรก

Siddiqui กับบทบาทนี้ ช่วงแรกจะรู้สึกแอบรำคาญนิดๆ พูดมากน้ำไหลไฟดับไร้สาระ แต่พอเริ่มคุ้นเคยรู้จักตัวละครจะพบว่า ใบหน้ากับนิสัยมีความเข้ากันอย่างมาก ขณะคอตกในห้องของหัวหน้ารับรู้ชะตากรรมของตนเอง แต่ราวกับปาฏิหารย์ Fernandes ที่ไม่เคยสนใจใครมาก่อน กลับเอ่ยปากรับผิดแทน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถูกมองว่าคล้ายกับ พ่อ/ลูกชาย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันอย่างเหลือเชื่อ (Fernandes เลือกที่จะไม่คบใคร/Shaikh ไม่มีใครคบ)

เกร็ด: สามตัวละครหลักนับถือคนละศาสนาเลยนะครับ นี่มีนัยยะถึงความแตกต่างของชาวอินเดีย
– Fernandes เป็นคริสเตียน
– Ila เป็นฮินดู
– Sheikh เป็นมุสลิม

ถ่ายภาพโดย Michael Simmonds สถานที่คือ Mumbai ใช้เวลา 26 วัน (นักแสดงมีคิวถ่ายทำ 3 สัปดาห์) ใช้กล้องดิจิตอล Arri lexa, ดูแล้วหนังน่าจะได้แรงบันดาลใจจาก Salaam Bombay (1988) พอสมควร โดยเฉพาะการเดินทางของปิ่นโต ที่ใช้การบันทึกภาพเหมือนการถ่ายทำสารคดี เห็นว่าใช้ทีมงาน 4 คน ออกเดินทางไปเรื่อยๆทั่วเมือง ตามติดชีวิตการทำงานของ Dabbawala

งานภาพของหนังมีลักษณะเป็น Medium Shot แทบทั้งหมด จะไม่มี Close-Up ระยะใกล้กว่านี้ ถ้าเป็น Long Shot จะมีเฉพาะ Establish Shot เท่านั้น และนักมักจะอยู่ตรงกึ่งกลางภาพ นี่มีนัยยะถึงการรักษาระยะห่างที่คงที่ระหว่างกล้องกับนักแสดง, ผู้ชมกับภาพยนตร์ และ Fernandes กับ Ila

แต่ชีวิตจริงมันไม่มีอะไร balance กึ่งกลางแบบที่ผมว่ามาในย่อหน้าที่แล้วนะครับ ชอบสุดก็ตรงช็อตถ่ายรูปแต่งงาน ที่ฝั่ง Shaikh มีเพียงเจ้าบ่าวกับ Fernandes สองคนเท่านั้น ขณะที่เจ้าสาวนับสิบได้ จนต้องมีการเคลื่อนไหวกล้องเพื่อถ่ายให้เห็นทั้งหมด, นัยยะช็อตนี้คือ เมื่อชีวิตมันไม่เกิดสมดุลระหว่างสองฝั่ง แทนที่จะฝืนทนต่อไป ก็ปรับ’มุมมอง’ของตนเองให้เข้ากับผู้อื่นสิ จะไปยากอะไร!

ตัดต่อโดย John F. Lyons นี่เป็นส่วนที่ค่อนข้างน่าประทับใจทีเดียว เพราะสองตัวละครหลัก Fernandes กับ Ila ไม่เคยพบหน้ากัน แต่ต้องตัดสลับเรื่องราวของทั้งคู่ไปมาให้เหมือนกำลังพูดคุยสนทนากัน, หนังใช้เสียงบรรยายแทนการอ่านจดหมาย และตัวละครมักจะกำลังทำอะไรอย่างอื่นขณะเสียงพูดดังขึ้น (คือจะเห็นขณะเริ่มอ่านจดหมาย แต่ไม่มีนั่งอ่านจนจบ ต้องตัดไปทำอย่างอื่นก่อนเสมอ)

เรื่องราวในจดหมาย มักมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น/กำลังจะเกิดขึ้น กับตัวละครขณะนั้น เช่น ขณะที่ Fernandes เล่าเรื่องที่เขายืนอยู่บนรถเมล์ แล้วมีหญิงแก่เหมือนจะกระแทกกระทั้นของสงวนของตน หลงคิดเข้าใจผิดไปไกล แต่แท้จริงแล้วก็แค่แฟ้มอะไรสักอย่างที่กระแทกเข้ามา, Ila ตอนอ่านจดหมาย กำลังเครียดรุนแรงจนคิดจะฆ่าตัวตาย แต่เพราะได้อ่านเรื่องนี้ รับรู้ว่าบางสิ่งอย่างมันเกิดจากความคิดมโนไปเองเท่านั้น ชีวิตเราก็ไม่ได้ถึงขั้นท้อแท้หมดสิ้นความหวังไปเสียทีเดียว

บางเรื่องจะมีลักษณะสะท้อนตรงกันข้าม เช่น ขณะที่ Fernandes เดินทางไปสุสาน (เพื่อซื้อหลุมฝังศพของตัวเอง เตรียมพร้อมที่จะตาย) ฝั่ง Ila ก็พูดคุยกับสามีเรื่องอยากมีลูกอีกคน

เพลงประกอบโดย Max Richter เกิดที่เยอรมัน เติบโตที่อังกฤษ เป็นนักแต่งเพลงที่มีอิทธิพลมากในดนตรีสไตล์ post-minimalist และ classical/alternative, ว่าไปผมแทบไม่ได้ยินเสียงเพลง Soundtrack ในหนังเลยนะครับ แถมไม่มีร้องเล่นเต้นตามสไตล์ของ bollywood อีกด้วย เท่าที่ได้ยินเป็นเพลงจากหนังดังในอดีต อาทิ Pardesi Pardesi จาก Raja Hindustani (1996) [ผมจำเพลงนี้ได้ เพราะเป็นหนึ่งในเพลงโปรด], เพลงจากหนังเรื่อง Saajan (1991), เพลงจากวิทยุ Bhutanese Radio Song ชื่อ Boomo Boomo ฯ

เกร็ด: เรื่องที่ฉายในโทรทัศน์ และ Fernandes นั่งสัปหงกดู คือซีรีย์ตลก Yeh Jo Hai Zindagi (1984)

สำหรับเพลง Ending ถือว่าน่าสนใจทีเดียว ชื่อเพลง Dyanoba Mauli Tukaram ได้ยินครั้งแรกตอนกลางเรื่อง, พนักงานส่งปิ่นโตนั่งล้อมวงบนรถไฟร้องเพลง มีเพียงเสียงประสานและเสียงปรบมือ ใจความของบทเพลงเป็นการสรรเสริญ Sant Tukaram กับ Dyaneshwar ผู้บุกเบิกลัทธิ Bhakti ในเมือง Maharashtra ไม่รู้เหมือนกันว่ามีนัยยะอะไร

ดูหนังเรื่องนี้แล้วหิวข้าวจัง นี่เขียนไปก็หิวไปนะ, สังเกตว่าอาหารในปิ่นโต ชั้นล่างสุดจะเป็นข้าวกับโรตี (พื้นฐานของคนอินเดีย) จดหมายของ Ila ก็มักซ่อนอยู่ชั้นนี้ ถัดขึ้นมาจะเป็นแกงน้ำ 1 อย่าง ผัดผัก 1 อย่าง และอะไรอีกก็ไม่รู้หนึ่งอย่าง, มารยาทของคนอินเดีย ถึงจะใช้มือกินแต่มีช้อนกลาง และตัดอาหารใส่ถาดทุกครั้งคนอื่นจะได้กินได้ (แต่ก็มีครั้งสองครั้งที่ Fernandes หยิบจ้วงเอาจากปิ่นโตเลย), ขากลับของจดหมาย มักจะอยู่ชั้นบนๆ นี่อาจมีนัยยะถึงศักดิ์ความสูงกว่าของผู้ชายในวัฒนธรรมของอินเดีย

เราสามารถเปรียบเทียบกล่องอาหารกลางวัน คือวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ เพราะมันคือสิ่งที่เราสามารถพบเจอได้เป็นปกติทุกๆวัน, อาหารรสชาติจืดชืด ก็เหมือนชีวิตที่ไร้รส ขณะเดียวกันอาหารที่ถูกปาก ก็เหมือนคนที่ถูกใจ เพื่อนที่ถูกคอ ชีวิตที่ตื่นเต้น ไม่มีใครเบื่อแน่ๆถ้าทุกวันมีแต่อาหารอร่อย ตรงกันข้ามถ้าเจอแต่อาหารจืดๆไม่ถูกปาก แค่สองสามวันก็ไม่อยากกินอีกแล้ว

กับกลิ่นที่ติดเอกสารราชการ ผมชอบนัยยะฉากนี้นะ คืองานบางอย่างมันโคตรน่าเบื่อ จืดชืด ไร้รสชาติเอาเสียเลย สิ่งที่ Fernandes เสมือนการพยายามสร้างกลิ่น สร้างรสชาติ ความตื่นเต้น ให้กับงานที่ทำ แต่ใครๆกลับมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่สมควรทำ (เชื่อว่าผู้ชมหลายท่านก็อาจคิดว่า การหั่นผักบนเอกสารราชการเป็นสิ่งไม่สมควรทำใช่ไหมละ!)

The Lunchbox เป็นเรื่องราวที่วนเวียนอยู่กับความผิดพลาด ส่งปิ่นโตอาหารกลางวันผิดคน, หญิงสาวที่รู้สึกว่าชีวิตแต่งงานกำลังไปไม่รอด, ชายหนุ่มทดลองงานแต่คิดคำนวณตัวเลขผิด ฯ ซึ่งหนังสร้างคำแก้ต่างให้ว่า ‘บางครั้งขึ้นรถไฟผิดสาย แต่กลับได้ลงถูกสถานี’

ผมอยากขอให้ตระหนักถึงความจริงจริงๆที่ว่า “ไม่ใช่ทุกครั้งที่ขึ้นรถไฟผิดสาย จะได้ลงถูกสถานี” ด้วยนะครับ ชีวิตมันไม่ได้จะมีความบังเอิญแปรผันกลายเป็นความโชคดีบ่อยครั้งขนาดนั้น เรื่องราวในหนังถือว่าเป็นการมองโลกแง่บวก Positive Thinking แนะนำทัศนคติในอีกมุมมองหนึ่ง ถ้าเราเอาแต่คิดมองโลกในแง่ร้าย ชีวิตคงไม่มีทางเป็นสุขสงบได้หรอก มองโลกด้านร้ายในแง่ดีบ้าง จะเห็นอะไรที่แตกต่างออกไป

ตอนจบของหนังค้างคาปริศนาไว้พอสมควร
– Ila เขียนจดหมายที่เหมือนจะไม่ได้ส่ง มีใจความประมาณว่าได้’หย่า’ขาดกับสามีแล้ว (ขายเครื่องเงินทองที่เป็นของแต่งงาน) กำลังเก็บเงินเตรียมย้ายไปอยู่ Bhutan
– Fernandes เดินทางไปถึง Nasik แล้วกลับมา ออกค้นหาที่อยู่ของ Ila ตามตัวเลขที่จดบนฝาปิ่นโต

หนังไม่นำเสนอว่า Fernandes จะมีโอกาสได้พบเจอกับ Ila หรือเปล่า ทิ้งเป็นปลายเปิดไว้ให้ผู้ชมคิดเอาเองว่า ทั้งสองยังคงขึ้นรถไฟผิดแล้วลงสถานีถูก หรือขึ้นรถไฟถูกแต่ลงสถานีผิด, ผมเองไม่สามารถคิดตามหาคำตอบของหนังได้เช่นกัน ถ้ามองโลกในแง่ดีก็จะคิดว่าเจอแน่ ถ้าไม่ก็ตามนั้น ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน

หนังออกฉายครั้งแรกในเทศกาลหนังเมือง Cannes สาย International Critics’ Week (นี่ไม่ใช่สายหลักในการประกวดนะครับ) ได้รางวัล Rail d’Or (Grand Golden Rail) หรือ Viewers Choice Award จากการโหวตของผู้ชม นี่ทำให้หนังได้รับการจับตามองในระดับนานาชาติ ส่งออกฉายคว้ารางวัลอีกหลายเทศกาลหนัง

ด้วยทุนสร้าง ₹22 crore (=$3.3 ล้านเหรียญ) หนังทำเงินทั่วโลกประมาณ ₹100.85 crore (=$15 ล้านเหรียญ), เข้าชิง Filmfare Awards 6 สาขา ได้มา 3 รางวัล
– Best Film (Critics) **ได้รางวัล
– Best Debut Director **ได้รางวัล
– Best Supporting Actor (Nawazuddin Siddiqui) **ได้รางวัล
– Best Story
– Best Editing
– Best Sound Design

นอกจากนี้ยังได้เข้าชิง Asian Film Awards 3 สาขา ได้มา 2 รางวัล
– Best Film
– Best Actor (Irrfan Khan) **ได้รางวัล
– Best Screenwriter **ได้รางวัล

และหนังยังได้เข้าชิง BAFTA Award สาขา Best Film Not in the English Language แต่ไม่ได้รางวัล

The Lunchbox เคยเกือบที่จะเป็นตัวแทนของอินเดีย ส่งเข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film ขนาดว่าผู้กำกับ Karan Johar ที่เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์หนังยังออกปากสนับสนุน

“All kinds of audience can connect with it and yet within the parameters of love story it is completely unusual. You feel all the love in the world for the protagonists and the unusual aspect of it is they haven’t met.”

แต่คณะกรรมการ Film Federation of India (FFI) ได้โหวตเลือก The Good Road (2013) ภาพยนตร์ภาษา Gujarati เป็นตัวแทนประเทศส่งเข้าชิงรางวัล นี่ทำให้เกิดเสียงวิพากย์วิจารณ์การคัดเลือกครั้งนี้อย่างกว้างขวางรุนแรง, Goutam Ghose ประธานคณะกรรมการ FFI ออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่า ส่วนตัวเขาเลือก The Lunchbox เป็นตัวแทนของประเทศ แต่มีสมาชิกถึง 18 คนที่ออกเสียงสนับสนุน The Good Road โดยอ้างเรื่องราวความผิดพลาดของ Dabbawala ใน The Lunchbox ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง! จึงมิอาจยอมรับหนังเรื่องนี้ส่งเป็นตัวแทนของประเทศได้

(เมืองไทยว่าผู้ใหญ่วงการภาพยนตร์หัวล้าหลังแล้ว เจอของอินเดียเข้าไปเลวร้ายยิ่งกว่าอีกนะครับ)

มีประโยคหนึ่งในหนังที่ผมชอบมากๆ “There is no value for talent in this country.” เมืองไทยเราก็แทบจะไม่ต่าง

ถึงหนังจะมีการสอดแทรกแนวคิด เรื่องราวที่น่าสนใจ แต่ส่วนตัวกลับรู้สึกแค่ชื่นชอบประทับใจ ไม่ได้ตกหลุมรักหนังเท่าไหร่ นี่น่าจะเพราะตัวผมเองที่ไม่ได้มีชีวิตผ่านเรื่องราวความทุกข์ยากลักษณะนี้มา จึงไม่เกิดอารมณ์ร่วมเท่าที่ควร
– ไม่ใช่คนที่เคยแต่งงานแล้วสูญเสียคู่รักไป (Fernandes)
– ไม่ใช่คนที่เคยแต่งงานแล้วกำลังเบื่อหน่ายชีวิตคู่ (Ila)
– ไม่เคยต้องดิ้นรนลุ้นระทึก จะผ่านงาน/ไม่ผ่านงาน ได้แต่งงาน/ไม่ได้แต่งงาน (Shaikh)
– หรือไม่เคยทุ่มเทความรักให้สุดใจเหมือนแม่-พ่อ ของนางเอก

ในอินเดีย ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ชีวิตจึงเต็มไปภาระปัญหามากมายที่ยากจะได้รับการแก้ไข คนส่วนใหญ่มักต้องทนทุกข์ทรมานกับความเครียด กังวล วิตกจริต ฯ บางเรื่องพอหาทางออกไม่ได้ก็จะเริ่มคิดสั้น, สิ่งที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ความคิดของพวกเขาเลย มันไม่จำเป็นที่เราจะต้องมีความทุกข์ตลอดเวลา หาช่วงเวลาเล็กๆที่เป็นความสุขให้ได้ เมื่อคิดได้ก็จะเข้าใจโลกในมุมมองที่ต่างออกไป

แนะนำกับผู้ชื่นชอบเรื่องราวที่แฝงแนวคิดการใช้ชีวิต นำเสนอปรัชญา ความทุกข์ยากของชาวอินเดีย, นักสังคมสงเคราะห์ ที่ต้องการศึกษาปัญหาของคนชนชั้นล่าง, นักเศรษฐศาสตร์ที่อยากรู้จัก Dabbawala , แฟนหนัง Irrfan Khan ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต PG กับความโหดร้ายของสังคม

TAGLINE | “The Lunchbox ปิ่นโตอาหารกลางวันมื้อนี้ ไม่ใช่แค่รสชาติอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ยังเต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of