The Magnificent Ambersons (1942)

The Magnificent Ambersons

The Magnificent Ambersons (1942) hollywood : Orson Welles ♥♥♥♥

หนึ่งในผลงานที่ถูกเรียกว่า ‘Holy Grail แห่งวงการภาพยนตร์’ เป็นหนังที่ไม่สมบูรณ์เหมือนรูปปั้น Venus de Milo แต่ได้รับการยกย่องระดับ Masterpiece, เรื่องราวของชนชั้นสูงตระกูล Ambersons จากเคยรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่ กำลังค่อยๆตกต่ำทรามลงเรื่อยๆ สาเหตุเพราะความเย่อหยิ่งทะนงในเกียรติ ศักดิ์ศรี มองข้ามไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงไปของโลก จนกระทั่งในที่สุด … “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

มีสามผู้กำกับอัจฉริยะ เพราะถือกำเนิดเกิดเร็วเกินไป สร้างภาพยนตร์ล้ำยุคสมัยปัจจุบันนั้น เกินกว่าสตูดิโอออกทุนให้จะมองเห็นคุณค่าความสำคัญ เมื่อเสียงตอบรับคำวิจารณ์ย่ำแย่เลยนำไปปู้ยี้ปู้ยำ กระทำชำเราเสียจนสภาพทนดูไม่ได้ กระนั้นแค่เพียงเสี้ยวเศษหนึ่งที่หลงเหลือ กลับพบเห็นร่องรอยความงดงาม สมบูรณ์แบบ!
– เกือบๆทุกผลงานในยุคหนังเงียบของ Erich von Stroheim อาทิ Greed (1924), The Merry Widow (1925), The Wedding March (1928) ฯ
– Orson Welles โดนกับ The Magnificent Ambersons (1942), The Lady From Shanghai (1948), Touch of Evil (1958)
– John Huston เรื่อง The Red Badge of Courage (1951)

จริงๆจะไปโทษว่ากล่าวความผิดสตูดิโอสถานเดียวย่อมไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนหนึ่งเพราะอีโก้สูงจัดของผู้กำกับเหล่านี้ ไม่ยินยอมประณีประณอมอ่อนข้อก้มหัวให้ พวกเขาเลยถูกสอนมวย ‘Comeuppance’ สนองความเห็นแก่ตัวตนเอง ถึงกระนั้นโชคร้ายกลับตกเป็นของผู้ชม คนรุ่นใหม่ สูญเสียสิ้นโอกาสรับชมผลงานศิลปะอันเลอค่าดังกล่าวไป

กระนั้นกว่า 40-50 นาทีที่สูญหายไปของ The Magnificent Ambersons (1942) ปกติแล้วสตูดิโอจะไม่รีบร้อนทำลาย เก็บรักษาไว้ในคลัง ‘Archive’ เผื่อว่ามีอะไรฉุกเฉินจะได้นำกลับมาใช้ แต่ข้ออ้างของ RKO บอกไม่มีที่เก็บหลงเหลือ มันช่าง ‘ด้านได้อายอด’ ชัดเจนมากๆว่าไม่ต้องการให้ผู้กำกับ Welles หวนกลับมาทำอะไรกับหนังได้อีก

George Orson Welles (1915 – 1985) นักแสดง ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Kenosha, Wisconsin พ่อเป็นนักประดิษฐ์ Gadget แต่ภายหลังติดเหล้าเลิกทำงาน ส่วนแม่เป็นนักเปียโน ทำให้เกิดความชื่นชอบหลงใหลในดนตรี แต่หลังจากเธอเสียชีวิตตอนเขาอายุ 9 ขวบ เลยเลิกเอาดีด้านนี้, ครั้งหนึ่งเคยไปพักร้อนยังคฤหาสถ์หรูที่ Wyoming, New York เป็นเพื่อนเล่นของ Aga Khan และ Prince Aly Khan พบเห็นชีวิตชนชั้นสูงที่น่าอิจฉาริษยายิ่ง

โตขึ้นได้ทุนเรียนต่อ Harvard University แต่เอาเงินที่ได้(และกองมรดก) ออกท่องเที่ยวยุโรป ระหว่างอยู่ Dublin ไปสมัครเป็นนักแสดงยัง Gate Theatre อ้างว่าตนเองเคยขึ้นเวที Broadway แม้ไม่มีใครเชื่อแต่ก็ต้องยินยอมรับความสามารถ จนได้รับโอกาสกลายเป็นนักแสดงละครเวทีจริงๆ, เมื่อหวนกลับอเมริกาได้งานเขียนบท ตามด้วยละครวิทยุ เข้าร่วม Federal Theatre Project (1935-39) แล้วออกมาก่อตั้ง Mercury Theatre จัดรายการ The Mercury Theatre on the Air โด่งดังจนเข้าตา Hollywood เซ็นสัญญา RKO Radio Pictures และกำกับหนังยาวเรื่องแรก Citizen Kane (1941)

ก่อนหน้าเข้าสู่วงการภาพยนตร์ Welles เคยดัดแปลงนวนิยาย The Magnificent Ambersons เป็นละครวิทยุ (Radio-Drama) ความยาว 1 ชั่วโมง ออกอากาศวันที่ 29 ตุลาคม 1939 ซึ่งตัวเขาได้ให้เสียงเป็น George Minafer และผู้บรรยายเรื่องราว, ด้วยเหตุนี้หลังเสร็จจาก Citizen Kane (1941) เลยตั้งใจให้เรื่องนี้เป็นผลงานลำดับถัดไป

The Magnificent Ambersons (1918) คือนวนิยายเล่มที่สองใน Growth Trilogy [อีกสองเรื่องคือ The Turmoil (1915) และ  The Midlander/National Avenue (1923)] แต่งโดย Newton Booth Tarkington (1869 – 1946) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ที่ช่วงทศวรรษนั้นได้รับคำยกย่องว่า ‘American’s greatest living author’ และผลงานเรื่องนี้สามารถคว้ารางวัล Pulitzer Prize for Novel

ช่วงต้นศตวรรษ 20th ตระกูล Ambersons คือมหาเศรษฐี ฐานะร่ำรวย มั่งคั่ง ชื่อเสียงโด่งดังที่สุดใน Indianapolis, Indiana เรื่องราวเริ่มต้นที่ Eugene Morgan (รับบทโดย Joseph Cotten) พยายามเกี้ยวพาราสีเพื่อให้ได้แต่งงานกับ Isabel Amberson (รับบทโดย Dolores Costello) แต่เพราะครั้งหนึ่งทำเธออับอายขายขี้หน้า เลยประชดหนีไปแต่งงานกับชายผู้แสนจืดชืดเย็นชา Wilbur Minafer (รับบทโดย Don Dillaway) ถึงไม่ได้รักใคร่เท่าไหร่ ก็มีลูกชายด้วยกันคนหนึ่ง George Amberson Minafer

George เป็นเด็กเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ พอเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ (รับบทโดย Tim Holt) ก็ใช่ว่าอะไรๆจะดีขึ้น แม้ตกหลุมรัก Lucy Morgan (รับบทโดย Anne Baxter) กลับพยายามครอบงำเป็นเจ้าของจนเธอบอกปัดปฏิเสธ หลังจากพ่อเสียชีวิตเหมือนว่าแม่จะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ Eugene Morgan ยินยอมรับสิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ พาแม่หนีไปอยู่ต่างประเทศ บีบบังคับให้พวกเขาต้องแยกจากกัน นี่เป็นผลพวงให้ตระกูล Ambersons ค่อยๆตกต่ำทรามลงเรื่อยๆจนไม่หลงเหลืออะไร

Joseph Cheshire Cotten Jr. (1905 – 1994) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Petersburg, Virginia, ตั้งแต่เด็กสนใจด้านการแสดง มีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่อง ครอบครัวเลยส่งไปเรียน Hickman School of Expression ที่ Washington, D.C. จบออกมายังหางานไม่ได้ เป็น Lifeguard ที่ Wilcox, ทำงานโฆษณา, นักวิจารณ์, มีโอกาสรู้จักเป็นเพื่อนกับ Orson Welles ให้เสียงพากย์ Radio Drama ตามด้วยแสดงละครเวทีประกบ Katharine Hepburn แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Too Much Johnson (หนังสั้นที่ Welles กำกับ) ตามด้วย Citizen Kane (1941), The Magnificent Ambersons (1942), Shadow of a Doubt (1943), Duel in the Sun (1946), Portrait of Jennie (1948), The Third Man (1949) ฯ

รับบท Eugene Morgan นักประดิษฐ์ผู้มีความเฉลียวฉลาด วิสัยทัศน์ก้าวไกล จากคนจนๆไม่เคยมีอะไร ก่อร่างสร้างตนกลายเป็นเจ้าของบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ยอมรับนับถือ, สมัยยังหนุ่มตกหลุมรัก Isabel Amberson แต่พลาดพลั้งสะดุดล้มทับเชลโล่ในค่ำคืนที่ควรจะสุดแสนโรแมนติก ทำให้หญิงสาวอับอายขายขี้หน้าและต่อมาปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานกับเขา กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ลูกชาย-สาวของทั้งคู่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ระหว่างรับชมพวกเขาพรอดรัก พาลให้หวนระลึกความทรงจำจากอดีต แต่กลับกลายเป็นถูกขัดขวางจาก George ชอกช้ำระกำใจ ชีวิตนี้ไร้โอกาสเคียงคู่กับหญิงสาวที่ตนรักใคร่ต้องการมากสุด

Cotten เป็นนักแสดงยุคคลาสสิกที่ไม่โดดเด่นด้านการแสดงสักเท่าไหร่ ใบหน้าอันหล่อเหลากระชากใจ แต่ลึกๆดูซ่อนเร้น ปกปิดบางสิ่งอย่างไว้ภายใน เหมาะกับบทพระเอกหนังนัวร์ (และโรแมนติก) ที่โชคชะตามักไม่เข้าข้าง พบเจอเรื่องร้ายๆถึงกระนั้นก็ยังสามารถก้าวข้ามผ่านภยันตรายไปได้, ฉากดีสุดของ Cotten ในหนังเรื่องนี้ คงเป็นตอนอ่านจดหมายพรอดคำอำลาอาลัย นั่งหน้าละห้อยซีดเผือดหมดสิ้นเรี่ยวแรงกายใจ

การปรากฎตัวช่วงแรกๆของ Eugene พบเห็นถอดเกือก (สลัดทิ้งจากการเป็นคนชนชั้นล่าง) สรรหาสวมหมวกเท่ห์ๆ (เพื่อให้ตนเองเป็นคนชนชั้นสูง) แต่งกายดูเป็นผู้ดีมีสกุล เพื่อหวังจีบสาวจากตระกูลสูงส่ง

แซว: ฉากเปลี่ยนชุด/เปลี่ยนหมวกไปเรื่อยๆ น่าจะคารวะหนังเงียบของ Buster Keaton เรื่อง Steamboat Bill, Jr. (1928)

Dolores Costello (1903 – 1979) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เจ้าของฉายา ‘The Goddess of the Silent Screen’ เกิดที่ Pittsburgh, Pennsylvania พ่อ-แม่ต่างเป็นนักแสดงละครเวทีผันสู่ภาพยนตร์ยุคหนังเงียบ นั่นทำให้เธอ(และน้องสาว)ได้เล่นหนังตั้งแต่เด็ก ตามด้วย Broadway เซ็นสัญญากับ Warner Brothers Studios ผลงานเด่นๆ The Sea Beast (1926), When a Man Loves (1927), Noah’s Ark (1928), Tenderloin (1928) [สูญหายเป็นส่วนใหญ่] ในยุคหนังพูดมีผลงานประปราย Little Lord Fauntleroy (1936), The Magnificent Ambersons (1942) และรีไทร์หลังจาก This is the Army (1943)

เกร็ด: ว่ากันว่าเหตุผลที่ Costello รีไทร์ออกจากวงการภาพยนตร์ เพราะใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยริ้วร่องรอยจากการใช้เครื่องสำอางค์มากเกินไปจนเริ่มดูไม่ได้

รับบท Isabel เมื่อครั้นยังสาวมีความแก่นแก้ว เห็นแก่ตัว เอาแก่ใจ แม้ตกหลุมรัก Eugene แต่พอพบเห็นการกระทำอับอายขายหน้า ประชดประชันฝืนตนเองให้แต่งงานกับ Wilbur Minafer พอสูงวัยจึงค่อยตระหนักขึ้นมาได้ ทำไมฉันต้องฝืนรั้นกับเสียงเพรียกของหัวใจ แต่แล้วเมื่อถูกลูกชายตนเองแท้ๆกีดกันขวาง ราวกับติดหยากไย่พัลวัน ไม่สามารถดิ้นหลุดจากพันธนาการรัดตนเองนี้ได้พ้น

ความสวยของ Costello เรียกได้ว่า ‘Great Beauty’ สง่างาม รวยเสน่ห์ คุณหนูชนชั้นสูง แต่ในเรื่องความคิดอ่านราวกับถูกขังเหมือนนกในกรงขัง เหนี่ยวเกี่ยวด้วยขนบวิถี ศักดิ์ศรี เกียรติวงศ์ตระกูล นั่นทำให้จิตใจเธอเต็มไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยาก นอนอยู่บนเตียงอาบด้วยเงาหยากไย่ใยแมงมุม ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุดพ้นคำสาปของตระกูล Ambersons

Charles John “Tim” Holt III (1919 – 1973) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Beverly Hills, California บุตรของ Jack Holt นักแสดงหนังเงียบชื่อดัง เมื่อตอนยังเด็กก็มักติดตามพ่อไปกองถ่าย กลายเป็นแรงบันดาลใจ

“I’m going to be a western star some day”.

หลังเรียนจบจาก Culver Military Academy ได้แสดงหนังเรื่องแรก Stella Dallas (1937) ตามด้วย I Met My Love Again (1938) ก็ได้กลายเป็นนักแสดง Western สมใจ แต่ผลงานที่ได้รับการจดจำกลับคือ The Magnificent Ambersons (1942) และ The Treasure of the Sierra Madre (1948)

รับบท George Amberson Minafer ลูกชายโทนของ Isabel Amberson และ Wilbur Minafer เป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่ฟังใคร คงเพราะได้รับการเลี้ยงดูแบบตามใจตั้งแต่เด็ก พอเติบโตขึ้นเลยหลงระเริงในความสุขสบาย เรียนจบสูงแต่ไม่ครุ่นคิดทำการงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ตกหลุมรักหญิงสาว Lucy Morgan แต่พยายามครอบงำ วางอำนาจบาดใหญ่ แม้จะรักแต่เธอก็หนีจากโดยไม่ร่ำลา แถมยังยิ้มร่าเมื่อกำลังต้องพลัดพรากอาจชั่วนิรันดร์

นี่คงเป็นบทบาทดราม่าเข้มข้นสุดในชีวิตของ Holt (พอๆกับ The Treasure of the Sierra Madre) ความเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจถือว่าอยู่ในระดับสูงสุด วิธีเดียวเท่านั้นจะรู้สึกนึกคือถูกย้อนแย้งเข้าหาตนเอง นี่ก็ไม่รู้จะโทษว่ากล่าวความผิดต่อใคร ลึกๆอาจเพราะปม Oedipus (รักแม่เกลียดพ่อ) เป็นเหตุให้หึงหวงแหนแม่มาก ไม่ยินยอมใครอื่นได้ครอบครองเธอ, ผู้ชมอาจรู้สึกเกลียดและสมน้ำหน้าตัวละครนี้เมื่อได้รับผลกรรมตอบสนอง แต่ผมกลับมองว่าน่าสงสารเห็นใจ เพราะพฤติกรรมของเขาคือผลลัพท์/ย้อนรอยความเห็นแก่ตัวของแม่ (และพ่อ) ที่เคยกระทำไว้เมื่อครั้นตนเองยังหนุ่ม-สาว

แทบทุก Medium Shot, Close-Up ที่ถ่ายภาพ George มักมีลักษณะมุมเงยขึ้น เพื่อสะท้อนความเย่อหยิ่ง จองหอง ยโสอวดดี ฉันเป็นคนสูงค่าด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี วงศ์ตระกูล จึงชอบดูถูก พูดจาถากถาง ไม่เคยเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือครุ่นคิดถึงหัวอกความต้องการของผู้อื่น โลกต้องหมุนรอบมีเพียงฉันแต่เพียงคนเดียว

Anne Baxter (1923 – 1985) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Michigan City, Indiana ตั้งแต่อายุ 5 ขวบมีโอกาสแสดงละครเวทีของโรงเรียน เกิดความชื่นชอบหลงใหล ผลักดันตัวเองให้กลายเป็นนักแสดงอาชีพ เริ่มต้นจากเป็นนักแสดง Broadways กำลังจะโด่งดังจาก The Philadelphia Story (1939) ในบทน้องสาวของตัวละคร Katherine Hepburn แต่สงสัยไก่เห็นตีนงู Hepburn ไม่ชอบเธอเป็นการส่วนตัวจึงขอเปลี่ยนนักแสดง, ตอนอายุ 16 มีโอกาสมาคัดเลือกนักแสดงหนังเรื่อง Rebecca (1941) แต่ผู้กำกับ Alfred Hitchcock มองว่าเธอยังเด็กเกินไป เลยมอบบทให้ Joan Fontaine, ต่อมาได้เซ็นสัญญา 7 ปีกับ 20th Century Fox มีผลงานเรื่องแรก 20 Mule Team (1940) ตามมาด้วย The Magnificent Ambersons (1942), The Razor’s Edge (1946)**คว้า Oscar: Best Supporting Actress, All About Eve (1950), I Confess (1953), The Blue Gardenia (1953), The Ten Commandments (1956) ฯ

รับบท Lucy Morgan ลูกสาวโทนของ Eugene Morgan เป็นคนรักอิสระเสรี มองโลกในแง่ดี เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แถมมีความเฉลียวฉลาดรอบรู้ สามารถอ่านตัวตนของ George ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอ โน้มน้าวชักจูงให้เขาค้นหาตนเอง ทำงานทำการเป็นหลักแหล่ง พยายามแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จเลยหลบลี้หนีหน้าหายตัวไปสักพัก พอหวนกลับมากลายเป็นเขากำลังจะออกเดินทาง แสร้งยิ้มไว้ให้จากกันด้วยดี แต่หลังจากนั้นก็เป็นลมล้มพับหมดสติเรี่ยวแรงสมประดี

นี่ถือเป็นผลงานภาพยนตร์แจ้งเกิดของ Baxter ใบหน้ายังอ่อนเยาว์ ร่าเริง ผุดผ่องใส แต่ใครเคยรับชม All About Eve (1950) จะรู้สึกว่าเบื้องลึกเต็มไปด้วยลับเลศนัย รอยยิ้มเคลือบแฝงบางสิ่งอย่าง หาได้บริสุทธิ์จริงใจดั่งภาพเคยพบเห็น, คือผมคิดว่า All About Eve ส่งผลกระทบมากแน่ๆ พบเห็นรอยยิ้มของ Baxter มันช่างหลอกหลอน สั่นสะพรึงมากๆ

ช็อตนี้มีลักษณะเบลอๆ ฟุ้งๆ ภาพหลุดโฟกัสเล็กน้อย เป็นการสะท้อนอารมณ์ของหญิงสาว แม้ระหว่างที่คุยกับ George เธอจะยิ้มร่าเริง แต่พอเขาจากไปก็ค่อยๆหุบยิ้ม สายตาเศร้าสร้อย กำลังจะร่ำร้องไห้ จิตใจเต็มไปด้วยความรวดร้าวทุกข์ทรมาน รีบวิ่งเข้าร้านขายยาเพื่อขอยาดม แล้วทรุดล้มลงหมดสิ้นเรี่ยวแรง (ภาพเบลอๆแบบนี้ มันคล้ายๆน้ำตากำลังเอ่อนอง มองอะไรเริ่มไม่ค่อยเห็น)

แถมท้ายกับ Agnes Robertson Moorehead (1900 – 1974) นักแสดงหญิงสมทบเลื่องชื่อ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Clinton, Massachusetts แม่เคยเป็นนักร้อง ตั้งแต่เด็กเคยเข้าร่วมวงคอรัสของ St. Louis Municipal Opera Company กระนั้นความสนใจจริงๆคือการแสดง ได้ร่ำเรียนที่ American Academy of Dramatic Arts จบออกมาหางานยากเหลือเกิน โชคดีได้เข้าร่วม Mercury Theatre ของ Orson Welles ให้เสียงละครวิทยุ ภาพยนตร์เรื่องแรก Citizen Kane (1941), The Magnificent Ambersons (1942), Mrs. Parkington (1944), Show Boat (1951), Hush… Hush, Sweet Charlotte (1964) ฯ

รับบท Fanny Minafer น้องสาวของ Wilbur Minafer ที่หลังจากพี่แต่งงานกับ Isabel Amberson ตนเองติดตามมาอาศัยอยู่ด้วย ทำงานเป็นแม่ครัวดูแลกิจการงานบ้าน มีศักดิ์เป็นน้าของ George สนิทสนมให้การช่วยเหลือ บอกกล่าวเรื่องโน่นนี่นั้น แต่หลังจาก Wilbur และ Isabel เสียชีวิตจากไป ภาระทุกอย่างเลยตกเป็นของเธอ ไม่หลงเหลือเงินสักแดงจากลงทุนทำธุรกิจล้มเหลว ทรุดนั่งหมดเรี่ยวแรง คลุ้มคลั่งแทบเสียสติ แล้วนี่ฉันจะเลี้ยงดูแล George ให้เอาตัวรอดได้อย่างไร

ปมของตัวละครนี้คือความโสด(ซิง) อายุปูนนี้แล้วยังไม่ได้แต่งงาน (คงไม่มีใครเอาแล้วละ) เลยมีอาการเครียด เก็บกดดัน ไม่สามารถหาที่ผ่อนคลาย พึ่งพิง แถมต้องมาแบกรับภาระหลาน ในที่สุดเลยทรุดหนัก ไร้เรี่ยวแรงแม้จะลุกยืน ขโมยซีนไปเต็มๆเลยฉากนั้น ขนลุก สั่นสะท้าน หัวใจหล่นตาตุ่ม ทั้งๆตนเองไม่ได้แต่งงานเข้าตระกูล Ambersons แต่แค่อยู่อาศัยใต้ชายคา กลับได้รับผลกระทบรวดร้าวรุนแรงขนาดนี้เลยหรือนี่!

ช็อตที่ Fanny ทรุดลงนั่งกับพื้นนี้ หลังพิง Boiler (หม้อต้มน้ำ) จากที่ควรลุ่มร้อนกลายเป็นเยือกเย็น (หมดไฟ/สิ้นเรี่ยวแรง) และเงาเส้นตรงผ่ากึ่งกลางร่างกาย ราวกับได้ถูกฟาดฟันตัดแบ่ง ไม่หลงเหลืออะไรอีกแล้วในชีวิต

ถ่ายภาพโดย Stanley Cortez (1908 – 1997) สัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ The Black Cat (1941), The Magnificent Ambersons (1942), Since You Went Away (1944), The Night of the Hunter (1955), The Candidate (1964) ฯ

แม้ความลุ่มลึกล้ำในมิติของงานภาพ จะเทียบไม่ได้กับ Gregg Toland ที่ Welles เลือกใช้บริการตอน Citizen Kane (1941) แต่มุมมองของ Cortez ฝืนธรรมชาติน้อยกว่า มอบสัมผัสเหมือนอัลบัมรูปถ่ายเก่าๆ หวนระลึกความทรงจำในอดีตล่วงเลยผ่านไป

ไดเรคชั่นของ Welles มีลักษณะ ‘One Take One Story’ ทุกช็อตที่ถ่ายทำต้องมีเรื่องราวเกิดขึ้น-สิ้นสุดในตัวมันเอง สั้นยาวแค่ไหนไม่เกี่ยง (ส่วนใหญ่จะพบเห็น Long Take) และจัดวางตำแหน่งองค์ประกอบ เลือกทิศทางอย่างมีนัยยะความหมายซ่อนเร้นอยู่เสมอ

หนังสร้างฉากถ่ายทำยัง RKO’s Gower Street, Los Angeles ปลูกสร้างคฤหาสถ์ Ambersons สไตล์ Vitorian ขึ้นทั้งหลัง (ออกแบบสร้างฉากโดย Mark-Lee Kirk) ให้สามารถขยับเคลื่อนย้ายผนังกำแพง นำอุปกรณ์ถ่ายทำ ลิฟท์ เครน ย้ายเข้าออกได้โดยง่ายดาย และด้วยมูลค่าก่อสร้างอันสูงลิบลิ่ว เลยถูก Reuse นำไปใช้กับหนังเกรด B อีกหลายๆเรื่อง

แซว: มูลค่าการก่อสร้างฉากที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ RKO สมัยนั้น ยังมากกว่าทุนสร้าง Gone with the Wind (1939) ทั้งเรื่องอีกนะ

ช็อตแรกของหนัง ทีแรกผมคิดว่าฟีล์มเสื่อมสภาพ ขอบด้านข้างเลยดูคล้ำๆเคลอะๆ แต่เหมือนจะเป็นความจงใจเสียมากกว่า เพื่อสร้างสัมผัสเก่าๆ ให้เป็นการหวนระลึกถึงอดีต (เพราะเมื่อหนังกระโดด Time Skip ไปข้างหน้า งานภาพก็จะกลับสู่ปกติ)

หลายครั้งทีเดียวมีการแทรกภาพ Gossip ของผู้คน ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในคฤหาสถ์ Ambersons, เห็นว่าเป็นการเคารพคารวะวิธีการเล่าเรื่องของนวนิยาย เริ่มจากเสียงบรรยาย ตามด้วยผู้คนมากมายซุบซิบนินทา

การพูดคุยกระซิบนินทา(ว่าร้าย) ถือเป็นพฤติกรรมแสดงออกของมนุษย์ที่ค่อนข้างแย่ ไม่น่าพึงประสงค์สักเท่าไหร่ การเลือกภาพมุมเงยระยะใกล้ Close-Up สะท้อนความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ชอบดูถูกถากถาง เหยียดหยาม กล่าววาจาไม่สุภาพต่อผู้อื่น

แทนที่พ่อ-แม่ จะตำหนิต่อว่าการกระทำตัวแย่ๆของลูก กลับมองเขาดั่งเทพบุตร (เหมือนรูปปั้นที่อยู่ด้านหลังปู่) ปล่อยยืนเท่ห์โก๋หรู แถมหันหลังให้ไม่ใคร่สนใจ ‘ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง’ ช็อตเดียวนี้อธิบายทุกสิ่งอย่างของการเลี้ยงดู ไม่ทำให้ George เสียคนตั้งแต่เด็กก็แปลกประหลาดอยู่

งานเลี้ยงเต้นรำ ทั้งๆมีผู้คนให้พบปะมากมาก แต่นาย George กลับสนเพียงอย่างเดียวคือพูดคุยสนทนา เต้นรำกับ Lucy เรียกคนอื่นว่าเป็ดห่าน ไม่ครุ่นคิดอ่านสนใจใครอื่นทั้งนั้น, Sequence นี้ถือว่าสะท้อนมุมมองกบในกะลาคลอบออกมาเต็มๆ อะไรที่ไม่สนใจก็ไม่สนใจ สนใจแค่สิ่งที่ตนเองสนใจ แถมคับแคบในทัศนคติ พยายามครอบงำชี้ชักนำความคิดของหญิงสาว เธอต้องเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว!

หลังงานเลี้ยงเลิกจบสิ้นสุด จะพบเห็นเงามืดอาบใบหน้าของทุกๆคนก่อนแยกย้ายกลับบ้าน นี่ราวกับว่าความสนุกสุขสำราญแห่งชีวิตได้จบสิ้นลงไปแล้ว ซึ่งสามารถพยากรณ์อนาคตของตระกูล Ambersons ได้เช่นกัน กาลข้างหน้าสักวันคงถึงจุดหายนะล่มสลาย

ทั้ง Sequence นี้ สร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ รวมถึงหิมะ ต้นไม้โกล๋น และภาพเมือง/ท้องฟ้าพื้นหลังใช้การวาดลงบนกระจก Matte Painting

หลังจากงานเลี้ยงเต้นรำจบสิ้น แม้วันถัดมาน่าจะคือคริสต์มาส (สังเกตจากบทเพลงประกอบ) แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นการถดถอยหลังของตระกูล Ambersons ต้นไม้โกล๋นนี้ จึงคือสัญลักษณ์ของความแห้งเหี่ยวเฉา ใบไม้ร่วง ช่วงเวลาแห่งความหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก กลิ้นตกรถลาก (ชีวิตไม่สามารถดำเนินเดินทางต่อไปด้วยวิธีการดั้งเดิมตลอดไป) เข็นหลังรถยนต์ (ถ้าต้องการเอาตัวรอดในโลกยุคสมัยใหม่ ควรรู้จักผลักดันเทคโนโลยี มองอนาคตไปข้างหน้า)

ชั้นเชิงของผู้กำกับ Welles เริ่มต้น Sequence นี้ด้วยการมาของเงาใครสักคนหนึ่ง แสดงถึงความลึกลับ ไม่ชอบมาพากล มันต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่! เมื่อเปิดประตูออกจึงได้รับรู้การเสียชีวิตของใครบางคน

Long Take ในห้องครัว นำเสนอการกิน บริโภคนิยม ความอิ่มหนำสำราญของ George ผู้ไม่เคยสนอย่างอื่นนอกจากความพึงพอใจของตนเอง ขนาดว่าการสนทนากับน้า Fanny ก็สนแต่เรื่องของตนเอง ไม่ครุ่นคิดถึงหัวอกของเธอแม้แต่น้อย

การสนทนาบนรถม้าระหว่าง George กับ Lucy เป็น Long Take อีกเช่นกัน แต่ฉากนี้คงจะถ่ายทำจากสถานที่จริง (สร้างฉากในสตูดิโอคงไม่ไหว)

Lucy พยายามเกลี้ยกล่อม หว่านล้อม โน้มน้าวให้ George หางานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง เมื่อนั้นบอกเป็นนัยว่าเธอถึงจะยอมตบปากรับคำแต่งงานกับเขา แต่จนแล้วจนรอดตลอดทาง ด้วยความซื่อตรง ซื่อบื้อ เหมือนชุดสูทลายเส้นตรง ยึดถือมั่นในมุมมองโลกทัศน์ของตนเองไม่ฟังคำใคร ทำไมฉันต้องทำงาน อยู่แบบนี้สุขสบายดีอยู่แล้ว ดิ้นรนไปทำไมให้เหน็ดเหนื่อยยากลำบาก

จุดแตกหักของ George กับ Eugene วางกล้องในระดับพื้นโต๊ะ พบเห็นช่องว่างเหนือศีรษะค่อนข้างสูงทีเดียว นี่เป็นการสะท้อนความหัวสูง เย่อหยิ่งผยอง กบในกะลาครอบ ซึ่งหัวข้อสนทนาก็เป็นการแสดงทัศนะอันคับแคบของ George ไม่เห็นด้วยกับการมีรถยนต์ในชีวิตประจำวัน

“Automobiles are a useless nuisance”.

เพราะคฤหาสถ์ตระกูล Ambersons คือโลกทั้งใบของเขา ครุ่นคิดว่าสถานที่แห่งนี้มีเพรียบพร้อมทุกสิ่งอย่าง ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน แสวงหาอะไรอื่นอยู่นอกเหนือความสุขสบายของตนเอง

คฤหาสถ์ Ambersons มีทั้งหมดสามชั้น เชื่อมต่อด้วยบันไดวน ซึ่งหลายครั้งทีเดียวจะพบเห็นกล้องเคลื่อนติดตามตัวละครขณะกำลังขึ้นบันได แต่จะพบเห็นมุมจากด้านข้างเท่านั้น (ดูจากภาพเบื้องหลัง เหมือนจะใช้ลิฟท์ในการถ่ายทำ)

โดยปกติบันไดมักใช้เป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งสูง-ต่ำ ฐานะ ชนชั้น ฯ แต่ในบริบทที่ตัวละครต่างกำลังเดินขึ้นลงพร้อมกัน มักสะท้อนเนื้อหาที่พวกเขาสนทนา ออกรสเข้มข้น หรือระดับความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน
– Fanny มักเดินนำหน้า เพราะเธอรับรู้เรื่องราวมากกว่า George
– หลายครั้งที่ George หยุดยืนนิ่ง เพราะไม่เข้าใจ ตามไม่ทัน ต้องรอให้ Fanny อธิบายบางสิ่งอย่างเพิ่มเติมก่อน
ฯลฯ

จากคฤหาสถ์ Ambersons หลังใหญ่โต มีสภาพไม่ต่างอะไรจาก Xanadu ปราสาทของ Citizen Kane (1941) เต็มไปด้วยพื้นที่ว่างเปล่า ความมืดมิดเข้าครอบงำเข้าปกคลุม แสงสว่างเล็กๆกลับส่องผ่านหน้าต่างที่มีรูปลักษณะเหมือนกรงขัง

เดิมนั้น Sequence นี้เป็นการออกเดินอย่างหมดเรี่ยวแรงอาลัยของ George หลังจากร่ำลาจากลุง Jack ที่สถานนีรถไฟ เปลี่ยนมาเป็นถ่ายภาพมุมเงย พบเห็นความเปลี่ยนแปลงของสองฟากฝั่งถนน ตึกรามบ้านช่องสูงใหญ่ เสาไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม โลกได้ก้าวไปข้างหน้าโดยที่กบในกะลาเช่นเขาไม่เคยรับรู้ตนเองเลยสักนิด!

กล้องค่อยๆเคลื่อนออกจากเงามืดของ George พบเห็นนั่งอธิษฐานอยู่ข้างเตียงนอน ตระหนัก รู้สำนึกขึ้นได้ถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของตนเอง โลกความจริงมันช่างแสนโหดร้าย ยากลำบากเสียเหลือเกิน!

The Magnificent Ambersons ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกใน Hollywood ที่ใช้การพูดชื่อเครดิตแทนขึ้นตัวอักษร (แต่โลโก้สตูดิโอและชื่อหนังยังมีปรากฎอยู่ต้นเรื่อง เพื่อแทนข้อกฎหมายลิขสิทธิ์) ก่อนหน้านี้มีเพียงผลงานของผู้กำกับสัญชาติฝรั่งเศส Sacha Guitry เท่านั้นที่ใช้วิธีการนี้

“I wrote the script and directed it. My name is Orson Welles. This is a Mercury Production”.

เพราะความที่ Welles เคยกำกับละครวิทยุเรื่องนี้มาก่อน ถือเป็นปกติกับการพูดชื่อทีมงานออกอากาศลักษณะนี้ (และใช้ไมค์แบบเดียวกัน) แต่ผู้ชมส่วนใหญ่กลับมองว่า นี่เป็นการแสดงอีโก้ โชว์พาวของเขา

“I got a lot of hell because of that. People think it’s egotistic. The truth is, I was just speaking to a public who knew me from the radio in a way they were used to hearing on our shows. In those days we had an enormous public—in the millions—who heard us every week, so it didn’t seem pompous to end a movie in our radio style”.

ตัดต่อโดย Robert Wise ก่อนหน้าเป็นผู้กำกับ เริ่มเข้าสู่วงการตั้งแต่ต้นยุคหนังพูด ทำงานแผนกเสียง/ตัดต่อเพลงประกอบ (Sound and Music Editor) สังกัดสตูดิโอ RKO ต่อเลื่อนขั้นมาเป็นนักตัดต่อ มีผลงานเด่นอย่าง The Hunchback of Notre Dame (1939), Citizen Kane (1941), The Magnificent Ambersons (1942) ฯ

หนังดำเนินเรื่องด้วยเสียงบรรยายของ Orson Welles ราวกับมุมมอง ‘คฤหาสถ์ Ambersons’ ในช่วงชีวิตของคนสามรุ่น
– อารัมภบทเริ่มจากปู่ Major Amberson
– สืบทอดมาถึงแม่ Isabel Amberson Minafer
– และเรื่องราวหลักๆเกิดขึ้นรุ่นลูก George Amberson Minafer

ฉบับแรกสุดของหนังความยาว 132 นาที นำไปทดลองออกฉายปรากฎว่าเสียงตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ RKO เลยขอให้ Welles ตัดทอนอะไรๆออกไปอีก ก็ยังยินยอมเล็มโน่นนี่นั่นเหลือความยาว 110 นาที แต่เสียงตอบรับก็ยังไม่ดีขึ้น

“Never in all my experience in the industry have I taken so much punishment or suffered as I did at the Pomona preview.”

– George Schaefer เจ้าของสตูดิโอ RKO เขียนโน้ตถึงผู้กำกับ Welles

ด้วยหลงเข้าใจผิดว่า ตนเองได้เคยเซ็นสัญญาจะต้องเป็นผู้ดูแลการตัดต่อ Final Cut เลยชะล่าใจรับงานอีกโปรเจคหนึ่ง It’s All True [หนังสร้างไม่เสร็จ และฟุตเทจถูกทำลายโดย RKO อีกเช่นกัน] ออกเดินทางสู่ประเทศ Brazil นั่นทำให้ RKO ฉกฉวยโอกาสตัดต่ออีกฉบับหนึ่งของหนัง เผาทิ้งฟุตเทจไปกว่า 40 นาที แถมเปลี่ยนแปลงตอนจบใหม่ หลงเหลือความยาว 88 นาที

“They absolutely betrayed me and never gave me a shot at it. You know, all I could do was send wires … But I couldn’t walk out on a job which had diplomatic overtones. I was representing America in Brazil, you see”.

– Orson Welles

ตอนจบในความตั้งใจของ Welles หลังจาก Jack พูดพร่ำร่ำลา George ที่สถานีรถไฟ เขาเดินกลับบ้านอย่างหมดเรี่ยวแรงอาลัย ระหว่างข้ามถนนประสบอุบัติเหตุถูกรถชน แล้วเมื่อ Eugene (และ Lucy) ได้ยินข่าว รีบออกเดินทางไปหา Fanny เพื่อบอกกล่าว คืนดี ให้กำลังใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ฉากที่ RKO ถ่ายทำเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงตอนจบ, Eugene กับ Lucy ออกเดินทางไปเยี่ยม George (และ Fanny) ที่โรงพยาบาล พูดคุยกันว่าจะให้ความช่วยเหลือ และมอบโอกาสสองกับพวกเขา … นี่เป็นการจบแบบมีความหวัง Happy Ending สไตล์ Hollywood (เห็นว่าในนิยายก็จบแบบนี้)

เพลงประกอบ … ไม่ปรากฎชื่อ แต่ทั้งหมดเป็นผลงานของ Bernard Herrmann ที่เคยทำเพลงให้ Citizen Kane (1941) เจ้าตัวรับไม่ได้เช่นกันที่สตูดิโอนำบทเพลงไปปู้ยี้ปู้ยำ ตัดเล็มโน่นนี่นั่นไม่ต่างกับหนัง เลยล็อบบี้ยืนกรานไม่ขอขึ้นชื่อให้เสียเครดิตตนเอง

ถึงกระนั้นก็เถอะนะ งานเพลงของ Herrmann สร้างสีสันให้หนังมีความงดงาม คลาสสิก แต่งแต้มเติมเต็มสัมผัสของเรื่องราว ให้มีความกลมกล่อมลงตัว
– Main Theme, เริ่มต้นอารัมบทด้วยไวโอลิน มอบสัมผัสหวนระลึกอดีต ‘Nostalgia’ ความทรงจำวันวานที่หอมหวนแสนหวาน เต็มไปด้วยสนุกสนานครึกครึ้นเครง หยอกเย้า สุขสำราญ
– Snow Ride, รถลากในวันหิมะตก ไม่รู้เพลงอะไรนะ แต่กรุ้งกริ้งเหมือนค่ำคืนคริสต์มาส
– The Walk Home, ก้าวเดินสู่หายนะ ใช้เครื่องสายเล่นโน๊ตทุ้มต่ำ มอบความหลอกหลอน ล่องลอย สัมผัสแห่งความตาย

นี่คือ Soundtrack ทั้งหมดที่ Herrmann แต่งขึ้น แต่หลงเหลือใช้ในหนังแค่ไม่กี่บทเพลงเท่านั้น

สำหรับฉากงานเต้นรำ ใช้บทเพลง String Quintet in E Major, Op.13 No.5: Minuet ของคีตกวีสัญชาติอิตาเลี่ยน Ridolfo Luigi Boccherini (1743 – 1805) เหมาะสำหรับงานเลี้ยง/แต่งงาน เต้นลีลาศโดยแท้

ชีวิตไม่มีใครเลือกเกิดได้! มนุษย์เรามักมีโลกทัศน์ ถ้าได้ถือกำเนิดในครอบครัวฐานะร่ำรวย ชนชั้นสูง ชื่อเสียงโด่งดังแล้วจะมีความสุขสบาย นั่นไม่ใช่สิ่งถูกต้องจำเป็นเสมอไป

ตระกูล Ambersons ถือว่ามีฐานะร่ำรวย ชนชั้นสูง เป็นที่รู้จักของใครๆ ด้วยเหตุนี้สมาชิกในครอบครัวทำอะไรๆจึงต้องรักษาหน้าตา เกียรติ ศักดิ์ศรี เพื่อไม่ให้ถูกติฉินนินทา ขี้ปากกล่าวว่าของคนในสังคม
– เริ่มจาก Isabel Amberson วาดฝันชีวิตอันสวยหรูกับ Eugene Morgan แต่เพียงเพราะครั้งเดียวเท่านั้นที่เขาทำให้ตนอับอายขายขี้หน้า ตัดสินใจเลิกร้างราแล้วคาหาแต่งงานกับ Wilbur Minafer
– George Amberson Minafer พยายามกีดกัดแม่ Isabel ไม่ให้ได้ครองรักกับ Eugene เพราะพยายามรักษาชื่อเสียง หน้าตาของวงศ์ตระกูล

ความล่มสลายของตระกูล Ambersons ส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยภายใน โลกทัศน์อันคับแคบของพวกเขาด้วยกันเอง
– (ใจ) Isabel แม้ตกหลุมรัก Eugene แต่ไม่สามารถครองคู่อยู่ร่วม ครั้งแรกเพราะต้องการรักษาหน้าตา ต่อมาสูญเสียโอกาสสองเพราะคำร้องขอของลูก เลยหมดสิ้นพลังใจในการดำรงชีวิต
– (กาย) George ไม่เคยสนความเป็นไปของโลก ฐานะการเงินครอบครัว หรือแม้แต่จิตใจผู้อื่น ล่องลอยอยู่บนกองเงินกองทอง ครุ่นคิดว่าคงมีมากมายมหาศาลไม่หมดสิ้น กระทั่งถึงวันที่พ่อ-แม่ ปู่ ญาติพี่น้องจากไป ทุกสิ่งอย่างกลายเป็นอากาศธาตุว่างเปล่า

อีกส่วนหนึ่งคือปัจจัยภายนอก การเปลี่ยนแปลงไปของวิถีทางโลก เทคโนโลยีใหม่ๆได้รับการพัฒนาก้าวล้ำ เฉพาะผู้มีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลเท่านั้นถึงสามารถมองเห็น ฉกฉวยไขว่คว้าโอกาส ไต่เต้าขึ้นเป็นผู้ประสบความสำเร็จ จนสามารถกลายเป็นตระกูล Ambersons2 แทนที่อีกกลุ่มคนกำลังเคลื่อนคล้อยตกต่ำลง

สุดท้ายแล้วเราสามารถมองสิ่งที่เกิดขึ้นว่าคือ วัฏจักรแห่งชีวิต จากเคยร่ำรวย ชนชั้นสูง ชื่อเสียงโด่งดัง สักวันหนึ่งทุกอย่างอาจกลับตารปัตรกลายเป็นยากจนข้นแค้น ตกต่ำต้อย ไปไหนไม่มีใครรู้จักให้ความช่วยเหลือ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่ามีความใกล้หัวใจผู้กำกับ Welles มากกว่า Citizen Kane (1941) เสียอีกนะ
– พ่อของเขาเป็นเพื่อนผู้แต่งนิยาย Booth Tarkington (น่าจะเคยได้พบเจอกันตั้งแต่เด็ก)
– พ่อเป็นนักประดิษฐ์ Gadget ไม่ต่างจาก Eugene Morgan สร้างรถยนต์
– ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อ-แม่ มีปม Oedipus เล็กๆซ่อนเร้นอยู่ (เกลียดพ่อที่ขี้เมา สนิทสนมรักแม่มาก)
– และนิสัยของ George เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ น่าจะดูกันออกว่าคือตัวแทนของ Orson Welles ได้เลยละ

ทุนสร้างตั้งต้นของหนังประมาณ $850,000 เหรียญ พอๆกับมูลค่าของ Citizen Kane (1941) แต่ Welles ก็ใช้เกินไปถึง $1.013 ล้านเหรียญ และภายหลังสตูดิโอ RKO ถ่ายทำเพิ่มเติมจนยอดสุดท้าย $1.117 ล้านเหรียญ, ทำเงินในประเทศได้ประมาณ $1 ล้านเหรียญ ขาดทุนย่อยยับเยิน

ถึงกระนั้นหนังได้เข้าชิง Oscar ถึง 4 สาขา
– Best Picture
– Best Supporting Actress (Agnes Moorehead)
– Best Cinematography, Black-and-White
– Best Art Direction-Interior Decoration, Black-and-White

ในบทสนทนาจากหนังสือ This Is Orson Welles (1992) ที่เคยให้สัมภาษณ์กับผู้กำกับ Peter Bogdanovich บอกว่าช่วงทศวรรษ 70s มีแผนจะรื้อตอนจบของ The Magnificent Ambersons ถ่ายทำใหม่กับนักแสดงที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยเรื่องราวคือ 20 ปีถัดจากนั้น น่าเสียดายความตั้งใจนี้ไม่ประสบผลสักเท่าไหร่

“I had an outside chance to finish it again just a couple of years ago, but I couldn’t swing it. The fellow who was going to buy the film for me disappeared from view. The idea was to take the actors who are still alive now—Cotten, Baxter, Moorehead, Holt—and do quite a new end to the movie, twenty years after. Maybe that way we could have got a new release and a large audience to see it for the first time”.

Welles ไม่เคยคิดจะดูหนังฉบับหั่นแหลกนี้เลย แต่ก็ถูกบีบบังคับโดยผู้กำกับ Henry Jaglom ชั่วโมงแรกของหนังก็ยังพอไหว แต่ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา

“From here on it becomes their movie…”

มีการสร้างใหม่ The Magnificent Ambersons (2002) ฉบับฉายทางโทรทัศน์ เห็นว่าใช้บทหนังของ Orson Welles ที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน กำกับโดย Alfonso Arau ใครสนใจก็หามารับชมดูเองนะครับ

ส่วนตัวชื่นชอบประทับใจหนังอย่างมาก พบเห็นแนวโน้มที่น่าจะยิ่งใหญ่กว่า Citizen Kane (1941) แต่เมื่อผลลัพท์ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายกลายเป็นอย่างนั้น เลยได้แค่ทำใจสูญเสียดาย

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถึงหนังจะสมบูรณ์แค่ชั่วโมงแรก แต่ก็มีความทรงพลัง ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง เรื่องราวสอนให้เรารู้จักการอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ใช่เย่อหยิ่งทะนงในเกียรติ ศักดิ์ศรี วงศ์ตระกูล เพราะถ้าวันใดตกต่ำทรามลงเป็นหมาข้างถนน รังแต่จะถูกคนถีบส่งสมน้ำหน้า ตายหยังเขียดในกะลาคลอบหัว

จัดเรต 15+ กับความเย่อหยิ่งทะนงตน เห็นแก่ตัว มุมมืดภายในจิตใจมนุษย์

คำโปรย | “สิ่งที่เกิดขึ้นใน The Magnificent Ambersons สะท้อนโชคชะตากรรมของผู้กำกับ Orson Welles ความยิ่งใหญ่มาพร้อมกับหายนะที่ใหญ่ยิ่ง”
คุณภาพ | ร์พีซ-ที่ไม่สมบูรณ์แบบ
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of