The Man Who Laughs (1928)

The Man Who Laugh

The Man Who Laughs (1928) hollywood : Paul Leni ♥♥♥♥♡

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถแสดงออกได้หลากหลายอารมณ์ ยิ้มร่า หัวเราะ ร้องไห้ ซึมเศร้า ทุกข์โศก ฯ แต่ถ้าคุณถููกทำให้ไม่ว่าอารมณ์ไหนสามารถแสดงออกได้เพียงแค่ยิ้มอย่างเดียว นี่มันไม่ใช่เรื่องน่าหัวร่อแม้แต่น้อย, หนังเงียบ Masterpiece เรื่องสุดท้ายของ German Expressionist ดัดแปลงจากนิยายของ Victor Hugo นำแสดงโดย Conrad Veidt ในภาพลักษณ์ The Laughing Man ได้กลายเป็นต้นกำเนิดรอยยิ้มกว้างของ The Joker ตัวร้ายตลอดกาลของ Batman, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

มีคำเรียกของคนถูกกรีดปาก รอยแผลเป็น หรือมีความผิดปกติทางร่างกายที่ทำให้มองเห็นเหมือนคนยิ้มตลอดเวลาว่า Glasgow Smile หรือ Chelsea Smile สองคำนี้มาจากเทรนด์ในยุค 20s – 30s ไม่รู้เริ่มต้นจากหนังเรื่องนี้หรือเปล่า ที่เมือง Glasgow, Scotland และ Chelsea, London กลุ่มอันธพาลข้างถนน นักเลงหัวไม้ (Hooligan) นิยมทำเป็นสัญลักษณ์ของแก๊งค์ให้กับเหยื่อผู้ถูกปล้น ฆ่า ขัดขืน ทำร้ายร่างกาย ฯ สร้างความหวาดหวั่นวิตก สะพรึงกลัวให้กับผู้คนทั่วไป [นี่น่าจะเป็นผลกระทบจาก Great Depression หลังสงครามโลกครั้งที่ 1]

ผมหยิบหนังเงียบเรื่องนี้มารับชม สืบเนื่องจากการเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่น Universal Monster มารับรู้ภายหลังว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีหนังฉบับภาษาฝรั่งเศสที่เข้าฉายในเมืองไทย The Man Who Laughs (2012) ของผู้กำกับ Jean-Pierre Améris ในชื่อ ปาฏิหาริย์รักจากโจ๊กเกอร์ แค่ชื่อก็ผมก็ละเหี่ยใจแล้ว อย่าไปเสียเวลารับชมเลยนะครับ หาฉบับหนังเงียบนี้มาจะบันเทิงใจกว่า รู้สึกมีหนังเต็มเรื่องอยู่ใน Youtube ถือเป็น Publish Domain ไปแล้ว

Universal Monster เป็นชื่อเรียกภาพยนตร์แนว Horror, Suspense และ Science Fiction ของสตูดิโอ Universal Picture ในช่วงทศวรรษ 20s – 50s ผมไม่แน่ใจว่าคำเรียกนี้เกิดขึ้นยุคหลังๆ หรือพูดกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว ซึ่งในทศวรรษแรกสุดนับเฉพาะหนังเงียบ มีทั้งหมด 6 เรื่องที่ถูกจัดเข้ากลุ่ม ประกอบด้วย
– The Hunchback of Notre Dame (1923) นำแสดงโดย Lon Chaney
– The Phantom of the Opera (1925) นำแสดงโดย Lon Chaney, Mary Philbin
– The Cat and the Canary (1927) กำกับโดย Paul Leni นำแสดงโดย Laura La Plante
– The Man Who Laughs (1928) กำกับโดย Paul Leni นำแสดงโดย Conrad Veidt, Mary Philbin
– The Last Warning (1929) กำกับโดย Paul Leni นำแสดงโดย Laura La Plante
– The Last Performance (1929) นำแสดงโดย Conrad Veidt, Mary Philbin

จริงๆต้องถือว่า 3 เรื่องหลังเป็นกึ่ง-หนังเงียบ เพราะ The Man Who Laughs (1928) จะมี Sound Effect และเพลงประกอบ ส่วน The Last Warning (1929) กับ The Last Performance (1929) มีออกฉายทั้งฉบับหนังเงียบและหนังพูด แต่ถือว่าทั้งสามยังเป็นหนังเงียบอยู่ เพราะความตั้งใจของผู้สร้างยังคิดว่าตัวเองสร้างหนังเงียบ? ก็ตามนั้นนะครับไม่รู้จะไปขัดแย้งเขาทำไม

หลังความสำเร็จอันล้นหลามของ The Hunchback of Notre Dame (1923) ผู้บริหาร Carl Laemmle แห่งสตูดิโอ Universal และนักแสดงนำ Lon Chaney เกิดความกระตือรือล้นที่จะนำนิยายเรื่องอื่นๆของ Victor Hugo มาดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ต่อ เลือกเอา The Man Who Laughs ที่แม้หนังสือจะได้เสียงตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ตอนออกขาย แต่ถูกทำเป็นภาพยนตร์มาแล้วถึงสองครั้ง พยายามติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์แต่ยังไม่สำเร็จเกิดความล่าช้า ทำให้ Chaney หนีไปแสดง The Phantom of Opera (1925) ทิ้งให้โปรเจคนี้รอคอยเวลาเหมาะสม

หลังเสร็จจาก The Phantom of Opera ก็ไม่รอช้า Laemmle เล็งผู้กำกับสัญชาติเยอรมัน Paul Leni ที่ประทับใจจากผลงาน Waxworks (1924) จับเซ็นสัญญาเดินทางสู่ Hollywood กำลังสุ่มทำอีกโปรเจคหนึ่ง The Cat and the Canary (1927) เสร็จเมื่อไหร่เดินหน้าโปรเจคนี้ต่อทันที แต่กลายเป็น Chaney ที่เบี้ยวผิดนัด หนีไปเซ็นสัญญาผูกพันธ์กับสตูดิโอ MGM ทำให้ต้องควาญหานักแสดงนำใหม่ มาลงเอยที่ Conrad Veidt สัญชาติเยอรมัน ก่อนหน้านี้รับบท Cesare ใน The Cabinet of Dr. Caligari (1920)

Paul Leni (1885 – 1929) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ German ถือเป็นบุคคลสำคัญ (Key Figure) แห่ง German Expressionist เกิดที่ Stuttgart ในครอบครัวชาว Jews โตขึ้นมีความสนใจการวาดภาพสไตล์ Avant-Garde เข้าเรียนที่ Academy of Fine Arts ณ Berlin จบมาทำงานเป็นผู้ออกแบบฉาก (Set Designer) ให้กับโรงละครใน Berlin,

เข้าสู่วงการภาพยนตร์ปี 1913 เริ่มจากเป็นนักออกแบบฉาก เครื่องแต่งกาย Art Director ให้กับหนังของ Joe May, Ernst Lubitsch, Richard Oswald ฯ กำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 มีชื่อเสียงจากผลงาน Blackstairs (1921), Waxworks (1924) ทำให้ถูกชักชวนสมองไหลสู่ Hollywood โดย Carl Laemmle เซ็นสัญญากับ Universal Picture ได้สร้างภาพยนตร์อีกเพียง 4 เรื่องก่อนเสียชีวิตจากการติดเชื้อในช่องปาก (ฟันผุ) คือ The Cat and the Canary (1927), The Chinese Parrot (1927), The Man Who Laughs (1928) และ The Last Warning (1929)

(ชะตากรรมของ Leni คล้ายกับ F. W. Murnau เลยนะครับ)

ดัดแปลงจาก L’Homme Qui Rit (1869) ของ Victor Marie Hugo (1802 – 1885) นักกวี แต่งนิยาย/บทละครสัญชาติฝรั่งเศส ในยุคสมัย Romantic/Gothic Era ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส, เกิดที่ Besançon, Doubs เป็นลูกของ Joseph Léopold Sigisbert Hugo หนึ่งในแม่ทัพ/นายพลของ Napoleon ที่ได้ขึ้นครองราชย์ เป็น Emperor of the French สองปีหลังเขาเกิด แต่พออายุ 13 เมื่อ Napoleon เสียชีวิต มีการเปลี่ยนสลับขั้วการเมือง ส่งผลกระทบรุนแรงต่อครอบครัว อันทำให้แนวคิดทัศนะทางการเมืองของ Hugo ยึดในความมั่นคงของอดีต กลายเป็นฝั่งอนุรักษ์นิยมขวาจัด (Republican)

สำหรับความสนใจในบทกวี นิยายเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก โตขึ้นถึงได้เริ่มตีพิมพ์หนังสือเล่มแรก Han d’Islande (1823) จากนั้นค่อยๆซึมซับยุคสมัย Romanticism เข้ามาในตัว ผสมผสานกับความสนใจด้านการเมือง สังคม ศาสนา ที่ตรงกันข้ามกับค่านิยมฝักใฝ่ Modernism หลังจากการปฏิวัติ French Revolution (1789-1799) ผลงานของ Hugo จึงมักสะท้อนวิถีชีวิตของคนชนชั้นล่างที่อาศัยอยู่อย่างลำบากยากเข็น และชนชั้นผู้นำที่จ้องแต่คอยเอารัดเอาเปรียบไม่สนใจ แสวงหาความสุขสบายส่วนตนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อตอน Napoleon III กลับหวนคืนมายึดอำนาจ ปราบดาขึ้นเป็น Emperor of the French เมื่อปี 1851, Hugo เรียกพระองค์ว่าเป็นคนทรยศ (Traitor to France) ทำให้ต้องอพยพลี้ภัยไปอยู่ Brussels, Belgium ตามด้วย Channel Island, Jersey เกาะเล็กๆ ใกล้ๆ Normandy, France

Hugo เขียนนิยายเรื่อง L’homme Qui Rit ระหว่างอาศัยอยู่ที่ Channel Island ใช้เวลาถึง 15 เดือน ด้วยความตั้งใจเสียดสีการเมือง ผู้ดีชั้นสูง และประชดประชัน Queen Victoria แห่งสหราชอาณาจักรขณะนั้น, แม้เสียงตอบรับ คำวิจารณ์จะไม่ดีเท่าไหร่ แต่ค่อยๆได้รับการพูดถึงเหนือกาลเวลา โดยเฉพาะหลังจากถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง ก็ทำให้กระแสของนิยายกลับมาได้รับความสนใจขึ้นอีก

เดิมนั้น Hugo ตั้งชื่อนิยายว่า On the King’s Command แต่เป็นเพื่อนสนิทที่แนะนำให้เปลี่ยน The Man Who Moans Loudly สุดท้ายเลยใช้ The Man Who Laughs ในฉบับแปลภาษาอังกฤษ

สำหรับฉบับภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย
– L’Homme Qui Rit (1908) หนังสั้นสัญชาติฝรั่งเศส ฟีล์มน่าจะสูญหายไปแล้ว
– Das grinsende Gesicht (1921) [The Grinning Face] หนังเงียบสัญชาติ Austrian

หลังจากหนังเรื่องนี้ก็มีอีก 2-3 ครั้ง
– L’uomo Che Ride (1966) ภาพยนตร์สัญชาติ Italian โดยผู้กำกับ Sergio Corbucci (เปลี่ยนพื้นหลังเป็นประเทศอิตาลี)
– L’homme Qui Rit (1971) ภาพยนตร์โทรทัศน์สัญชาติฝรั่งเศส มีทั้งหมด 3 ตอน
– L’homme Qui Rit (2012) ภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส โดยผู้กำกับ Jean-Pierre Améris

แต่ว่ากันตามตรง ไม่น่ามีครั้งไหนยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ได้เท่ากับ ฉบับนี้อีกแล้วเป็นแน่

พื้นหลังปลายทศวรรษที่ 17 อดีตกษัตริย์ King James II แห่งอังกฤษ ได้ประหารชีวิตศัตรูทางการเมืองคนสำคัญ Lord Clancharlie ด้วย Iron Maiden และกรีดปากลูกชาย Gwynplaine ให้กลายเป็นผู้ยิ้มเยาะตลอดเวลาเพราะความโง่เขลาของพ่อ เด็กชายถูกทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ขณะกำลังเร่รอนพบเจอกับทารกหญิงตาบอด ด้วยความเอ็นดูจึงพาเธอไปด้วย จนได้รับการช่วยเหลือจากนักเล่นปาหี่ Ursus (รับบทโดย Cesare Gravina) ให้การเลี้ยงดูพวกเขาจนเติบใหญ่

Hans Walter Conrad Veidt (1893 – 1943) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Berlin หลังจากพบเจอมีสัมพันธ์กับนักแสดงหญิง Lucie Mannheim จึงเกิดความสนใจด้านการแสดง แต่ต้องไปเป็นทหารแนวหน้าสงครามโลกครั้งที่ 1 ปลดประจำการออกมามีผลงานการแสดงที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงคือ The Cabinet of Dr. Caligari (1920), The Hands of Orlac (1924) ฯ รับคำชักชวนจากผู้กำกับ Paul Leni มา Hollywood มีผลงานอย่าง The Man Who Laughs (1928), The Last Performance (1929) ฯ อพยพลี้ภัยช่วง Nazi เรืองอำนาจ มาอยู่อังกฤษมีผลงานดังอย่าง The Thief of Bagdad (1940), Casablanca (1942) ฯ

รับบท Gwynplaine ชายหนุ่มเติบโตขึ้นกลายเป็นนักแสดงเจ้าของฉายา The Laughing Man สร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้อื่นที่พบเห็น แต่ตัวเขากลับไม่มีความสุขสงบเลย พยายามหลบซ่อนตัวอยู่ในผ้าคลุมปิดปาก เพราะหลายครั้งในชีวิตต้องการแสดงความรู้สึกอื่นออกมา แต่ใครๆกลับหลงคิดว่ากำลังยิ้มร่าเริงสนุกสนาน

รอยยิ้มของ Gwynplaine เกิดจากการใช้ฟันปลอม (dentures) ขนาดใหญ่ ที่สามารถง้างปากออกเป็นรอยยิ้มหุบไม่ได้ พูดออกเสียงก็ไม่ได้เช่นกัน ทำให้ต้องแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาทางสายตาและหน้าผากเท่านั้น, จะบอกว่าผมขนลุกทุกครั้งที่เห็นตัวละครนี้หลั่งน้ำตา มันคือความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอยู่ลึกภายใน เพราะปากหุบไม่ได้ แรกๆคุณอาจจะหัวเราะขำออก แต่สักพักจะเริ่มอึดอัด แน่นออก จุกคอ Veidt สามารถถ่ายทอดอารมณ์ทุกสิ่งอย่างออกมาทางดวงตาได้ทรงพลังถึงขีดสุด

นี่คือการแสดงระดับสูงสุดของหนังเงียบแล้วนะครับ เพราะยุคสมัยนี้ไม่มีเสียงพูด ดังนั้นอารมณ์ความรู้สึกต่างๆต้องถ่ายทอดออกมาทางภาพ/การแสดงเท่านั้น ซึ่งเมื่อกำหนดกรอบข้อจำกัดให้มันอีก คือแสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้าไม่ได้เหลือแค่ดวงตา จะยิ่งมีความทรงพลังสูงสุด ถ้านักแสดงสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างสมจริง

เกร็ด: Bill Finger (นักเขียน), Bob Kane (นักวาด) และ Jerry Robinson (นักวาด) ได้แรงบันดาลใจสร้างตัวละคร The Joker คู่ปรับตลอดกาลของ Batman จากภาพลักษณ์ของตัวละคร Gwynplaine ไม่ผิดเพี้ยนแน่นอน เว้นแต่บุคลิกนิสัยถือว่าตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

Mary Loretta Philbin (1902 – 1993) นักแสดงหญิงแห่งยุคหนังเงียบ สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Chicago, Illinois ครอบครัวอพยพมาจากประเทศ Ireland เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากชนะการประกวด Beauty Contest ที่จัดโดย Universal Picture ทำให้ได้เซ็นสัญญาระยะยาว ร่วมงานกับผู้กำกับดังอย่าง Erich von Stroheim เรื่อง Foolish Wives (1922) [ไม่ได้เครดิต], Merry-Go-Round (1923) ที่ยกย่องเธอว่าคือ ‘Universal Super Jewel’, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Phantom of the Opera (1925), Drums of Love (1928), The Man Who Laughs (1928) ฯ

รับบท Dea (รับบทโดย Mary Philbin) หญิงสาวทารกที่เติบโตขึ้นตามืดบอดสนิทมองอะไรไม่เห็น แต่ความใกล้ชิดค่อยๆก่อตัวกลายเป็นความรัก ทั้งๆที่มองไม่เห็นหน้าตาของ Gwynplaine มีความอัปลักษณ์ขี้เหล่น่าหัวร่อประการใด แต่เธอมองเขาคือแสงสว่าง ไม่ได้ด้วยตา ต้องใช้ใจเห็น

ภาพลักษณ์ของ Philbin ในเรื่องนี้สวยขึ้นจับใจเลยละ ตอน The Phantom of the Opera ผมว่าเธอไม่สวยเท่าไหร่ เพราะแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน The Phantom ได้น่ารังเกียจมากๆ แต่กับเรื่องนี้เหมือนเธอแก้ตัวได้สำเร็จ ไม่มีสักครั้งที่หลุดหัวเราะ ประกายในแววตาไม่มี สีหน้าแสดงความรวดร้าวเจ็บปวด ผู้ชมเกิดความสงสารเห็นใจ หลงรักหลงใหลตัวละครนี้ ต้องการให้หญิงสาวตัวเล็กๆพบเจอสมหวังในความรัก

แล้วเรื่องวุ่นๆก็เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาเดินทางไปเปิดการแสดงที่ London, ประเทศอังกฤษ แล้วดันมีคนจดจำได้ว่า Gwynplaine เป็นลูกของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง จึงถูกลักพามาแต่งองค์ทรงเครื่องเข้าเฝ้า Queen Anne (ครองราชย์ 1702 – 1707) แห่งอังกฤษ ทำให้ Ursus กับ Dea ถูกขับไล่ออกจากประเทศอังกฤษ นี่ทำให้ชายหนุ่มต้องเลือกระหว่าง ชีวิตชั้นสูงที่สุขสำราญสบายกายไปจนตาย หรือเลือกความรักที่ยากจนต้อยต่ำแต่สบายใจ

ถ่ายภาพโดย Gilbert Warrenton มีผลงานร่วมกับ Leni สองเรื่องคือ The Cat and the Canary (1927), The Man Who Laughs (1928)

จุดสูงสุดของสไตล์ German Expressionism คือความกลมกลืน ผสมผสานแนบเนื้อจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของหนัง โดยที่ผู้ชมสังเกตแทบไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าเป็น Expression แต่ก็มีที่โดดเด่นหลายช็อตสังเกตรู้ได้ อาทิ

ห้องนอนของอดีต King James II แห่งอังกฤษ สถาปัตยกรรมพื้นหลังของหนังไม่ได้อ้างอิงจากประวัติศาสตร์จริงนะครับ เพราะคงไม่มีปราสาทแห่งไหนในโลกจะเอารูปปั้นบุคคลสำคัญ อาทิ กษัตริย์ ปราชญ์ โป๊ป ฯ ตั้งตระหง่านไว้ในห้องนอนของตัวเองแน่นอน ต้องคนที่มีความทะเยอทะยาน Ego สูงๆ ถึงสามารถทนต่อสายตาจับจ้องเหล่านี้ได้

นี่ก็เช่นกัน เมื่อเด็กชาย Gwynplaine ถูกทิ้งให้เร่ร่อน เขาออกเดินไปท่ามกลางอะไร … ความตาย, สังเกตจะมีเสาห้อยแขวนคอนักโทษ, อีกาอยู่บนคานไม้, ก้อนหินหลักแหล่งหน้าตาแปลกประหลาด ฯ เหล่านี้คือ German Expression ภาพที่แสดงความรู้สึกออกมาจากภายใน

ลามมาถึง Title Card ซึ่งก็จะมีลูกเล่นบ้างเช่นกัน ภาพพื้นหลังคำอธิบายช็อตนี้ คาดไม่ถึงเลยว่า Expression จะมีอะไรสวยๆงามๆให้เห็นบ้าง นั่นเพราะในจิตใจของ Dea นี่คือสิ่งที่เธอมองเห็น Gwynplaine

ตัดต่อโดย Edward L. Cahn, Maurice Pivar หนังไม่ได้ใช้มุมมองของตัวละครใดเป็นพิเศษ ดำเนินไปตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามลำดับ ซึ่งจะมีการตัดสลับระหว่างงาน Carnival กิจกรรมของคนชนชั้นต่ำ กับงานฟังดนตรีของคนชนชั้นสูง

มีการเปลี่ยนฉาก Cross-Cutting ซ้อนภาพขณะหนึ่ง เกิดการหน่วงเวลาให้ช้าลงกว่าปกติเล็กน้อย คือขณะที่ Gwynplaine พบเห็นใบหน้าของ Duchess Josiana เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ไม่หัวเราะจากการแสดงของเขา นั่นน่าจะเพราะความพิศวงหลงใหลในรูปลักษณ์อัปลักษณ์ คือ passion ความต้องการของหญิงสาว ในการครอบครองเป็นเจ้าของ (สนแต่ Sex) ความแปลกประหลาดนี้ ราวกับของเล่นที่มีชิ้นเดียวในโลก มีคุณค่าทางกายอย่างสูงสุด

“I am she who did not laugh. Was it pity, or was it love? My page will meet you at midnight.”

ฉบับออกฉายครั้งแรกสุดจะไม่มีเสียงและเพลงประกอบ แต่ด้วยความสำเร็จของหนังทำให้เกิดการ re-released ฉายซ้ำใหม่หลายครั้ง จึงมีการเพิ่ม Sound Effect เสียงของฝูงชน อาทิ เสียงหัวเราะ, ตะโกนโหวกเหวก, เป่าปาก ฯ และเพลงประกอบ When Love Comes Stealing เป็น Theme Song ให้กับหนัง

ทำนองโดย Ernö Rapée เคยใช้ประกอบหนังเรื่อง Robin Hood (1922) แต่งคำร้องเพิ่มโดย Walter Hirsch กับ Lew Pollack ฉบับที่ได้ยินในหนังเป็นเสียงผู้หญิง ไม่มีเครดิตว่าใคร (หาฟังไม่ได้ด้วย), นำฉบับขับร้องโดย Frank Munn มาให้รับฟังกัน

The Man Who Laughs เปลือกนอกเป็นเรื่องราวของคนที่ การแสดงออกภายนอกอย่างหนึ่ง แต่ข้างในจิตใจอาจคิดรู้สึกอยากที่จะแสดงออกมาอีกอย่างหนึ่งแต่ไม่สามารถกระทำได้ จนกว่าที่เขาจะรับรู้ว่า ‘สิ่งสำคัญที่สุดนั้นอยู่ภายใน’ ก็จะเกิดความขัดแย้งต่อต้าน อึดอัดอั้น ทุกข์ทรมานใจ อยากร้องไห้หลั่งน้ำตา แต่มันก็เอาแต่ยิ้มร่อทุกที

ความผิดปกติทางกายของ Gwynplaine เกิดจากการถูกสังคม/ผู้นำปกครอง กำหนดกฎกรอบระเบียบ ว่าคุณต้องแสดงออกมาในรูปแบบนี้เท่านั้น ‘laugh forever at his fool of a father’ ปิดกั้นทุกรูปลักษณะอื่น, นี่มีนัยยะถึงการวิพากย์วิจารณ์แสดงความเห็น ทางการเมือง ผู้นำปกครองประเทศ กษัตริย์/ราชินี ฯ สิ่งใดที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยรัฐ ประชาธิปไตย หรือจากประชาชน มองได้คือการถูกกดขี่ข่มเหง จำกัดสิทธิ์ในการพูด ออกเสียง แสดงความเห็น เป็นอนาคตที่มืดบอดมองไม่เห็น

ในทศวรรษที่ 17s ของประเทศอังกฤษ ความแตกต่างระหว่างคนชนชั้นสูงผู้นำปกครองประเทศ กับคนชนชั้นล่างกรรมกรแรงงานค้าขาย ยิ่งทวีความห่างชั้นขึ้นมาก คงเกือบถึงระดับฟ้ากับเหว ไม่มีใครอยากข้ามฟากไปมาหาสู่อยู่กินแต่งงานซึ่งกันและกัน, อย่าง Duchess Josiana จริงอยู่เธอหลงใหลอยากเป็นเจ้าของ Gwynplaine แต่เมื่อได้รับหนังสือที่บอกให้เธอแต่งงานกับเขาเพื่อฟื้นฟูสถานะทางสังคมของตนเอง นั่นทำให้เธอหัวเราะลั่นออกมา บ้าไปแล้ว นี่เป็นสิ่งขยะแขยง รับไม่ได้! (ฉากนี้เธอไม่ได้หัวเราะเพราะภาพลักษณ์ของ Gwynplaine นะครับ แต่เขาไม่เข้าใจจุดนี้เลยคิดว่า คนอย่างเธอก็หัวเราะเยาะเย้ยตน)

เช่นกันกับตอนที่ Gwynplaine ได้รับโอกาสฟื้นฟูสถานะของตนเองกลับสู่ความเป็นผู้ดีชนชั้นสูง แต่เพราะทั้งชีวิตไม่เคยได้รับรู้ว่า ‘ชั้นสูง’ มันเป็นเช่นไร ความประทับใจแรกก็พบว่าพวกเขาไม่ต่างอะไรจากคนชั้นล่างที่ตนพบเจอทั่วไปในชีวิตประจำวัน เพิ่มแค่อำนาจลาภยศสรรเสริญ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแม้แต่น้อย ความกล้าหาญในการไม่ทำตามคำสั่ง Queen Anne คนกลุ่มนั้นคงมองหมอนี่เป็นกบฎ แต่ผู้ชมอย่างเราๆคงสามารถครุ่นคิดมองได้ว่า เขาก็คือคนธรรมดาทั่วไป ที่ต้องการแค่ทำตามหัวใจสั่งมาเท่านั้น

สำหรับ Dea หญิงสาวตาบอดพิการตั้งแต่เด็ก เปรียบได้คือประชาชนทั่วไปที่ไม่สามารถโงหัว คิดทำอะไรได้ด้วยตนเองทั้งนั้น อนาคตมืดมนไร้หนทาง, ฉบับนิยาย ตอนจบเธอเสียชีวิตบนเรือ เพราะความดีใจมากจนล้มพับสิ้นลม เมื่อรับรู้ว่า Gwynplaine ยังมีชีวิตอยู่ นี่มีนัยยะถึงความโชคร้ายของคนชั้นต่ำ กำลังจะได้มีความสุขกับอนาคตที่วาดฝััน ชีวิตกลับสิ้นสูญอย่างไร้ค่า นี่ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจกระโดดน้ำฆ่าตัวตายตาม

ค่อนข้างชัดเจนว่า Gwynplaine คือตัวแทนของ Victor Hugo ผู้ถูกสังคมพยายามยัดเยียดเสี้ยมสอนให้คิด/ปฏิบัติ/แสดงออก ตามสิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่ข้างในจิตใจของ Hugo กลับไม่มีความคิดรู้สึกเช่นนั้นเลย ซึ่งเมื่อแสดงออกด้วยคำพูดต่อต้าน Napoleon III ก็จำต้องเก็บข้าวของอพยพลี้หนีภัยออกนอกประเทศฝรั่งเศส (มองเรื่องราวนี้เป็นกึ่งอัตชีวประวัติยังได้เลย)

เมื่อสังคมหนึ่งเขาไม่ยอมรับความคิด คำพูด การแสดงออกของเรา Victor Hugo ให้คำแนะนำตอนจบที่ว่า ‘จะไปทนอยู่ทำทำซากอะไร ก็อพยพลี้หนีภัยออกมา’ ฝืนอยู่ทำไมให้ตัวตายแบบไร้ค่า สู่ดินแดนที่เปิดกว้างให้อิสระเสรี สามารถทำตามใจสั่งมาได้ทุกสิ่งอย่าง อย่าไปยึดมั่นถือติดในสิ่งใด แค่อุดมการณ์ของตนเองต้องเลี้ยงไว้อย่าให้ไฟดับมอดเป็นพอ

หนังใช้ทุนสร้างสูงถึง $1 ล้านเหรียญ ไม่มีระบุรายรับ แต่คาดว่าน่าจะพอทำกำไรได้อย่าง

นี่เป็นหนังที่ผมตกหลุมรักแรกพบเลยละ เพราะทุกวินาทีเต็มไปด้วยความอึดอัดอั้น ทุกข์ทรมานเห็นใจ อยากรับรู้ว่าเมื่อไหร่ Gwynplaine จะสามารถเข้าใจ มองเห็นคุณค่าของตนเองสักที แค่การแสดงของ Conrad Veidt เพียงอย่างเดียว ก็ทำให้หนังอยู่ในระดับยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่สมบูรณ์แบบแล้ว

ความคับข้องเดียวที่ผมมีต่อหนัง คือช่วง Swashbuckler วิ่งหนีไล่ล่าช่วงท้าย ไฉนอยู่ดีๆ Gwynplaine กลับสามารถมีลีลาต่อสู้ฟันดาบเอาชนะทหารหาญ หนีเอาตัวรอดได้อย่างน่าขัดใจ แต่ก็เอาเถอะครับ มันคงกำลังเป็นเทรนด์กระแสนิยมสมัยนั้น ถ้าไม่มีฉากตื่นตาตื่นใจแบบนี้สักหน่อย หนังอาจไม่ประสบความสำเร็จแน่ (คือพอมีแล้วมันทำให้หนังไขว้เขวหลุดแนวของตัวเองไปสักหน่อย)

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” นี่เป็นหนังที่จะทำให้คุณเข้าใจว่า บุคคลที่มีรอยยิ้มไม่ได้แปลว่าเขาจะมีความสุขเสมอไป บางขณะอารมณ์สถานการณ์ การยิ้มก็เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแท้จริงในจิตใจ มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในการแยกแยะให้ออกว่าอารมณ์เบื้องหลังการยิ้มคืออะไร แต่ถ้าคุณสังเกตบริบท รายละเอียดเล็กๆน้อยๆรอบข้าง เชื่อว่าก็น่าจะค้นพบได้ไม่ยาก

โดยเฉพาะกับคอหนังเงียบ สนใจ Universal Monster ชื่นชอบผลงานนิยายของ Victor Hugo ศิลปินผู้คลั่งไคล้ใน German Expressionist รูู้จักผู้กำกับ Paul Leni นักแสดง Conrad Veidt, Mary Philbin ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศของหนัง และรอยยิ้มอันหลอกหลอนของ Gwynplaine

TAGLINE | “The Man Who Laughs ของผู้กำกับ Paul Leni, ใบหน้ายิ้มเยาะของ Conrad Veidt จะทำให้คุณหัวเราะไม่ออก แต่รอยยิ้มของ Mary Philbin เติมเต็มหนังให้สมบูรณ์แบบ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of