The Mirror (1975)

The Mirror

The Mirror (1975) Russian : Andrei Tarkovsky ♥♥♥

ถืออะไรหนักไว้ให้ปล่อยวาง คิดอะไรปวดหัวให้ผ่อนออก วิธีดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจต้องพยายามไม่คิดอะไร ใช้ร่างกายสัมผัสให้มันซึมซาบผ่านเข้าผิวหนัง เพราะเมื่อใดที่เริ่มคิด ก็จะหาคำตอบไม่ได้ เมื่อไม่มีคำตอบก็จะหงุดหงิด บอกแล้วนี่ไม่ใช่หนังที่ต้องคิด ลองปล่อยวางความหงุดหงิด ไม่ต้องคิดก็เข้าใจได้

หนังเรื่องนี้บัดซบมากนะครับ ผมไม่คิดว่าจะมีใครในโลกนอกจากผู้กำกับ Andrei Tarkovsky จะสามารถเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในหนังได้ถ่องแท้เป็นแน่ เพราะนี่คือหนัง Auto-Biographical อัตชีวประวัติของผู้กำกับเอง เขาอยากเล่าอะไรก็เล่า เอาอะไรมาใส่ตรงไหนก็ใส่ ไม่มีเนื้อเรื่อง ไม่มีใจความ ไม่มีแก่นสาร ไม่มีอะไรที่สื่อถึงกัน ไม่ต่อเนื่อง ไม่สนรูปแบบ จะว่าโคตรมั่ว ยำใหญ่ใส่สารพัดก็ว่าได้ เป็นหนังที่แหกทุกกฎ ทุกแนวคิดของศาสตร์ภาพยนตร์ แต่ในความวุ่นวาย สับสนอลม่านนั้นมีอะไรบางอย่างที่คนดูสามารถจับต้องได้ เราสามารถชื่นชมงานศิลปะที่เหนือชั้น โดยไม่ต้องเข้าใจความหมายที่แท้จริง ก็เห็นความสวยงามของมันได้

ใจความของหนังฉากแรก เด็กชายคนหนึ่งเปิดทีวี ชายหนุ่มที่พูดติดอ่างกับนักจิตวิทยา เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน กว่าที่ชายหนุ่มจะพูดออกมาได้จบประโยค มันช่างยากเย็นแสนเข็น นักจิตวิทยาจึงทำการบำบัด ด้วยการนวดและสะกดจิต ให้เขารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่หนักอึ้งถือไว้ และพอบอกให้ปล่อย ชายคนนั้นก็ไม่พูดติดอ่างอีกต่อไป ผมขอเปรียบชายที่พูดติดอ่างเหมือนคนดูหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าคุณจะเก่งหรือฉลาดมาจากไหน ดูหนังเรื่องนี้จบปุ๊ปต้องกลายเป็นคนติดอ่างอย่างแน่นอน เพราะไม่มีทางที่จะเข้าใจหนังได้ทะลุปรุโปร่งอย่างถ่องแท้ จะมีอะไรบางอย่างที่ติดขัดไม่เข้าใจ คุณต้องปล่อยวาง นักจิตวิทยาสอนไว้ ให้ละทิ้งความคิด ความเชื่อ ทุกสิ่งทุกอย่าง และคุณจะสามารถกลับมาพูดได้ชัด เข้าใจได้ไม่ติดขัด

ฉากเปิดหนังแบบนี้ ทำเอาผมนึกถึง Persona (1966) ของ Ingmar Bergman (Persona เป็น 1 ใน 10 หนังเรื่องโปรดของ Tarkovsky ด้วยนะครับ) ที่เปิดเรื่องมามีอะไรสักอย่างหนึ่งที่เป็นการเกริ่น ไม่มีใจความเกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักสักนิด เป็น Intro เพื่อให้คนดูปรับสภาพของตนเองก่อนดูหนัง อะไรที่เคยเข้าใจมาให้โยนมันทิ้งไว้ เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม

คนที่รู้จัก Andrei Tarkovsky จะรู้ว่าสไตล์ของเขาคือ การสร้างอภิปรัชญา (characterized by metaphysical) ความแท้จริงหรือสารัตถะ (Reality Essence) ซึ่งรวมถึง ชีวิต, โลก และภาวะเหนือธรรมชาติ, มีการถ่ายฉาก long-take ที่แสนยาว เพื่อสร้างบรรยากาศให้กับคนดู เป็นเหมือนการฝึกสมาธิ (Mediation), และมีภาพความทรงจำส่วนตัวของผู้กำกับ จากวัยเด็ก Ivan’s Childhood (1962) ของศิลปิน Andrei Rublev (1966) กับธรรมชาติและจักรวาล Solaris (1972)

จุดเริ่มต้นนั้น เห็นว่า Tarkovsky ตั้งใจจะเขียนนิยายชื่อ Sculpting in Time เกี่ยวกับความทรงจำสมัยเด็กของเขา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เขาก็เบี่ยงเบนความสนใจจากการเขียนนิยายมาเป็นสร้างหนังแทน บทร่างแรกของหนัง Tarkovsky ให้คำนิยามว่า เต็มไปด้วยความระทมทุกข์ เศร้าหมองและหวนหา “full of elegiac sadness and nostalgia for my childhood” ชื่อหนังขณะนั้นคือ A White, White Day. แน่นอนว่ามันยังไม่ดีพอ บทร่างถัดมา เขาตัดสินใจใส่บทสัมภาษณ์ของแม่ ให้ออกแนวสารคดี เกี่ยวกับความทรงจำในช่วงเวลานั้น ภายหลังก็ละทิ้งไอเดีย แต่เปลี่ยนจากสัมภาษณ์เป็นให้แสดงในหนังแทนเลย เขาคัดเลือกนักแสดงโดยให้แม่ Maria Vishnyakova, ภรรยาคนที่สอง Larisa Tarkovskaya และพ่อ Arseny Tarkovsky (แต่จะได้ยินแค่เสียงเขาอ่านบทกลอนในหนัง) รับบทในหนังเป็นตัวของตัวเองในหนัง, แต่ไหนๆเล่าถึงอดีตทั้งที ทำไมต้องเลือกแค่ช่วงเวลาเดียว Tarkovsky ตัดสินใจสร้างเรื่องราวหลายช่วงเวลา ประกอบด้วย
1. ช่วงเวลา 1935-1936 เมื่อ Tarkovsky อายุ 3-4 ขวบ
2. ปี 1943-1945 เมื่อเขาอายุ 11-13
3. 1969 ขณะอายุ 37 ปี

ตัวละครที่ถือว่าแทนได้กับ Tarkovsky เลย ในหนังคือ Alexei ซึ่งปรากฎตัวในหนังแปปเดียวเท่านั้นตอนใกล้จบ นอนอยู่บนเตียง มือกำนกและปล่อยให้โบยบิน

เดี๋ยวก่อนยังไม่จบ Tarkovsky รู้สึกว่าถ้ามีแต่ตัวเองอย่างเดียวคงน่าเบื่อ เขาเลยเลือกเพิ่มจากมุมมองของบุคคลอื่น เปรียบได้กับภาพสะท้อนของตัวเอง (เคยได้ยินไหมเอ่ย? สิ่งที่สะท้อนความเป็นตัวเรามากที่สุด คือความเข้าใจของคนอื่นต่อตัวเรา) นี่คือเศษเสี้ยวหนึ่งของความหมายชื่อหนัง The Mirror นะครับ ที่หมายถึงภาพสะท้อนของตนเอง, ซึ่งแทนที่ Tarkovsky จะสร้างตัวละครขึ้นมา เขาเอาเหตุการณ์จริง ใช้ภาพ Archival Footage (ภาพจากคลังเก็บหนัง) เพื่อเป็นการนำเสนอความทรงจำจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เล่าคู่ขนานเกิดขึ้นไปพร้อมกันกับช่วงเวลาในหนัง, documentary footage ที่ใช้มี 3 เหตุการณ์คือ
1. Spanish Civil War (1936-1939) เหตุการณ์ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (Pre-World Wars 2)
2. World Wars 2 (1939-1945)
3. Sino-Soviet ความขัดแย้งระหว่างพรมแดนจีน-โซเวียต (1969) เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (Post-World Wars 2)

แบ่งแบบนี้น่าจะเห็นชัดขึ้นนะครับ ว่าช่วงเวลาของเหตุการณ์จาก Archive Footage เป็นช่วงเดียวกับเรื่องราวที่ใช้เล่าอดีตของ Tarkovsky เลย

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูหนัง แต่หลงเข้ามาอ่านรีวิวนี้ เจอที่ผมเล่าไปอาจจะรู้สึกว่า มันก็ไม่ได้เข้าใจยากเท่าไหร่นิ… เดี๋ยวก่อนครับความติสต์แตกของ Tarkovsky ยังไม่หมดแค่นี้ สิ่งต่อไปคือนักแสดง ถึงเราจะแบ่งเรื่องราวออกเป็น 3 ช่วงแล้ว แต่นักแสดงกลับใช้ซ้ำการ reuse เช่น Margarita Terekhova เธอรับบทเป็นแม่ของ Tarkovsky ในช่วง 1 กับ 2 และรับบทภรรยาของ Tarkovsky ในช่วงที่ 3, เอะ ยังไง? … คือนักแสดง 1 คน เล่น 2 บทบาทนะครับ ไม่ได้เล่นตัวละครเดียวกัน (ใครเคยดู Cloud Atlas-2012 คงจะพอจินตนาการออก) ระยะเวลาระหว่าง ช่วง 1, 2 กับช่วงที่ 3 ห่างกันประมาณ 20 ปี มันมีความเป็นไปได้ที่ จากหญิงสาวกลายเป็นหญิงแก่ จากเด็กหญิงกลายเป็นหญิงสาว หญิงสาวทั้งสองจะมีหน้าตา นิสัยคล้ายคลึงกัน, นี่เป็นอีกเหตุผลของชื่อหนัง Mirror ที่หมายถึงกระจกสะท้อนช่วงเวลา (ปกติกระจกจะสะท้อนแค่คน สัตว์ สิ่งของ แต่กระจกในหนังเรื่องนี้สะท้อนเวลาด้วย) อะไรๆที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 1 และ 2 มันอาจเกิดซ้ำรอยในช่วงที่ 3

ใครอ่านย่อหน้าที่ผ่านมางง ผมจะลองยกตัวอย่างดังนี้นะครับ
ช่วง 1 และ 2: Tarkovsky ยังเด็ก, Margarita Terekhova รับบทเป็นแม่ของ Tarkovsky
ช่วงที่ 3 (20 ปีผ่านไป): Tarkovsky โตแล้ว, Margarita Terekhova รับบทเป็นภรรยาของ Tarkovsky

แยกแบบนี้น่าจะพอเห็นภาพนะครับ แต่ในหนังมันไม่มีอะไรที่บอกเราว่า ฉากที่เห็นเป็น ช่วง 1,2 หรือ 3 นักแสดงหน้าตาเดิม แต่บทบาทเธอขณะนั้นเป็นใคร นี่ต้องใช้การสังเกตอย่างมากทีเดียวถึงจะแยกออก

กระนั้นเชื่อว่าบางคนอาจยิ้มกริ่ม พูดว่า ไม่เห็นยากเลย ดูโทนสีของหนังสิ… หนังเรื่องนี้ บางฉากก็เป็นภาพสี บางฉากเป็นภาพขาว-ดำ, ใครคิดแบบนี้แสดงว่าความเข้าใจของคุณต่อหนังเรื่องนี้ยังห่างไกลความถูกต้องอยู่มากนะครับ โทนสีของหนังเรื่องนี้ไม่สามารถเอามาแบ่งช่วงเวลาของหนังได้

ผมค้นพบจุดที่พบว่า สีของหนังมันเปลี่ยนไปตามอารมณ์ผู้กำกับ (แบบ JoJo) ไม่ได้ขึ้นกับช่วงเวลาแต่อย่างใด ในฉากที่ พ่อกลับมาบ้าน (นี่น่าจะเป็นช่วงที่ 3, Tarkovsky โตขึ้นแต่งงาน หย่าเมีย ไปสงครามกลับมาหาภรรยาและลูก) ฉากนี้ตอนแรกเป็นภาพสี (ขณะพ่อกลับบ้าน) จากนั้นไปๆมาๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว-ดำเฉยเลย ทั้งๆที่บ้านยังหลังเดิม ตัวละครเดิม เหตุการณ์ต่อเนื่อง ดูก็รู้ว่าไม่ได้ตัดย้ายไปช่วงเวลาไหน นี่เป็นการบอกว่า โทนสีที่เราเห็น ไม่ใช่เทคนิคที่ผู้กำกับใช้เพื่อแบ่งแยกช่วงเวลานะครับ

แล้วทำไมถึงต้องเปลี่ยนโทนสีหนัง? … ผมโชคดีที่ไปอ่านเจอบทความอธิบายจุดนี้ได้สมเหตุสมผลมากๆ … Tarkovsky เคยให้สัมภาษณ์หลังจากสร้างหนังเรื่อง Andrei Rublev เขาบอกว่า ภาพสีควรใช้เฉพาะกับฉากที่มีความสำคัญ กับเหตุกาณ์สำคัญหรือสถานที่สำคัญๆเท่านั้น “Tarkovsky believes that colour should be only used to empasise important events or places in film.” ถ้าเปรียบภาพสีกับชีวิตของคน ความทรงจำที่ไม่ลืมเลือนของมนุษย์มักเกิดขึ้นแค่ช่วงขณะ เฉพาะเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น ส่วนมากเราจะจดจำอะไรไม่ได้เลย ไม่มีความน่าสนใจเหมือนกับภาพขาว-ดำ “On the screen colour imposes itself on you, whereas in real life that only happens at odd moments, so it’s not right for the audience to be constantly aware of colour.” ภาพสีในหนังจึงมักดึงดูดความสนใจของผู้คน แต่กับภาพขาว-ดำ คนดูจะไม่สนใจรายละเอียดปลีกย่อย ให้ความสนใจกับการกระทำของตัวละครมากกว่า “In a black-and-white film there is no feeling of something extraneous going on, the audience can watch the film without being distracted from the action by colour.” Tarkovsky ยังรู้สึกว่า ภาพสีมันสวยเกินไป ไม่เหมือนกับชีวิต ซึ่งเขาจะถ่ายหนังที่เป็นภาพสี เฉพาะเพื่อเป็นตัวแทนของ ความแปลกใหม่ สวยงามเท่านั้น

ใน Andrei Rublev ทั้งเรื่องถ่ายด้วยภาพขาว-ดำ แต่มีเฉพาะฉากสุดท้ายที่ถ่ายด้วยภาพสี เหตุผลที่ทำแบบนี้ เพราะตอนจบเป็นการนำภาพวาดของ Andrei Rublev มาแสดงให้ได้เห็น ตอนผมเห็นฉากนี้ประทับใจมากๆ เพราะความสวยงามราวของสีสันที่สวยสด ถ้าหนังทั้งเรื่องเป็นภาพสี ตอนจบแบบนี้คงไม่อึ้งอะไร เพราะภาพสีในฉากต่างๆจะกลืนกินความน่าสนใจของตอนจบไป แต่เพราะหนังเป็นภาพขาว-ดำ มาโผล่ภาพสีเฉพาะตอนจบ โอ้… แม่เจ้า มันช่างสวยสดงดงาม นี่แหละที่รอคอย อยากเห็นมานานภาพวาดของ Rublev เป็นแบบนี้นี่เอง

นี่คือเหตุผลที่ผมเถียงไม่ออกเลย มันคือความเชื่อส่วนตัวของ Tarkovsky และเขาทำมันออกมาได้น่าทึ่งมากๆ คนที่ดู The Mirror น้อยคนจะเข้าใจถึงเหตุผลของการที่หนังมีหลายโทนสีได้ ลองไปสังเกตดูก็ได้ว่าจริงไหม เฉพาะช่วงเวลาที่มีความสำคัญ มีสีสัน เป็นที่ต้องจดจำฝังใจ เมื่อนั้นแหละครับ หนังจะเป็นภาพสี

อีกสิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายแล้วที่ Tarkovsky ใส่มา นั่นคือ Dream-like Sequence เรื่องราวกึ่งๆความฝัน จุดประสงค์การใส่ก็ชัดเจน อดีต ความทรงจำ ความฝัน มันแยกกันไม่ออกนะครับ (แบบเดียวกับ 8 1/2) ฉากที่เป็น Dream-Like สังเกตได้ง่ายมากๆ เช่น หญิงสาวนอนลอยอยู่เหนือเตียง (แบบโปสเตอร์), ฉากที่เด็กชายอ่านจดหมายให้หญิงแก่ๆ ที่อยู่ดีๆปรากฏตัวและหายตัวไป, ฉาก Ju-On สระผมแล้วเพดานกำลังถล่ม ฯ ฉากพวกนี้ล้วนมีความหมายแฝงอยู่ด้วยนะครับ คิดกันออกหรือเปล่าเอ่ย?

เมื่อเราสามารถวิเคราะห์แบ่งหนังออกได้เป็นส่วนๆดังที่กล่าวมานี้ ทีนี้ก็ถึงเวลาสังเคราะห์ มองกลับว่า อะไรเป็นใจความสำคัญที่แท้จริงของหนัง เพราะนี่เป็นหนัง Auto-Biographical ที่เล่นกับช่วงเวลา จะถือว่าใช้เวลาเป็นตัวดำเนินเรื่อง เปรียบเสมือนเป็นตัวแปรต้น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากความทรงจำ ความฝัน สิ่งที่เกิดขึ้นจริง เหล่านี้คือตัวแปรตาม, Tarkovsky เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง ‘เวลา’ คนเราเข้าไปดูหนังเพื่ออะไร? คำตอบของเขาคือ เพื่อใช้เวลาสัมผัสกับประสบการณ์, ภาพยนตร์เป็นศาสตร์ที่ต่างจากงานศิลปะแขนงอื่น มีความยาว ต้องใช้การพินิจพิจารณา และความเข้าใจของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ขึ้นกับประสบการณ์ชีวิต จะมากน้อยอยู่ที่ตัวคน นี่แหละคือพลังของ ภาพยนตร์

I think that what a person normally goes to the cinema for is time… He goes there for living experience; for cinema, like no other art, widens, enhances and concentrates a person’s experience – and not only enhances it but makes it longer, significantly longer. That is the power of cinema.

เวลาของหนัง เป็นตัวแปรที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น แต่ผู้กำกับสร้างเรื่องราวให้กับเวลา เขาตั้งโจทย์ ปี 1936 ชีวิตเขาเกิดอะไรขึ้นบ้าง, พ่อแม่เป็นอย่างไร ใครทำอะไรอยู่ เคยเจอกับใคร ตัวเขาเองเป็นยังไง มีความฝันอย่างไร จากนั้นมองภาพในมุมกว้างขึ้น โลกขณะนั้นเป็นอย่างไร มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น นี่คือวิธีที่ Tarkovsky ใช้สร้างหนังเรื่องนี้นะครับ

ถ่ายภาพโดย Georgi Rerberg มีฉากหนึ่งที่กล้องเคลื่อนเข้าไปในบ้าน เราได้ยินเสียงสนทนา เสียงพูด แต่จะไม่เห็นตัวละคร, หรือฉาก long-take เปิดหนังสือความยาวร่วม 2 นาที ที่ไม่มีคำพูดอะไร, เหตุผลที่ Tarkovsky ใช้รองรับการถ่ายทำแบบนี้คือความเชื่อเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่ไม่มีขอบเขต ในสถานที่แห่งหนึ่งมีคนนับไม่ถ้วนที่เคยผ่านไปผ่านมา ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ขณะนี้เราอาจเห็นเป็นแค่สถานที่เปล่าๆ แต่มันเคยอาจมีคนอยู่ ในอนาคตก็อาจมีคนกำลังจะมา มันคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลก

Tarkovsky believes that Juxtaposing a person with an environment that is boundless, collating him with a countless number of people passing by close to him and far away, relating a person to the whole world, that is the meaning of cinema.”

ในฉากที่ถ่ายกับธรรมชาติ เราจะรู้สึกเหมือนว่ามันมีความสงบ เหมือนกำลังทำสมาธิ (meditation) การพัดผ่านของลม, ต้นหญ้าที่พริ้วไหว, เปลวไฟที่ลุกโชติช่วง, สายน้ำที่ไหลผ่าน, ผืนดิน ทุ่งหญ้า ฯ เพื่อสนับสนุนความเชื่อนี้ หนังของ Tarkovsky จะมีฉากที่ตัดให้เราเห็นธรรมชาติคล้ายๆกันนี้ประกอบอยู่ทุกเรื่อง

ตัดต่อโดย Lyudmila Feiginova ไม่มีใครรู้ว่า Tarkovsky ตัดต่อหนังเรื่องนี้กี่เวอร์ชั่น มันเหมือนว่าเขาหาวิธีที่จะทำให้ผู้ชมไม่สามารถจับใจความอะไรของหนังได้เลย (ปกติมีแต่คนกลัวกันว่าคนดูไม่เข้าใจ แต่นี่กลัวว่าคนดูจะเข้าใจ!) ผมมาคิดดู การตัดต่อแบบนี้มันเหมือนความทรงจำของคนเรา ที่ไม่มีความต่อเนื่อง อยากคิดอะไรก็คิด อยากหวนระลึกถึงช่วงเวลาไหนก็คิดถึงเลย ไม่ได้จำเป็นต้องนึกย้อนนับไล่ลำดับเหตุการณ์แบบ 1-2-3 เวลาเราคิดถึงอดีตอาจจะเป็น 99-14-36 มั่วๆแบบนี้แหละ และบางครั้งขณะคิดย้อน เราก็จะพบความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างช่วงเวลาที่ต่างกัน เช่น ช่วงเวลา 10 อาจสัมพันธ์กับ 22 ประเด็นคือเราต้องจำเป็นต้องเข้า 1-2-3 … 99-100 เลยหรือเปล่า ผมคิดว่าไม่จำเป็นนะครับ ดังนั้นหนังเรื่องนี้ 1-3-5-7-11 เข้าใจแบบนี้ ไม่ต้องรู้ทั้งหมดก็เพียงพอแล้ว

เพลงประกอบโดย Eduard Artemyev คนเดียวกับที่ทำเพลงให้ Tarkovsky ตอน Solaris ในหนังเรื่องนี้บางฉากจะไม่มีเสียงเพลงเลย เป็นบทบรรยายล้วนๆ บ้างก็เป็นอ่านบทกลอน (ใครฟัง russia ออกก็เยี่ยมเลย) บางฉากมีแต่เสียง Sound Effect ส่วนเพลงจะใช้กับฉากเพื่อสร้างอารมณ์บางอย่างที่ไม่สามารถพูดได้ Tarkovsky ยึดหลักที่ว่า เพลงเป็น universal language แม้จะไม่เข้าใจเนื้อร้อง แต่คนดูส่วนใหญ่ก็สามารถเข้าใจความรู้สึก อารมณ์ของเพลงได้, ในหนังเรื่องนี้ผมไม่แน่ใจว่ามีเพลงที่แต่งขึ้นใหม่หรือเปล่า แต่ในเครดิตเห็นว่ามีเพลงอย่าง J.S. Bach: Das alte Jahr vergangen ist, BWV. 614 ตอนต้นเรื่อง และเพลง J.S. Bach: St John Passion, BWV 245 ในตอนจบที่ทรงพลังมากๆ ผมไม่เคยฟังทั้งสองเพลงมาก่อน แต่พอได้ยินในหนังบอกเลยว่าขนลุก โดยเฉพาะตอนจบที่พอเสียง Chorus ขึ้น มันแบบว่าสะท้านลึกไปถึงทรวง ความยาวเพลงนี้ในหนังไม่ถึง 5 นาทีนะครับ ไม่ต้องฟังจนจบก็ได้

เพลง St John Passion ของ Bach เพลงนี้ถูกเรียกว่า Passion Song หรือ Oratorio** คำแปล Chorus ท่อนแรกของเพลง
Lord, our ruler, Whose fame
In every land is glorious!
Show us, through Your passion,
That You, the true Son of God,
Through all time,
Even in the greatest humiliation,
Have become transfigured!

นี่น่าจะถือเป็นใจความตอนจบของหนังนะครับ เพราะฉากสุดท้าย เป็นภาพที่ให้เราเห็นสภาพของบ้าน ที่ถูกปล่อยทิ้ง รถร้างอยู่กลางป่า ตอนจบที่เด็กๆกำลังถูกจูงมืดเดินไปเรื่อยๆ ดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า ภาพี่ค่อยๆถอยเข้าไปในป่า ก้าวย่างสู่ความมืดก่อนจะเฟดภาพสู่เครดิตตอนจบ ผมไม่ขอตีความตอนจบแล้วกัน เพราะมันมองได้หลายอย่างมากๆ พูดถึงพระเจ้าผู้สร้างโลก, จักรวาล, ชีวิตที่ก้าวเดินต่อ, ความสัมพันธ์ของพ่อ-แม่-ลูก, จุดเริ่มต้น, จุดสิ้นสุด ฯ

**ออราทอริโอ (อิตาลี: Oratorio)เป็นบทเพลงที่ประกอบด้วยการร้องเดี่ยว หรือร้องกลุ่มของนักร้องระดับเสียงต่างๆ การร้องของวงขับร้องประสานเสียง โดยมีการบรรเลงของวงออร์เคสตราประกอบ ซึ่งบทร้องเป็นเรื่องราวขนาดยาวเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ลักษณะของออราทอริโอนั้นมีความคล้ายกับโอเปร่า แต่ออราทอริโอนั้นไม่มีการแต่งตัวแบบละคร ไม่มีฉากหลัง และการแสดงประกอบ

โดยรวมผมไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้ ประเด็นคือดูไม่รู้เรื่อง หลังจากพยายามทำความเข้าใจมาสักพักใหญ่ ก็ไม่มีประเด็นอะไรให้ชอบสักอย่าง คงเพราะหนังมันไม่มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจนะครับ มีแต่เล่าเรื่องแบบผ่านๆ ใครใคร่สนใจเหตุการณ์อะไรเป็นพิเศษก็ยกสิ่งนั้นขึ้นมาเป็นประเด็นชอบ ผมมองหนังแค่ในภาพรวม เลยเห็นแต่เทคนิค ไม่เห็นเรื่องราวที่ดีพอให้ประทับใจ นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ก็จะพูดกันว่าไม่เข้าใจหนัง แต่ที่ยกย่องเพราะหนังสร้างมาให้มีความค้นหา ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ถ้าถูกสร้างโดยผู้กำกับไร้ชื่อ no-name สักแห่ง รับประกันว่าคงไม่มีใครสนใจแน่ๆ แต่เครดิตผู้กำกับ Andrei Tarkovsky เขาคือปรมาจารย์ที่ไม่ทำอะไรมั่วๆมาขายอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ถึงไม่เข้าใจก็ต้องชมไว้ก่อน เพราะมันอาจมีคนที่เข้าใจหนังได้จริงๆ ผมไม่ใช่นักวิจารณ์แบบนั้นนะครับ ประเมินความเข้าใจตัวเองต่อหนังเรื่องนี้ประมาณ 60% ไม่มีจุดไหนที่ทำให้ผมชอบเลย ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ไม่ฝืนตัวเองให้ชอบหนังเรื่องนี้เด็ดขาด และผมไม่ได้มองหนังแค่ความเป็นศาสตร์แห่งศิลปะ แต่ประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต เอาว่าประวัติของ Tarkovsky และแนวคิดของเขาน่าสนใจ แต่วิธีการนำเสนอในหนังเรื่องนี้ มันมากเกินที่คนธรรมดาทั่วไปจะเข้าใจได้ และมันไม่มีอะไรที่ดูเป็นประโยชน์ต่อคนที่ไม่เข้าใจด้วย ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาดูหนังเรื่องนี้ ถ้าคุณไม่ใช่คน “บ้า” หนังจริงๆนะครับ

กับหนังเรื่องอื่นๆ สิ่งที่ผมชอบในหนังของ Tarkovsky คือสื่อสัญลักษณ์ สิ่งเล็กๆน้อยๆที่แฝงอยู่ในหนัง ไม่มีอะไรในหนังของ Tarkovsky ที่ไม่มีความหมาย ทำไมต้องเคลื่อนกล้องแบบนี้, ทำไมสิ่งนี้ถึงเคลื่อนไหว, ทำไมถึงคุยกันเรื่องนี้ ฯ มีหลายอย่างใน The Mirror ที่ผมคิดได้ และหลายอย่างที่ผมไม่ได้คิดตาม (ขี้เกียจคิดเพราะเหนื่อย) หนังทิ้งเวลาให้เราคิด แต่สมาธิเราจะมากพอให้จดจ่อ หรือจะปล่อยตัวเองให้สัมผัสกับบรรยากาศอย่างเดียวโดยไม่คิดตามก็ได้ ผมขอยกตัวอย่าง เช่น เด็กชายเดินไปที่ประตู แต่เปิดไม่ออก เขาเดินกลับ ไม่นานนักประตูก็เปิดออก มีแม่นั่งอยู่ข้างใน ทำไมเด็กถึงเปิดประตูไม่ออก? ผมเปรียบประตูเหมือนจิตใจของคน เด็กชายยังไม่มีวัยวุฒิมากพอจะเข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจแม่ของเขาได้ จึงไม่สามารถเข้าไปข้างในได้, ฉากปล่อยบอลลูน (คล้ายๆกับ Andrei Rublev) บอลลูน เปรียบได้ถึงความทรงจำที่ล่องลอย ไร้น้ำหนัก ไม่มีค่าให้จดจำ เดี๋ยวก็ลืม สะท้อนถึงสงครามได้ด้วย ว่าถึงตอนนั้นอาจจะเคยเป็นศัตรูกัน แต่สงครามจบก็ต้องทำเป็นลืมเสีย แล้วกลายเป็นพันธมิตรกัน, ฉากฆ่าไก่ ผมเปรียบไก่ที่ชอบขันตอนเช้า เป็นเหมือนเสียงหรือความคิดอะไรบางอย่างในใจมนุษย์ การฆ่าไก่คือเราต้องตัดใจทิ้งอะไรบางอย่าง หรือทำลายความคิด ความรู้สึกบางสิ่งบางอย่างนั้น ฯ เล็กๆน้อยๆพวกนี้แหละครับ คือวัตถุดิบสุดโปรดของผมในหนังของ Tarkovsky แม้จานหลังอาจจะเลิศหรูเกินไป ไม่ถูกรสสัมผัส แต่เครื่องเคียงใช้ได้ ก็พอไหวนะ

แล้วการดูหนังเรื่องนี้โดยไม่คิดอะไรจะทำให้เราเข้าใจหนังได้เหรอ … ถึงจะพูดว่าไม่คิดเลย ก็ไม่ใช่นะครับ จริงๆคือคิดแต่ไม่ต้องทำความเข้าใจทั้งหมดต่างหาก, หนังเรื่องนี้ถ้าไม่คิดก็จบกัน ดูยังไงก็ไม่รู้เรื่องหรอก วิธีคือ ขณะดูให้พิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ไม่ต้องคิดหาความสัมพันธ์ ปล่อยให้เรื่องราว, บรรยากาศ, ความรู้สึกซึมซับผ่านเข้ามาในกายดั่งลมหายใจเข้าออก มองให้เห็นสัมผัสของหนัง เห็นสัญลักษณ์ก็คิดตามว่าคืออะไร คิดได้ก็ดีคิดไม่ออกก็ปล่อยไป ไม่ต้องยึดติด ไม่ต้องกลับมาคิด อะไรผ่านไปแล้วผ่านไม่ต้องย้อนกลับมาดู รับรู้เรื่องราวไปจนจบเรื่อง นี่เป็นวิธีที่นักวิจารณ์แนะนำคนที่อยากดูหนังเรื่องนี้นะครับ ใครไม่ชอบความท้าทายแต่อยากลองดู ก็ลองใช้เทคนิคที่ว่านี้ดู (ได้ผลยังไงก็บอกด้วย)

นักวิจารณ์จัดอันดับ 19 ของนิตยสาร Sight & Sound Critic’s poll สูงสุดในบรรดาหนังของ Tarkovsky ทั้งหมด ถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้ไม่เข้าใจก็อย่าฝืนนะครับ คนส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจอยู่แล้ว เพิ่มไปอีกสักคนก็ไม่เห็นเป็นไร ค่อยๆสะสมประสบการณ์ให้มากพอ อีกสัก 10 ปีกลับมาดูใหม่ คุณอาจเห็นอะไรที่ต่างไปก็ได้ แต่ถ้าคุณเป็นคนส่วนน้อย ลองไปหา The Tree of Life (2011) หนังของ Terrence Malick มาดูได้เลยนะครับ (หนังถือว่ามีแนวทางคล้ายๆกัน) หรือหนังของ Béla Tarr อย่าง Sátántangó (1994) และ Werckmeister Harmonies (2000) ที่อาจทำให้คุณบรรลุกับหนังสไตล์นี้แน่นอน

ผมไม่แนะนำหนังเรื่องนี้ก็นักดูหนังทั่วๆไปนะครับ ต้องระดับแบบ Professional และ Veteran เท่านั้นที่มีโอกาสเอาตัวรอดกับหนังได้ แนะนำต้องเตรียมตัวมาอย่างดี ควรจะต้องเคยดูหนังของ Tarkovsky มาอย่างน้อย 2-3 เรื่อง เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจสไตล์ของผู้กำกับ อ่านอัตชีวประวัติผู้กำกับมาด้วยอาจจะเข้าใจมากขึ้น จัดเรต PG-15 เด็กกว่านี้ดูไปคงไม่รู้เรื่อง

TAGLINE | “The Mirror กระจกสะท้อนชีวิตของผู้กำกับ Andrei Tarkovsky เขาไม่ได้อยากให้ใครเห็น จึงวางกลไกไว้อย่างลึกซึ้ง มีแต่ผู้ถูกเลือกเท่านั้นที่จะเข้าไปถึงได้”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of