The Mission (1986)

The Mission

The Mission (1986) British : Roland Joffé ♥♥

เรื่องราวของ Missionary คณะ Jesuit เดินทางเข้าไปเผยแพร่ศาสนายังทวีปอเมริกาใต้ ให้กับชนเผ่าพื้นเมืองแห่ง Amazon แต่พอศรัทธาเริ่มบังเกิด กลับถูกสั่งให้ล้มเลิกภารกิจ นี่นะหรือลัทธิอาณานิคม, น่าจะเป็นภาพยนตร์รางวัล Palme d’Or ยอดแย่ที่สุด

นอกจากบทเพลงที่โคตรไพเราะเพราะพริ้งของ Ennio Morricone (ผมยกให้ระดับ Top5 ของปู่เลยละ) และงานภาพสวยๆคว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography ของ Chris Menges ที่เหลือแม้งอะไรก็ไม่รู้ละ! ขนาดได้นักแสดงยอดฝีมืออย่าง Robert De Niro, Jeremy Irons ยังไม่สามารถแบกลากภาพยนตร์เรื่องนี้ให้มีความน่าสนใจขึ้นมา

ความผิดทั้งหมดผมโยนขี้ให้ผู้กำกับ Roland Joffé คงถูกกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของน้ำตก Iguazú พัดพาตกลงมาจากที่สูง ฟุ้งละอองน้ำกระเจิง จนไม่หลงเหลือเศษซากชิ้นดี

แต่ผมพอจะรับรู้ความตั้งใจของผู้กำกับ Joffé ที่ต้องการใช้เรื่องราวนี้สะท้อนถึงสหราชอาณาจักร ขณะนั้นกำลังใกล้หมดสูญสิ้นประเทศอาณานิคม (ต่างเรียกร้องอิสรภาพ ได้รับการปลดแอกจนแทบหมดสิ้นแล้ว) แต่การที่อยู่ดีๆก็ตัดสินใจจากไป ก็เหมือนภาพยนตร์เรื่องนี้ มักก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งภายในติดตามมา

ยกตัวอย่างประเทศอินเดีย หลังได้รับอิสรภาพจากสหราชอาณาจักรเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1947 ชาวภารตะต่างยินดีปรีดากันได้แค่ไม่กี่วัน ความขัดแย้ง/สงครามแบ่งแยกดินแดนก็บังเกิดขึ้น เพราะอังกฤษขีดเส้นแบ่งสองประเทศ อินเดีย-ปากีสถาน จากความแตกต่างทางศาสนา ฮินดู-มุสลิม เช่นนั้นแล้ว ชาวฮินดูที่อยู่ในปากีสถาน หรือมุสลิมในอินเดีย จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร … ความขัดแย้งดังกล่าวประมาณการผู้เสียชีวิต 5 แสนถึง 1 ล้านคน!


Roland Joffé (เกิดปี 1945) ผู้กำกับ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่กรุง London โตขึ้นเข้าเรียนต่อ University of Manchester จบออกมาได้งานที่ Granada Television กลายเป็นผู้กำกับซีรีย์ ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก The Killing Fields (1984) ติดตามมาด้วย The Mission (1986) เป็นสองผลงานเท่านั้นที่ได้รับการจดจำสูงสุด

แซว: Roland Joffé เป็นผู้กำกับประเภทเดียวกับ Michael Cimino ทั้งชีวิตมีโคตรผลงานเพียง 1-2 เรื่อง ที่เหลือคือเลวร้ายระดับบัดซบ! คงต้องเรียกว่า ‘ฟลุ๊ก’ สินะ

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดจากโปรดิวเซอร์ชาวอิตาเลี่ยน Fernando Ghia เมื่อปี 1975 เข้าหานักเขียนบท Robert Bolt (Lawrence of Arabia, Doctor Zhivago, A Man for All Seasons) ให้พัฒนาเรื่องราวของสองนักบวชคณะ Jesuit เมื่อช่วงศตวรรษที่ 18 เดินทางเข้าไปเผยแพร่ศาสนาให้ชนเผ่าพื้นเมือง Guaraní ยังทวีปละตินอเมริกา

เห็นว่าโปรดิวเซอร์ Ghia ได้แรงบันดาลใจจากบทละครเวที The Strong Are Lonely (1956) แต่งโดยนักเขียนชาวเยอรมัน Fritz Hochwalder แต่บทที่พัฒนาขึ้นของ Bolt ไม่ได้อ้างอิงอะไรมา นำจากเนื้อหาประวัติศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อพัฒนาเสร็จนำไปยื่นข้อเสนอหาทุนสร้าง ผ่านมากว่าทศวรรษก็ไม่มีใครสนใจ

กระทั่งความประทับใจต่อภาพยนตร์เรื่อง The Killing Fields (1984) ทำให้ Bolt ติดต่อเข้าหาผู้กำกับ Joffé มาพูดคุยโปรเจคดังกล่าว ส่งบทให้อ่าน พิจารณาแล้วรู้สึกสนใจ แต่เพราะไม่เคยล่วงรับรู้อะไรใดๆแบบนี้มาก่อน เลยตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ Latin America

พอเดินทางไปถึงเกิดผิดหวังอย่างใหญ่หลวง เพราะแทบไม่หลงเหลือร่องรอยอารยธรรมใดๆของชนเผ่าพื้นเมือง Guaraní อยู่อีกแล้ว! นั่นสร้างความโศกเสียใจให้เขามากยิ่ง

“They were once a very proud nation really and that touched me emotionally so much that I decided I wanted their story to be told. It was like meeting someone in the street and they tell you something about them and you think that they have a story and life experience that people should know about”.

– Roland Joffé

เรื่องราวมีพื้นหลัง ค.ศ. 1740s, บาทหลวงคณะ Jesuit จากประเทศสเปน นำโดย Father Gabriel (รับบทโดย Jeremy Irons) ปีนป่ายขึ้นน้ำตก Iguazu Falls เพื่อไปเผยแพร่ศาสนาให้กับชนเผ่าพื้นเมือง Guaraní แรกเริ่มก็ไม่ใคร่ยินยอมรับ แต่หลังจากรับฟังเสียง Oboe จึงเกิดความลุ่มหลงใหล

Captain Rodrigo Mendoza (รับบทโดย Robert De Niro) คือนายหน้าค้าทาส ด้วยการซุ่มดักจับชนเผ่าพื้นเมือง Guaraní นำไปขายทอดตลาดให้ Don Cabeza (รับบทโดย Chuck Low) แต่แล้ววันหนึ่ง หึงหวงที่น้องชายแก่งแย่งชิงแฟนสาวไปจากตน พลาดพลั้งเข่นฆาตกรรมด้วยมือตนเอง จิตใจเต็มไปด้วยความทุกข์เศร้าโศก ไม่เป็นอันกินอันนอน พยายามทรมานตนเองถึงขีดสุด จนกระทั่ง Father Gabriel เข้ามาช่วยเหลือไว้ นำพาเขาปีนป่ายขึ้นน้ำตกสูง แบกสัมภาระเต็มหลัง กระทั่งไปถึงยอดพบเห็นโดยชาว Guaraní ปลดปล่อยเขาให้ได้รับอิสรภาพ จากนั้นเลยตัดสินใจบวชเป็นบาทหลวง ทำงานรับใช้ศาสนาอย่างเคร่งครัด

แต่เรื่องวุ่นๆก็บังเกิดขึ้นเมื่อการมาถึงของ Cardinal Altamirano (รับบทโดย Ray McAnally) ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้คณะ Jesuit ถอนตัวจากการเผยแพร่ศาสนาให้ชนเผ่าพื้นเมือง Guaraní แต่นั่นเท่ากับเป็นการเข่นฆาตกรรมพวกเขาทางอ้อม เพราะดินแดนดังกล่าวจะตกเป็นของโปรตุเกส ที่ยังอนุญาตให้มีการค้าทาส ใช้ความรุนแรงกับผู้ต่อต้าน นั่นจึงกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ จักทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างไว้เบื้อง หรือยืนเคียงข้างเพื่อนมนุษย์เพื่อต่อสู้ความชั่วร้าย


Robert Anthony De Niro Jr. (เกิดปี 1943) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan, New York พ่อมีเชื้อสาย Irish-Italian ประกาศตนว่าเป็นเกย์หย่าขาดกับแม่ตอน De Niro อายุได้ 2 ขวบ เติบโตขึ้นในบริเวณ Little Italy เคยแสดงละครเวทีงานโรงเรียน รับบทเป็น Cowardly Lion เรื่อง The Wizard of Oz ทำให้เริ่มมีความสนใจด้านนี้ พออายุ 16 มุ่งสู่ HB Studio, Stella Adler Conservatory และ Actors Studio กลายเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของ Lee Strasberg, แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก The Wedding Party (1963) ของผู้กำกับ Brian De Palma แนะนำให้รู้จักจนกลายเป็นขาประจำกับ Martin Scorsese ร่วมงานครั้งแรก Mean Streets (1973) ผลงานเด่นๆ อาทิ The Godfather: Part II (1974) ** คว้า Oscar: Best Supporting Actor, Taxi Driver (1976), The Deer Hunter (1978), Raging Bull (1980) ** คว้า Oscar: Best Actor, Cape Fear (1991), Silver Linings Playbook (2012) ฯ

รับบท Captain Rodrigo Mendoza จากเป็นพ่อค้าทาส เมื่อได้กระทำความผิดพลาดครั้งใหญ่ เกิดจิตสำนึกอันดีต้องการกลับตัวกลับใจ ทรมานตนเองถึงขีดสุดจนได้รับการให้อภัย สามารถเริ่มต้นใหม่บวชเป็นบาทหลวง ทุ่มเทชีวิตให้กับศรัทธาศาสนา ถึงอย่างนั้นเมื่อบังเกิดเหตุการณ์บางอย่างยินยอมรับไม่ได้ พยายามอย่างยิ่งจะช่วยเหลือปกป้องผู้บริสุทธิ์ ไม้สนแม้อะไรจะเกิดขึ้นกับตัวตน

เช็คลิสของผมต่อ De Niro
– รับบทพ่อค้าทาส อันนี้เหมาะสมกับภาพลักษณ์อย่างยิ่ง
– ทรมานตนเองเพราะความรู้สึกผิด ก็ยังพอยินยอมรับไหว
– แต่พอสำนึกได้กลายเป็นบาทหลวง เห้ย! ไม่ใช่แล้ว ภาพลักษณ์มาเฟีย/นักเลงหัวไม้อย่าง De Niro ไม่น่ากลับกลายเป็นคนดีได้ขนาดนั้น

เอาจริงๆศักยภาพของ De Niro สามารถแบกหนังทั้งเรื่องได้สบายๆ (แบกมาแล้วหลายเรื่อง) แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับทำให้เขาแทบไม่มีคุณค่าความหมายอะไร ด้วยการเล่าเรื่องแบบผ่านๆ ตัวละครค่อยๆเลือนลางจางหาย จนแทบไร้ตัวตนไปชั่วขณะหนึ่ง และสงครามตอนท้ายเหมือนว่าจะสามารถทำบางสิ่ง แต่ก็ไม่มีอะไรบังเกิดขึ้นสักอย่าง!

เกร็ด: ขณะที่นักแสดงคนอื่นๆ เจ็บป่วย ถูกแมลงสัตว์กัดต่อ Robert De Niro เป็นคนเดียวที่ไม่เป็นอะไรเลยสักอย่าง (สงสัยมีเคล็ดลับประสบการณ์จากตอนถ่ายทำ The Deer Hunter อยู่กระมัง)


Jeremy John Irons (เกิดปี 1948) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Cowes, Isle of Wight สมัยเรียนร่วมกับเพื่อนๆตั้งวงดนตรี เป็นมือกลอง และเล่น Harmonica, หลังเรียนจบฝึกการแสดงยัง Bristol Old Vic Theatre School, ติดตามมาด้วยซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก Nijinsky (1980), โด่งดังกับ The Mission (1986), Dead Ringers (1988), Reversal of Fortune (1990) ** คว้า Oscar: Best Actor, ให้เสียง Scar อนิเมชั่น The Lion King (1994)

รับบท Father Gabriel บาทหลวงผู้มีความตั้งใจอันดี เก่งในการพูดจาโน้มน้าว สามารถเข้าถึงหัวจิตใจผู้อื่น จนได้รับการเคารพยกย่องจากทุกคนรอบข้าง ก็ถึงขนาดเกลี้ยกล่อมเกลา Captain Rodrigo Mendoza ให้กลับกลายเป็นคนดีได้ นั่นไม่ใช่สิ่งใครสามารถกระทำได้โดยง่าย แต่กระนั้นชีวิตก็พลันจบสิ้น เพียงเพราะพระราชาคณะ Cardinal Altamirano ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนมาให้ล้มเลิกภารกิจ นั่นเป็นสิ่งที่เขายินยอมรับไม่ได้ในความเป็นคริสเตียน

เกร็ด: ตัวละครนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Saint Roque González de Santa Cruz ผู้เป็น Missionary คณะ Jesuit สัญชาติ Paraguayan ที่ทุ่มเทเสียสละชีวิตตนเองให้กับชนเผ่าพื้นเมือง Guaraní

ผมว่า Jeremy Irons เหมาะกับบทบาทพ่อพระมากๆเลยนะ น้ำเสียงนุ่มๆมอบความรู้สึกที่อบอุ่น (แต่เขาก็สามารถใส่อารมณ์เกรี้ยวกราด กลายเป็น Scar ใน The Lion King ได้ทรงพลังเช่นกัน) สะท้อนจิตใจอันบริสุทธิ์ ดีงาม เต็มไปด้วยความนอบน้อม ขยันขันแข็ง ยึดถือมั่นในศรัทธาพระเจ้า ผู้คนรอบๆข้างต่างให้ความเคารพนับถือ ไว้เนื้อเชื่อวางใจ ไม่มีวันคิดคนทรยศใคร


ถ่ายภาพโดย Chris Menges (เกิดปี 1940) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอังกฤษ ผลงานเด่นๆ อาทิ Kes (1969), The Killing Fields (1984), The Mission (1986), Michael Collins (1996), The Reader (2008) ฯ

หนังตระเวนถ่ายทำยัง Colombia, Argentina, Brazil และ Paraguay ตราตรึงที่สุดคงเป็นน้ำตก Iguazú Falls อยู่ระหว่างประเทศ Argentina กับ Brazil

ความงดงาม ตื่นตราตะลึง คงต้องยกนิ้วให้ เพราะยุคสมัยนั้นยังถือเป็นเรื่องยุ่งยาก ท้าทาย ไม่ใช่ง่ายๆจะบุกป่าฝ่าดง ถ่ายทำภาพยนตร์ท่ามกลางลำเนาไพร

หนังใช้สัญลักษณ์ ‘บทเพลง’ คือการมาถึงของอารยธรรม เสียงเป่า Oboe ของ Father Gabriel ทำให้ชนชาวพื้นเมืองที่ใครๆมองว่าป่าเถื่อน ยุติความรุนแรง เกิดความใคร่สนใจ อยากรับรู้จัก

ตรงกันข้ามกับชาวสเปนและโปรตุเกส อ้างว่าตนเองเป็นผู้มีอารยธรรมสูงส่งเหนือกว่า เมื่อได้ยินเสียงขับร้องเพลง ร้องคอรัส แล้วยังไง?? ยังคงใช้ความรุนแรง การต่อสู้รบ เพื่อเข้ายึดครอบครองเป็นเจ้าของ ล่าอาณานิคมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเอง

ผมไม่รู้เหมือนกันว่านี่มันเกมอะไร แต่สังเกตว่า Captain Rodrigo Mendoza จับม้าของน้องชายให้เคลื่อนหมุนไปรอบตัว นั่นสะท้อนถึงความเห็นแก่ตัว ‘โลกหมุนรอบตนเอง’ นั่นทำให้เขากระทำบางสิ่งอย่าง เลวร้ายจนชีวิตนี้แทบมิอาจอดรนทนอยู่ได้

การผูกติด ลากสัมภาระของ Captain Rodrigo Mendoza เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนตราบาป/ความผิดที่ฝังรากลึกอยู่ภายใน แบกรับมันไว้ ลงโทษทัณฑ์ด้วยวิธีการของตนเอง ปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์อีเดน สถานที่ที่แม้มนุษย์ไร้ความเจริญ แต่เอ่อล้นด้วยความเชื่อศรัทธา บริสุทธิ์จากภายใน

ฉากเรียกน้ำตาหลายๆคน เพราะบุคคลเป็นผู้ตัดเชือก ปลดปล่อย Captain Rodrigo Mendoza ให้กลายเป็นอิสระจากพันธการของตนเอง นั้นคือชนชาวเผ่า Guaraní ที่เขาเคยลักพาตัวไปขายทอดเป็นทาส … คือเราสามารถมองโลกทั้งในแง่ดี-แง่ร้าย
– ก็แค่ชาว Guaraní จดจำ Captain Rodrigo Mendoza ไม่ได้
– หรือจดจำได้ แต่เมื่อเรียนรู้จักศาสนา เกิดศรัทธา จึงสามารถให้อภัยผู้อื่น Captain Rodrigo Mendoza เลยได้รับการไว้ชีวิต

การมาถึงของ Cardinal Altamirano นั่งอยู่หัวโต๊ะยาว ทำหน้านิ่งๆคอยพูดออกคำสั่ง แสดงความต้องการของตนเองต่อชาว Guaraní ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม ความยาวของโต๊ะสะท้อนถึงการไม่สามารถเรียนรู้จัก เข้าใจอะไรๆได้ตรงกัน เพราะทุกถ้อยคำพูดของพระราชาคณะ ล้วนเต็มไปด้วยความเห็นผิดเป็นชอบ สนเพียงสนองผลประโยชน์ ตามหน้าที่คำสั่ง ไร้ซึ่งจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่

ขณะที่ Captain Rodrigo Mendoza เลือกใช้กำลังเข้ารบรา ต่อสู้ศัตรูที่มารุกราน, Father Gabriel ตรงกันข้ามคือ เชื่อในปาฏิหารย์ ศรัทธาพระเจ้า ปฏิเสธจับอาวุธใช้ความรุนแรงเข้าโต้ตอบ ขับร้องประสานเสียงกับหญิงสาวและเด็ก คาดหวังจะปลุกจิตสำนึกศัตรูให้รู้จักการให้อภัย

แต่ไม่ว่าจะวิธีการไหน ทั้ง Captain Rodrigo Mendoza และ Father Gabriel ต่างพ่ายแพ้ให้กับความเห็นแก่ตัว โลภละโมบของมนุษย์ ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของอาณานิคม ศรัทธาศาสนาหาใช่สิ่งที่พวกเขาจะยินยอมรับ ต้องการในผืนแผ่นดินแดนนี้

ช็อตสุดท้ายของหนัง เด็กหญิงสาวชาว Guaraní ผู้รอดชีวิต ก่อนที่จะล่องเรือออกเดินทางต่อ เธอเดินมาหยิบไวโอลิน ซึ่งคือสัญลักษณ์ของอารยธรรมมนุษย์ ติดตัวกลับไปด้วย … นี่เป็นการสะท้อนว่า ชนเผ่าพื้นเมือง Amazon อาจจะมีความศิวิไลซ์ มากยิ่งกว่าคนขาว ชาวตะวันตก นักล่าอาณานิคมเสียอีกนะ!

ตัดต่อโดย Jim Clark (1931 – 2016) สัญชาติอังกฤษ ผลงานเด่นๆ อาทิ The Innocents (1961), Charade (1963), Marathon Man (1976), The Killing Fields (1984), The Mission (1986), The World Is Not Enough (1999), Vera Drake (2004), Happy-Go-Lucky (2008) ฯ

ดำเนินเรื่องผ่านจดหมายของ Cardinal Altamirano ส่งไปถึง King of Spain เนื้อหาเล่าถึงการทำงานของ Father Gabriel พานพบเจอให้ความช่วยเหลือ Captain Rodrigo Mendoza และทั้งสองร่วมกันต่อสู้เพื่อช่วยเหลือชนเผ่าพื้นเมือง Guaraní แต่ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

หนังขับเคลื่อนด้วยเทคนิค Cross-Cutting ซึ่งคงแทนด้วยคำบรรยายในจดหมาย (ของ Cardinal Altamirano) ทำให้ผู้ชมรู้สึกล่องลอยเหมือนฝัน เหตุการณ์ดำเนินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วไว จนแทบจับต้องเนื้อเรื่องราวไม่ได้สักเท่าไหร่

ปัญหาใหญ่ๆของหนังคือการตัดต่อช่วงสู้รบสงคราม ผมรู้สึกว่ามันเละตุ้มเปะมากๆ กระจัดกระจาย สะเปะสะปะไปทั่ว ขาดการวางแผน จุดศูนย์กลาง แค่ร้อยเรียงความตายให้มันดูยุ่งๆเยิงๆ สับสนอลม่าน แค่นั้นเองนะหรือ?

เพลงประกอบโดย Ennio Morricone (เกิดปี 1928) ตำนานนักแต่งเพลง สัญชาติอิตาเลี่ยน ผลงานเด่นๆ อาทิ Dollars Trilogy, The Battle of Algiers (1966), 1900 (1976), Days of Heaven (1978), The Mission (1986), The Untouchables (1987), Bugsy (1991), และคว้า Oscar: Best Original Score จากเรื่อง The Hateful Eight (2016)

เสียง Oboe (บางครั้งจะขับร้องคอรัส) มอบสัมผัสแห่ง ‘จิตวิญญาณ’ เริ่มจากการกระทำอันชั่วร้ายกาจ ทำให้จมปลักอยู่ในความทุกข์เศร้าโศก ค่อยๆเรียนรู้จักเผชิญหน้า ยินยอมรับผิดทีละนิด จนสามารถกลับตัวกลับใจ และค้นพบเป้าหมาย ‘ภารกิจ’ พร้อมเสียสละตนเอง เพื่อประโยชน์สุขแห่งมวลมนุษย์

เกร็ด: บทเพลงของ The Mission (1986) ได้รับการจัดอันดับ 23 ชาร์ท AFI’s 100 Years of Film Scores

“My film is about the individuals who struggle to save other individuals against the broader interests of the Church, which is trying to defend its bureaucratic structures, in this case, the Jesuit order”.

– Roland Joffé

ภารกิจของ The Mission คือการเผชิญหน้าระหว่างอุดมการณ์ ความเชื่อ ศรัทธาศาสนา กับโครงสร้างทางสังคม ผลประโยชน์ชาติ และการใช้อำนาจของผู้นำ โดยไม่สนความถูกต้องเหมาะสมทางคุณธรรมศีลธรรม … เป็นคุณถ้าตกอยู่ในสถานการณ์ลักษณะดังกล่าว จะเลือกเข้าข้าง หันหาฝั่งฝ่ายใด?

หนังพยายามชี้ชักนำว่า การเข้ามาถึงของ Missionary ยังดินแดนอันป่าเถื่อน ดงพงไพร จักสร้างความเจริญ/อารยธรรมให้บังเกิดขึ้นจนเป็นสรวงสวรรค์แห่งอีเดน แต่แนวความคิดนี้ สะท้อนถึงลัทธิอาณานิคม ‘Colonialism’ ไม่ว่าจะด้วยความบริสุทธิ์จริงใจ หรือเคลือบแอบแฝงประการใด เพราะนั่นจักทำให้ชนชาวพื้นเมือง ละทอดทิ้งวิถีชีวิต ค่านิยม วัฒนธรรมดั้งเดิมที่เคยมีมา จนสูญสิ้นอัตลักษณ์ ไม่สามารถพึ่งพาตนเอง เอาตัวรอดได้เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

ผมมองภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นความขัดย้อนแย้งกันเองของผู้กำกับ Roland Joffé และนักเขียนบท Robert Bolt พยายามสร้างเนื้อหาต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม แต่กลับมองไม่เห็นว่าการเผยแพร่ศาสนาของ Missionary คือหนึ่งในแนวคิดของ Colonialism ที่พยายามควบคุม ครอบงำ ปรับเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่างของชนชาวพื้นเมือง ให้มีความเจริญก้าวหน้า อารยธรรมแบบชาติตะวันตก … แถมยังยกยอปอปั้น เทิดทูนการเสียสละของบาทหลวง Jesuit เหนือสิ่งอื่นใดอีก

จริงอยู่ถ้าไม่เพราะการมาถึงของยุคสมัยอาณานิคม ความเจริญคงไม่แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลกอย่างยุคสมัยปัจจุบัน แต่ข้อแลกเปลี่ยนซึ่งคือการสูญเสียอัตลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรม หลายๆอย่างถูกกลืนกิน แนวความคิด/ค่านิยมทางสังคมปรับเปลี่ยนแปลงไป นั่นเป็นสิ่งน่าสูญเสียดายอยู่ไม่น้อย

ลองครุ่นคิดในมุมกลับตารปัตร ชนเผ่า Guaraní จากเคยอยู่อย่างสุขสันโดษในป่า ได้รับความช่วยเหลือจากบาทหลวง Jesuit จนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าก่อน เกิดความเชื่อมั่นใจ มอบกายถวายจิตวิญญาณให้ แล้วต่อมาถูกทรยศหักหลัง บีบบังคับให้ต้องต่อสู้ หวนกลับสู่ความไร้อารยะ นั่นยังจะมีอะไรหลงเหลือในตัวพวกเขาอยู่อีก?

เรื่องราวของชนเผ่า Guaraní ยังสามารถเปรียบเทียบกับตัวละครของ Robert De Niro เริ่มต้นจากพ่อค้าทาส กระทำสิ่งชั่วร้ายกาจ ได้รับการปลุกตื่น หวนคืนกลับสู่ความมีอารยธรรม แล้วสุดท้ายกลับถูกทรยศหักหลัง จิตใจของเขาจะยังหลงเหลืออะไร สู้ในสงครามไม่มีวันได้รับชัยชนะ ความตายเท่านั้นคือจุดสิ้นสุด


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes ปีที่ Sydney Pollack เป็นประธานกรรมการ สามารถคว้ามา 2 รางวัล
– Palme d’Or
– Technical Grand Prize

แซว: เทศกาลหนังเมือง Cannes ปีนี้ มีภาพยนตร์ถึง 3 เรื่องที่เกี่ยวกับศรัทธาพระเจ้า การเสียสละเพื่อผู้อื่น แถมคว้าสามรางวัลใหญ่ ไล่เรียงลำดับกันมาเลยนะ
– Offret (The Sacrifice) (1986) ของ Andrei Tarkovsky คว้ารางวัล Grand Prix (ที่สอง)
– Thérèse (1986) ของ Alain Cavalier คว้ารางวัล Jury Prize (ที่สาม)

ด้วยทุนสร้าง £16.5 ล้านปอนด์ ($25.4 ล้านเหรียญ) ทำเงินทั่วโลก $17.2 ล้านเหรียญ เรียกได้ว่าขาดทุนย่อยยับเยิน แต่ก็ได้เข้าชิง Oscar 7 สาขา คว้ามา 1 รางวัล
– Best Picture
– Best Director
– Best Cinematography ** คว้ารางวัล
– Best Film Editing
– Best Art Direction-Set Decoration
– Best Costume Design
– Best Original Score

นี่เป็นปีที่ Ennio Morricone ถือว่าถูก SNUB รางวัล Best Original Score อย่างเลวร้ายที่สุด เพราะผู้ชนะคือ ‘Round Midnight (1986) แทบไม่มีใครจดจำในปัจจุบัน

เกร็ด: คุ้นๆว่าผู้กำกับ Martin Scorsese ได้แรงบันดาลจากภาพยนตร์เรื่องนี้ในการสรรค์สร้าง Silence (2016) ตัวละครของ Andrew Garfield ละม้ายคล้ายคลึง Jeremy Irons และยังได้ Liam Neeson มาสมทบอีกบทบาท

อย่างที่บอกไป นอกจากบทเพลงของ Ennio Morricone ที่โคตรไพเราะ กับงานภาพสวยๆของ Chris Menges ส่วนอื่นๆของหนังถือว่าน่าผิดหวังโดยสิ้นเชิง รู้สึกเสียเวลาอารมณ์อย่างมากในการรับชม ขึ้นทำเนียบหนังรางวัล Palme d’Or ยอดแย่ตลอดกาลของผมเลยละ

ผมรู้สึกขบขันเล็กๆที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ติดอันดับ 1 ชาร์ท Top 50 Religious Films ของนิตสาร Church Times คือถ้ามองการเสียสละของบาทหลวงคณะ Jesuit เลือกต่อสู้เคียงข้างชนเผ่าพื้นเมือง Amazon นั่นก็พอน่ายกย่องอยู่หรอก แต่ในความเป็นจริง ประวัติศาสตร์ไม่เคยจดบันทึกรายละเอียดนี้ไว้ (เป็นส่วนที่หนังปรุงปั้นแต่งขึ้น) และการเข้าไปเผยแพร่ศาสนา นำพาความเจริญ ปลูกฝังทัศนคติคนขาว ปรับเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนพื้นเมือง ทำให้พวกเขาค่อยๆถูกกลืนกิน สูญเสียวัฒนธรรมของตนเอง นั่นเรียกว่าลัทธิอาณานิคม (Colonialism) คือความชั่วเลวร้ายยิ่งกว่าพวกพ่อค้าทาสเสียอีกนะ!

จัดเรต 13+ กับความป่าเถื่อน ค้าทาส คอรัปชั่น สงครามย่อมๆ และความตายอันไร้ค่า

คำโปรย | Roland Joffé ได้ทำให้ภารกิจ The Mission ของคณะ Jesuit กลิ้งตกเขาไปพร้อมสัมภาระที่ Robert De Niro แบกลากมา
คุณภาพ | แค่ภาพสวย เพลงเพราะ
ส่วนตัว | เสียเวลา

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of