The Motorcycle Diaries (2004)

The Motorcycle Diaries

The Motorcycle Diaries (2004) Brazilian : Walter Salles ♥♥♡

ดัดแปลงจากสมุดบันทึกของ Che Guevara (1928 – 1967) นักปฏิวัติ Marxist สัญชาติ Argentine เมื่อครั้นยังหนุ่มแน่นร่วมกับเพื่อนรุ่นพี่ Alberto Granado ออกเดินทางทัวร์ละตินอเมริกาด้วยรถมอเตอร์ไซด์ เรียนรู้จักโลกกว้าง พบเห็นปัญหาสังคม ก่อเกิดความกระหายต้องการทำบางสิ่งอย่างเพื่อแก้ไขปรับเปลี่ยนแปลง

ในแง่การสร้างแรงบันดาลใจ Diarios de motocicleta คงมอบอะไรดีๆให้ผู้ชมได้มาก แต่สำหรับใครเคยรับชม Road Movie มาเยอะ ลึกๆอาจรู้สึกผิดหวังที่หนังไม่มีอะไรแปลกใหม่ ขาดไคลน์แม็กซ์น่าสนใจ พบเห็นร่องรอยของ Easy Rider (1969), Aguirre the Wrath of God (1972), Fitzcarraldo (1982), Paris, Texas (1984) ฯ

ปัญหาใหญ่ของหนังเท่าที่ผมสังเกตเห็นคือไดเรคชั่นนำเสนอ ทำการประติดประต่อร้อยเรียงเรื่องราว พบปะผู้คน สถานที่ เหตุการณ์ต่างๆ แต่ไม่สามารถสร้างสัมพันธ์ ปฏิกิริยาโต้ตอบสนองใดๆให้ผู้ชม นั่นอาจเพราะความที่เป็นชีวประวัติ จึงไม่สามารถนอกประเด็น/เนื้อหาไปได้ไกล แถมจับประเด็นการเมือง ปัญหาท้องถิ่นละตินอเมริกา … ชาวเอเชียอย่างเราๆจะไปตระหนักลึกซึ้งได้อย่างไร

ส่วนตัวบอกเลยว่าค่อนข้างผิดหวังกับหนัง ทีแรกคาดหวังการเดินทางแบบอนิเมะ Kino’s Journey แฝงปรัชญาลุ่มลึกล้ำ แต่พอพบว่าเป็นชีวประวัติ พยายามทำความเข้าใจ แต่กลับไม่เกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วม หรือแรงบันดาลใจให้อยากทำอะไร อาจเพราะมุมมอง โลกทัศนคติ เข้าไม่ถึงปัญหา จิตวิญญาณชาวละตินอเมริกา และตัวตนของ Che Guevara ก็เป็นได้!

“Wandering around our America has changed me more than I thought. I am not me any more. At least I’m not the same me I was”.

– Ernesto Guevara de la Serna


Walter Moreira Salles, Jr. (เกิดปี 1956) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ Brazilian เกิดที่ Rio de Janeiro พ่อเป็นนายธนาคาร/นักการเมือง ส่งเขาไปร่ำเรียนยัง School of Cinematic Arts ของ University of Southern California จบออกมาหวนกลับประเทศทำสารคดีฉายโทรทัศน์ กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก A Grande Arte (1991), ผลงานสร้างชื่อ Terra Estrangeira (1995), Central do Brasil (1998) คว้ารางวัล Golden Globe สาขา Best Foreign Language Film, Abril Despedaçado (2001) ฯ

Diarios de motocicleta ดัดแปลงจาก Memoir สมุดจดบันทึกของ Ernesto ‘Che’ Guevara แม้จะเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1963 แต่เพิ่งได้รับการรวบรวมตีพิมพ์หนังสือครั้งแรกปี 1993 และอีกส่วนหนึ่งจากหนังสือ Traveling with Che Guevara: The Making of a Revolutionary (2003) แต่งโดย Alberto Granado

ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย José Rivera (เกิดปี 1955) นักเขียนบทละครเวที/ภาพยนตร์ สัญชาติ Puerto Rican ที่ย้ายมาอยู่ New York City ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ

“Every generation needs a journey story; every generation needs a story about what it is to be transformed by geography, what it is to be transformed by encounters with cultures and people that are alien from yourself, and you know that age group 15 to 25, that’s the perfect generation to get on a motorcycle, to hit the road, to put on your backpack and just go out”.

– José Rivera

เรื่องราวเริ่มต้นมกราคม ค.ศ. 1952, Ernesto Guevara (รับบทโดย Gael García Bernal) ทั้งๆกำลังเรียนหมอเทอมสุดท้าย แต่ตัดสินใจออกเดินทางทัวร์ละติดอเมริกาด้วยรถมอเตอร์ไซด์ Norton 500 cc. ตั้งชื่อว่า La Poderosa (แปลว่า The Mighty One) ร่วมกับรุ่นพี่นักชีวเคมี Alberto Granado (รับบทโดย Rodrigo de la Serna) ตั้งเป้าระยะเวลา 4 เดือนครึ่งระยะทางกว่า 8,700 ไมล์ (14,000 กิโลเมตร) ออกจาก Buenos Aires, Argentina ข้ามเทือกเขา Andes สู่ริมชายฝั่งประเทศ Chile ต่อด้วย Atacama Desert, Peruvian Amazon และสิ้นสุด Venezuela พอดิบพอดีวันเกิดครบรอบ 30 ปีของ Grando วันที่ 2 เมษายน

นำแสดงโดย Gael García Bernal (เกิดปี 1978) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติ Mexican เกิดที่ Guadalajara, Jalisco ทั้งพ่อ-แม่ต่างเป็นนักแสดง/ผู้กำกับ เลยเกิดความสนใจด้านนี้ตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเลือกเข้าเรียนปรัชญายัง National Autonomous University of Mexico แต่เกิดการประท้วงหยุดเรียน เลยออกท่องยุโรป ย้ายไปอยู่ London และได้เข้าเรียน Central School of Speech and Drama จบออกมาหวนกลับบ้านเกิดเป็นนักแสดง Soap Operas ประสบความสำเร็จพอสมควร, สำหรับภาพยนตร์เริ่มจาก Amores Perros (2000), ตามด้วย Y tu mamá también (2001), The Crime of Father Amaro (2002), Bad Education (2004),The Motorcycle Diaries (2004), Babel (2006) ฯ

รับบท Che Guevara ช่วงวัยหนุ่มแน่น 23-24 ปี เป็นคนจริงจัง ตรงไปตรงมา ชื่นชอบการท่องเที่ยวเดินทาง แต่ยังขาดอุดมการณ์เป้าหมายชีวิต คงคาดหวังว่าสักวันคงได้ค้นพบเจอระหว่างออกทริปไกลๆ ไปตายเอาดาบหน้าแบบนี้

สิ่งที่ Che รับเรียนรู้ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ เริ่มต้นที่ชีวิตมิได้จำต้องเป็นสุขสมหวัง (เลิกราแฟนสาวระหว่างทาง) พบเห็นความทุกข์ยากจน อดอยากหิวโหย โรคภัยไข้เจ็บ ผู้มีอำนาจคอรัปชั่นคดโกงกิน ฯ มันช่างสั่นสะเทือนหัวใจ กระหายทำบางสิ่งอย่างเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ประเทศอาร์เจนติน่าบ้านเกิด แต่ยังทั้งละตินอเมริกา เพราะพูดภาษา Spanish/Portuguese เหมือนกันแทบทั้งทวีป!

Bernal ทุ่มเทกายใจให้กับบทบาทนี้มาก ใช้เวลาตระเตรียมตัวถึง 6 เดือน อ่านหนังสือชีวประวัติทุกเล่มสรรหาได้ เดินทางสู่ Cuba พูดคุยกับทายาทของ Guevara, คู่หู Granado และฝึกสำเนียง Argentine จนคล่องแคล่ว

“I feel a lot of responsibility. I want to do it well because of what Che represents to the world. He is a romantic. He had a political consciousness that changed Latin America”.

– Gael García Bernal

เนื่องเพราะผมแบ่งแยกสำเนียงเสียงภาษา Spanish ไม่ออก เลยมิอาจบอกได้ว่าคำพูดจา/บรรยายของ Bernal ยอดเยี่ยมสมจริงมากน้อยเพียงไหน แต่ในเรื่องการแสดง สีหน้าอารมณ์ ถ่ายทอดความหนักแน่นจริงจัง ไม่เคยเห็นพูดเล่น/โป้ปดหลอกลวงใคร เวลาเกรี้ยวกราดโกรธจัดเต็มที่ (ทั้งๆก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมตัวละครถึงรู้สึกเช่นนั้น แค่สถานการณ์ชี้ชักนำพาไป)

แซว: กับคนที่สามารถฟังสำเนียง เข้าใจภาษา Spanish คงได้อรรถรสเพิ่มเติมในวิวาทะ มากกว่าการอ่านซับอังกฤษ/ไทยเป็นไหนๆ นี่คือสาเหตุหนึ่งทำให้ผมเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณละตินอเมริกาก็เป็นได้นะ

Rodrigo de la Serna ชื่อจริง Lionel Rodrigo de la Serna Chevalier (เกิดปี 1976) นักแสดงสัญชาติ Argentinean เกิดที่ Buenos Aires ตั้งแต่เล็กมีความสนใจด้านการแสดง ชื่นชอบเล่นละครเวทีของโรงเรียน เริ่มต้นเป็นนักแสดงซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์ประปรายจนกระทั่งสร้างชื่อกับ The Motorcycle Diaries (2004)

รับบท Alberto Granado นักชีวเคมีวัย 30 ปี เจ้าของรถมอเตอร์ไซด์ La Poderosa เป็นคนสนุกสนานร่าเริง ต้องการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่สุดเหวี่ยง แอ้มสาวทุกคนจากทุกเมืองที่ไป ด้วยวาทะฝีปากอันคมคาย กะล่อนปลิ้นปล้อนเพื่อท้องอิ่มเอาตัวรอดสบายๆ ขณะที่เป้าหมาย วาดฝันจะมีโอกาสค้นพบที่ทางของตนระหว่างทริปนี้

ต้องถือว่า Granado แตกต่างขั้วตรงข้ามกับ Guevara แต่แปลกสามารถร่วมทริปออกเดินทางไปด้วยกันได้ สาเหตุเพราะต่างชื่นชอบเห็นพ้องในเป้าหมาย รสนิยม ชื่นชอบสิ่งเดียวกัน นั่นคือการผจญภัย ค้นหาสิ่งแปลกใหม่น่าสนใจ

ภาพลักษณ์ของ Serna ดูเป็นคนเฟี้ยวๆขี้เล่น มาดเพลย์บอย ไว้หนวดเซ็กซี่ ขณะที่วิวาทะถือเป็นดาบสองคน บางครั้งโชคดี/หลายครั้งโชคร้าย ได้ยินพูดพร่ำแทบไม่เคยหยุด เต็มที่กับชีวิตแบบสุดเหวี่ยงจริงจัง!

ถ่ายภาพโดย Éric Gautier ตากล้องสัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่นๆ อาทิ The Motorcycle Diaries (2004), Into the Wild(2007), Grace of Monaco (2014) ฯ

หนังทั้งเรื่องใช้กล้อง Hand-Held ถือสั่นๆเพื่อให้ได้สัมผัสของการออกเดินทาง ผจญภัย ชีวิตเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม ซึ่งจะมีทั้งฟุตเทจฟีล์ม 16mm และ 35mm ไม่รู้ขึ้นอยู่กับประเทศ/สถานที่ถ่ายทำหรือเปล่านะ

การถ่ายทำใช้เวลา 8 เดือนเต็มยังสถานที่จริงทั้งหมด ไล่เรียงจากประเทศ Argentina, Chile, Peru, Colombia และ Venezuela ซึ่งแม้จะผ่านไปกว่า 50 ปี แต่อะไรๆกลับแทบไม่ปรับเปลี่ยนแปลง ยังคงคล้ายเดิมกับเมื่อตอน Che Guevara ออกทัวร์ละตินอเมริกายุคสมัยนั้น

“We were re-enacting a journey that was done 50 years ago, and what’s surprising is that the social problems of Latin America are the same. Which is heartbreaking in a way, but it also makes you feel how important it is to tell the story”.

- Gael García Bernal

ความงดงามตราตะลึงของงานภาพ ล้วนเกิดจากความสวยงามของทิวทัศน์ แปลกตาสำหรับผู้ไม่เคยพบเห็น โดยเฉพาะฉากเดินขึ้น Machu Picchu, Peru แต่ถ้าใครเคยรับชม Aguirre the Wrath of God (1972) จะไม่รู้สึกหวือหวากับช็อตเหล่านี้สักเท่าไหร่, หรือฉากล่องแม่น้ำอเมซอล ให้ตายเถอะ! Fitzcarraldo (1982) มันหนังเรื่องโปรดของผมเลยนะ แค่พบเห็นเพียงเสี้ยววินาทีก็จดจำได้ทันที

ซึ่งทั้งสองผลงานของผู้กำกับ Werner Herzog ล้วนเป็นการเดินทางเพื่อค้นหา/สนองตัณหา เต็มไปด้วยความเพ้อใฝ่ฝันทะเยอทะยาน แต่ผลลัพท์ลงเอยด้วยความไร้สาระ … นั่นทำให้ระหว่างรับชมผมมองว่า The Motorcycle Diaries (2004) คือการเดินทางที่ว่างเปล่า ไม่ใช่ทุกคนจะได้ผลลัพท์กลับคืนคล้ายคลึงกัน

หนึ่งในฉากน่าสนใจมากๆของหนังคือการว่ายน้ำข้าม Amazon River ซึ่งถ่ายทำยังสถานที่จริง ใช้เวลาถึงสามค่ำคืนกว่าจะเสร็จสิ้น
– เริ่มต้นจาก Alberto Granado ตำหนิต่อว่าความคลุ้มคลั่งนั้น
– เมื่อใครๆออกมาพบเห็น ฝั่งหนึ่งส่งเสียงเรียกให้กลับ อีกฝั่งก็ส่งเสียขับไล่ให้กลับไป
– แต่พอใกล้ถึงทั้งสองฝั่งเริ่มส่งเสียงเชียร์ไม่ให้ยินยอมพ่ายแพ้
– และถึงฟากฝั่งเป้าหมาย ทุกคนต่างเฮลั่น Granado กลับกลอกว่า ฉันรู้ว่านายต้องทำได้!

สองฟากของ Amazon River เป็นที่อยู่ของฝั่งแพทย์ และฝั่งผู้ป่วยโรคเรื้อน แม้จะโรคติดต่อโดยง่ายด้วยการสัมผัส แต่การแบ่งแยกไว้ก่อนสะท้อนถึงความอภิสิทธิ์ชน เหมือนชนชั้นสูง-ต่ำ ผู้นำ-ประชาชน มีอำนาจ-ไร้อำนาจ ฯ ซึ่งการกระทำของ Che Guevara สะท้อนมุมมองโลกทัศนคติส่วนตัว ทำไมมนุษย์ต้องสร้างความแตกต่าง แบ่งพรรคแบ่งพวก ตัดสินใจแหวกว่ายข้ามฟากเพื่อบ่งบอกว่า ‘มนุษย์ทุกคนล้วนเสมอภาคเท่าเทียมกัน’ ไม่มีพรมแดนใดๆสามารถกีดกั้นขวาง

 

ตัดต่อโดย Daniel Rezende สัญชาติ Brazilian ที่ได้สร้างชื่อให้ตนเองกับ City of God (2002) และยังมีส่วนร่วมในทีมตัดต่อ The Tree of Life (2011)

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Che Guevara และ Alberto Granado ซึ่งก็จะมีเสียงอ่านจดหมาย (ของ Guevara) ขึ้นข้อความชื่อเมือง/ระยะทาง ร้อยเรียงภาพขาว-ดำ ของสถานที่/ผู้คน และปัจฉิมบทคือประมวลผลบทสรุป

ถึงหนังจะชื่อ The Motorcycle Diaries แต่การเดินทางด้วยมอเตอร์ไซด์มีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง หลังจากรถหมดสิ้นสภาพใข้งาน จำต้องเปลี่ยนมาเดินเท้า โบกรถ ลงเรือ และสุดท้ายขึ้นเครื่องบินกลับ … เกือบครบทุกประเภทการเดินทางเลยทีเดียว


เพลงประกอบโดย Gustavo Santaolalla นักแต่งเพลงสัญชาติ Argentine ก่อนหน้าเรื่องนี้เป็นขาประจำของ Alejandro González Iñárritu มีผลงานอย่าง Amores perros (2000), 21 Grams (2003), กลายเป็นตำนานกับ Brokeback Mountain (2005), Babel (2006) ฯ

ลายเซ็นต์ของ Santaolalla คือเสียงกีตาร์(โปร่ง) สร้างสัมผัสการเดินทาง ผจญภัย ท่องเที่ยวท่ามกลางผืนธรรมชาติกว้างใหญ่ มนุษย์ตัวเล็กๆมันช่างเทียบคุณค่าความหมายไม่ได้ ซึ่งบทเพลง Aperatura (แปลว่า Opening) มันจะมีขณะที่นักดนตรีกรีดสายกีตาร์ลงพร้อมกัน ฟังคล้ายๆเสียงสตาร์รถมอเตอร์ไซด์ยังไงชอบกล

ไพเราะสุดของ Soundtrack ต้องยกให้บทเพลงนี้ De Usuahia a la Quiaca (แปลว่า From Ushuaia to La Quiaca) ดังขึ้นช่วงท้ายระหว่างการร้อยเรียงภาพถ่ายขาว-ดำ ใบหน้าผู้คน ต่อเนื่องถึง Ending Credit ภาพถ่ายเก่าๆของ Guevara-Granado ฯ

Closing Song ชื่อเพลง Al otro lado del río (On the Other Side of the River) แต่ง/ขับร้องโดย Jorge Drexler เข้าชิงและคว้า Oscar: Best Original Song กลายเป็นบทเพลงที่สองถัดจาก Ta paidia toy Peiraia เรื่อง Never on Sunday (1960) ไม่ใช่คำร้องภาษาอังกฤษแต่ได้รางวัลนี้

เกร็ด: เพราะความที่ไม่ใช่บทเพลงโด่งดัง แถมยังภาษา Spanish จึงถูกผู้จัดตัดทิ้งไม่ให้บรรเลงในงาน ซึ่งการคว้ารางวัลถือว่าตบหน้าการตัดสินใจนั้นเต็มๆ … และมันอาจกำลังเกิดเหตุการณ์ย้อนรอยลักษณะนี้ขึ้นอีกในไม่ช้า

จุดเปลี่ยนแปลง/เติบโตของ Guevara, หนังนำเสนอให้เขาตกหลุมรักหญิงสาว Chichina (รับบทโดย Mía Maestro) ก็ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นแต่หลังจากจดหมายฉบับหนึ่ง เป็นเหตุให้นั่งเหม่อล่องลอยอยู่ริมทะเล แล้วอยู่ดีๆครุ่นคิดตัดสินใจบางสิ่ง นับจากวินาทีนั้นเริ่มต้นออกเดิน (มอไซด์พังไปแล้ว!) พบเห็นมุมมองโลกทัศนคติปรับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ถ้าใช้วินาทีอกหักคือจุดหมุนของหนัง
– ครึ่งแรก Guevara & Granado เดินทางด้วยมอเตอร์ไซด์ ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อสนองตัณหา ความต้องการตนเอง
– ครึ่งหลัง Granado ยังคงเห็นแก่ตัวเหมือนเดิม แต่ Guevara เริ่มให้ความสนใจต่อวิถีชีวิต ทุกสิ่งรอบข้าง เกิดความอ่อนไหว และต้องการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น

ช่วงขณะการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซด์ มักพบเห็นประสบอุบัติเหตุ เลี้ยวลงคูคลอง ชนวัวชนคน ยางแตก น้ำมันหมด รถเสีย เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามมากมาย แต่ทั้งหมดนี้นั้นเปรียบได้กับปัญหาภายในของสองหนุ่ม ที่ขณะนั้นยังคงทำทุกอย่างเพื่อสนองตัณหาตนเอง วิวทิวทัศน์รอบข้างมิใคร่สนใจเท่าไหร่

แต่หลังจากตัวช่วยเดินทางหมดศักยภาพไปต่อ เริ่มต้นออกเดินเท้าเป็นเหตุให้พบปะผู้คน เจอเหตุการณ์โน่นนั่น ทิวทัศนียภาพช่างสวยงามอลังการ ขณะเดียวกันมุมมืดสังคมก็ถูกหมอกควัน(พิษ)ปกคลุมสนิท เป้าหมายชีวิตของทั้งสองเริ่มเด่นชัดเจน ถึงเวลาครุ่นคิดตัดสินใจ จะเอายังไงต่อไปกับตนเองดี

แซว: ชื่อหนัง The Motorcycle Diaries ผมว่ามันหลอกลวงผู้ชมไปหน่อยนะ เพราะทั้งเรื่องใช้มอเตอร์ไซด์เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง

แรงผลักดันการถูกหญิงสาวหักอก ถือเป็นการตีความของผู้กำกับ Walter Salles เพื่อให้ตัวละครเกิดวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลง มันอาจฟังไม่ขึ้นเท่าไหร่ในชีวิตจริง แต่ผมมองว่าก็มีแนวโน้มเป็นไปได้สูง เพราะเมื่อหัวใจสูญเสียการครอบครองจากคนรัก มนุษย์จึงมักโหยหาบางสิ่ง กระทำตรงกันข้ามเพื่อเติมเต็ม พิสูจน์คุณค่าของตนเอง

ซึ่งเนื้อหาในจดหมาย ผมคาดคิดว่า Chichina อาจถูกครอบครัวบีบบังคับ กีดกัน ไม่ยินยอมรับ เพราะความแตกต่างทางฐานะ ชนชั้นวรรณะ นี่เองคือจุดเริ่มต้นให้ Guevara มีโลกทัศนคติ Marxist โหยหาความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม โกรธเกลียดเกรี้ยวกราดต่อพวกที่ชอบวางอำนาจบาดใหญ่ คอรัปชั่นคดโกงกิน ข่มเหงรังแกผู้ยากจนต่ำต้อยกว่า

The Motorcycle Diaries สามารถเรียกได้ว่า ‘องก์ 1 ในชีวิตของ Che Guevara’ ร้อยเรียงเหตุการณ์ที่สร้างอิทธิพลแรงบันดาลใจ ทำให้ชายผู้นี้ค่อยๆเรียนรู้ ‘Coming-of-Age’ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ นักปฏิวัติ Marxist แห่งละตินอเมริกา ก่อนถูกจับประหารชีวิตแบบไร้ความยุติธรรม และกาลเวลาค่อยๆแปรสภาพสู่ บุคคลสัญลักษณ์แห่งขบวนการทางการเมืองที่นิยมฝ่ายซ้าย
– นิตยสาร TIME ยกให้เป็น ‘หนึ่งในร้อยบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20’
– ส่วนภาพถ่ายชื่อว่า นักรบกองโจรผู้เป็นวีรบุรุษ (Guerrillero Heroico) โดย Alberto Korda ได้รับการยกย่องจาก Maryland Institute College of Art ให้เป็น ‘ภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก’


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ามาสามรางวัล
– François Chalais Award (รางวัลมอบให้ภาพยนตร์นำเสนอคุณค่าของการข่าว)
– Prize of the Ecumenical Jury (รางวัลมนุษยธรรม มอบโดย SIGNIS)
– Technical Grand Prize มอบให้ตากล้อง Éric Gautier

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง ทำเงินในอเมริกา $16.78 ล้านเหรียญ ขณะที่ทางฝั่งอเมริกาใต้/ละตินอเมริกา ถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม รวมรายรับทั่วโลก $57.6 ล้านเหรียญ

เข้าชิง Oscar สองสาขา (แต่กลับไม่ได้เข้าชิง Best Foreign Language Film)
– Best Original Song บทเพลง Al Otro Lado Del Río ** คว้ารางวัล
– Best Adapted Screenplay

ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆไม่ชื่นชอบหนังสักเท่าไหร่ เพราะความที่เป็นเพียงชีวประวัติ Che Guevara นอกจากภาพสวย เพลงเพราะ ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นให้น่าประทับใจสักเท่าไหร่

ถ้าคุณเป็นแฟนๆของ Che Guevara, หลงใหลแนว Road Movie, ชื่นชอบการผจญภัย เปิดหูเปิดตากับชีวิต, ละตินอเมริกันสวยๆ, เพลงประกอบตราตรึง, หรือรู้จักนักแสดงนำ Gael Garcia Bernal ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 15+ กับโลกกว้างที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดร้าย

คำโปรย | The Motorcycle Diaries คือชีวประวัติองก์หนึ่งของ Che Guevara ที่ถ้าคุณไม่ใช่ชาวละตินอเมริกา ยากยิ่งจะเข้าถึงระดับจิตวิญญาณ 
คุณภาพ | พอใช้
ส่วนตัว | เฉยๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of