The Naked Island (1960)

Hadaka no shima

The Naked Island (1960) Japanese : Kaneto Shindo ♥♥♥♥

พ่อ-แม่ ลูกชายสองคน เป็นผู้อยู่อาศัยเดียวบนเกาะเล็กๆแถว Seto Inland Sea ทะเลระหว่างสามเกาะหลักของญี่ปุ่น ทำอาชีพเกษตรกรรม วันๆต้องพายเรือไปกลับเกาะเพื่อนบ้าน ส่งลูกไปโรงเรียน ตักน้ำใส่ถังมารดหัวมันที่เพาะปลูกไว้ แม้ทั้งเรื่องจะมีเพียงเท่านี้เรียกว่า Cine-Poems แต่งดงามระดับ Masterpiece

หนังไม่ได้มีแค่ Visual Poem งดงามเหนือคำบรรยาย แต่นัยยะแฝงวิพากย์สถานะการเมืองของญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (เกาะกลางทะเลแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางของประเทศ, ห้อมล้อมด้วยผืนน้ำรอบด้านเช่นกัน) มีเอกภาพส่วนตัวก็จริงอยู่ แต่กลับไม่สามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตนเอง จำต้องพึ่งพิงพาเกาะอื่น/ประเทศรอบข้างที่มีความเจริญมากกว่า

รับชมหนังเรื่องนี้อย่าใช้ตรรกะ อารมณ์ หรือความเข้าใจในภาษาภาพยนตร์ที่คุ้นเคย เพราะอาจทำให้หงุดหงิดหัวเสียไปเปล่าๆ ปล่อยตัวกายใจให้ล่องลอยไปกับสัมผัสที่ถูกนำเสนอถ่ายทอดออกมา มันอาจมีความเชื่องช้าหลายครั้งชวนให้ง่วงหงาวหาวนอน ใครทนไม่ได้ก็แนะนำให้หลับไปเลยนะครับ นี่อาจไม่ใช่เรื่องที่เหมาะกับรสนิยมของคุณเอง

Kaneto Shindo (1912 – 2014) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Hiroshima ครอบครัวมีฐานะร่ำรวยจากอาชีพให้กู้ยืมที่ดิน แต่ต่อมาล้มละลายเพราะถูกเบี้ยวหนี้ โชคดีมีพี่น้องหลายคนช่วยเหลือจุนเจือ โตขึ้นหลังจากรับชมภาพยนตร์เรื่อง Bangaku No Isshō (1933) เกิดความสนใจงานด้านนี้ ตอนแรกสมัครเป็นช่างจัดไฟแต่ตัวเตี้ยเกินเลยไม่ได้รับเลือก จากนั้นเรียนรู้ว่าภาพยนตร์สร้างขึ้นโดยบทหนัง ซึ่งแต่ก่อนมักเขียนใส่กระดาษชำระเปียกน้ำง่าย ได้รับงานทำยังไงก็ได้ให้กระดาษแห้ง เขาจึงศึกษาเรียนรู้บทหนังจากงานสุดประหลาดนี้

ต่อมากลายเป็นนักออกแบบฉาก ร่วมงานเป็นผู้ช่วย Kenji Mizoguchi หลายครั้ง นำเอาบทภาพยนตร์ที่ตนพัฒนาขึ้นมานำเสนอ ถูกตอกกลับว่า ‘had no talent’ แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้กลายเป็นนักเขียนบทขาประจำของสตูดิโอ Shochiku โด่งดังกับบทหนังเรื่อง A Ball at the Anjo House (1947) กำกับโดย Kōzaburō Yoshimura, ได้รับโอกาสกำกับ Story of a Beloved Wife (1951), โด่งดังระดับนานาชาติกับ Children of Hiroshima (1953) ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องแรกที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ ไปฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes แม้ไม่ได้รางวัลอะไร แต่ถือเป็นเรื่องหนึ่งในทศวรรษยุคทองของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น

ช่วงต้นทศวรรษ 50s, Shindo ร่วมกับ Kōzaburō Yoshimura และนักแสดง Taiji Tonoyama หลังลาออกจาก Shochiku ร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอ Kindai Eiga Kyokai (แปลว่า Modern Film Association) เพื่อสร้างหนัง Indy แต่ปรากฎว่าเอาตัวแทบไม่รอดประสบสภาวะใกล้ล้มละลาย ดิ้นรนด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย Shindo พัฒนาบทหนัง Hadaka no shima ไม่บันทึกเสียงพูด นักแสดงหลักๆเพียง 4 คน ประหยัดงบอย่างสุดๆเพียง 5 ล้านเยน

เรื่องราวนำเสนอวิถีชีวิตประจำวันในรอบ 1 ปีของพ่อ (รับบทโดย Taiji Tonoyama) แม่ (รับบทโดย Nobuko Otowa) และลูกชายสองคน บนเกาะแห่งหนึ่งกลางทะเล Seto Inland Sea นอกเหนือการทำงาน ครั้งหนึ่งจับปลาตัวใหญ่ พากันขึ้นเรือ Ferry ออกเดินทางสู่ Onomichi หาคนรับซื้อ เสร็จแล้วรับประทานอาหารมื้อหรู พบเห็นความโมเดิร์นของโลกที่แม้น่าหลงใจ แต่ไม่คิดใคร่อยากได้มาครอบครอง

ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นเมื่อลูกชายคนโตล้มป่วยขณะพ่อ-แม่ พายเรือไปตักน้ำยังเกาะเพื่อนบ้าน กว่าจะกลับมาถึง พบเห็นว่าป่วย พ่อรีบพายเรือไปหาหมอ แล้วพามารักษา ทุกสิ่งอย่างก็สายเกินแก้ งานเผาศพของลูกชายได้เพื่อนๆจากโรงเรียนเดินทางมาร่วมไว้อาลัยถึงเกาะ แล้วชีวิตก็ดำเนินต่อไป…

นำแสดงโดย Taiji Tonoyama (1915 – 1989) สัญชาติญี่ปุ่น ก่อนหน้าเข้าสู่วงการเป็นทหารประจำอยู่ประเทศจีนตั้งแต่ Second Sino-Japanese War (1937 – 45) พบเห็นความโหดร้ายของสงครามเป็นความทรงจำฝังลึกในจิตใจ ต่อกลายมาเป็นนักแสดงส่วนใหญ่รับบทสมทบ สนิทสนมผู้กำกับ Shindo และ Yoshimura จนกลายเป็นขาประจำ แต่ชีวิตก็มิได้ยิ่งใหญ่อะไร ติดหญิง ติดเหล้า เขียนหนังสืออัตชีวประวัติตนเองชื่อ Sanmon Yakusha (แปลว่า Third-rate Actor) หลังเสียชีวิต Shindo สร้างภาพยนตร์อุทิศให้ชื่อว่า By Player (2000)

ถึงบทบาทดังกล่าวจะไม่ได้ใช้การแสดงอะไรมากมาย แต่เพราะต้องอาศัยอยู่บนเกาะแทบจะตลอดเวลา เลยไม่สามารถหาบาร์/ร้านเหล้าให้ดื่มกินเมามาย ไม่น่าเชื่อหายจากอาการติดแอลกอฮอล์อย่างหนัก แถมต้องใช้กำลังแบกน้ำขึ้นลงเนินเขา ร่างกายกลับมาแข็งแรงหายจากอาการป่วยอิดๆออดๆ (แต่หลังจากหนังเรื่องนี้ พอกลับสู่โตเกียวไม่นานก็หวนคืนสู่วิถีชีวิตรูปแบบเดิมๆ)

Nobuko Otowa (1924 – 1994) นักแสดงหญิงยอดฝีมือ เกิดที่ Yonago, Tottori ชู้รักของผู้กำกับ Shindo ตั้งแต่พบเจอร่วมงานครั้งแรก Story of a Beloved Wife (1951) รอจนเมื่อเขาอย่าขาดกับภรรยาคนก่อน จึงได้แต่งงานอยู่ร่วมกันจนเสียชีวิต, ผลงานเด่นก็ล้วนจากหนังของ Shindo ทั้งนั้น อาทิ Children of Hiroshima (1952), Epitome (1953), Life of a Woman (1953), Onibaba (1964), Kuroneko (1968), The Strangling (1979), A Last Note (1995) ฯ

บทภรรยาของ Otowa นอกจากเหน็ดเหนื่อยกับการพายเรือแบกน้ำแล้ว ยังต้องสื่อสารภาษากาย ความรู้สึกต่อลูกชายที่เสียชีวิตจากไป จะมีช่วงขณะหนึ่งทนไม่ไหวแล้วกับการทำงาน ร่ำร้องไห้พร้อมทำลายพืชผลหัวมันที่ปลูกไว้ กระนั้นเมื่อถึงจุดๆหนึ่งจับจ้องมองสามีที่เพิกเฉยไม่สนใจ ก็เริ่มสามารถทำใจลุกขึ้นมาดำเนินชีวิตต่อไป ตราบใดยังไม่ตายก็ต้องต่อสู้ดิ้นรน

ถ่ายภาพโดย Kiyomi Kuroda ขาประจำของผู้กำกับ Shindo, เริ่มต้นด้วย Helicopter Shot ถ่ายให้เห็นสภาพภูมิทัศน์โดยรอบ เคลื่อนมาจนถึงเกาะ Sukune Island สถานที่ปักหลักถ่ายทำของหนัง

เนื่องจากไม่ใช่บทพูดสนทนาในการเล่าเรื่อง งานภาพจึงมีการเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ นำเสนอการกระทำของตัวละคร มุมก้ม-เงย Close-Up สีหน้าความเหน็ดเหนื่อยสะท้อนออกมาจากภายใน คานไม้โค้งมนเพราะน้ำหนักของน้ำที่อยู่ในถังจริงๆ เดินขึ้น-ลง/พายเรือไป-กลับ ก็ไม่รู้กี่รอบถึงได้ช็อตสวยๆแบบนั้น

การเลือกถ่ายภาพด้วยฟีล์มขาว-ดำ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเรื่องงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อจับต้องความรู้สึกของชาวญี่ปุ่นในทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ดวงอาทิตย์และแสงสะท้อนผิวน้ำจะระยิบระยับวิจิตรขนาดไหน ผ่านเหตุการณ์เศร้าโศกสูญเสียมาก็ไม่มีอะไรสวยงามทั้งนั้น

ตัดต่อโดย Toshio Enoki ที่ได้ร่วมงานกับ Shindo อีกครั้งเรื่อง Onibaba (1964), เรื่องราวเล่าเรื่องผ่าน 4 ตัวละครหลัก (ส่วนใหญ่เป็นพ่อ-แม่ ที่ทำงานเหน็ดเหนื่อย) ดำเนินตามฤดูกาลเวียนวนเป็นวัฏจักร

ขณะที่ตัวละครเดินตรงเข้ามากล้อง พอกำลังจะผ่านไปตัดภาพถอยหลังไปอีก 4-5 ก้าว พบเห็นตัวละครนั้นกำลังเดินตรงเข้ามาที่กล้องอีก เป็นเช่นนี้เวียนวนอยู่หลายรอบจนไปถึงท่าเรือ, ไดเรคชั่นนี้เป็นการสื่อถึงความเวียนวนซ้ำซาก เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกดั่งวัฏจักรไม่รู้จักสิ้นสุด

ระหว่างกินข้าวมีการตัดสลับระหว่างตัวละครกำลังใช้ตะเกียบโกยอาหารเข้าปาก กับสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ก็กำลังก้มเคี้ยวกลืนกินอาหารของตนเอง นัยยะเป็นการเปรียบเทียบ สื่อถึงความคล้ายคลึงระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ไม่เพียงแค่เรื่องบริโภคแต่แทบทุกสิ่งอย่าง เพราะเราต่างคือ “สิ่งมีชีวิต” เวียนวนเกิดตายในโลกนี้ด้วยกันทั้งนั้น

เพลงประกอบโดย Hikaru Hayashi (1931 – 2012) คีตกวีสัญชาติญี่ปุ่น มีผลงานทั้ง Opera, Orchestra, Chamber Music, สำหรับภาพยนตร์เป็นขาประจำของผู้กำกับ Shindo ผลงานเด่นอาทิ Lucky Dragon No. 5 (1959), Onibaba (1964), Kuroneko (1968), Under the Flag of the Rising Sun (1972), The Go Master (1982), Postcard (2010) ฯ

หนังใช้เพลงประกอบเล่าเรื่องแทนบทพูดสนทนา ให้สัมผัสเหมือนเรื่องเล่าตำนาน Folklore สะกดความรู้สึกของผู้ชมต่อภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ความเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากลำบาก  ทุกย่างก้าว ทุกฝีพาย แสงแดดส่องสว่างจ้า แผดเผาลุ่มร้อนถึงภายในทรวงอก เสียงร้องโหยหาสิ่งที่เรียกว่าเป้าหมายความหวัง ก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้พบเจอหรือเปล่า

แทบทุกคนต้องมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ทำไมทั้งสี่ถึงต้องเลือกใช้ชีวิตต่อสู้ดิ้นรนภายใต้เงื่อนไขอันยุ่งยากวุ่นวายขนาดนี้? คือมันเป็นการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์นะครับ ถึงการทำงานที่ต้องใช้หยาดเหงื่อแรงงาน เหน็ดเหนื่อยลำบากแสนเข็น แลกมากับผลตอบแทนชีวิตที่เป็นเอกเทศ อิสระเสรี ดูแล้วช่างไม่มีคุ้มค่าเสียเลย แต่วิถีชีวิตของมนุษย์ปกติแตกต่างเช่นไรกัน? ออกจากบ้านไปทำงาน (พายเรือไปตักน้ำ) ก่อร้างสร้างตัว (กลับมาปลูกผัก/ทานอาหาร) เมื่อสบพบโชคก็นำไปแสวงหาความสำราญ (ขายปลานำเงินไปรับประทานอาหารหรู)

ด้วยความที่ตัวละครเดินขึ้นลงเขา พายเรือไปกลับ หลายครั้งทีเดียวที่ผมลุ้นให้มันเกิดอะไรบางอย่าง เช่นว่าลื่นหกล้ม เรือพลิกคว่ำ อุบัติเหตุ ฯ แต่กลับไม่มีอะไรเลย (การหกล้มเกิดขึ้นในจังหวะที่ช่างแม้งเลิกสนใจแล้ว) พิจารณาจากสัมผัสทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น คงเพื่อให้ผู้ชมเกิดความเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากร่วมไปกับตัวละคร เข้าใจถึงชีวิตประจำวันที่ทุกสิ่งอย่างเวียนวนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้กำกับ Shindo เป็นคน Hiroshima (หนึ่งในสองเมืองที่ถูกอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์) แน่นอนว่าต้องเป็นพวก Anti-American ผลงานอย่าง Children of Hiroshima (1952), Lucky Dragon No. 5 (1959) ฯ แฝงนัยยะชัดเจนถึงผลกระทบที่ญี่ปุ่นได้รับจากระเบิดนิวเคลียร์ แต่ถูกต่อต้านจากผู้ชมในประเทศเพราะความพยายามรักษาเสถียรภาพหน้าตา ประจบสอพลอเอาใจอเมริกัน (เพราะขณะนั้นยังถือเป็นผู้ปกครองญี่ปุ่น)

ภาพยนตร์เรื่องนี้แม้จะสื่อถึงความไม่สามารถเอาตัวรอดได้เองอีกต่อไปของญี่ปุ่น จำต้องพึ่งพาเกาะข้างเคียง/ทรัพยากรจากโลกภายนอก แต่ถึงกระนั้นทุกสิ่งอย่างถ้าจะให้มันเจริญเติบโตงอกงามขึ้น ก็ต้องจากเงื้อมมือของเราเท่านั้นที่ต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากยากเข็น แลกกับผลตอบแทนที่อาจไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่ แต่คือชีวิตที่ต้องดำเนินเวียนวนไปตามวัฎจักรของมัน

ความตายของลูกชาย นี่คงเป็นการสื่อถึงความสูญเสียที่ Hiroshima แบบตรงๆเลย ทุกคนทุกข์ทรมาน บุคคลภายนอกร่วมด้วย แต่ต่อให้ร่ำไห้หงุดหงิดเกรี้ยวกราดสักเพียงไหน ตราบใดยังมีลมหายใจชีวิตก็จำต้องดิ้นรนดำเนินไป หายโศกเมื่อไหร่ก็ถึงเวลาลุกขึ้นมาทำงานต่อ … สิบกว่าปีผ่านมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นานเกินพอทำใจได้แล้วกระมัง ถึงเวลาประเทศชาติจะลุกขึ้นก้าวดำเนินเดินต่อด้วยลำแข้งของตนเองเสียที

แม้เสียงตอบรับทางฝั่งญี่ปุ่นจะไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ ถูกมองว่าทำให้วงการภาพยนตร์มีความเสื่อมถอย (Regressive) แต่หลังจากไปคว้ารางวัล Grand Prize จาก Moscow International Film Festival ทำให้หนังประสบความสำเร็จล้นหลามในญี่ปุ่นและอีกหลายๆประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่คงเพราะมีสัมผัลคล้ายๆหนังทุนต่ำของกลุ่ม French New Wave ด้วยเหตุนี้ทำให้สตูดิโอของ Shindo รอดพ้นการล้มละลายโดยพลัน

สิ่งที่โดยส่วนตัวชื่นชอบสุดของหนัง คือความงดงามในภาพถ่ายทิวทัศน์ธรรมชาติ และจังหวะตัดต่อซ้ำไปซ้ำมา ย้ำคิดย้ำทำลายทุกความเข้าใจ ก่อเกิดภาษาภาพยนตร์รูปแบบใหม่ แม้ปัจจุบันไม่มีใครใช้แต่ถือว่ามีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวยิ่ง

อดไม่ได้จะต้องเปรียบเทียบกับ Tabu: A Story of the South Seas (1931) ของ F. W. Murnau และอีกๆหลายผลงานของผู้กำกับ Robert J. Flaherty อาทิ Moana (1926), Man of Aran (1934) ฯ เอาจริงๆผมว่า The Naked Island (1960) สู้ไม่ได้เลยนะ แต่ความแตกต่างอย่างที่บอกไปคือการสร้างภาษาภาพยนตร์รูปแบบใหม่ ชอบไม่ชอบคงอยู่ที่ความเข้าใจและรสนิยมแล้วละ

แนะนำคอหนังเงียบ หลงใหลใน Cine-Poem, ภาพถ่ายสวยๆของท้องทะเล หมู่เกาะ ประเทศญี่ปุ่น, แฟนๆผู้กำกับ Kaneto Shindo ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความโหดร้ายยากลำบากในชีวิต

TAGLINE | “The Naked Island ของผู้กำกับ Kaneto Shindo ปลดเปลื้องจนเปลือยเปล่าแล้วปั้นแต่งใหม่ขึ้นมา สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวหนึ่งเดียวในโลก”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of