The Orchestra Conductor (1980)

The Orchestra Conductor

The Orchestra Conductor (1980) Polish : Andrzej Wajda ♥♥♥

รับชมการตีความ Beethoven: Symphony No. 5 ในรูปแบบภาษาภาพยนตร์ โดยปรมาจารย์ผู้กำกับ Andrzej Wajda การันตีด้วยรางวัล Silver Bear: Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Berlin ของ Andrzej Sewery สมทบด้วย Krystyna Janda และท่านเซอร์ John Gielgud

ผมรับชมหนังเรื่องนี้ สืบเนื่องจากเป็นหนึ่งในหนังโปรดของผู้กำกับ Ingmar Bergman ก็แอบคาดหวังอะไรๆไว้เยอะพอสมควร แถมด้วยชื่อของ Andrzej Wajda คอหนังรางวัลทั้งหลายน่าจะรู้จักดี แต่ผลลัพท์กลับแอบผิดหวังเล็กๆ คิดดูเพราะการที่หนังขาดท่อนที่ 4 (Movement IV) แม้เรื่องราวจะสมบูรณ์แล้วในตัว แต่กับคนที่ฟังเพลงเป็นจะรู้สึกคับข้องใจ นี่มันยังไม่ใช่ทั้งหมดของ Symphony No. 5

ผมได้เขียนบทความวิเคราะห์ Beethoven: Symphony No. 5 ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แนะนำให้ศึกษาเนื้อหาใจความของบทเพลงนี้เสียก่อนแล้วค่อยไปหาหนังรับชม ก็อาจเข้าใจเหตุผลที่ผมไม่ค่อยประทับใจหนังเสียเท่าไหร่

Symphony No. 5 เป็นบทเพลงที่มีสองชื่อเล่นคือ ‘Victory Symphony’ และ ‘Fate Symphony’ กอปรด้วย 4 ท่อน/Movement

  1. Allegro con brio (C minor) เปิดประตู เผชิญหน้ากับความไม่รู้
  2. Andante con moto (A major) ท่องเที่ยวล่องลอย ทำความเข้าใจ
  3. Scherzo: Allegro (C minor) ต่อสู้กับ Last Boss
  4. Allegro (C major) ฉลองชัยชนะที่ยิ่งใหญ่

หนังจะนำใจความของบทเพลงเพียงท่อน 1 – 3 มาใช้เท่านั้น ประหนึ่งว่าตอนต่อสู้กับ Last Boss พวกเขาประสบพบความพ่ายแพ้จึงไม่สามารถฉลองชัยต่อกับท่อนที่ 4 ได้

หนังได้รับคำชักชวน แรงบันดาลใจจากการสนทนาของ Andrzej Wajda กับคีตกวี/วาทยากร Andrzej Markowski (1924 – 1986) คงเป็นการนำบทเพลงคลาสสิกดังๆ มาตีความทำเป็นภาพยนตร์ โดยได้มอบหมายให้ Andrzej Kijowski เป็นผู้พัฒนาบท (ชื่อ Andrzej กันหมดเลยแหะ)

บทเพลง Symphony No. 5 ควบคุมวงโดยวาทยกร Stanislaw Wislocki (1921–1998) ร่วมกับ Narodowa Orkiestra Symfoniczna Polskiego Radia w Katowicach (Polish National Radio Symphony Orchestra)

Marta (รับบทโดย Krystyna Janda) เป็นนักไวโอลินแถวสองในวงออเครสต้า เดินทางไปเปิดการแสดงที่อเมริกาพบเจอกับ Maestro วาทยากร John Lasocki ผู้เคยตกหลุมรักแม่ของเธอ ซึ่งการได้พบกันครั้งนี้ได้นำพาให้ Lasocki ตัดสินใจเดินทางกลับ Poland เพื่อเผชิญหน้ากับอดีตของตนเอง

การแสดงของ Krystyna Janda ดูล้นๆขาดๆเกินๆ เหมือนแว่นที่มีขาดใหญ่ เสื้อผ้าที่หลวมเกินพอดีตัว ไม่สามารถทำอะไรให้พอดิบพอดีตรงกลางได้ ซึ่งความไม่สมบูรณ์นี้ทำให้ Marta มักมองข้ามไม่สนใจอะไรหลายๆอย่างรอบตัว มารู้ตัวอีกทีก็เหมือนสายไปแล้ว แต่ก็ยังสามารถยินยอมรับได้กับสิ่งที่สามีเป็นอย่างนั้น

สังเกตว่านักแสดงในหนังชอบที่จะโป๊เปลือย ถอดเสื้อผ้าแล้วสวมใส่เข้าไปใหม่ นี่มีนัยยะถึง ภายนอก/ภายใน, สิ่งที่เป็นตัวตนปกคลุมฉาบหน้า/จิตใจอันเปลือยเปล่าแท้จริง ฯ

Adam Pietryk (รับบทโดย Andrzej Sewery) สามีของ Marta เป็นวาทยากรเล็กๆในวงออเครสต้าท้องถิ่น ไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นอะไร (แต่ถูกทำให้เหลิงคิดว่ามีความสามารถ) เต็มไปด้วยความเพ้อฝันทะเยอทะยาน อยากมีชื่อเสียงโด่งดังประสบความสำเร็จ แต่การมาถึงของ Maestro ระดับโลก John Lasocki ได้แปรสภาพในจิตใจกลายเป็นคนขี้อิจฉาตาร้อน คิดตัดสินใจอะไรผิดพลาดไปหมด

การแสดงของ Andrzej Sewery ถือว่าคือไฮไลท์ของหนังเลย (ถึงขนาดคว้ารางวัล Silver Bear: Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Berlin) ตัวละครมีสภาพปวกเปียกอ่อนแอทั้งกายใจ ไม่ได้มีความสามารถอย่างที่คุยโว จิตใจเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาจนเกิดความเกรี้ยวกราดโกธา เมื่อถูกชักจูงชี้นำก็ไขว้เขวได้ง่าย และเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจโชคชะตาของตนเอง ก็ไม่สามารถยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้,

ความน่าสมเพศของ Adam ต้องยกนิ้วให้เลย แต่เราอย่าไปมองว่าคือคนเลวนิสัยไม่ดี มันอาจมีเบื้องหลังจากครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อมที่อบรมสั่งสอนให้เติบโตกลายเป็นคนเช่นนั้น, กับผู้ไม่ได้มีพรสวรรค์พยายามอย่างสุดฝีมือที่จะสรรหา(พรแสวง)แต่ก็มักไม่ได้มากเท่าไหร่ เมื่อพบเจออัจฉริยะตัวจริง ก็มักอิจฉาตาร้อน คิดว่าตนคงไม่มีวันไปถึงระดับนั้น ถ้าไม่ฝืนพยายามต่อไป สักวันความสำเร็จอาจมาถึง ก็ทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นเสียยังจะดีกว่า

John Lasocki (รับบทโดย Sir Arthur John Gielgud) วาทยากรสัญชาติ Polish (แต่ตัวจริงของ Gielgud เป็นชาวอังกฤษ) เป็น Maestro ที่ทิ้งประเทศไปแสวงหาความสำเร็จยังต่างแดนจนมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกกว่า 50 ปี เหตุผลที่เขาจากไปก็เพราะแม่ของ Marta ได้ตัดสินใจเลือกผู้ชายอีกคน (อกหักช้ำรัก) การกลับบ้านครั้งนี้ ก็เพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่เป็นปมปัญหาชีวิต หวังว่าจะสามารถทำให้จิตใจของเขาสงบลงได้

Sir John Gielgud ถือได้ว่าเป็นโคตรตำนานของอังกฤษ (เป็นสามทหารเสือของอังกฤษ เคียงค้าง Ralph Richardson และ Laurence Olivier) แม้เสียงของตัวละครจะแปลกๆ เพราะถ้าพูด Polish จะใช้นักแสดงอีกคนพากย์ทับเสียง แต่การแสดงนั้นลึกล้ำ หนักแน่น ทรงพลัง ซึ่งมุมหนึ่งของตัวละครนี้ ความหงุดหงิด เกรี้ยวกราด เกิดจากความไม่พึงพอใจอะไรๆในชีวิต คาดว่าจุดเริ่มต้นก็มาจากการอกหักรักคุดครั้งนั้น ซึ่งการได้พบกับ Marta ครั้งนี้ทำให้จิตใจของชายแก่กระชุ่มกระชวยขึ้นมาอีกครั้ง

Symphony No. 5 เริ่มต้นกระหึ่มด้วยโน๊ต 4 พยางค์ ‘แท้น แท้น แท้น แทน’ เปรียบได้กับการเปิดประตู เผชิญหน้ากับโชคชะตา ความไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังประตูบานนั้น
– Marta เดินทางสู่ New York City เปิดโสตประสาทการรับรู้ของตนเองสู่โลกใบใหม่
– Adam Pietryk ที่บ้านในประเทศโปแลนด์ ลูกสาวตัวเล็กเปิดประตูออก พ่อนอนฟังเพลงอยู่บนพื้นห้อง
– John Lasocki ฉากเปิดตัวอยู่ด้านหลังเวทีตรงบันได เดินลงจากแสงสว่างสู่ความมืด

Movement I คือความหวาดกลัวเกรงต่อสิ่งที่อยู่เบื้องหลังประตูบานนั้น เพราะการไม่รู้มาก่อนว่าจะได้พบเจออะไร มีสิ่งใดกำลังเกิดขึ้น นี่เป็นสันชาติญาณระแวดระวังภัยของมนุษย์
– Marta มีความพิศวงสงสัยว่าทำไมแม่ของตนถึงตัดสินใจอยู่กับพ่อ ไม่ได้ไปกับ Lasocki เธอจึงปล่อยตัวกายใจเพราะอยากรู้ว่าแท้จริงเกิดอะไรขึ้น
– Adam Pietryk เกิดความอิจฉาตาร้อน หวาดกลัวเกรงเมื่อได้เห็น John Lasocki ไม่ใช่แค่ความสามารถด้านดนตรี แต่ยังอาจแย่งชิงภรรยาไปจากตนเอง
– John Lasocki มีความหวาดกลัวต่ออดีตของตนเอง ไม่กล้าเผชิญหน้ามากว่า 50 ปี การเปิดประตูออกคือขณะเดินทางกลับสู่ Poland อีกครั้งหนึ่ง

สังเกตว่าตัวละครในหนังชอบที่จะเดินสะดุด หัวขมำ นี่มิได้มีใครมาขัดขาหรืออย่างไร เป็นการแสดงออกถึงความลังเลไม่แน่ใจที่เกิดขึ้นกับตนเอง ทำให้พวกเขาต้องเดินสะดุดอะไรบางอย่าง

Movement II คือการเดินทางท่องไปในโลกหลังประตูบานนั้น, ขณะที่ Lasocki ปรากฎตัวในวงออเครสต้าท้องถิ่นครั้งแรก เขาขอให้นักดนตรีเล่นท่อนนี้ ซึ่งบรรยากาศความไพเราะของเพลงจะตรงกันข้ามกับที่ Adam ให้พวกเขาเล่นโดยสิ้นเชิง มีความเพลิดเพลินผ่อนคลายล่องลอยไปไกล แต่ไม่ใช่ในจิตใจของชายหนุ่ม

Movement III ขณะที่ Adam ถูกบังคับให้ต้องรับข้อเสนอบางอย่างจากโปรดิวเซอร์ เขามารับหน้าที่กำกับวงซ้อมแทน Lasocki เริ่มต้นด้วยทำนองท่อนนี้ ซึ่งมีความหมายถึงการต่อสู้กับศัตรูที่อยู่ในใจตนสุดท้าย แต่กลับไม่มีครั้งไหนที่เราจะได้ฟังบทเพลงนี้เต็มๆ เพราะจะถูกขัดคั่นจังหวะโดยความไม่พึงพอใจของชายหนุ่มโดยตลอด

ในบทเพลงท่อนที่สาม เป็นการต่อสู้กับศัตรูตัวสุดท้าย (Last Boss) ความหมายของแท้จริง ศัตรูตนนั้นหาได้มีตัวตนอยู่ไม่ คือความสูญว่างเปล่า หรือที่จิตใจเราหลงคิดไปเองว่ามี (ช่วงท้ายของเพลงท่อนนี้ เสียงดนตรีจะค่อยๆเงียบลงจนสงัด มีนัยยะถึงการปล่อยวาง ไร้ตัวตน)
– John Lasocki พบเจอกับการปล่อยวาง คือสูญสิ้นลมหายใจ (เขาคงได้ไปฟังท่อนสี่ต่อบนสรวงสวรรค์)
– แต่ Adam Pietryk กลับพ่ายแพ้ต่อจิตใจของตนเอง บ้าคลั่งเมามายเสียสติแตก ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่กล้าที่จะยอมรับตัวเอง
– Marta เธอไม่ใช่ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ แต่คือผู้เข้าใจทุกสิ่งอย่าง ถึงเหตุผลที่ทำไมแม่ถึงเลือกอยู่กับพ่อแทนที่จะไปกับ Lasocki และทำให้เธอเข้าใจตัวตนแท้จริงของ Adam อีกด้วย

ผมชอบฉากตอนจบขณะที่ Marta ถอดแว่นอันใหญ่เทอะทะของเธอออกแล้วพูดกับ Adam ถึงเหตุผลแท้จริงที่เขาเป็นคนขี้แพ้ … นี่แปลว่า ตลอดเวลาที่เธออยู่กับเขาสวมใส่แว่น เป็นการเสแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นตัวตนของเขา แต่พอถอดแว่นออกนั่นคือการมองเห็นรับรู้ตัวตนจริงๆ, นี่คงสามารถเรียกสติของชายหนุ่มกลับคืนมาได้ เพื่อทำการการแสดงคอนเสิร์ตวันพรุ่งนี้ครั้งสุดท้าย

เห้ย! ถ้าหนังมีต่อตอนท้ายอีกหน่อยนะ เป็นฉากคอนเสิร์ตที่ Adam เป็นวาทยากร และบรรเลงเล่นท่อน Movement IV เฉลิมฉลองต่อความเข้าใจตัวตน ชัยชนะแท้จริงที่เกิดขึ้นในจิตใจของพวกเขา นี่จะทำให้หนังสมบูรณ์แบบขึ้นมาทันทีเลยละ … นี่หนังถูกตัดออกหรือเปล่าเนี่ย หรือว่า Wajda คิดไม่ถึงตรงนี้กัน

ใจความของหนังเรื่องนี้ คือการสำรวจทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของตนเอง และยอมรับกับโชคชะตาที่กำลังถาโถมพุ่งเข้าใส่ นี่สอดคล้องกับใจความของบทเพลง Symphony No. 5 ที่ Beethoven ให้คำนิยามไว้ว่า “Fate knocking on your door.” นั่นเพราะขณะที่เริ่มประพันธ์ หูของเขาเริ่มที่จะไม่ค่อยได้ยินเสียงแล้ว (หูหนวกสนิทประมาณปี 1819) รู้ตัวเองว่าสักวันคงเข้าสู่โลกไร้เสียง นี่คือโชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้(ถึงขนาดมาเคาะถึงประตูบ้านแล้ว) ซึ่งเขาจำเป็นต้องยินยอมเปิดประตู รับเรียนรู้ทำความเข้าใจโลกใบใหม่ที่อยู่ข้างนอก ความหวาดกลัวเกรงในตอนแรก ค่อยๆแปรสภาพเป็นความเข้าใจ พอถึงจุดๆหนึ่งก็พบว่าไม่ได้มีความน่ากลัวเกรงอย่างที่จินตนาการไว้แม้แต่น้อย

บทเพลงอมตะได้รับการตีความโดยปรมาจารย์ผู้กำกับ ย่อมต้องมีความไม่ธรรมดาเหลือล้น แต่ผมกลับรู้สึกเฉยๆไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าไป มันขัดขาดใจอะไรไปอย่างหนึ่ง ยอมรับว่าทำออกมาได้ยอดเยี่ยม แต่มันกลับไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ น่าเสียดายสุดๆเลย

แนะนำกับนักดนตรี นักฟังเพลงที่รู้จัก Beethoven และ Symphony No. 5, ชื่นชอบหนังรางวัล และเป็นแฟนผู้กำกับ Andrzej Wajda และท่านเซอร์ John Gielgud ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับภาพโป๊เปลือย ความมืดหม่น และอิจฉาริษยา

TAGLINE | “The Orchestra Conductor คือการตีความ Beethoven: Symphony No. 5 ของผู้กำกับ Andrzej Wajda ที่เกือบสมบูรณ์แบบ ขาดไปแค่ตอนจบท่อนสุดท้าย”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

2
Leave a Reply

avatar
2 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
Top 11 Ingmar Bergman Favorite Films | RAREMEAT BLOG Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] The Orchestra Conductor (1980)  : Andrzej Wajda ♥♥♥ […]

trackback

[…] The Orchestra Conductor (1980)  : Andrzej Wajda ♥♥♥ […]