The Phantom Carriage (1921)

the phantom carriage

The Phantom Carriage (1921) Swedish : Victor Sjöström ♥♥♥♥

หนังโปรดของ Ingmar Bergman เรื่องนี้ เป็นแรงบันดาลใจในการสร้าง The Seventh Seal (1957) กับ Wild Strawberries (1957), ปรัมปราเล่าว่า มนุษย์คนสุดท้ายที่เสียชีวิตในวันสิ้นปี จะต้องรับหน้าที่เป็นสารถี/ยมทูต ขับราชรถรับส่งคนตายสู่ยมโลกตลอดปีถัดไป

The Phantom Carriage เป็นหนังเงียบที่ได้รับการยกย่องว่า Masterpiece จากนักวิจารณ์หลายสำนัก ส่วนตัวก็รู้สึกว่าใกล้เคียง แต่มีความคับข้องใจในวิธีการเล่าเรื่องที่เป็น Flashback ซ้อน Flashback ประมาณ 3 ชั้นได้ นี่ทำให้หนังมีความซับซ้อนเกินกว่าเหตุ (ทั้งๆที่เรื่องราวไม่ได้มีความซับซ้อนขนาดนั้นเลย) แต่ความสวยงามของงานภาพ โดยเฉพาะ Double Exposures การซ้อนภาพ ต่อให้คุณเคยเห็นมานักต่อนักยังต้องรู้สึกอึ่งทึ่งตราตะลึง เพราะมันเกินกว่าครึ่งเรื่องที่ยมทูตและคนตายพูดคุยกัน

ตั้งแต่ปี 1917 ได้มีการเซ็นสัญญาระหว่างสตูดิโอ A-B Svenska Biografteatern กับ Selma Lagerlöf นักเขียนสัญชาติ Swedish ผู้หญิงคนแรกที่สามารถคว้ารางวัล Nobel Prize สาขาวรรณกรรม เมื่อปี 1909 ว่าจะมีการดัดแปลงสร้างภาพยนตร์จากนิยายของเธออย่างน้อยปีละเรื่อง, เดิมนั้น Lagerlöf เป็นผู้หญิงหัวรั้นมาก ไม่มีความต้องการขายลิขสิทธิ์นิยายตนเองแม้แต่น้อย แต่หลังจากได้เห็นภาพยนตร์เรื่อง A Man There Was (1917) กำกับโดย Victor Sjöström เลยใจอ่อนยินยอม, โดยก่อนหน้านี้มีสร้างแล้ว 3 เรื่อง ที่กำกับโดย Sjöström ประกอบด้วย
– The Lass from the Stormy Croft (1917)
– Sons of Ingmar (1919)
– Karin Daughter of Ingmar (1920)

ทุกเรื่องได้เสียงตอบรับดีจากทั้งนักวิจารณ์ ผู้ชม รวมถึง Lagerlöf เองด้วย, สำหรับเรื่องที่สี่ Sjöström ตัดสินใจเลือก Körkarlen (1912) ชื่อนิยายฉบับภาษาอังกฤษคือ Thy Soul Shall Bear Witness! (1921) แปลโดย William Frederick Harvey, จุดเริ่มต้นของนิยาย เกิดขึ้นเพราะ Lagerlöf ได้รับคำร้องขอจากหน่วยงานรัฐ ให้เขียนเรื่องราวสอนความรู้เกี่ยวกับวัณโรค (Tuberculosis) เธอจึงให้ตัวละคร Edith ไม่สบายเป็นโรคนี้ ต้นเรื่องป่วยหนักนอนอยู่บนเตียงสภาพร่อแร่ใกล้ตาย ร้องเรียกให้หาตัว David Holm ชายผู้ซึ่งเคยให้คำสัญญากับเธอว่าจะกลับมาหาในอีก 1 ปี พบหน้าอาจเป็นครั้งสุดท้าย

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งหลังจากนี้ที่ Sjöström ดัดแปลงสร้างจากนิยายของ Lagerlöf คือ The Tower of Lies (1925) นำแสดงโดย Norma Shearer

Victor David Sjöström ถ้าในอเมริกามักใช้ชื่อ Victor Seastrom (1879 – 1960) ผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นบุกเบิกของวงการภาพยนตร์ Swedish (จะเรียกว่าคือ D. W. Griffith ของประเทศสวีเดนเลยก็ได้) เกิดที่ Årjäng, Värmlands län ขณะนั้นยังเป็น United Kingdoms of Sweden and Norway ย้ายตามพ่อไปอเมริกาตั้งแต่อายุ 1 ขวบ พอแม่เสียกลับมาอยู่กับญาติที่ Stockholm เริ่มเป็นนักแสดงละครเวทีตั้งแต่อายุ 17 เมื่อภาพยนตร์เริ่มเข้าสู่สวีเดนก็เกิดความสนใจหลงใหล จนถึงปี 1923 กำกับภาพยนตร์ 41 เรื่อง แต่ส่วนใหญ่สูญหายไปแล้ว

ความสนใจของ Sjöström ในยุคแรกๆ คือการนำเสนอภูมิทัศน์ สภาพแวดล้อม ผู้คน สังคม ประเพณี ชนบทพื้นบ้านของประเทศสวีเดน (เผยแพร่สู่สายตาชาวโลก) ขณะเดียวเรื่องราวก็มักเกี่ยวกับศีลธรรมจรรยา สะท้อนจิตวิทยาความคิดความต้องการ พื้นฐานของมนุษย์, Sjöström ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเทคนิค Continuity Editing คือการร้อยเรียงตัดต่อแต่ละฉาก/ซีน/ช็อต เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องทางเรื่องราว

ผลงานชิ้นเอกของ Sjöström อาทิ The Phantom Carriage (1921), He Who Gets Slapped (1924),The Wind (1928) ฯ

สำหรับหนังเรื่องนี้ Sjöström นอกจากกำกับแล้วยังรับบท David Holm ชายผู้ซึ่งเดิมชีวิตมีความสุขสมบูรณ์ดีพร้อม แต่งงานมีลูกสองคน แต่เมื่อได้พบเจอกับบร๊ะเจ้า Georges เพื่อนสารเลวที่นำพาชีวิตให้ตกต่ำ กลายเป็นคนสํามะเลเทเมา ถูกจับติดคุกติดตาราง กลับออกมาลูกเมียทิ้งหาย เกรี้ยวกราดโกรธา ชีวิตไม่เหลือสิ้นอะไรอีกแล้ว จนได้มาพบน้ำใจอันอบอุ่นของ Edith ให้คำสัญญากับเธอว่าอีกหนึ่งปีต่อจากนี้จะกลับมาพบกันอีก

การแสดงของ Sjöström ทำให้ Ingmar Bergman ร้องขอให้เขารับบทนำในหนังเรื่อง Wild Strawberries (1957) คงด้วยใบหน้าสีหน้าท่าทาง ความเจ็บปวดรวดร้าวอมทุกข์ยาก ในความโหยหวนระลึกถึงความสุขในอดีต ต้องการที่จะได้สิ่งนั้นกลับคืนมาอีกครั้ง

Astrid Holm (1893 – 1961) นักแสดงละครเวที นักเต้นสัญชาติ Danish รับบท Edit หญิงสาวที่เปรียบได้กับแม่พระผู้มาโปรดของ David Holm เธอทำงานเป็น Sister/พยาบาล ให้กับ Salvation Army (องค์กรการกุศลของโปรแตสแตนท์ เพื่อช่วยเหลือคนจบ หิวโหย เจ็บป่วย ผู้ต้องการ ‘physical and spiritual needs’) ตอนได้พบกับ David Holm เธอรับรู้ว่าเขามีความทุกข์ทางใจอันรวดร้าว กึ่งบังคับให้รักษาสัญญาว่าอีก 1 ปีข้างหน้าต้องมาพบกัน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจเล็กๆให้เขากล้าที่จะต่อสู้ เผชิญหน้ากับชีวิต … แต่ปีหนึ่งผ่านไป ตัวเธอเองเกือบจะไม่สามารถรักษาสัญญาได้ เพราะป่วยหนักเป็นวัณโรคใกล้ตาย (ตอนนั้นคงยังไม่มียารักษา) มันเลยเป็นความต้องการก่อนตาย สัญญาใจที่ผูกมัดไว้ ต้องการที่จะได้รับคืนสนอง

Olof Teodor ‘Tore’ Svennberg (1858 – 1941) นักแสดง/ผู้กำกับละครเวทีสัญชาติ Swedish ต่อมากลายเป็นขาประจำในหนังเงียบยุคแรกๆของ Sjöström, รับบทบร๊ะเจ้า Georges ตอนยังมีชีวิตนิยามสั้นๆได้คำเดียว ‘เหี้ย’ แต่เพราะวันสิ้นปีก่อนดันเป็นคนสุดท้ายที่เสียชีวิต ทำให้ต้องกลายเป็นยมทูตทำงานไล่เก็บวิญญาณของคนตายตลอดทั้งปี มาจนถึงวันสิ้นปีนี้ ปรากฎคนสุดท้ายที่กำลังจะมารับไม้ต่อคือ David Holm เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ อันทำให้เขาหยุดนั่งลงพูดคุย หวนระลึกถึงวันวานที่เคยเกิดขึ้น ‘ถ้าไม่เพราะฉัน ชีวิตนายคงไม่บัดซบได้ถึงขนาดนี้’

ผมไม่รู้สุดท้าย ตอนสุดท้ายเกิดอะไรขึ้นทำไม David Holm ถึงฟื้นกลับคืนชีพ มันเป็นความต้องการของ George ที่ต้องการไถ่โทษตนเอง หรืออาจปาฏิหารย์ของสัญญา อันนี้ไม่แน่ใจเท่าไหร่ แต่รู้ว่าต่อจากนี้ ชายหนุ่มคงไม่มีวันกลับไปเรื่อยเปื่อยสำมะเลเทเมาแบบเดิมอีกแน่ … จนวันตายเลยละ

ถ่ายภาพโดย Julius Jaenzon ผู้กำกับภาพที่ได้ฉายาว่า ‘Mastered of Double Exposure’

แทบไม่มีอะไรอย่างอื่นให้พูดถึงเลยนอกจากการซ้อนภาพ ที่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของหนัง แต่อยากให้สังเกตสีของภาพด้วยนะครับ ฉากภายในจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนให้ความรู้สึกอบอุ่น ส่วนฉากภายนอกตอนกลางคืนจะใช้สีน้ำเงินซึ่งเป็นสีเย็น พอเห็นภาพซ้อนเหมือนวิญญาณลอยออกมา กลายเป็นความหลอกหลอนเย็นยะเยือก

Double Exposure/Multiple Exposure คือการถ่ายภาพด้วยฟีล์มชุดเดิมซ้ำ 2 ครั้งหรือมากกว่านั้น โดยครั้งแรกมักจะถ่ายสิ่งที่ต้องการให้เป็นพื้นหลังมีความคมชัดเจนสูงก่อน จากนั้นกรอฟีล์มกลับไปจุดเริ่มต้น ถ่ายสิ่งที่ต้องการให้เป็นเหมือนภาพลอย เพราะการถ่ายครั้งที่สองด้วยฟีล์มเดิมจะทำให้ความเข้มของแสงลดน้อยลง ภาพที่ออกมาจึงมีลักษณะโปร่งแสง

คือถ้ามันเป็นภาพนิ่งหรือตั้งกล้องไว้เฉยๆคงไม่ยุ่งยากวุ่นวายอะไรเท่าไหร่ แต่หนังเรื่องนี้มีอยู่ครั้งสองครั้งที่ซ้อนภาพขณะกล้องเคลื่อนไหวด้วย สมัยนั้นนี่เป็นเรื่องโคตรบรมยาก เพราะต้องค่อยๆหมุนเคลื่อนกล้องให้ได้โดยพร้อมเพียงถึงสองครั้งครา (สมัยนั้นใช้มือหมุนล้วนๆ ไม่มีอุปกรณ์อัตโนมัติใดๆทั้งนั้น) เมื่อคิดถึงความยากในการทำฉากนี้ต้องยกขอปรบมือให้กับความทุ่มเทของผู้สร้างจริงๆ

ในสวีเดน Sjöström ไม่ใช่คนแรกที่สนใจถ่ายภาพซ้อนติดวิญญาณแบบหนังเรื่องนี้ เริ่มต้นจริงๆคงต้องย้อนไป August Strindberg (1849 – 1912) นักแต่งนิยาย บทละคร กวี จิตรกร และช่างถ่ายรูป มีครั้งหนึ่งที่ต้องการถ่ายภาพดวงดาราท้องฟ้ายามค่ำคืน ถอดเลนส์ภายนอกออกแล้วตั้งทิ้งไว้ ปรากฎภาพที่ออกมาไม่ใช่แค่ท้องฟ้าแต่กลับมีชื่อเรียกใหม่ว่า Celestograph (มาจาก Celestial แปลว่า มาจากท้องฟ้า/สรวงสวรรค์) หรือ Chemigram เกิดปฏิกิริยาเคมีอะไรสักอย่างกับฟีล์ม ผลลัพท์ได้ดั่งภาพ

แล้วมันเกี่ยวกับการซ้อนภาพยังไง? ไม่ได้เกี่ยวนะครับ แต่เป็นการทดลอง Avant-Garde ที่ถือเป็นการค้นพบ ‘mystic meaning’ ความลึกลับในเรื่องเหนือธรรมชาติ อย่างที่ผมบอกไปว่า Sjöström ไม่ใช่คนแรกที่สนใจถ่ายภาพซ้อนติดวิญญาณ

ตัดต่อไม่ได้ขึ้นเครดิต แต่คงเป็นผู้กำกับ Victor Sjöström ลงมือลำดับเรื่องราวเองเลย, ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Flashback ถึงนี่จะไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องแรก แต่มีการซ้อน Flashback เข้าไปอีกชั้นหนึ่ง (กลายเป็นย้อนอดีต 2 ลำดับ) นี่ถือเป็นเทคนิคที่ทำให้ผู้ชมสมัยนั้นน่าจะออกอาการเหวอ ไม่เคยพบเห็นเข้าใจมาก่อน คงเกิดความสับสนงุนงง ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแน่, กับผู้ชมสมัยนี้คิดว่าคงไม่ต้องอธิบายก็สามารถเข้าใจได้ว่าคืออะไร เพราะหนังแทบทุกเรื่องล้วนมี Flashback เป็นเทคนิคมาตรฐานสากล พบเห็นได้ทั่วไปมากๆ

สำหรับเหตุผลที่หนังใช้เทคนิค Flashback ก็เพราะต้องการเล่าเรื่องโดยใช้’วันสิ้นปี’เป็นใจความหลักของหนัง โดยตัวละครจะกระทำการหวนระลึกนึกย้อนถึงเรื่องราวเกิดขึ้นผ่านมา ก่อนหน้ารอบปีกระทำอะไรบ้าง สรุปประมวลผลเป็นเรื่องเล่าสั้นๆกระชับ อันจะทำให้เห็นผลลัพท์ที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ณ ปัจจุบัน, ด้วยเหตุนี้ทำให้สองตัวละครหลักของหนัง David Holm และ Georges ต่างก็มีเรื่องเล่าย้อนอดีตในมุมมองของตนเอง

นี่ทำให้เราสามารถสรุปใจความของหนังได้ว่า เป็นเรื่องราวของการหวนระลึกนึกย้อน เหตุการณ์ความทรงจำในอดีตที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ถ้ามันเป็นเรื่องดีงามน่าจดจำชีวิตปัจจุบันคงย่อมต้องมีความสุข แต่ถ้าเคยกระทำกรรมเลวร้ายไว้เยอะ คงไม่แปลกที่ขณะนี้จะพบแต่ความทุกข์โศกเศร้า, กระนั้นคนส่วนใหญ่ที่ชอบหวนระลึกนึกย้อนกลับไป อยากจะแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง มักจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสำเร็จดอก จนกว่าตอนกำลังใกล้จะตาย ถึงค่อยสำนึกรู้แก่ตัว แต่ทุกอย่างมันก็สายเกิดไปแล้ว

สิ่งที่ The Phantom Carriage ได้สร้างขึ้นประกอบด้วยโลกสองใบ หนึ่งคือ’ธรรมชาติ’ทั่วไปที่มนุษย์อาศัยอยู่ และสองโลก Supernatural ‘เหนือธรรมชาติ’ สถานที่ซึ่งคนตาย วิญญาณอาศัยอยู่ แต่ทั้งโลกสองกลับอาศัยร่วมอยู่ใน’สัญญา’สถานที่แห่งเดียวกันอย่างกลมกลืน โดยปกติไม่ข้องแว้งยุ่งเกี่ยวต่อกัน ยกเว้นความตายที่เป็นจุดเชื่อมต่อ ดั่งวันสิ้นปี/ปีใหม่ ที่ก็เป็นรอยต่อระหว่างสองปฏิทิน, โดยไม่รู้ตัวมนุษย์อาศัยอยู่บนโลกทั้งสองใบนี้ แต่กลับหาได้พยายามรับรู้สนใจเข้าใจ เที่ยวเตร่สำมะเลเทเมา ทั้งๆที่อาจมีใครสักคนจ้องแอบมองอยู่ข้างๆ (ในโลกวิญญาณ) ไม่รู้ตัวเลยสักนิด

มันอาจเป็นเพราะพลังของ’สัญญา’ ที่เกี่ยวเหนี่ยวรั้งวิญญาณของ David Holm ไม่ให้เขารีบด่วนจากไป ซึ่งบร่ะเจ้ายมทูต Georges ก็รับรู้เข้าใจดี การพาวิญญาณของ Holm มาให้พบเจอกับ Edit และการร้องขอชีวิตของเธอ เป็นสิ่งที่แม้แต่ธรรมชาติยังต้องยินยอมฝืนทน แม้คงจะไม่นานก่อนที่จะเสียชีวิต แต่แค่สักชั่วโมงสองชั่วโมง วันสองวันจะเป็นไรไป อย่างน้อยพันธะคำมั่นสัญญาระหว่างสองคนจะได้ไม่ขาดสะบั้นลง ชีวิตจะได้ไม่ไร้ซึ่งเป้าหมายอีกต่อไป

ความเชื่อศรัทธา ศาสนาของหนังเรื่องนี้คือโปรแตสแตนท์/คริสเตียน แต่บอกตามตรงผมค่อนข้างสับสนพอสมควร เพราะยมทูตตนนี้ไม่ได้นำพาวิญญาณของผู้ตายไปสวรรค์หรือนรก จริงๆไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าพาไปไหน แค่พาวิญญาณของคนตายขึ้นเกวียน แล้วยังไงต่อ?? นี่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

รับชมหนังเรื่องนี้ทำให้ผมหวนระลึกถึงหนังอีก 2 เรื่องคือ It’s a Wonderful Life (1946) ของผู้กำกับ Frank Capra ที่พระเอกนำโดย James Steward ขณะกำลังจะคิดฆ่าตัวตายมีโอกาสหวนคิดระลึกถึงตัวเองในอดีต ถ้าวันนั้นไม่มีฉันอะไรจะเกิดขึ้น, หนังอีกเรื่องคือ Ikiru (1952) ของผู้กำกับ Akira Kurosawa ในวันที่ชายสูงวัยรู้ตัวว่ากำลังจะตายในอีกไม่ช้า หวนระลึกถึงตนเองที่ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้เกิดขึ้น ต้องการที่จะจารึกการมีตัวตนของตนเอง ทำอะไรสักอย่างให้โลกจดจำ, ทั้งสองเรื่องนี้มีความคล้ายกับ The Phantom Carriage อย่างบอกไม่ถูก คงเพราะพูดถึงความเป็นความตาย และการกระทำอะไรบางอย่างเพื่อให้การเกิดขึ้นมีชีวิตของตนรู้สึก’มีคุณค่า’

สำหรับ Ingmar Bergman ผู้กำกับดังบอกว่า ตั้งแต่ตอนอายุ 15 ทุกปีต้องรับชม The Phantom Carriage อย่างน้อยครั้งหนึ่ง (คงชอบมากๆสินะ) ยกย่อง Sjöström ว่าคือ ‘strict master’ และตัวละคร Death จากหนังเรื่อง The Seventh Seal (1956) ว่ากันว่าได้แรงบันดาลใจจากสารถียมทูตของหนังเรื่องนี้ แต่ก็มีหลายสำนักแย้ง บอกว่าภาพลักษณ์ของ Death เหมือนกับ/น่าจะได้แรงบันดาลใจจาก Destiny (1921) ของ Fritz Lang มากกว่า

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ คงเพราะเทคนิค Flashback ซ้อน Flashback ทำให้การเล่าเรื่องขาดความต่อเนื่องกระโดดไปมา กล่าวคือเป็นเทคนิคที่ยอดเยี่ยมลึกล้ำน่าสนใจ แต่เป็นผลทำให้หนังไม่สนุกเท่าที่ควร

แนะนำกับคอหนังเงียบ สนใจเรื่องราวลึกลับแนวเหนือธรรมชาติ (Supernatural), ตากล้องที่ชอบเล่นฟีล์ม, สนใจหนังเรื่องโปรดของผู้กำกับ Ingmar Bergman, รู้จักผู้กำกับ Victor Sjöström ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 13+ กับภาพวิญญาณ ความตาย และพฤติกรรมบ้าคลั่ง

TAGLINE | “The Phantom Carriage ได้ทำให้ Victor Sjöström โกงความตายกลายจนเป็นอมตะ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

1 Comment on "The Phantom Carriage (1921)"

avatar
  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] The Phantom Carriage (1921)  : Victor Sjöström ♥♥♥♥ […]