The Phantom of the Opera (1925)

The Phantom of the Opera

The Phantom of the Opera (1925) hollywood : Rupert Julian ♥♥♥♡

ฉากที่ The Phantom ถูกกระชากหน้ากากออก ใบหน้าของ Lon Chaney เจ้าของฉายา ‘ชายพันหน้า’ สร้างความช็อค ตกตะลึง สะพรึงกลัว ให้กับทั้งนักแสดง (ปฏิกิริยาจริงๆ จากการเห็นเป็นครั้งแรก) ตากล้องอุทานออกมา ‘Are you NUTS?’ และผู้ชมกรี๊ดลั่น เป็นลมสลบไสล ถือเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้หนังยังคงได้รับการจดจำกล่าวขวัญถึงปัจจุบัน

ส่วนตัวยังไม่เคยรับชม The Phantom of the Opera ฉบับไหนๆมาก่อน นี่ถือเป็นครั้งแรก ต้องบอกว่าหนังสร้างความสั่นสะท้านเล็กๆให้กับผมเลยละ เพราะเมื่อถึงฉากไฮไลท์ขณะกระชากหน้ากาก กับคนที่ไม่เคยพบเห็นรับรู้มาก่อนว่าจะเจออะไร เชื่อว่าอย่างน้อยต้องได้สะดุ้งตกใจแน่ๆ มันคือความอัปลักษณ์ที่ผมเคยคิดว่าใบหน้าของ Count Orlok จาก Nosfertau (1922) มีความน่าสะพรึงหลอกหลอนที่สุดแล้ว(ในยุคหนังเงียบ) แต่พอได้พบเจอ The Phantom มันมีความลึกล้ำ สะท้านมากขึ้นไปอีก เป็นการแต่งหน้านักแสดงในยุคหนังเงียบที่หลอนเข้ากระดูกดำที่สุดก็น่าจะว่าได้

(แต่อย่าเอาไปเทียบความอัปลักษณ์กับ The Elephant Man หรือ The Fly นะครับ มันคนละยุคสมัยกัน)

น่าเสียดายที่คุณภาพโดยรวมด้านอื่นๆของหนัง ขาดความเป็นอมตะเหนือกาลเวลา ห่างชั้นกับ The Cabinet of Dr. Caligari (1920) หรือ Nosferatu (1922) อยู่พอสมควร นั่นอาจเพราะหนังขาดองค์ประกอบ German Expressionist ที่กว่าจะเข้ามาถึงอเมริกา ก็เมื่อ F. W. Murnau เซ็นสัญญาสร้างภาพยนตร์ Hollywood เรื่องแรก Sunrise (1927)

จุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ เมื่อปี 1922, Carl Laemmle หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Universal Picture ขณะเดินทางไปพักร้อนที่ Paris ได้พบเจอกับนักเขียนสัญชาติฝรั่งเศส Gaston Leroux (1868 – 1927) เอ่ยปากพูดชมเชย Paris Opera House ที่ได้มีโอกาสรับชมการแสดงโอเปร่า Leroux จึงมอบนิยาย Le Fantôme de l’Opéra (1910) ที่เขียนขึ้นเองให้ แค่เพียงคืนเดียวอ่านจบ Laemmle ตัดสินใจขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงภาพยนตร์โดยทันที มีภาพในหัว Lon Chaney แสดงนำเท่านั้น

เกร็ด: Gaston Leroux เป็นอดีตนักข่าว นักเขียนนิยายที่มีชื่อเสียงกับแนวสืบสวนสอบสวน เทียบชั้นกับ Sir Arthur Conan Doyle ของอังกฤษ และ Edgar Allan Poe ของอเมริกา โดยผลงานชิ้นเอกชื่อ The Mystery of the Yellow Room (1908) เป็นนิยายแนว Locked-Room Mystery (ฆาตกรรมในห้องปิด) เรื่องแรกๆของโลก

โปรดักชั่นของหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยปัญหามากมาย (ราวกับคำสาปแช่งของ The Phantom) ผู้กำกับคนแรกที่ได้รับมอบหมายคือ Rupert Julian (1879 – 1943) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ New Zealand ที่เคยได้สานงานต่อ Merry-Go-Round (1923) ของ Erich von Stroheim ผู้ถูกไล่ออกระหว่างการถ่ายทำ, สำหรับหนังเรื่องนี้ก็ได้ทำหน้าที่จนเสร็จสรรพพร้อมฉาย แต่เพราะผลลัพท์ที่ออกมาได้เสียงตอบรับไม่ค่อยดี โปรดิวเซอร์จึงขอให้เขาถ่ายทำซ่อมเปลี่ยนแนวหนังแต่เจ้าตัวยืนกรานปฏิเสธ จึงทำให้สตูดิโอตดสินใจว่าจ้างผู้กำกับคนใหม่

คนที่สองคือ Edward Sedgwick (1889 – 1953) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เริ่มต้นจากเป็นนักแสดงตลก พอช่วงปลายทศวรรษ 20s เซ็นสัญญากับ MGM กลายเป็นผู้กำกับขาประจำคนเดียวที่นี่ของ Buster Keaton มีผลงานอาทิ The Cameraman (1928), Spite Marriage (1929), Free and Easy (1930), Doughboys (1930) ฯ, สำหรับหนังเรื่องนี้ได้เข้ามาเปลี่ยน direction ของหนัง ถ่ายทำซ่อมใหม่อย่างมาก จาก Gothic Horror กลายเป็นแนว Rom-Com ที่มีพื้นหลังเป็น Drama-Thriller ผลลัพท์ปรากฎว่าเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ผู้ชมส่งเสียงโห่ไล่รับไม่ได้

สำหรับผลลัพท์สุดท้ายที่กลายมาเป็นหนังปัจจุบัน ไม่ได้ว่าจ้างผู้กำกับใหม่เพิ่ม แต่เป็นนักตัดต่อ Maurice Pivar กับ Lois Weber ที่ได้นำเอาทั้งสองฉบับมายำรวมกัน จุดไหนน่าสนใจก็คงไว้ (ส่วนใหญ่ที่ถ่ายเพิ่มของ Sedgwick จะถูกตัดทิ้ง) เปลี่ยนช่วงท้ายให้กลายเป็นการไล่ล่าระทึกขวัญ นี่ทำให้เสียงตอบรับดีขึ้นกว่าเก่ามากๆ

เรื่องราวเกิดที่ Paris Opera House ฤดูกาลใหม่กับโปรแกรมเรื่อง Faust ของ Charles-François Gounod นำแสดงโดย Christine (รับบทโดย Mary Philbin) ผู้เป็นตัวตายตัวแทน (understudy) ของ Carlotta ที่เกิดป่วยไม่สบาย ได้รัับจดหมายข่มขู่สารพัดสารเพจาก The Phantom (รับบทโดย Lon Chaney) ที่ตกหลุมรักในเสียง การแสดงและรูปลักษณ์ของ Christine เท่านั้น

Erik (ชื่อจริงของ The Phantom) อาศัยอยู่ภายใต้ Paris Opera House ที่เต็มไปด้วยกลไกซับซ้อน ครั้งหนึ่งได้ลักพาตัว Christine บังคับขู่เข็นสร้างเงื่อนไขให้เธอกลายเป็นคนรักของเขา แต่เมื่อใบหน้าแท้จริงได้รับการเปิดเผย มันทำให้หญิงสาวต่อต้านปฏิเสธชายหนุ่มโดยสิ้นเชิง

Leonidas Frank ‘Lon’ Chaney (1883 – 1930) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เจ้าของฉายา ‘The Man of a Thousand Faces’ เกิดที่ Colorado Springs ครอบครัวอพยพมาจากอังกฤษ พ่อ-แม่เป็นคนใบ้ทั้งคู่ (แต่ Chaney ไม่ได้เป็น) เลยเก่งภาษามือ เชี่ยวชาญละครใบ้ (Meme) เริ่มต้นทำงานเป็นนักแสดงละครเวที ค่อยๆมีชื่อเสียงประสบความสำเร็จขึ้นเรื่อยๆ จนปี 1913 เคยพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกลืนสารปรอทแต่ไม่สำเร็จ ทำให้ถูกคนในวงการละครเวทีปฏิเสธ เลยผันตัวสู่วงการภาพยนตร์ ดิ้นรนอยู่หลายปี จนเริ่มมีชื่อเสียงจาก The Miracle Man (1919) รับบทเป็นกบ (The Frog) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แต่งหน้าแต่งตาเองด้วย หลังจากนี้ก็มีแต่จะรุ่งขึ้นเรื่อยๆ ได้รับการจดจำจากภาพลักษณ์ที่ไม่เคยซ้ำเดิม Oliver Twist (1922), The Hunchback of Notre Dame (1923), He Who Gets Slapped (1924), The Phantom of the Opera (1925), The Unknown (1927), London After Midnight (1927) ฯ

น่าเสียดายที่ Chaney อายุสั้นไปเสียหน่อย น่าจะเพราะจากความพยายามฆ่าตัวตายครั้งนั้น ทำให้เขากลายเป็นมะเร็ง ตกเลือดในลำคอเสียชีวิต เพิ่งจะมีผลงานหนังพูดได้เพียงเรื่องเดียวคือ The Unholy Three (1930)

รับบท The Phantom/Erik ชายผู้ซึ่งมีใบหน้าอัปลักษณ์(ในนิยายบอกว่าตั้งแต่เกิด) ทำให้ถูกผู้คนรังเกียจต่อต้าน ขับไล่ไสส่งให้ไปอยู่ภายใต้ Dungeon คล้ายคุกใต้ดินของ Paris Opera House ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีความเคียดแค้น ก้าวร้าว ทุกข์ทรมาน เห็นแก่ตัว เมื่อต้องการบางสิ่งอย่างก็ใช้กำลังเข้าบังคับขู่เข็น โดยเฉพาะกับ Christine ที่เขาตกหลุมรัก แต่ไม่สามารถแสดงความเป็นสุภาพบุรุษออกมาได้

การแสดงของ Chaney ไม่มีอะไรน่าพูดถึงเท่ากับภาพลักษณ์จากการแต่งหน้า ที่ทำให้เขากลายเป็นตำนานและได้รับฉายา ‘ชายพันหน้า’ ถือเป็นความพยายามซื่อตรงต่อนิยาย ที่ให้คำอธิบายใบหน้าของตัวละคร ว่าเหมือนหัวกระโหลกและมีปอยผมเล็กๆอยู่เหนือศีรษะ สิ่งที่ Chaney สร้างสรรค์ขึ้นคือ ทาขอบตาสีดำ เอาโครงเหล็กดามจมูกให้โด่งขึ้น ยัดสำลีจุ่มสีดำเข้ารูจมูก ใส่ฟันปลอมให้เหมือนปีศาจ ปกติทำได้แค่ขยับปากแต่ไม่สามารถพูดออกเสียงได้

นี่เป็นภาพลักษณ์มีความหลอกหลอนอย่างยิ่ง ราวกับโครงกระดูกเดินได้ก็ไม่ปาน, Charles Van Enger ผู้เป็นตากล้องของหนัง ได้ถูกรับเลือกให้เป็นหนูทดลอง เรียกตัวไปที่ห้องแต่งตัว แล้วอยู่ดีๆ Chaney ก็โผล่ขึ้นมาในหน้า Phantom ทำเอาเขาแทบจะขี่เยี่ยวเร็ดราด ก้าวถอยหลังจนติดผนัง สีหน้าตื่นตระหนกสะพรึงกลัว ตะโกนลั่น ‘Are you NUTS?’ เห็นว่า Chaney หัวเราะลั่น ถอดฟันปลอมออก ‘Never mind Charlie, you already told me what I wanted to know.’

รวมถึงนักแสดงที่ต้องเข้าฉากร่วมกัน Mary Philbin เห็นว่า Chaney จงใจไม่ให้เธอเห็นภาพลักษณ์การแต่งหน้าของเขาก่อนถึงฉากนี้ ซึ่งปฏิกิริยาที่ปรากฎออกมาในหนัง มาจากความหวาดกลัวของเธอจริงๆ ไม่ได้ปั้นแต่งจากการแสดงแม้แต่น้อย

Mary Loretta Philbin (1902 – 1993) นักแสดงหญิงแห่งยุคหนังเงียบ สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Chicago, Illinois ครอบครัวอพยพมาจากประเทศ Ireland เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากชนะการประกวด Beauty Contest ที่จัดโดย Universal Picture ทำให้ได้เซ็นสัญญาระยะยาว ร่วมงานกับผู้กำกับดังอย่าง Erich von Stroheim เรื่อง Foolish Wives (1922) [ไม่ได้เครดิต], Merry-Go-Round (1923) ที่ยกย่องเธอว่าคือ ‘Universal Super Jewel’, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Phantom of the Opera (1925), Drums of Love (1928) ของผู้กำกับ D. W. Griffith, The Man Who Laughs (1928) ฯ

รับบท Christine Daaé หญิงสาวที่มีความลุ่มหลงใหลในการแสดง ไต่เต้าจนได้รับโอกาสขึ้นเวที เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งในชีวิต จำเป็นต้องเลือกระหว่างชายที่ตนรัก กับอาชีพที่ตนไขว่คว้าหา

ผมไม่รู้สึกว่า Philbin เป็นนักแสดงที่มีความสวยสักเท่าไหร่ แต่เธอเจิดจรัสเมื่อพบอยู่ในหนังเงียบ การแสดง… ไม่สิ ปฏิกิริยาที่ปรากฎออกมา ถือว่าเป็นตัวตนแท้จริงของตนเอง ไม่เจือปนปั้นแต่งเสียเท่าไหร่ ทำให้มีความสมจริง รวดร้าวใจทุกข์ทรมานใจที่จับต้องได้ ราวกับมนุษย์คนหนึ่งที่พบเห็นความชั่วร้ายมวลรวมของโลก

หลังจากการมาของยุคหนังพูด Philbin ตัดสินใจรีไทร์ออกจากวงการเพื่อไปเลี้ยงดูแม่วัยชราของตน และไม่เคยกลับมาเล่นหนังอีกจนกระทั่งเสียชีวิต

Norman Kerry (1894 – 1956) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Rochester, New York ด้วยความหนุ่มแน่นหล่อเหลา เข้าสู่วงการจากคำชักชวนของ Rudolph Valentino ช่วงกลางทศวรรษ 10s ไม่ช้ากลายเป็น matinee idol ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มักได้รับบทนำหรือสมทบฝ่ายชาย ที่มีชื่อเสียงอาทิ The Hunchback of Notre Dame (1923), Merry-Go-Round (1923), The Phantom of the Opera (1925), The Unknown (1927) ฯ พยายามปรับตัวเข้ากับหนังพูดแต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ จึงค่อยๆจางหายไปจากวงการ

รับบท Vicomte Raoul de Chagny ชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนวัยเด็ก จนกลายเป็นคนรักของ Christine Daaé แต่เพราะเธอมีความใฝ่ฝันด้านการแสดง ต้องการประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง ด้วยรักจึงยินยอมเสียสละ แต่พอรู้ว่าถูกลักพาตัวโดย The Phantom ร่วมกับ Carewe as Ledoux (รับบทโดย Arthur Edmund) นักสืบผู้รู้อดีตเบื้องหลังแท้จริง สามารถตามติดลงไปถึงขุมนรกชั้น 5

ถ่ายภาพโดย Charles Van Enger ตากล้องสัญชาติอเมริกา ขาประจำของ Ernst Lubitsch ในยุคหนังเงียบ, ลักษณะของงานภาพ มีการจัดเฟรม นักแสดงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่กำหนดเท่านั้น กล้องมักไม่มีการเคลื่อนไหว เทคนิคอื่นๆที่ใช้อาทิ ซ้อนภาพ (สองสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน), ใส่สีเพื่อแสดงสถานที่(ภายใน/ภายนอก)และอารมณ์ของฉากนั้น อาทิ เหลืองอำพัน (amber)=ถ่ายภายใน, สีน้ำเงิน=ถ่ายกลางคืน, สีเขียว=อารมณ์ลึกลับน่าสะพรึงกลัว, สีแดง=ไฟ ฯ

หนังจะมีฟุตเทจที่เป็นภาพสีความยาว 17 นาที ล้างด้วย Technicolor: Prizma II ในฉากการแสดงโอเปร่า Faust และงานเต้นรำหน้ากาก Bal Masqué แต่เหมือนฉากแรกจะสูญหายไปแล้ว, สำหรับคนที่รู้จัก Prizma II จะรู้ว่าภาพที่ล้างออกมา สีแดงมีความโดดเด่นชัดสุุด ซึ่งหนังก็เน้นชุดและผ้าคลุมของ The Phantom (ที่ขณะนั้นสวมหน้ากากหัวกระโหลก) ได้อย่างงดงาม

สำหรับ Stage 28 สถานที่ใช้ถ่ายทำหนังเรื่องนี้ใน Universal Studio ได้ทำการสร้างฉาก Paris Opera House ขึ้นมา รองรับตัวประกอบกว่าพันคน สร้างด้วยเหล็กและคอนกรีต (เป็นฉากแรกของวงการภาพยนตร์ที่สร้างด้วยวัสดุคุณภาพระดับนี้) ซึ่งหลังจากใช้งานถ่ายทำเสร็จสิ้นก็ไม่เคยถูกทุบทิ้ง ใช้ซ้ำกับภาพยนตร์/โทรทัศน์ นับเป็นร้อยๆเรื่อง อาทิ Dracula (1931), The Raven (1935), Phantom of the Opera (1943), Torn Curtain (1966), The Sixth Sense (1972) ฯ แถมหลังจาก Lon Chaney เสียชีวิต มีตำนานเล่าว่าใครก็ตามที่พยายามรื้อทำลายฉากนี้จะถูกผีหลอก ไม่ก็อุบัติเหตุร้ายแรง จึงคงรักษาไว้กลายเป็นสถิติโลก ‘ฉากภาพยนตร์สร้างขึ้นมีการใช้งานยืนยาวที่สุด’ จนกระทั่งปี 2014 รวมระยะเวลา 89 ปี จึงได้ถูกทุบทำลายลง

ตัดต่อฉบับแรกโดย Edward Curtiss
ฉบับที่สองโดย Gilmore Walker
และฉบับสุดท้าย Maurice Pivar, Lois Weber

เห็นว่าเรื่องราวบางส่วน เช่นตัวละคร Ledoux ในนิยายและหนังฉบับแรกคือชายไร้ชื่อเป็นชาว Persian เบื้องหลังคือเพื่อนสนิทคนเดียวของ Erik แต่ Title Card ที่ขึ้นคำอธิบายของหนัง ได้เปลี่ยนข้อความให้เขากลายเป็น Ledoux นักสืบอะไรสักอย่าง ถือเป็นการเปลี่ยนพื้นหลังตัวละครโดยแก้ไขจากข้อความคั่น, นี่ผมไม่คิดมาก่อนว่าจะสามารถทำแบบนี้ได้ เพราะนักแสดงที่รับบทนี้ ก็เล่นไปในความเข้าใจของตนเอง แต่ผลลัพท์สุดท้ายกลับสามารถเปลี่ยนไปได้ราวกับหนังคนละเรื่อง!

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้ข้อสังเกตถึงภายใต้ Opera House มีทั้งหมด 5 ระดับ ไม่นับชั้นเวทีการแสดงและห้องแต่งตัว จะประกอบด้วย
– ชั้นล่างที่ 1 เต็มไปด้วยเชือก กลไก เชื่อมต่อกับเวทีการแสดงชั้นบน
– ชั่นล่างที่ 2 จะมีภาพวาดของปีศาจน่าสะพรึงกลัวอยู่เบื้องหลัง
– ชั้นลับใต้ดินที่ 1 อยู่หลังกระจกห้องแต่งตัวแล้วเดินลงมาอีกชั้นหนึ่ง ต้องขึ้นขี่ม้าเพราะมีระยะทางไกล
– ชั้นลับใต้ดินที่ 2 ห้องพักของ The Phantom ต้องล่องเรือผ่านแม่น้ำ (คล้ายกับแม่น้ำ Styx ที่คั่นระหว่างโลกมนุษย์กับโลกบาดาล) ห้องนอนมีความหรูหร่า ฟู่ฟ่า แต่ตัวเองกลับนอนอีกห้องในโลงศพ
– ชั้นลับใต้ดินล่างสุด ราวกับขุมนรกอเวจี มีทั้งไฟที่แผดเผา และน้ำท่วมที่เย็นเฉียบ

แต่ละชั้นจะเชื่อมต่อกันด้วยบันได, ทางลาด, ประตูกล, แม่น้ำ ต้องใช้ม้าและเรือเป็นสิ่งสัญจร, นอกจากชั้นล่างแล้วยังถือว่า Opera House มีชั้นบนอีกอย่างน้อย 2 ระดับ คือ
– ชั้นบนสุดด่านฟ้า (ที่ Christine พรอดรักกับ Raoul แล้วมี The Phantom เกาะอยู่บนรูปปั้น)
– ชั้น Office ที่ทำงาน และชั้นของผู้ชม VIP (ที่นั่งบล็อค 5 ของ The Phantom)

ระดับชั้นต่างๆที่ว่ามานี้ เปรียบเทียบก็คล้ายกับสวรรค์-นรก จริงๆนะแหละ โดยชั้นของเวทีการแสดงเปรียบได้กับโลกมนุษย์ ที่พวกเราทั้งหลายต่างพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้มีชีวิตเอาตัวรอด หลงใหลในรูปรสกลิ่นเสียง ชื่อเสียงความสำเร็จที่เปรียบเสมือนหน้ากาก หาใช่ตัวตนแท้จริงของเราที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้ส่วนลึกมิดชิดที่สุด

เราสามารถเปรียบชายในหน้ากาก The Phantom ประหนึ่งความชั่วร้าย/ด้านมืดในจิตใจ ที่พยายามฉุดรั้งจิตวิญญาณของเราสู่ความตกต่ำ ในขุมนรกชั้นลึกสุด แต่งงานแล้วอาศัยอยู่กินกับตนเองในสถานที่แห่งนี้, ตอนจบของหนังหญิงสาว Christine ยินยอมเสียสละตนเอง เปิดอกรับได้กับความชั่วร้ายนี้ เพื่อช่วยเหลือชายคนรักให้อยู่รอดปลอดภัย เอาตัวรอดออกจากขุมนรกชั้นลึกสุดนี้ได้ … ความเสียสละนี้มองได้คือ การเปิดใจยอมรับด้านมืดของตัวเอง รับรู้ตัวเองว่าก็มี แต่ใช่ว่าจะแสดงออกเปิดเผยหรือกลายเป็นบุคคลผู้ชั่วร้ายนั้น (การที่เราสามารถยินยอมรับ เปิดใจตัวเองว่ามีด้านมืดชั่วร้าย แอบแฝงฝังอยู่ลึกในใจ จะสามารถทำให้เรามีสติเบื้องต้นในการยับยั้งควบคุมตนเอง ไม่ให้กระทำตัวเป็นผู้ชั่วร้ายได้)

ผมจะขอเปรียบเทียบเรื่องราวในอีกมุมมองที่ต่างกัน โดยมีหญิงสาว Christine เป็นจุดหมุน, สำหรับผู้มีความเพ้อฝันทะเยอทะยานความสำเร็จในวงการบันเทิง เมื่อถึงจุดๆหนึ่งของชีวิตจะต้องเลือกระหว่าง
– Scorpion (แมงป่อง) ที่มีพิษร้าย เย่อหยิ่งทะนงตง ยอมแต่งงานกับ Erik เพื่อแลกกับชื่อเสียงเงินทองความสำเร็จ
– Glasshopper (ตั๊กแตน) ที่อ่อนแอไร้พิษสง แต่แท้จริงกลับซุกซ่อนด้วยระเบิด พร้อมทำลายล้างทุกสิ่งอย่าง รวมถึง Opera House นี่คือการเลือกกลับสู่ชีวิตธรรมดาสามัญชน

การเลือกของ Christine มีนัยยะถึงการยินยอมเสียสละทุกสิ่งอย่างของตนเอง เพื่อชื่อเสียงความสำเร็จในวงการ ละทิ้งความธรรมดาของสามัญชนไป แต่ในฉบับนิยายตอนจบ จะไม่มีการถูกสังคมไล่ล่ารุมประชาทัณฑ์ เพราะ Erik จะยินยอมปล่อยเธอไปหลังจากได้รับจุมพิตครั้งแรกในชีวิต (Erik จุมพิตที่หน้าผากของ Christine ก่อน แล้วเธอก็ประทับคืนรอยจูบให้กับเขาโดยไม่สะอิดสะเอียนต่อต้าน) พร้อมกับสัญญาที่จะกลับมาหาเขาอีกครั้งหลังจากตนเสียชีวิตไปแล้ว (แต่ก็ไม่เคยกลับมา เพราะ Erik จะตายเพราะพิษรักบน Organ หลังจากนั้น) นี่ตีความได้ว่า ถึงพอกลายยิ่งใหญ่จนกลายเป็นดาวค้างฟ้าแล้ว ใช่ว่าจะไม่สามารถกลับคืนสู่ความเป็นสามัญชนได้

ด้วยการมาถึงของยุคหนังพูด Universal ประกาศว่าจะมีการสร้างภาคต่อ The Return of the Phantom ซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงนิยาย-ของ Leroux ไว้แล้วด้วย ตั้งใจให้เป็นหนังพูดและมีสี แต่ Lon Chaney ขณะนั้นเซ็นสัญญาระยะยาวกับ MGM ตั้งใจจะยืมตัวมาแต่อาการป่วยเริ่มกำเริบ ไม่นานก็เสียชีวิต, เมื่อหมดสิทธิ์สร้างภาคต่อ เลยตัดสินใจ re-issue กลับมาฉายใหม่เสียเลย ด้วยการบันทึกเสียงพากย์ ใส่ Soundtrack และ Sound Effect เข้าไปในหนัง มอบหมายให้ Ernst Laemmle และ Frank McCormick ถ่ายทำแก้ไขบางฉาก มีนักแสดงหลักกลับมาให้เสียงคือ Mary Philbin และ Norman Kerry ส่วนเสียงของ Chaney ไม่มีเครดิตแต่คาดกันว่าน่าจะคือ Philips Smalley, ส่วนเพลงประกอบประพันธ์ขึ้นใหม่หมดโดย Joseph Cherniavsky

ถึงหนังจะมีปัญหามากมาย ถ่ายซ่อมใหม่หลายครั้ง แต่ผลลัพท์ทำเงินมหาศาลสูงถึง $2 ล้านเหรียญ (= $27.8 ล้านเหรียญ ปี 2016) แถมฉบับหนังพูดปี 1929 ยังทำเงินได้อีก $1 ล้านเหรียญ กำไรเน้นๆ

ถือเป็นความสำเร็จครั้งที่ 2 ของ Universal Monster ถัดจาก The Hunchback of Notre Dame (1923) ถือว่ากำลังเป็นการตั้งไข่ให้กับ Universal Picture เกิดความสนใจสร้างหนังแนวนี้ขึ้นมาอีกหลายเรื่อง อาทิ Dracula (1931), Frankenstein (1931), The Mummy (1932), The Invisible Man (1933) และ The Wolf Man (1941)

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ ความเซอร์ไพรส์การแต่งหน้าของ Lon Chaney ก็ระดับหนึ่ง แต่ผมสนใจแนวคิดแฝงเกี่ยวกับมุมมืดวงการภาพยนตร์ ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆนะแหละ, น่าเสียดายที่คุณภาพของหนังเสื่อมค่าลงไปตามกาลเวลา แต่ถือว่ายังมีความสนุกสนานเพลิดเพลินบันเทิงอรรถรถพอสมควร

แนะนำกับคอหนังเงียบ ชื่นชอบแนว Horror กับนักแสดงพันหน้า Lon Chaney, ผู้เคยรับชม The Phantom of the Opera ไม่ว่าฉบับไหน ควรลองชมภาพยนตร์เรื่องแรกสุดนี้ดูด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่หลงใหลใน Opera House นั่นเป็นเสียงร้องของ Mary Philbin จริงๆนะครับ ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 13+ กับภาพลักษณ์สุดอัปลักษณ์ของ Lon Chaney

TAGLINE | “The Phantom of the Opera ตราตะลึงกับภาพลักษณ์ของ Lon Chaney ที่เห็นแล้วจะไม่มีวันลืมเลือน”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of