The Public Enemy (1931) hollywood : William A. Wellman ♥♥♥♡

แทนที่จะนำเสนอชีวประวัติอาชญากรแบบตรงไปตรงมา The Public Enemy (1931) สรรค์สร้างข้ออ้างการศึกษาสภาพสังคม ‘social study’ ร้อยเรียงวิถีชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน พานผ่านสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, ช่วงเวลา Great Depression และยุคสมัย Prohibition ใครกันแน่คือศัตรูของสาธารณะ?

ปล. ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับ Public Enemies (2009) ที่กำกับโดย Michael Mann, ประชันบทบาทไม่ถีงสิบนาทีระหว่าง Johnny Depp vs. Christian Bale

จะสรรค์สร้างภาพยนตร์อาชญกรรมสักเรื่องในยุคสมัย pre-code (ต้นทศวรรษ 30s) มันช่างมีความยุ่งยากลำบากยิ่งนัก! ทั้งข้อจำกัดด้านเทคนิค ความยึดถือมั่นในหลักศีลธรรม/จริยธรรม ถูกสังคมตีตราว่า(หนังอาชญากรรม)เป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้าย สตูดิโอ Warner Bros จึงพยายามดิ้นรนสุดวิถีทาง ทำอย่างไรไม่ให้กองเซนเซอร์/นักวิจารณ์/ผู้ชมรับรู้สึกว่า หนังพยายามสร้างภาพอาชญากรให้ดูดี ยกย่องเชิดชูการกระทำสิ่งผิดกฎหมาย … แน่นอนว่าไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่

ผมมองการนำเสนอในเชิง Social Drama ของ The Public Enemy (1931) มีความน่าสนใจมากๆ เริ่มต้นด้วยถ้อยแถลงยาวๆ (Foreword) ลวงล่อหลอกกองเซนเซอร์/นักวิจารณ์ ให้มีมุมมองทัศนคติต่อหนังแตกต่างออกไป แล้วสามารถนำเสนอโลกใต้ดิน วิถีชีวิตอาชญากร โดยไม่ต้องยัดเยียดศีลธรรม/จริยธรรมทางสังคมใดๆใส่ลงไป

แต่หนังก็แลกมาด้วยความน่าเบื่อหน่ายนิดๆ เพราะแทบไม่มีเนื้อเรื่องราวใดๆให้ติดตาม ตัวละครกระทำสิ่งต่างๆตามแรงผลักดันแวดล้อมรอบข้าง ผลกระทบจากสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, Great Depression และยุคสมัย Prohibition ดูจบก็น่าจะบังเกิดความเข้าใจถึงปัญหา ใครกันแน่คือศัตรูของสาธารณะ?

ส่วนไฮไลท์ต้องยกให้การแสดงของ James Cagney ให้ความรู้สึกเหมือน ‘friendly neighbourhood’ ชายหนุ่มเต็มไปด้วยพลัง ความกระตือรือล้นที่จะกระทำสิ่งต่างๆ พร้อมพิสูจน์ตนเอง รักครอบครัว เพื่อนพ้อง ยินยอมรับไม่ได้เมื่อการถูกทรยศหักหลัง … และใบหน้าวินาทีนั้นนึกว่าปู่ของ Jack Nicholson

William Augustus Wellman (1896 – 1975) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Brookline, Massachusetts ตั้งแต่เด็กมีนิสัยเกเร ถูกขับไล่ออกจาก Newton High School โดนจับข้อหาขโมยรถ โตขี้นพยายามดิ้นรนหลากหลายอาชีพ จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่หนี่งอาสาสมัคร Norton-Harjes Ambulance Corps ระหว่างอยู่กรุง Paris มีโอกาสเข้าร่วม French Foreign Legion ดิ้นรนจนกลายเป็นนักบินสังกัด Lafayette Flying Corps มีประสบการณ์ทั้งยิงฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิต (ประดับเหรียญเกียรติยศ Croix de Guerre) และเครื่องบินตกได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องเดินกระโผกกระเผกตลอดชีวิต

เมื่อเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา บินมาลงจอดยังสนามโปโลของ Douglas Fairbank ชื่นชอบฉายา ‘Wild Bill’ เลยชักชวนมาเป็นนักแสดง Evangeline (1919) แต่ถูกไล่ออกเพราะไปตบหน้านักแสดงนำ Miriam Cooper ขณะนั้นเป็นภรรยาผู้กำกับ Raoul Walsh, แม้เจ้าตัวจะรังเกียจการเป็นนักแสดง แต่กลับเกิดความลุ่มหลงใหลงานเบื้องหลัง เริ่มจากทำงานเป็นเด็กส่งของ ผู้ช่วยนักตัดต่อ ผู้ช่วยกองถ่าย ผู้ช่วยผู้กำกับ และที่สุดได้รับโอกาสกำกับ The Man Who Won and Second Hand Love (1923), ค่อยๆสะสมประสบการณ์จนกระทั่ง Wings (1927) คว้ารางวัล Oscar: Outstanding Picture, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Beggars of Life (1928), The Public Enemy (1931), A Star Is Born (1937), Roxie Hart (1942), The Ox-Bow Incident (1943) ฯลฯ

หลังหมดสัญญากับ Paramount Pictures ช่วงสิ้นปี 1930 ได้รับการชักชวนจาก Darryl F. Zanuck ขณะนั้นเป็น Head of Production สตูดิโอ Warner Bros. ชักชวนมาร่วมงาน และมอบหมายโปรเจคดัดแปลงนวนิยายที่ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ Beer and Blood แต่งโดย John Bright (1908-1989) ร่วมเขียนกับ Kubec Glasmon (1897-1938) และดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Harvey F. Thew (1883-1946)

“if we can sell the idea that … ONLY BY THE BETTERMENT OF ENVIRONMENT AND EDUCATION … for the masses can we overcome the widespread tendency toward lawbreaking – we have then punched over a moral that should do a lot toward protecting us”.

Darryl F. Zanuck

Wellman มีความชื่นชอบเรื่องราวของ Mike Power (พี่ชายของ Tom หลังกลับจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ตกอยู่ในสภาพ ‘Shell Shock’) ให้คำสัญญาลูกผู้ชาย

“I’ll bring you the toughest, most violent picture you ever did see”.

William A. Wellman

เรื่องราวเริ่มต้นปี 1909 ฝั่งตอนใต้ของ Chicago, เด็กชาย Tom Powers และเพื่อนสนิท Matt Doyle ต่างมีนิสัยเกเร อันธพาล ชื่นชอบการลักเล็กขโมยน้อย ทำให้มีโอกาสรู้จักกับ Putty Nose รับแลกเปลี่ยนของโจรเป็นประจำ

ปี 1915, ทั้งสองเติบโตขึ้นเป็นหนุ่ม ได้รับคำชักชวนจาก Putty Nose ให้ร่วมโจรกรรมเสื้อขนสัตว์ แต่หลังจากเกิดเหตุไม่คาดฝันทำให้พวกเขาถูกลอยแพ ทอดทิ้งขว้าง ขณะที่ตัวตั้งตัวตีกลับหนีหาย กลายเป็นความเคียดแค้นจำฝังใจ

ปี 1917, การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้พี่ชาย Mike Powers ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร, ส่วน Tom และ Matt กลายเป็นพนักงานขับรถขนส่งสินค้า กำลังมองหาผู้รับซื้อของผิดกฎหมาย ทำให้ได้รู้จักกับ Paddy Ryan แนะนำช่องทางหากินจนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ

ปี 1920, การมาถึงของ Prohibition Era ผู้คนเริ่มกักตุนสุรา ทำให้ Tom และ Matt ได้รับโอกาสทำธุรกิจค้าเหล้าเถื่อน (Bootleggers) ร่วมกับ Paddy และเจ้าพ่อมาเฟีย Samuel ‘Nails’ Nathan จนประสบความสำเร็จร่ำรวยเงินทอง แต่งตัวโกัหรู รถราคาแพง ควงสาวไม่ซ้ำหน้า, ตรงกันข้ามกับ Mike ตั้งแต่กลับจากสงครามมีอาการ ‘Shell Shock’ ยังไม่สามารถทำใจกับสิ่งที่ประสบพบเห็น และเมื่อรับรู้ธุรกิจการงานของ Tom ก็พยายามขับไล่ผลักไสส่งออกจากบ้าน ปฏิเสธรับเงินเปื้อนเลือดของน้องชาย

เรื่องวุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อ Nails Nathan พลัดตกหลังม้าเสียชีวิต ทำให้กิจการค้าเหล้าเถื่อนของ Tom และ Matt ถูกศัตรูฝั่งตรงข้ามไล่ล่าเก็บกวาด เข้ายึดครอบครองกิจการ ถึงขนาดตั้งปืนกลกราดยิง Matt จนเสียชีวิต นั่นทำให้ Tom บุกเดี่ยวเข้าไปกราดยิงล้างแค้น แม้สามารถเอาตัวรอดกลับออกมา เข้าเฝือกทั้งตัวรักษาในโรงพยาบาล กลับยังถูกลักพาตัวแล้ว … เป็นไปตามผลกรรม


James Francis ‘Jimmy’ Cagney Jr. (1899-1986) นักเต้น นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan, New York City ครอบครัวมีเชื้อสาย Irish เป็นบุตรคนที่สองจากพี่น้องเจ็ดคน, โตขึ้นเข้าศึกษายัง Columbia College สาขาวิจิตรศิลป์ ช่วงแรกๆทำงานออกแบบ, คัทลอกหนังสือ, บรรณาธิการห้องสมุด, ตกดึกพนักงานเปิดประตู, ชกมวยสมัครเล่น, กระทั่งมีโอกาสพบเจอ Florence James ชักชวนสู่อาชีพการแสดง เริ่มจากเต้น Tab Dance, ออกทัวร์ vaudeville, ละครเวที Broadways, เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในยุคหนังพูด The Doorway to Hell (1930), The Public Enemy (1931), Angels with Dirty Faces (1938), The Roaring Twenties (1939), City for Conquest (1940), Yankee Doodle Dandy (1942) ** คว้า Oscar: Best Actor, White Heat (1949) ฯ

“maybe the greatest actor who ever appeared in front of a camera”

Orson Welles ให้คำอธิบายถึง James Cagney

รับบท Tom Powers นิสัยร่าเริง รักสนุก เต็มเปี่ยมด้วยพลัง กระตือร้นที่จะทำสิ่งต่างๆตั้งแต่เด็ก แม้บิดาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก็ไม่เคยจดจำคำสั่งสอน ชอบใช้ชีวิตเสเพล มองหาช่องทางรวยโดยไม่สนถูก-ผิดกฎหมาย พอได้ดีก็อยากให้ความช่วยเหลือครอบครัว แต่กลับถูกพี่ชายกีดกัน ไม่ยินยอมรับเงินเปื้อนเลือด ด้วยเหตุนี้เลยไม่อยากลงหลักปักฐานแต่งงานกับใคร และเมื่อต้องสูญเสียเพื่อนสนิท พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อแก้แค้น ทวงคืนความยุติธรรม

จากความสำเร็จของ The Doorway to Hell (1930) ทำให้ Cagney ได้รับการว่าจ้างให้แสดงเป็น Matt Doyle, ส่วนบท Tom Powers ตกเป็นของ Edward Wood แต่หลังจากผู้กำกับ Wellman ทดสอบหน้ากล้อง ทำความรู้จักพวกเขาทั้งสอง ตัดสินใจสลับเปลี่ยนตัวละคร (เพราะ Cagney มีสง่าราศี โดดเด่นกว่ามาก)

แซว: แต่นักแสดงเด็กที่ถ่ายทำไปก่อนแล้วไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ คนที่หน้าเหมือน Cagney เล่นบท Matt ส่วนอีกคนที่หน้าเหมือน Wood แสดงเป็น Tom

ท่ามกลางเรื่องราวสุดแสนน่าเบื่อ พลังการแสดงของ Cagney เป็นสิ่งเดียวดูน่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้ผู้ชมอยากติดตาม คอยเป็นกำลังใจ โดดเด่นในสำเนียง ลีลาคำพูด เล่นหูเล่นตา ท่วงท่าทางขยับเคลื่อนไหว เหมือนวัยรุ่นหนุ่ม มีชีวิตชีวา สดใสร่าเริง เพลิดเพลินสายตาทุกขณะรับชม แต่เมื่อไหร่ใครทำอะไรให้โกรธเกลียด สร้างเรื่องบาดหมางใจ ก็แปรสภาพเป็นอสูรกาย โหดโฉดชั่วร้าย โคตรอันตราย

เกร็ด: Cagney ได้แรงบันดาลใจตัวละครจาก Charles Dean O’Banion และ Earl J. ‘Hymie’ Weiss คู่ปรับตัวฉกาจของ Johnny Torrio และ Al Capone ทั้งสองต่างเป็นเจ้าพ่อมาเฟียร่วมก่อตั้ง North Side Gang ปกครองตอนเหนือของ Chicago

ฉากไฮไลท์ผมตั้งชื่อว่า ‘smile’in in the rain’ (ล้อกับ sing’in in the rain) รอยแสยะยิ้มช่างดูเหมือน Jack Nicholson แต่อายุอานามน่าจะเรียกคุณปู่ (ของ Nicholson) ได้เลยกระมัง

“…the most ruthless, unsentimental appraisal of the meanness of a petty killer the cinema has yet devised”.

บทวิจารณ์ฺการแสดงของ James Cagnet ในหนังสือพิม์ New York Herald Tribune

ถ่ายภาพโดย Devereaux ‘Dev’ Jennings (1884-1952) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน อยู่ในวงการภาพยนตร์ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ผลงานเด่นๆอย่าง Steamboat Bill, Jr. (1928), The General (1926), The Public Enemy (1931) ฯ

หนังสร้างฉากถ่ายทำทั้งหมดในสตูดิโอ Warner Bros. ที่ Los Angeles ใช้เวลาโปรดักชั่นไม่ถีงเดือน ระหว่างมกราคม-กุมภาพันธ์ 1931 (คาบเกี่ยวระหว่าง Little Caesar เพิ่งออกฉาย ฮิตถล่มทลายปลายเดือนมกราคม)

งานภาพของหนังโดดเด่นในการเลือกทิศทางมุมกล้อง ลีลาขยับเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติมากๆ พยายามจัดวางนักแสดงให้อยู่ตำแหน่งกี่งกลางเฟรม นอกจากมีการแทรกสัญลักษณ์บางอย่าง จะถูกทำให้โดดเด่นชัดว่าต้องการสื่อนัยยะบางอย่าง

เรื่องราววัยเด็กของตัวละคร แน่นอนว่าต้องสะท้อนสิ่งบังเกิดขี้นกับพวกเขาเมื่อตอนเติบโตเป็นผู้ใหญ่, Tom (และ Matt) ร่วมกันลักขโมยโรลเลอร์สเก็ต (ติดนิสัยขี้ขโมย) วิ่งหลบหนีเอาตัวรอด แล้วนำมามอบให้น้องสาวของ Matt (แสดงถีงความรักเพื่อนพ้อง ครอบครัว) แต่ก็ชื่นชอบการกลั่นแกล้ง ขัดขาผู้อื่น (จิตใจนักเลง อันธพาล) ก่อนถูกพี่ชายพูดจาตำหนิติเตียน (ตั้งแต่เด็กจนโต) และถูกลงโทษจากบิดา (ซี่งก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ)

ความเข้มงวดจากบิดาก็อาจเป็นเหตุผลหนี่งที่ทำให้ Tom กลายเป็นเด็กเสเพล ไม่สนถูก-ผิด ชอบ ชั่ว-ดี, เฉกเช่นเดียวกับกฎหมาย Prohibition ชนชั้นผู้นำต้องการควบคุมประชาชน ด้วยอ้างศีลธรรม/จริยธรรม แต่กลับทำให้ใครๆต่างดิ้นรน ขัดขืน ไม่ยินยอมถูกครอบงำ

การโจรกรรมครั้งแรกของ Tom และ Matt ได้รับมอบหมายจาก Putty Nose ลักลอบขโมยเสื้อขนสัตว์ แต่เพราะยังอ่อนวัยไร้ประสบการณ์ ร่างกายสั่นสะท้าน เมื่อเห็นหมีสต๊าฟก็ครุ่นคิดว่าคือของจริง ยิงปืนโต้ตอบกลับ นั่นทำให้แผนการวางไว้ล่มสลาย เพื่อนอีกคนถูกตำรวจยิงถีงแก่ความตาย

ทำไมต้องหมี? ในเชิงสัญลักษณ์ผมไม่แน่ใจเหมือน เพราะหนังไม่มีการอ้างอิงกล่าวถีงอีก (ถ้าเป็นหนังของ’ศิลปิน’แท้ๆ มันจะมีเหตุผลแทรกอยู่ในเรื่องราวอย่างแน่นอน) น่าจะเพราะมันเป็นสัตว์มีขนขนาดใหญ่(ที่สุด?) สามารถสร้างความหวาดตื่นตระหนก หวาดสะพรีงกลัวให้ผู้พบเห็น

หนังนำเสนอฉากงานศพของเพื่อนคนนั้นได้น่าสนใจมากๆ มารดานั่งร้องไห้อยู่ด้านหลังต้นต้นปาล์ม เอาแต่พูดพร่ำว่าลูกของตนเป็นเด็กดี ตรงกันข้ามกับบิดาตำหนิต่อว่าไอ้ลูกเนรคุณ คบเพื่อนชั่ว … ใครถูกใครผิดล้วนขี้นกับมุมมอง ธรรมชาติของคน ช็อตนี้ซี่งถูกบดบังย่อมสื่อถีงการมองไม่ค่อยเห็นตัวตน (สนแต่ความครุ่นคิดของตน)

ผู้กำกับ Wellman สั่งให้ Donald Cook (ผู้รับบท Mike พี่ชายของ Tom) ต่อยจริงจน Cagney ล้มทับเก้าอี้ (อันนี้เตรียมไว้อยู่แล้ว) และฟันหักจริงๆ (อันนี้ไม่ได้เตี๊ยม) แต่ก็ยังอยู่ในบทบาทจนวินาทีสุดท้าย

ความดิบของฉากนี้ผมว่าใครๆก็น่าจะสัมผัสได้ว่าเล่นจริง เพราะกล้องก็ถ่ายตรงๆ เคลื่อนเลื่อนติดตามขณะ Cagney ถูกตบล้มทับเก้าอี้ กว่าจะลุกขี้นมาก็ใช้เวลา สับสนงุนงงอยู่สักพัก

ผมชื่นชอบไดเรคชั่นฉากนี้มากๆ ถังเบียร์ตั้งอยู่กี่งกลางโต๊ะอาหาร ทำให้แม่ไม่สามารถมองหน้า Mike ได้ตรงๆ (เพราะนั่งอยู่ตรงกันข้าม) ซี่งหนังก็พยายามสลับสับเปลี่ยนมุมมอง แต่ทุกครั้งก็ยังต้องติดภาพถังใบนี้ สร้างความรู้สีกรกหูรกตา จนเมื่อถีงจุดๆหนี่งตัวละครก็อาจอดรนทนต่อมันได้อีก

นัยยะของถังเบียร์กลางโต๊ะอาหาร น่าจะสื่อว่ามันคือศูนย์กลางของยุคสมัย เพราะถูกสั่งห้ามผลิตจัดจำหน่าย มันจีงกลายเป็นสิ่งของสำคัญที่ใครๆต่างขวนขวาย บิดบังความรู้สีกถูก-ผิด ชอบ ชั่ว-ดี มองไม่เห็นความชอบธรรมอีกต่อไป

ฉากที่ได้รับการจดจำสูงสุดของหนัง มีชื่อเรียกว่า ‘grapefruit scene’ ไม่ได้อยู่ในบท เป็นการกลั่นแกล้งเล่นๆของ Cagney หยิบพายองุ่นตบหน้านักแสดง Mae Clarke โดยที่เธอไม่รับรู้ตัวมาก่อน นั่นคือปฏิกิริยาตื่นตกใจจริงๆ ไม่ได้ติดใจอะไรกัน แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือผู้กำกับ Wellman ยัดใส่เข้ามาในหนังโดยไม่บอกกล่าวทั้งคู่

แซว: Lew Brice สามี(ขณะนั้น)ของ Mae Clarke ชื่นชอบฉากนี้มากๆถีงขนาดต่อแถวซื้อตั๋วหนังทุกๆวัน เข้าไปหัวเราะฉากนี้ก่อนกลับบ้าน

แซว2: แม้ฉากนี้จะเป็นการแกล้งเล่นของ Cagney แต่มีแนวโน้มว่าอาจได้แรงบันดาลใจจริงๆจาก Earl J. ‘Hymie’ Weiss (หนี่งในอาชญากรที่เป็นแรงบันดาลใจของตัวละคร) ลือกันว่าเคยเอาไข่ดาวตบหน้าแฟนสาว

แม้ว่าชื่อของ Jean Harlow จะขี้นบนโปสเตอร์หนัง (ค่าตัวน่าจะเป็นรองแค่ Cagney) รับบท Gwen Allen หญิงสาวสวยที่ Tom มิอาจครอบครอง ไม่สามารถใช้เงินซื้อเป็นเจ้าของ แต่เธอปรากฎตัวแค่ 3-4 ฉาก และดูไม่ค่อยน่าจดจำสักเท่าไหร่ (นอกจากผมบลอนด์สะท้อนแสงเจิดจรัส) ผมเลยไม่ขอพูดอะไรไปมากกว่านี้

เกร็ด: Louise Brooks เคยถูกทาบทามให้รับบทบาทนี้ แต่เธอบอกปัดปฏิเสธ เป็นเหตุให้อาชีพการงานยัง Hollywood จบสิ้นลงโดยพลัน

การเสียชีวิตของ Sam ‘Nails’ Nathan ได้แรงบันดาลใจจากการตกม้าตายจริงๆของ Sam ‘Nails’ Morton ลูกน้องมือฉมังของ Charles Dion O’Bannion เมื่อปี 1924 ทำให้หนี่งในสมาชิก Louis ‘Two Gun’ Alteri ลักลอบขโมยม้าตัวดังกล่าว ลากพาไปบริเวณที่ก่อเหตุ แล้วยิงทิ้งที่ Chicago’s Lincoln Park

(ทีแรกผมนีกว่าจะตัดหัวม้าแบบ The Godfather แต่ก็เอามาแค่ป้ายห้อย สมัยนั้นคงรุนแรงพอดู)

นี่เป็นอีกช็อตที่น่าสนใจ ใช้การขุดพื้นถนนแล้วให้รถแล่นผ่าน (เห็นใต้ท้องรถ) นัยยะสื่อถีงการกำลังล่มสลายของกลุ่ม (หลังการเสียชีวิตของ Nails Nathan) ถูกเหยียบย้ำ บดขยี้ จนแทบจมมิดดิน (จากแก๊งค์อื่น)

กราดยิงด้วยปืนกล (Machine Gun) นี่เป็นอีกฉากที่ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง แต่มันเกิดขี้นบ่อยครั้งมากจนไม่รู้จุดเริ่มต้นตั้งแต่ตอนไหน ซี่งหนังใช้กระสุนจริงแต่ยิงโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีช็อตที่ตัวละครของ Cagney วิ่งหลบหลังมุมตีก แล้วห่ากระสุนสาดเข้ามาพอดี เกือบพุ่งทะลุผนังกำแพง โชคดีพี่แกวิ่งหางจุกตูดไปไกลแล้วละ … คือกลัวจริงๆเลยรีบเผ่นแนบ

ความระห่ำของ Tom หลังสูญเสียเพื่อนสนิท Matt บุกเดี่ยวเข้าไปกวาดล้างศัตรูในค่ำคืนท่ามกลางฝนพรำ ไม่รู้สามารถเอาตัวรอดมาได้อย่างไร ก่อนเริงระบำท่ามกลางสายฝน (บางคนเค้าว่าเป็นฉากที่สร้างบันดาลใจ Sing’in in the Rain) พูดประโยคคลาสสิก ‘I ain’t so tough’ ก่อนล้มพับหมดสติลง สภาพไม่ต่างจากตายทั้งเป็น แต่หนังก็ยังไม่ยอมให้เขาจากไปโดยสงบ

หลายคนคงคาดได้อยู่แล้วว่า Tom Powers ต้องพบจุดจบเข้าสักวัน แต่คงไม่มีใครคิดถีงว่าจะสร้างความหลอกหลอนได้ถีงขนาดนี้ ในวินาทีที่ทุกคนหลงดีใจไปแล้วว่า เขาอาจรอดตายตอนจบ แม่กำลังเตรียมห้องนอน ฮัมเพลงอย่างเริงร่า แต่พอ Mike เปิดประตูออกมา ศพที่ถูกมัดตราสังของน้องชายก็ทิ้งตัวลงพื้น จากนั้นสายตาจับจ้องมองกล้องไม่ยอมกระพริบ ‘breaking the fourth wall’ แล้วลุกขี้นเดินตรงเข้าหาผู้ชม ราวกับจะบอกว่าอย่าให้เรื่องนี้มันเกิดขี้นกับคุณเลย

นี่เป็นตอนจบที่โคตรทรงพลังมากๆ ย้ำเตือนสติผู้ชมถีงการก่ออาชญากรรม ย่อมทำให้คนในครอบครัวเศร้าโศกเสียใจ เคยถูกนำไปอ้างถีงในซีรีย์ The Sopranos (1999-2007) ซีซันสาม ตอนที่สอง Proshai, Livushka ปฏิกิริยาของ Tony Soprano เมื่อรับชมฉากนี้ในโทรทัศน์ก็ถีงกับควบคุมตนเองไม่อยู่

ตัดต่อโดย Edward M. McDermott (1896–1931), ดำเนินเรื่องผ่านตัวละคร Tom Powers (และ Matt Doyle) ตั้งแต่ยังเด็กจนเติบใหญ่ ช่วงระหว่างปี 1909-20 ในลักษณะเล่าผ่านๆแบบชีวประวัติ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 องก์ใหญ่ๆ

  • องก์แรก, เติบโต เรียนรู้ สะสมประสบการณ์ชีวิต
    • ปี 1909, เรื่องราววัยเด็กของ Tom Powers และเพื่อนสนิท Matt Doyle
    • ปี 1915, ทั้งสองเติบโตขึ้นเป็นหนุ่ม ฝีกหัดโจรกรรมครั้งแรก
    • ปี 1917, การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หนุ่มๆทั้งเริ่มมองหาทางหนีทีไล่ โอกาสก้าวหน้าของตนเอง
  • องก์สอง, ช่วงชีวิตขาขี้น ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จไปหมด
    • ปี 1920, เริ่มต้นกิจการ bootlegging จนได้ร่วมหุ้นส่วนเจ้าพ่อมาเฟีย
    • เกี้ยวพาครองรักหญิงสาว
    • ขัดแย้งพี่ชาย ไม่ยินยอมรับเงินเปื้อนเลือด
    • Matt แต่งงานกับแฟนสาว
  • องก์สาม, ช่วงชีวิตขาลง สูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง
    • Tom เลิกราแฟนเก่า คบหาคนรักใหม่
    • ความตายของเจ้าพ่อมาเฟีย ทำให้ถูกศัตรูไล่ล่า เก็บกวาดล้าง
    • การเสียชีวิตของ Matt ทำให้ Tom บุกเดี่ยวล้างแค้น
    • ความตายมิอาจหนีพ้นของ Tom

ลักษณะดำเนินเรื่องแบบเล่าผ่านๆ กระโดดไปข้างหน้าเรื่อยๆ ทำให้ผู้ชมไม่ค่อยรู้สีกผูกพันธ์กับตัวละคร มักจดจำได้เพียงพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ หรือบางฉากมีความโดดเด่นน่าสนใจ ซี่งไดเรคชั่นนี้ถือว่าเหมาะสำหรับการศึกษาสภาพสังคม ‘social study’ ช่วงเวลาแปรเปลี่ยน ดำเนินไป ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต สภาพสังคม และการแสดงออกผู้คน(ตัวละคร)มากน้อยเพียงใด


แม้ว่ายุคสมัยนั้นจะยังไม่มีการใช้เพลงประกอบภาพยนตร์ แต่ผู้กำกับ Wellman ก็สรรหาวิธีแทรกใส่ ‘diegetic music’ ได้อย่างน่าสนใจมากๆ ตั้งแต่ขบวนพาเรดนำเข้าฉาก, เปิดจากแผ่นเสียง, การแสดงดนตรีในผับบาร์ ฯ นี่ต้องชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์โดยแท้ และไม่ทำให้หนังดูน่าเบื่อเกินไปอีกด้วย

เลือกนำเพลง I’m Forever Blowing Bubbles (1919) ทำนองโดย John William Kellette, คำร้องโดย Jaan Kenbrovin (นามปากกาของ James Brockman, James Kendis, Nat Vincent), ประกอบการแสดงละครเพลง The Passing Show of 1918, บันทีกเสียงครั้งแรกโดย Ben Selvin ร่วมกับ Novelty Orchestra ยอดขายติดอันดับหนี่งใน New York ถีง 4 สัปดาห์ ไม่แน่ใจว่านี่คือฉบับใช้ในหนังหรือเปล่านะ

บทเพลงนี้ดังในช่วงเวลาน่าขนลุกขนพองสุดของหนัง เปิดจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง (phonograph) ระหว่างพี่ชาย Mike Powers กำลังรอคอยโทรศัพท์ หลังเสียงปลายสายบอกว่ากำลังพา Tom มาส่งที่บ้าน ให้แม่และแฟนสาวขี้นไปจัดเตรียมห้องนอน แต่พอกริ่งดัง เปิดประตู … น้องชายก็ได้กลายเป็นฟองสบู่ (Blowing Bubbles) ไปชั่วนิรันดร์

ปล. ใครเป็นแฟนฟุตบอลอาจมักคุ้นเคย เพราะนี่คือเพลงประจำทีม West Ham United ว่ากันว่าร้องกันมาตั้งแต่ทศวรรษ 20s

Tom Powers และผองเพื่อน ตั้งแต่เด็กแสดงออกพฤติกรรมเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ โหยหาความสนุก สุขสบาย แต่งตัวโก้ ขับรถหรู สาวๆติดตรึม ก่ออาชญากรรมโดยไม่สนถูก-ผิด ชอบ ชั่ว-ดี กฎหมายบ้านเมือง ศีลธรรม/จริยธรรมทางสังคม เพราะอะไร?

The END of Tom Powers is the end of every hoodlum. ‘The Public Enemy’ is, not a man, nor is it a character — it is a problem that sooner or later WE, the public, must solve.

หนังใช้ชื่อ The Public Enemy ไม่ได้ต้องสื่อถึงตัวละครหรือบุคคลผู้ใด แต่ต้องการสะท้อนปัญหาสังคม สิ่งที่เกิดทศวรรษนั้นในสหรัฐอเมริกา ตั้งคำถามว่าทำไมเด็กๆถึงนิสัยเกเร เติบโตขึ้นเป็นอันธพาล ก่ออาชญากรรม เข้าร่วมกลุ่มแก๊งมาเฟีย ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่สนศีลธรรม/จริยธรรม เอาแต่สนองความพีงพอใจส่วนตน

เกร็ด: Public Enemy คือคำที่ FBI นำโดย J. Edgar Hoover ใช้เหมารวมเรียกอาชญากร มาเฟีย ผู้กระทำผิดกฎหมาย เป็นภัยคุกคามต่อรัฐ เริ่มต้นช่วงทศวรรษ 30s ซี่งถือเป็นช่วงเวลา ‘Public Enemy Era’ นำโดย John Dillinger, Baby Face Nelson, Pretty Boy Floyd, Alvin Karpis คือกลุ่มแรกที่ถูกเรียกว่า ‘Public Enemy Number 1’

หลายคนอาจมองว่าคืออิทธิพลจากสงคราม ตามมาด้วยสภาพเศรษฐกิจเสื่อมถอยระหว่าง Great Depression ทำให้ใครๆยุคสมัยนั้นต้องต่อสู้ดิ้นรน หาหนหนทางเอาตัวรอดโดยไม่สนวิถีทาง และ Prohibition Era ห้ามค้าขายจำหน่ายสุรา มนุษย์สูญเสียสิ่งผ่อนคลายความตึงเครียด มิอาจหลบหนีออกจากโลกความจริงที่โหดร้าย (escapist) กิจการค้าเหล้าเถื่อนจึงได้รับความนิยม ส่งผลอันธพาลครองเมือง กระทำชั่วแล้วได้ดิบได้ดี ใครกันจะไม่อยากจะสนกฎหมาย

แต่ผมไม่ได้มองปัญหาว่าเกิดจาก WW1, Great Depression หรือ Prohibition Era จริงอยู่สามเหตุการณ์ใหญ่ๆนี้คือผลกระทบต่อสังคม สร้างอิทธิพลให้บุคคลทั่วๆไป แต่สาเหตุผลแท้จริงนั้นล้วนเกิดจากตัวเราเอง เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา มักมากทะเยอทะยาน โหยหาความสุขสำราญ ชื่อเสียงเงินทอง ต้องการครอบครองทุกสรรพสิ่งอย่าง ซี่งความเป็นเสรีชนของชาวอเมริกัน เมื่อถูกกดดันด้วยข้อกฎหมาย จีงพยายามดิ้นพร่านให้ถีงขีดสุด เพื่อมุ่งสู่ปลายทางเพ้อใฝ่ฝัน

นั่นไม่ใช่ปัญหาที่สังคมสามารถแก้ไขได้เลยนะครับ ต่อให้ออกกฎหมายใหม่ ใครผู้นั้นตกตายไป กลุ่มผู้ประท้วงสามารถโค่นล้มเผด็จการ/ประชาธิปไตย ทำลายรากเหง้าทุกสรรพสิ่งอย่าง แต่ความมักมาก กิเลสตัณหาของมนุษย์ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตนเอง รู้จักเพียงพอดีในความต้องการ ต่อให้อีกสิบร้อยพันปีโลกก็ไม่น่าอยู่ขึ้นกว่านี้ มีแต่สาละวันเตี้ยลง และท้ายที่สุดก็จักคงถึงวันล่มสลาย

เอาจริงๆผู้ชมสมัยนั้นไม่ได้มอง The Public Enemy (1931) คือภาพยนตร์สะท้อนสังคม ‘social study’ เลยสักนิด! ก็เหมือนเผด็จการไม่เคยมองตนเองเป็นเผด็จการ สิ่งที่พวกเขาพบเห็นคือโลกความจริง สรวงสวรรค์ในอุดมคติ โหยหา เพ้อใฝ่ฝัน แต่ชีวิตจริงมิอาจกระทำสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น จีงเพียงส่งกำลังใจ คาดหวังให้ตัวละครประสบความสำเร็จ ดิ้นรนเอาตัวรอดทุกครั้งไป … ความตายตอนจบของ Tom Powers จึงสร้างความเจ็บปวดรวดร้าว มากกว่ารู้สึกสาสมควร กรรมสนองสนอง

สำหรับผู้กำกับ Wellman ตอบโจทย์โปรดิวเซอร์ Zanuck ได้ยอดเยี่ยมทีเดียว แม้หลายๆฉากความรุนแรงไม่ได้ถูกนำเสนอให้พบเห็น แต่แค่เพียงปฏิกิริยา สีหน้า Sound Effect นั่นก็สามารถเติมเต็มจินตนาการผู้ชมได้อย่างสร้างสรรค์ ทรงพลัง และอาจบังเกิด Trauma ตอนจบของหนัง


หนังใช้ทุนสร้าง $151,000 เหรียญ อ้างอิงจากบันทึกของ Warner Bros. ทำเงินได้ $557,000 เหรียญ (อันดับที่ 9 ของปี 1931) และยังได้เข้าชิง Oscar: Best Story แต่พ่ายให้กับ The Dawn Patrol (1930)

กาลเวลาทำให้หนังได้รับการยกย่องจดจำมากขี้น และถูกโหวตติดอันดับจาก American Film Institute

  • AFI’s 100 Years…100 Heroes and Villains: ตัวละคร Tom Powers ติดอันดับ 42 ฝั่งผู้ร้าย
  • AFI’s 10 Top 10: ติดอันดับ 8 ภาพยนตร์แนว gangster film

James Cagney และ Edward G. Robinson ต่างเป็นตัวแทนของ ‘tough man’ ร่วมบุกเบิกภาพยนตร์แนวอาชญากรรม (และเป็น typecast ตลอดอาชีพการงาน) แตกต่างตรง Cagney จะมีลีลาพริ้วไหว ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเหมือนคนทั่วๆไป จับต้องใกล้ชิดได้มากกว่า, Robinson จะเน้นวาทศิลป์ มาดเท่ห์เต๊ะท่า เฉลียวฉลาดหลักแหลม รู้สึกเหมือนผู้ยิ่งใหญ่อยู่ห่างไกลออกไป … ทั้งสองถือว่าแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง!

แซว: รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่รู้ทำไมผมระลึกนึกถึง Spider-Man จากความรู้สึก ‘friendly neighbourhood’ ของ James Cagney และสัมพันธ์ภาพมารดา (เหมือน Aunt May ยังไงชอบกล)

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบแนวคิด Social Drama เป็นการดิ้นรนของ Warner Bros. ที่น่าสนใจมากๆ ทั้งยังประสบความสำเร็จ และบันทึกประวัติศาสตร์ มุมมองของผู้สร้างต่อสภาพสังคมยุคสมัยนั้น ให้คนรุ่นหลังๆได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้

นอกจากคอหนังอาชญากรรม Crime, Gangster แนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา กำลังศึกษาสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 20s อิทธิพลจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, Great Depression และ Prohibition Era ส่งผลกระทบให้เกิดกลุ่มก้อนอาชญากรรม เจ้าพ่อมาเฟีย ใครกันแน่คือศัตรูสาธารณะ?

จัดเรต pg ความรุนแรง อาชญากรรม ฆ่าคนตาย

คำโปรย | The Public Enemy ใช้ข้ออ้างสังคมวิทยา บิดเบือนการนำเสนอความรุนแรง อาชญากร สะท้อนสังคมยุคสมัย 20s แห่งสหรัฐอเมริกาได้อย่างน่าสนใจ
คุณภาพ | น่าสนใจ
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: