The River (1951)

The River

The River (1951) : France – Jean Renoir

อีกหนึ่งผลงานของผู้กำกับชาวฝรั่งเศสในตำนาน Jean Renoir ที่มาถ่ายทำถึง India เรื่องราวของหญิงสาว 3 คนที่ตกหลุมรักชายหนุ่มคนเดียวกัน เป็นหนังแนว Romantic ที่มีความสวยงาม นี่คือ 1 ใน 10 หนังเรื่องโปรดของ Martin Scorsese การันตีด้วยอันดับ 127 ของนิตยสาร Sight & Sound

ในบรรดาหนังเรื่องโปรดของ Martin Scorsese จะมี 2 เรื่องที่มักพูดคู่กันเสมอ คือ The River (1951) กำกับโดย Jean Renoir และ The Red Shoes (1948) กำกับโดย Michael Powell และ Emeric Pressburger ซึ่ง Marty บอกว่า สองเรื่องนี้คือหนังสีที่สวยที่สุด “the two most beautiful color films ever made.” ส่วนตัวไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ แต่ความชอบส่วนบุคคลไม่ใช่สิ่งที่เราควรไปแย้งความชอบเขา ความสวยงามที่ Marty ว่า คือความแปลกใหม่ เพราะเขาได้ดูหนังทั้งสองเรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก สมัยที่หนังสีเพิ่งจะเริ่มมีมาไม่นานนัก The River อาจจะไม่ได้มีสีสันที่ฉูดฉาด แต่มีความแปลกแตกต่าง เป็นภาพที่คนยุโรป/อเมริกาไม่เคยเห็นมาก่อน การเลือกอินเดียที่ตอนนั้นเปรียบเหมือนป่าอเมซอน ดินแดนลึกลับที่คนส่วนมากแค่เคยได้ยินชื่อ แต่ไม่รู้ว่าเป็นยังไง หนังเรื่องนี้ทำให้ Marty ตระหนักถึงความเป็นกบในกะลาของตัวเอง และได้พบว่าภาพยนตร์เป็นสื่อที่นำเสนอเรื่องราว หรือสิ่งที่ผู้คนไม่เคยเห็นมาก่อน มันเลยดูสวยงาม และตื่นตาตื่นใจมาก

Jean Renoir ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาอพยพหนี Nazi ไปอยู่อเมริกาทำงานอยู่ hollywood หลายปี หนังของเขาได้รับคำวิจารณ์ดีบ้างเลวบ้างผสมกันไป หลังสงครามจบก็ออกจาก hollywood หนังเรื่องถัดไปคือ The River เขาออกหาทุนสร้างเอง และได้ Kenneth McEldowney ผู้หลงรักในนิยายเรื่องนี้ออกทุนสร้างให้ นิยายเขียนโดย Rumer Godden เธอเป็นนักเขียนชาวอังกฤษเติบโตขึ้นที่ India นิยายที่ดังๆของเธอนอกจาก The River แล้วก็ยังมีเรื่อง Black Narcissus ที่ได้ดัดแปลงเป็นหนังด้วยเช่นกัน Godden ร่วมกับ Renoir ในการดัดแปลงบทจากนิยายให้กลายเป็นบทภาพยนตร์ เมื่อดัดแปลงเสร็จ Renoir มีความต้องการให้การถ่ายทำหนังใช้สถานที่จริงเท่านั้น เขาจึงเดินทางไปที่ India และได้พบกับ Satyajit Ray ที่ช่วยพาไปหาสถานที่ คัดเลือกนักแสดง และกลายมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ

การคัดเลือกนักแสดง ความตั้งใจแรกของ Renoir คือ Marlon Brando ในบท Capt.John แต่หนังไม่มีทุนเยอะขนาดนั้น จึงได้ Thomas E. Breen ซึ่งแม้การแสดงอาจจะไม่ดีมาก แต่เพราะเขาขาขาดจริงๆ เราจึงรู้สึกเข้าใจตัวละครนี้ผ่านความรู้สึกจริงๆของเขาได้ Breen เล่น The River เป็นหนังเรื่องสุดท้าย คงเพราะความพิการทำให้ไม่สามารถแสดงหนังได้อีก สำหรับนักแสดงคนอื่นๆ Renoir เลือกใช้นักแสดงที่ไม่ค่อยดังเท่าไหร่อย่าง Nora Swinburne กับ Esmond Knight นี่ถือว่าได้แพ็กคู่เลยเพราะทั้งสองเพิ่งแต่งงานกัน และได้เล่นหนังบทสามีภรรยากันด้วย Arthur Shields หลังจากเล่นหนังเรื่องนี้เขาก็มีชื่อเสียงขึ้น ทำให้ได้โอกาสรับบทใหญ่ๆ ประกบดาราดังอย่าง The Quiet Man (1952) ของ John Ford ประกบ John Wayne

สำหรับนักแสดงเด็กหญิงทั้ง 3 Patricia Walters ในบท Harriet เธอเล่นหนังแค่เรื่องเดียวเท่านั้น Adrienne Corri ในบท Valerie หลังจากนี้เธอไม่ถือว่าดังเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เป็นตัวประกอบ เคยได้รับบทใน A Clockwork Orange ของ Stanley Kubrick และ Radha Burnier รับบท Melanie หญิงสาวลูกครึ่งอังกฤษอินเดีย เธอเคยมีการแสดงมาก่อนหน้านั้นในอินเดีย และนี่คือหนังเรื่องสุดท้าย

ทำไมถึงเป็นเด็กหญิง 3 คนนี้ที่ตกหลุมรักผู้ชายคนเดียวกัน คนหนึ่งอายุยังไม่เยอะมาก หน้าตาโอเค พยายามทำตัวฉลาดๆด้วยการเขียนบทกลอน ชอบแต่งเรื่องราว คนที่สองโตขึ้นมาหน่อย ไม่ค่อยฉลาดนัก แต่มีความกล้าและสวยกว่า คนสุดท้ายเป็นลูกครึ่ง มีความสวยงามที่ยั่วยวน แต่ปกปิดทุกอย่างไว้ ขาดความมั่นใจในตัวเอง และไม่ชอบเปิดเผยความคิดความรู้สึกของตนออกมา ผมว่า 3 ตัวละครนี้สามารถเปรียบได้กับผู้หญิง 3 ประเภท คนหนึ่งกล้าได้กล้าเสีย, คนหนึ่งลังเล รอจังหวะ, อีกคนก็แอบ ที่พวกเธอสนใจผู้ชายคนเดียวกัน คงเพราะ มันไม่มีผู้ชายคนอื่นเลยในหนัง กับหญิงสาววัยแรกรุ่นความสนใจของพวกเธอมีแค่ตกหลุมรักกับชายในฝันเท่านั้น นี่คงเป็นความจงใจของคนเขียนนิยายนะครับ ที่แสดงให้เราเห็นความโลกแคบที่เหมือนกบในกะลาของหญิงสาว พวกเธออยู่ในกำแพงบ้าน(ที่มีคนเฝ้าประตู) ที่โลกภายนอกดูแปลก แตกต่าง อันตราย ไม่ปลอดภัย พวกเธอไม่เคยย่างกรายออกไปด้วยตัวเอง ได้แต่มองลอดผ่านรั่ว มีแค่บางคนที่กล้ากระโดดปีนป่ายรั้วเข้าออกเท่านั้น เราจะเห็นหนังใช้ Harriet เป็นตัวดำเนินเรื่อง และเธอเป็นเสียงบรรยายในหนัง(ตอนโต)ด้วย, Valerie เป็นคนเดียวที่ได้จูบ Capt.John, ส่วน Melanie เธอก็เล่นตัวไปเรื่อย ไม่รู้เธอคิดอะไรกับกับ Capt.John กันแน่ และที่ตลกคือ สุดท้ายแล้วทั้งสามไม่มีใครได้ลงเอยกับ Capt.John ทั้งนั้น

Capt.John เป็นตัวละครที่สูญเสียบางอย่างไปกับสงคราม ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่จิตใจด้วย เขาเป็นชายหนุ่มที่เพิ่งโตขึ้นจากวัยรุ่น แต่ได้ผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกแก่ขึ้นมาก ความทรงจำพวกนั้นทำให้เขาไม่ได้สังเกตหรือสนใจเด็กหญิงสามคนที่แสดงใคร่ ยั่วยวนออกมา แต่เพราะพวกเธอแสดงการเรียกร้องความสนใจอย่างสุดๆ ทำให้เขาเห็นว่าพวกเธอต้องการอะไร กระนั้นเขาก็ไม่สามารถให้สิ่งที่พวกเธอต้องการได้ ตัวละครนี้ผมไม่แน่ใจ Renoir เปรียบเหมือนกับตัวเองหรือเปล่า สไตล์หนังของเขาก่อนไป hollywood เราจะเห็นหนังเกี่ยวกับการต่อต้านสงครามที่มีสาสน์ลึกๆแฝงอยู่เสมอ หนังเรื่องนี้มี Capt.John ที่แสดงถึงบาดแผลของสงครามต่อผู้คน ผมลองเปรียบตัวละครนี้กับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เด็กหญิงทั้งสามเป็นประเทศโลกที่ 3 ถ้าประเทศเหล่านี้นี้มีบางสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการของประเทศอื่นๆได้ ก็จะถูกรุกเร้าให้สานความสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะทางการทูต การค้า ฯ ทั้งเปิดเผย ปกปิด บางประเทศก็รีๆรอๆ กั๊กๆ ผมคงไม่วิเคราะห์ลึกลงไปกว่านี้นะครับ ลองมองหาคำตอบกันเอง ในช่วงท้ายเมื่อ Capt.John จากไป จดหมายที่ส่งมามันก็ไม่มีความหมายอะไรต่อพวกเธอแล้ว มันเหมือนว่าแท้จริง Capt. John เป็นแค่ของเล่นฆ่าเวลาของพวกเธอ เมื่อเขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้วมันจึงไม่มีค่าอะไรอีก น่าสงสารแทน Capt. John นะครับ ที่ได้มาเจอกับหญิงสาวเกรียนๆแบบนี้

ในบรรดาผู้หญิง 3 ประเภทนี้ ผมชอบ Melanie มากที่สุด ไม่ใช่เพราะเธอสวยเข้ม หน้าตาดูดีนะครับ แต่ข้างในจิตใจคน มีบางอย่างไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงควรจะพูดหรือแสดงออกมา ตัวละครนี้ถึงจะเป็นลูกครึ่ง แต่ก็หมายถึงประเทศอินเดียด้วย เพราะเธอเลือกจะใส่ชุดสาหรี่ (Saree) ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของอินเดีย ใครดูหนัง bollywood มาเยอะๆก็จะเข้าใจวัฒนธรรมของผู้หญิงอินเดีย ที่ส่วนมากจะเป็นคล้ายๆกับ Melanie นี่แหละ เสน่ห์ของการพูดน้อยคือความลุ่มลึก มันอาจจะมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลแฝงอยู่ก็ได้ แต่ความลึกลับนี้มันดึงดูน่าค้นหาเสียจริง กระนั้นผู้หญิงประเภทนี้ก็มีข้อเสียนิดนึง ตรงที่พอเธอไม่พูดอะไรที่อยู่ในใจออกมา เวลามีปัญหากันก็เรื่องใหญ่เลย เพราะเราจะไม่รู้ว่าสิ่งที่คาใจพวกเธออยู่นั้นคืออะไรกันแน่ ถ้าหาคำตอบได้ก็โชคดีไป ถ้าไม่ละก็ …

ถ่ายภาพโดย Claude Renoir มีศักดิ์เป็นหลานของ Jean Renoir หนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังภาพสีเรื่องแรกของ Jean Renoir และหนังสีเรื่องแรกของ India ด้วย นอกจากการเล่นสีสวยๆในหนังแล้ว เรามักจะไม่ค่อยเห็นการเคลื่อนกล้องเท่าไหร่ มีไม่กี่ฉากเท่านั้น มันทำให้ผมนึกถึงหนังของ Ozu ที่ใช้ภาพเล่าเรื่องโดยเคลื่อนกล้องให้น้อยที่สุด ให้ตัวละครเดินเข้าออกฉาก มากกว่าการเคลื่อนไหวตามตัวละคร เหตุผลของการทำแบบนี้ก็เพื่อให้คนดู ‘เห็น’ ภาพว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้ให้รู้สึกไปกับตัวละคร เสียงบรรยายก็เพื่ออธิบายเรื่องราว เราจะรู้ว่าเสียงบรรยายคือเสียงของ Harriet ซึ่งมองได้ว่าหนังเรื่องนี้คือภาพความทรงจำของเธอสมัยเด็กที่ได้พบกับรักครั้งแรก และคู่แข่งความรักของเธอ

หลังจากถ่ายเสร็จ Renoir นำหนังกลับไปตัดต่อที่อเมริกาโดย George Gale และเพลงประกอบประพันธ์โดย M. A. Partha Sarathy ฉากเต้นของ Radha กลายเป็นที่กล่าวถึงเป็นอย่างมาก ประเพณี Diwale และ Holi ก็เช่นกัน เพราะเป็นสิ่งแปลกใหม่ ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน เสียงเครื่องดนตรี เสียงฉิ่งฉับ กลองแขก sitar ท่าทางการเต้นที่งดงาม ชดช้อยไปตามจังหวะ วัฒนธรรมที่แปลกตา ประเพณีที่แปลกใหม่ ไม่เพียงแค่เปิดโลกทัศน์ให้ผู้ชมฝั่งตะวันตก แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับหลายคนสนใจโลกฝั่งตะวันออกมากขึ้น

The River คือสายน้ำแห่งชีวิต แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านใจกลางของอินเดีย วิถีชีวิตของคนอินเดียจากอดีตจนถึงปัจจุบันยังคงพึ่งพาแม่น้ำสายนี้ เกิด-แก่ เจ็บ-ตาย ประเพณีต่างๆ Diwale, Holi ต่างก็มีส่วนเกี่ยวกับแม่น้ำทั้งนั้น เรื่องราวในหนังเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของชีวิต หญิงสาวตกหลุมรักและอกหัก ในช่วงเวลา 1 ปี อะไรๆเปลี่ยนไป แต่ก็มีหลายสิ่งที่ยังเหมือนเดิม นั่นคือสายน้ำยังคงไหลอย่างไม่หยุด เหมือนกาลเวลาที่ไม่มีวันหยุดและไม่สามารถหยุดได้ ชีวิตก็เช่นกัน จะหยุดก็ต่อเมื่อเราสิ้นใจไปจากโลกไปเท่านั้น

การตายของ Bogey ถือว่าน่าตกใจไม่น้อย กระนั้นเชื่อว่าหลายคนคงวิเคราะห์ได้ว่า Bogey คือสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา และงูเห่าก็เป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย นี่เป็นความคิดของคนตะวันตกนะครับ เราคนเอเชียฝั่งตะวันออกจะสามารถมองฉากนี้ได้อีกแบบ พุทธเราจะบอกว่างูคือลูกหลานของพญานาค ซึ่งงูไม่ใช่สัญลักษณ์ของความชั่วร้ายแน่ๆ ในหนังถ้าเด็กชายไม่ไปแหย่งู เขาคงไม่ตาย มันคือการไปเบียดเบียนผู้อื่นให้เกิดความทุกข์ ผลลัพท์คือจะถูกเบียดเบียนกลับ โชคร้ายของเขาคือต้องตาย มันคือกรรมของเด็กชายที่ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือได้ กรรมนี้ได้แค่ปล่อยให้มันเป็นไปเหมือนสายน้ำ ถึงคราคนจะตายมันก็ต้องตาย ไม่มีทางห้ามได้

คนดูสมัยใหม่ อาจจะไม่ประทับใจกับหนังมากเท่ากับคนสมัยก่อน บางคนอาจจะไม่ชอบเลยเสียด้วยซ้ำ เพราะหนังไม่มีอะไรที่ใหม่หรือน่าจดจำนัก แต่อย่าไปคิดว่าแปลกที่ตัวเองมองไม่เห็นคุณค่าของหนังเรื่องนี้นะครับ เพราะเราไม่ได้เกิดมาในยุคโรงหนังฉายแต่หนังขาว-ดำ ประเทศอินเดียเป็นเหมือนอเมซอน ดินแดนลี้ลับที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นยังไง การได้เห็นภาพวัฒนธรรม ผู้คนหน้าตาแปลกๆ วิธีชีวิตที่แตกต่าง ภาพสีสวยสดใส ดนตรีที่แปลกหู หนังเรื่องนี้ทำให้คนสมัยนั้นอึ้ง ทึ่ง อย่างประหลาดใจ โลกเรามีแบบนี้อยู่ด้วยหรือ! สมัยนี้คงไม่มีใครพูดถึงอินเดียว่าเป็นดินแดนลี้ลับอีกแล้วนะครับ ภาพสีก็เป็นสิ่งพบเห็นได้ทั่วไป กระนั้นถ้าให้ไม่บอกไว้ก่อนว่านี่เป็นหนังปี 1951 เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะคิดว่านี่เป็นหนังยุค 60s-70s เพราะภาพหนังนั้นล้ำยุคมากๆ นี่แสดงถึงความล้ำหน้าของหนัง ณ ขณะนั้นที่เป็นอมตะมาอยู่หลายปี แต่ความล้ำยุคก็ถึงเวลาตกสมัย แต่อย่าเรียกมันว่า ล้าหลังเลย ให้เรียกว่า ‘คลาสสิค’ จะดีกว่านะครับ

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับคอหนังคลาสสิค หนังเก่าๆ แฟนหนัง Jean Renoir ห้ามพลาด หนังเรื่องนี้พูดภาษาอังกฤษ แต่จัดเป็นหนังฝรั่งเศสเพราะผู้กำกับเป็นชาวฝรั่งเศสนะครับ จัดเรต PG ดูได้ทุกเพศทุกวัย

คำโปรย : “The River อีกหนึ่ง masterpiece ของ Jean Renoir กับการเปิดโลกทัศน์ของชาวตะวันตกต่อประเทศ India ที่มีความสวยงาม ไพเราะ ที่แตกต่างในเรื่องวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต คนสมัยนี้อาจจะไม่ประทับใจอะไรกับหนังมาก แต่มันคือความคลาสสิคที่กลายเป็นอมตะ”
คุณภาพ : SUPERB 
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

1 Comment on "The River (1951)"

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…]  The River (1951)  : Jean Renoir ♥♥♥ […]