The Scarlet Empress (1934)

The Scarlet Empress

The Scarlet Empress (1934) hollywood : Josef von Sternberg 

หนัง Expressionist สุดประหลาดของผู้กำกับ Josef von Sternberg กับเรื่องราวกึ่งชีวประวัติของ จักรพรรดินีแคทเธอรีนที่ 2 แห่งรัสเซีย (Catherine the Great) ตั้งแต่แต่งงานจนขึ้นครองราชย์สมบัติ ปกครองจักรวรรดิรัสเซียทั้งหมดในศตวรรษที่ 18 นำแสดงโดย Marlene Dietrich

ความสุดประหลาดของหนังเรื่องนี้ จะมีพระราชวังแห่งไหนบนโลก ประดับตกแต่ง เต็มไปด้วยรูปปั้น Gargoyles, ประตูบานใหญ่ต้องใช้หลายคนผลักถึงจะเปิดออก, หัวกระโหลก โครงกระดูกวางบนโต๊ะอาหาร ฯ นี่มันไม่ใช่พระราชวังแล้ว นรกชัดๆ

The Scarlet Empress เป็นหนังที่นำเรื่องราวประวัติศาสตร์ ของจักรพรรดินีแคทเธอรีนที่ 2 แห่งรัสเซีย มาเล่าเป็นพื้นหลัง แล้วองค์ประกอบอื่นๆ เป็นการตีความตามแนวคิด จินตนาการของผู้กำกับ

ถือว่าเป็น Common Sense ที่ทุกคนควรจะเข้าใจเองได้นะครับ ว่าพระราชวังปกติทั่วไปในโลก ไม่ได้มีความแปลกประหลาดแบบที่ผมเล่ามา นี่เป็นสิ่งที่สมัยก่อนเรียกว่า Expressionist การตีความตามแนวคิด ความรู้สึกของผู้กำกับ, แต่อาจมีคนสงสัยว่า ลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ Fantasy/Dark Fantasy แบบ La Belle et la bête (1946) หรอกหรือ?, คำตอบคือ จะมองแบบนั้นก็ได้ แต่จุดที่ต่างกัน คือ The Scarlet Empress อ้างอิงมาจากเรื่องราว เหตุการณ์จริง ส่วน Beauty and the Beast สร้างขึ้นจากจินตนาการทั้งหมด มันเลยเป็นคำเรียกที่ต่างกันระหว่าง Expressionist กับ Fantasy

Josef von Sternberg ผู้กำกับชาว Jewish สัญชาติ Austria-Hungary อพยพย้ายมาอยู่อเมริกาและกลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ (โดยการชักชวนของ Charlie Chaplin), ปี 1930 ได้รับการชักชวนให้ไปทำหนังที่ประเทศ German (ได้ทำหนังพูดเรื่องแรกของ Germany ชื่อ The Blue Angel-1930) และได้ค้นพบ Marlene Dietrich ที่ต่อมากลายเป็น นักแสดงขาประจำคู่ใจของเขา, Sternberg เคยได้เข้าชิง Oscar: Best Director 2 ครั้งจากหนังเรื่อง Morocco (1930), Shanghai Express (1932) และได้กำกับหนังเรื่อง The Last Command (1928) ที่ทำให้ Emil Jannings คว้า Oscar: Best Actor คนแรกของโลก

ผมยังไม่เคยดูหนังเรื่องอื่นของ Sternberg แต่คิดว่าสไตล์ของเขาคงได้อิทธิพลมาจาก German Expressionism ที่ขึ้นชื่อลือชาในการออกแบบ สร้างบรรยากาศหนังให้มีโทนอึมครึม สยอง น่ากลัว แบบหนังเรื่อง The Cabinet of Dr. Caligari (1920), Nosferatu (1922), Metropolis (1927) ฯ

เรื่องราวของ จักรพรรดินีแคทเธอรีนที่ 2 แห่งรัสเซีย พระนามเดิมโซเฟีย (Princess Sophie Friederike Auguste von Anhalt-Zerbst-Dornburg) สืบเชื้อสายราชวงศ์อาณาจักรปรัสเซีย (Kingdom of Prussia) หลังจากสงคราม 7 ปีของพระเจ้าฟรีดริชมหาราช สิ้นสุดลงไม่นาน เพื่อเชื่อมกระชับสัมพันธไมตรีกับจักรวรรดิรัสเซีย ของพระจักรพรรดินีนาถเอลิซาเบธ จึงได้ส่งเจ้าหญิงโซเฟีย เพื่อไปแต่งงานกับ เจ้าชายปีเตอร์ที่ 3 แห่งราชวงศ์โรมานอฟ

Marlene Dietrich ในการร่วมงานครั้งที่ 5 กับ Josef von Sternberg รับบทเจ้าหญิงโซเฟีย/แคทเธอรีน, ตอนต้นเรื่องเธอเป็นเด็กหญิงแรกรุ่นไร้เดียงสา ที่กำลังได้แต่งงานกับเจ้าชายว่าที่จักรพรรดิแห่งรัสเซีย แววตาของเธอพองโต บริสุทธิ์ ใคร่รู้ใคร่เห็นตลอดเวลา ซึ่งพอได้พบกับเจ้าชายตัวจริงก็เป็นอันต้องผิดหวัง เพราะไม่ใช่ดั่งที่ตนวาดฝัน ได้ยินมาแม้แต่น้อย, ซึ่งเมื่อเจ้าชายได้ขึ้นครองราชย์ ท่าทางการแสดงของ Dietrich ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคนเย่อหยิ่ง ก้าวร้าว กร้านกระด้าง เพราะได้เรียนรู้ เข้าใจวิถีของโลก เธอรวบรวมสมัครพรรคพวก เตรียมพร้อมที่จะยึดอำนาจกลายเป็นจักรพรรดินีปกครองรัสเซียทั้งหมด

ผมชอบชุดสุ่มไก่ของเจ้าหญิงโซเฟียมาก นี่เป็นแฟชั่นในยุคนั้น แต่ก็มีความหมายแฝงในหนัง, ชุดมีโครงสร้างที่พอสวมใส่ชุดเข้าไปแล้ว จะเห็นกระโปรงบานใหญ่ แต่ที่ข้างในแท้จริงจะกลวงๆ คือภาพของผู้นำสมัยก่อน ที่ถึงยิ่งใหญ่แต่ข้างในกลวงโบ๋ (เป็นแฟชั่นที่เห็นแล้วทรมานแทนผู้หญิงมาก ฮิตกันไปได้ยังไงชุดสุ่มไก่)

Sam Jaffe รับบท Grand Duke Peter ที่ภายหลังกลายเป็น จักรพรรดิปีเตอร์ที่ 3 แห่งรัสเซีย, Sternberg ตีความจักรพรรดิพระองค์นี้ว่ามีจิตไม่ปกติ เหมือนเป็นคนบ้า ด้วยทรงผมกระเซอะกระเซิง ดาวตาพองโต ยิ้มเห็นฟันปลอมตลอดเวลา (นึกว่า Johnny Depp) มีนิสัยประหลาดชอบเล่นกับทหารหุ่นปั้นขนาดเล็ก และชอบเจาะรูแอบดูแอบฟัง สอดรู้สอดเห็นผู้อื่น, เมื่อเจ้าชายปีเตอร์ได้ครองราชย์สมบัติเป็น จักรพรรดิปีเตอร์ ก็ทรงบริหารจักรวรรดิแบบตามอำเภอใจ สร้างความไม่พอใจให้ทั้งกองทัพ ประชาชน ขุนนางชาวรัสเซีย แม้แต่แคทเธอรีนด้วย พอเมื่อถึงขีดสุด หลังครองราชย์ได้เพียง 6 เดือน ก็ถูกยึดอำนาจ แล้วถูกปลงพระชนม์ในคุก

Louise Dresser รับบท จักรพรรดินีเอลิซาเบธแห่งรัสเซีย พระมารดาของเจ้าชายปีเตอร์ แต่เพราะความที่ไม่ทรงโปรดในพระราชโอรส จึงต้องการเร่งแต่งงาน บังคับให้มีพระราชนัดดา (หลาน) สืบสกุล ซึ่งปีเตอร์กับแคทเธอรีน ถึงจะไม่ค่อยถูกคอกัน แต่ก็ได้มีพระโอรสสนองพระองค์ชื่อ พอล ที่ต่อมาได้ก็ครองราชย์ต่อจากพระมารดาแคทเธอรีน กลายเป็น จักรพรรดิพอลที่ 1 แห่งรัสเซีย, จักรพรรดินีเอลิซาเบธ มีนิสัยเจ้ากี้เจ้าการ เรื่องมาก เอาแต่ใจ และมีความต้องการทางเพศค่อนข้างสูง นี่เป็นโรคที่ติดต่อสู่แคทเธอรีน ที่พอได้เห็น ได้เข้าใจ ก็ทำแบบเดียวกับกับพระองค์ แจกจ่ายความสำราญของตนให้ชายหนุ่ม นายทหารไม่เว้นหน้า

เกร็ด: Louise Dresser คือ 1 ใน 3 นักแสดงหญิงที่ได้เข้าชิง Oscar: Best Actress ครั้งแรกของโลก น่าเสียดายไม่ได้รางวัล

อีกคนที่ต้องพูดถึงคือ John Davis Lodge ในบท Count Alexey Razumovsky ผู้หล่อเหลา เป็นคนไปรับองค์หญิงโซเฟียจากปรัสเซีย ให้มาแต่งงานกับเจ้าชายปีเตอร์ เขาพยายามคบชู้กับเธอ แต่เพราะตนมีชู้กับจักรพรรดินีเอลิซาเบธอยู่แล้วถูกจับได้ ทำให้กรรมตามสนองตนเอง เมื่อจักรพรรดินีเอลิซาเบธสวรรคต ก็ถูกแคทเธอรีนผลักไสในรูปแบบเดียวกัน

ถ่ายภาพโดย Bert Glennon (Stagecoach-1939) ถือว่าโดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะการจัดแสง ในฉากที่ทุกสิ่งอย่างดูอัปลักษณ์ น่าเกลียดน่ากลัว มืดมิด แต่มีแสงสว่างหนึ่งส่องฉาบใบหน้า Marlene Dietrich ให้เปร่งประกาย โดดเด่น ดุจนางฟ้าในขุมนรก

แม้ส่วนใหญ่การถ่ายภาพจะใช้การตั้งกล้องไว้เฉยๆ แต่เมื่อมีการเคลื่อนไหว ก็มีลีลาที่น่าสนเท่ห์ เลื่อนซ้าย/ขวาแบบตรงไปตรงมา (ใช้รถลาก) บางทีก็แทรกเข้าไปราวกับเป็นตัวละครหนึ่งของหนัง ฯ มีการถ่ายผ่านผ้าผืนบางๆ นี่คงเปรียบกับภายนอกภายใน ระหว่างจิตใจมนุษย์ ที่เหมือนมีอะไรบางๆคั่นอยู่

ออกแบบงานสร้างโดย Hans Dreier -ย้ำเตือนอีกครั้งว่า หนังออกแบบพระราชวังของรัสเซีย ตามความรู้สึกนึกคิด จินตนาการของผู้กำกับนะครับ ไม่ได้อ้างอิงจากประวัติศาสตร์จริงๆ- บรรยากาศที่น่ากลัวสยดสยองนี้ คือมุมมองของคนสมัยก่อนต่อจักรวรรดิรัสเซีย ว่าเป็นพวกป่าเถื่อน โหดเหี้ยม อันตราย ไร้อารยธรรม การที่เจ้าหญิงโซเฟีย ต้องไปอยู่สถานที่แห่งนี้ ก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น ซึ่งหลังจากที่กลายเป็นจักรพรรดินี ก็สามารถพัฒนาประเทศแห่งนี้ให้มีความยิ่งใหญ่ (แต่หนังไปไม่ถึงจุดนั้นนะครับ จบแค่ขึ้นครองราชย์สำเร็จ)

รูปปั้นปนาลี หรือ การ์กอยล์ (gargouille) [ในหนังออกแบบและปั้นโดย Peter Ballbusch] ความหมายทางสถาปัตยกรรมหมายถึง หินที่แกะเป็นรูปอัปลักษณ์ (grotesque) ยื่นออกไปจากสิ่งก่อสร้างลักษณะเป็นรางและมีช่องให้น้ำจากหลังคาไหลห่างจากตัวสิ่งก่อสร้าง, ในภาษาฝรั่งเศส gargouille แปลว่าคอหอย, และภาษาละติน gurgulio, gula แปลว่า กลืน ซึ่งคล้ายเสียงน้ำไหลในท่อ

Gargoyles เป็นรูปสลักตามมุมต่างๆ ของสถาปัตยกรรมแบบ Gothic ในยุโรป โดยมากจะสลักเป็นรูปมังกรหรือปีศาจในท่วงท่าต่างๆ ชาวยุโรปยุคกลางเชื่อว่า Gargoyles เมื่อตอนกลางวันจะเป็นรูปสลัก ตกกลางคืนจะกลายร่างเป็นมังกรบินไปทั่วเมือง ทั่วหมู่บ้าน เพื่อปกป้องดูแลมิให้มีสิ่งชั่วร้ายต่างๆ เข้ามารังควาน, Gargoyles จึงเป็นรูปปั้นเชิงสัญลักษณ์ ที่มีความหมายเป็นตัวแทนของนรกและความชั่วร้าย ให้มนุษย์ผู้พบเห็นตระหนัก และหันมากระทำความดี จักได้ไม่ตกนรกกลายเป็นแบบ Gargoyles

ตัดต่อโดย Josef von Sternberg และ Sam Winston หนังใช้มุมมองของเจ้าหญิงโซเฟีย/แคทเธอรีน เป็นหลักตลอดทั้งเรื่อง แต่จะตัดให้เห็นเฉพาะช่วงเวลาสำคัญๆ, การเล่าเรื่องใช้รูปแบบของหนังเงียบ คือมีตัวอักษร (Title Card) ขึ้นบรรยายอย่างยาว แล้วจะเป็นภาพเคลื่อนไหวประกอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นถัดจากนั้น

ผมดูหนังมาก็เยอะนะ แต่เพิ่งเคยเห็นการนำเสนอรูปแบบนี้เป็นเรื่องแรก ขอเรียกว่า ‘กึ่งหนังเงียบ’ (Semi-Silent film), สมัยนั้นภาพยนตร์เสียง (Talkie) แม้จะเริ่มแพร่หลาย ได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ยังถือว่าอยู่ในช่วงแรกๆ ของการทดลองของเล่นใหม่ มันคงไม่แปลกที่จะยังมีผู้กำกับเชื่อมั่นในรูปแบบวิธีการเดิมของหนังเงียบ ที่พอเข้าสู่ยุคหนังพูด ก็ยังคงใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบเดิม แค่ใส่เสียงเพิ่มเข้ามา, ผมแนะนำให้คุณลองปิดเสียงประกอบของหนังไปเลย เชื่อว่าก็ยังสามารถรับชมเข้าใจได้แม้ไม่รู้ตัวละครพูดอะไร เพราะบทพูดของตัวละคร หาได้สลักสำคัญต่อหนังแม้แต่น้อย หนังยังคงใช้ภาพเล่าเรื่อง เป็นภาษาภาพยนตร์ชัดเจนกว่าภาษาพูดเสียอีก

มีการตัดต่อเล่าเรื่องนิทานก่อนนอน (ตอนเจ้าหญิงโซเฟียยังเด็ก) กับภาพที่หนังใส่เข้ามา ผมขยี้ตาทีหนึ่งแล้วคลิกย้อนกลับไปดูอีกรอบ เห้ย! … แต่ละภาพที่ใส่มามัน S&M ทั้งนั้นเลยนี่หว่า ตอนดูหนังใครรู้สึกทะแม่งๆตั้งแต่ฉากนี้ ก็ให้รู้เลยว่า ลางสังหรณ์คุณเยี่ยมมาก เพราะนี่คือใจความที่แอบแฝงอยู่ในหนัง และฝังลึกอยู่ในจิตใจของโซเฟียด้วย

เพลงประกอบโดย Bernhard Kaun, หนังที่สร้างหลังจาก King Kong (1933) จะมีการใส่เพลงประกอบตลอดทั้งเรื่อง ไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป ทุกฉากที่ไม่มีบทพูด จะมีเพลงประกอบดังขึ้นเสมอ, กับหนังเรื่องนี้ มีเพลงประกอบที่อลังการในระดับที่ยุคสมัยนั้นทำได้ และมีการเล่นรับส่งจังหวะกับตัวละคร เช่น ต้นเรื่อง ตอนที่เจ้าหญิงโซเฟียกล่าวทักทาย-อำลา พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย ที่ต้องถอนสายบัวและจุมพิตที่มือ เพลงประกอบก็จะเล่นรับส่งจังหวะกับเธอ (เพลงประกอบคงแต่งขึ้นหลังการตัดต่อเป็นแน่) ผมมองว่าเป็น gag ของหนังนะครับ ให้เราหัวเราะหึๆ เป็นการขับเน้น และเสียดสีอะไรบางอย่างด้วย

โลกใบนี้ที่ Sternberg สร้างขึ้น ว่ากันตามตรง ก็มีเพียง Marlene Dietrich เท่านั้นที่เจิดจรัสจ้าอยู่ภายใน เธอเป็นไม่ใช่แค่นางเอกหรือนักแสดงนำ แต่คือสัญลักษณ์ของแสงสว่าง คุณธรรม สิ่งเลอค่า เพชรแท้, แต่มันเป็นไปได้ยังไงกันที่หญิงสาวตัวคนเดียวนี้จะเจิดจรัสอยู่ในดินแดนที่มืดมิดสนิทแห่งนี้? คำตอบคือ เธอก็มีมุมมืดของตัวเองเช่นกัน ที่เก็บซ่อน แอบไว้ในส่วนลึกของจิตใจ (ผู้ชมก็ต้องสังเกต วิเคราะห์ มองหาดูเองว่าคืออะไร) ซึ่งเธอก็หาวิธี หนทางระบายด้านมืดของตัวเองนี้ออกไปเรื่อยๆ จนเหลือแต่สิ่งสวยงาม เจิดจรัสจ้า, คนส่วนใหญ่มักมองเห็นแต่ด้านสว่างของเธอ แต่ไม่เคยสนใจ เข้าใจว่า ต้องแลกอะไรบ้างกว่าที่จะสว่างได้ขนาดนั้น

ประเด็นแฝงเรื่อง Sex และ S&M (Sadist & Masochist) คือคำตอบด้านมืดของตัวละคร และหนังเรื่องนี้นะครับ ทุกสิ่งอย่าง การออกแบบ ความมืดมิด แสงสว่าง ด้วยแฝงด้วยความ Erotic ที่สะท้อนสันดานดิบของมนุษย์ มันไม่มีอะไรมากกว่านี้เลย ทุกอย่างเกิดจากความต้องการ ถึงปากจะอ้างว่าสวยงาม แต่ในทางปฏิบัติ ก็ไม่ต่างจากความรุนแรงโหดร้ายของสงคราม มีคนสุขก็ต้องมีคนทุกข์ ก่อนจะมี แคทเธอรีนมหาราชินี ก็ต้องมี ปีเตอร์ที่ 3 ผู้เลวร้าว

หนังยังสะท้อนสิ่งที่อยู่ข้างในใจของผู้กำกับ Sternberg ออกมาด้วย, ผมดูในชีวประวัติของทั้งสอง Sternberg แต่งงานทั้งหมด 3 ครั้ง แต่ระหว่างที่เขากำกับหนังของ Dietrich ไม่ได้แต่งงานอยู่กินกับใคร ส่วน Dietrich ในชีวิตมีรักเดียว อยู่กินกับสามีคนเดียว, มันเป็นเรื่องยากที่จะหนุ่มสาวสองคนนี้ จะเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน เพราะสิ่งที่สะท้อนออกมาจากหนัง เหมือนว่าในใจของ Sternberg ขณะนั้นมีภาพของ Dietrich เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เจิดจรัสจ้า รอบข้างคือตัวประหลาด (หรือเป็นรักข้างเดียวหว่า?) เบื้องหลังจริงๆของทั้งคู่ เป็นยังไงใครจะไปรู้ แต่ร่วมงานกันทั้งหมด 6 ครั้ง มันต้องมีอะไรในกอไผ่บ้างสิน่า

The Scarlet Empress คือหนัง mainstream เรื่องสุดท้ายของ Hollywood ก่อนที่ Hays Code จะบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ซึ่งแม้หนังจะพยายามเลี่ยงฉากจูบต่อหน้ากล้อง แต่ก็มีฉากห้อยหัว โป๊เปลือย ความซาดิส (S&M) ที่เห็นอยู่แวบๆ ขนาดว่า Catholic Legion of Decency ตราหน้าหนังว่า ‘ศีลธรรมอันน่ารังเกียจ’ (morally objectionable)

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ แม้จะไม่ชอบการออกแบบฉากที่ให้ความรู้สึกประหลาดๆ แต่แนวทางกำกับของ Sternberg ที่ทำให้ Marlene Dietrich โดดเด่น เฉิดฉาย ท่ามกลางขุมนรกยังมีนางฟ้า นี่ทำให้หนังเจิดจรัส ส่องแสงสว่างจ้า ไม่ใช่แค่ในหนัง แต่ยังในจิตใจของผมด้วย

แนะนำกับคนชื่นชอบงานออกแบบสไตล์ Expressionist ที่เกินจริง (hyperrealist) บรรยากาศหลอนๆเหมือนดูหนังแนวสยองขวัญ, และแฟนหนัง Marlene Dietrich ไม่ควรพลาด

ถ้าคุณเป็นนักประวัติศาสตร์ ต้องการรู้จัก แคทเธอรีนมหาราชินี แนะนำให้ไปหาหนังเรื่องอื่นดูดีกว่านะครับ

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศที่หลอนๆ สยองๆ และแฝงความรุนแรง

TAGLINE | “The Scarlet Empress ของ Josef von Sternberg มีการออกแบบที่สุดแปลกประหลาด และ Marlene Dietrich ที่เฉิดฉายเหมือนนางฟ้าในหมู่มาร”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of