The Seven Year Itch (1955)

The Seven Year Itch

The Seven Year Itch (1955) hollywood : Billy Wilder ♥♥♡

จากบทวิจัยที่พอเชื่อถือได้ 7 ปี คือช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตคู่ ยังมั่นคงก็อาจอยู่ยืนยง แต่ถ้าโล้เล้ลังเลใจก็มักมีเหตุให้เลิกร้างรา แต่ข้อจำกัดภายใต้ยุคสมัย Hays Code ทำให้หนังไม่สามารถไปถึงจุดสูงสุดนั้น หลงเหลือเพียงภาพ Marilyn Monroe ถูกลมพัดกระโปรงบาน กลายเป็นตำนานชั่วนิรันดร์

ผมใช้เวลาถึง 3 วัน กว่าจะรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ! จริงอยู่ที่ Tom Ewell ค่อนข้างเล่นได้สมบทบาท แต่ถูกรัศมี Marilyn Monroe กลบบดบังเสียมิด … คือฉากไหนไม่มี Monroe ปรากฎตัว ชวนให้สับหงกฟุบหลับแทบทุกครั้งครา

แนวคิดของหนังจริงๆถือว่าค่อนข้างน่าสนใจ แถมไดเรคชั่นผู้กำกับ Billy Wilder นำเสนอผ่านมุมมองตัวละครอย่างสมเหตุสมผล แต่ผลลัพท์ออกมากลับจืดชืด เฉื่อยแฉะ น่าเบื่อหน่าย ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่าเกิดจากเนื้อเรื่องราวที่ยังถูกควบคุม ครอบงำโดย Production Code ด้วยกติกาข้อหนึ่ง

“adultery must never be the subject of comedy or laughter”.

สองทศวรรษถัดมาภายหลังการล่มสลายของ Hays Code ผู้กำกับ Wilder ให้สัมภาษณ์บอกว่ารู้สึกเสียดายที่เร่งรีบสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เร็วไปหน่อย ถ้ารอถึงทศวรรษ 70s คงจะได้ความใจถึงยิ่งกว่านี้!

“[The Seven Year Itch is] a nothing picture because the picture should be done today without censorship … Unless the husband, left alone in New York while the wife and kid are away for the summer, has an affair with that girl there’s nothing. But you couldn’t do that in those days, so I was just straitjacketed. It just didn’t come off one bit, and there’s nothing I can say about it except I wish I hadn’t made it. I wish I had the property now”.

– Billy Wilder

เกร็ด: โปสเตอร์หนังที่นำมานี้ ติดอันดับ 22 จากชาร์ท ‘The 25 Best Movie Posters Ever’ จัดโดยนิตยสาร Premiere


ต้นฉบับของ The Seven Year Itch คือละครเวที 3 องก์ สร้างโดย George Axelrod (Breakfast at Tiffany, The Manchurian Candidate) นำแสดงโดย Tom Ewell ประกบ Vanessa Brown เริ่มการแสดงรอบปฐมทัศน์ 20 พฤศจิกายน 1952 ที่ Fulton Theatre สิ้นสุดปี 1955 รวมทั้งสิ้น 1,141 รอบ

แรกเริ่มคือ Paramount Pictures ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงภาพยนตร์ แต่หลังจาก Darryl F. Zanuck แห่งสตูดิโอ Fox มีโอกาสรับชมละครเวที จึงขอซื้อต่อมาเมื่อปี 1953 ถึงกระนั้นติดข้อตกลงกับผู้สร้าง ฉบับหนังต้องไม่ออกฉายก่อน 31 มกราคม 1956 (เพราะ Axelrod ครุ่นคิดว่าละครเวทีน่าจะยังประสบความสำเร็จทำเงินได้อีกหลายปี) เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง Zanuck ทนไม่ไหว ขี้เกียจรอคอยแล้ว เลยจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติมสูงถึง $175,000 เหรียญ … เรื่องอะไรจะไม่ยอม

สำหรับผู้กำกับที่สตูดิโอ Fox ให้ความสนใจคือ George Cukor แต่ถูกบอกปัดปฏิเสธ สาเหตุที่ตกลงยัง Billy Wilder เพราะเพิ่งหมดสัญญากับ Paramount Pictures หลังจาก Sabrina (1954) [เป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวที่ Wilder สร้างให้สตูดิโอ Fox]

การพบเจอกันครั้งแรกของ Axelrod และ Wilder เห็นว่าไม่ลงรอยกันเท่าไหร่ ตั้งใจนำบทละครเวทีไปให้ แต่กลับถูกผู้กำกับพูดใช้คำพูดที่ค่อนข้างหยาบคายสักหน่อย

“Fine. We’ll use it as a doorstop”.

– Billy Wilder พูดถึงบทละครเวทีของ Axelrod

Samuel ‘Billy’ Wilder (1906 – 2002) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Austria-Hungary เกิดในครอบครัวชาว Jews ที่ Sucha Beskidzka (ในอดีตคือ Germany ปัจจุบันคือประเทศ Poland) มีความชื่นชอบสนใจในวัฒนธรรมอเมริกัน โตขึ้นหลังการเรืองอำนาจของ Nazi อพยพย้ายมาอยู่อเมริกาในปี 1933 เปลี่ยนชื่อเป็น Billy เริ่มต้นทำงานใน Hollywood ด้วยการเป็นนักเขียน มีผลงานเด่นคือ Ninotchka (1939), กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Major and the Minor (1942), ผลงานเด่นๆ อาทิ Double Indemnity (1944), The Lost Weekend (1945), Sunset Boulevard (1950), Some Like It Hot (1959), The Apartment (1960) ฯ

เนื่องจากต้นฉบับละครเวที ค่อนข้างมีความล่อแหลมทางศีลธรรม (มันเลยประสบความสำเร็จยังไงละครับ!) ซึ่งพระเอกได้ร่วมรักหลับนอนกับบรรดาชู้จริงๆ แต่ภาพยนตร์ไม่สามารถนำเสนอเช่นนั้นได้ ทีแรก Wilder ต้องการเลี่ยงไปใช้สัญลักษณ์สื่อความถึง Sex แต่โปรดิวเซอร์ Zanuck ไม่ยินยอมพร้อมใจ ด้วยเหตุนี้จึงปรับเปลี่ยนไปเป็นความเพ้อฝัน/จินตนาการแทนทั้งหมด!

Richard Sherman (รับบทโดย Tom Ewell) หลังจากส่งภรรยาและบุตรชายไปพักร้อนยัง Maine, New England ด้วยเวลาว่างที่เหลือมากขึ้นในชีวิต ทำให้ครุ่นคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไร้สาระ พานพบเจอกับหญิงสาวไร้นาม (รับบทโดย Marilyn Monroe) เธออาศัยอยู่ชั้นบนของอพาร์ทเม้นท์ ช่างมีเรือนร่างเซ็กซี่ ยั่วเย้ายวน จิตใจเริ่มเตลิด ปั่นป่วน เลยชักชวนลงมาดื่มด่ำ เมื่อบรรยากาศคล้อยตามกัน อะไรๆมันก็สามารถบังเกิดขึ้นได้


Tom Ewell ชื่อจริง Samuel Yewell Tompkins (1909 – 1994) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Owensboro, Kentucky บิดาต้องการให้บุตรเดินตามรอยเท้า เป็นทนายไม่ก็คนขายยาสูบ แต่ Ewell กลับสนใจด้านการแสดง เริ่มจากเข้าร่วมคณะของ Don Ameche ต่อมามุ่งสู่ New York เป็นนักเรียนของ Actors Studio แจ้งเกิด Broadway บทบาทตลกสมทบ หลังสงครามโลกครั้งที่สองได้แสดงภาพยนตร์ Adam’s Rib (1949), ก่อนหน้านี้แสดงฉบับละครเวที The Seven Year Itch มิได้คาดหวังอะไร แต่ส้มหล่นใส่มีโอกาสแสดงภาพยนตร์

รับบท Richard Sherman นักเขียน/บรรณาธิการข่าว เป็นผู้มีจินตนาการบรรเจิดเพ้อฝันไปไกล หลังจากใช้ชีวิตแต่งงานอยู่กินกับภรรยามาครบ 7 ปี หน้าร้อนนี้ส่งเธอและลูกไปท่องเที่ยวพักร้อนยัง Maine พยายามอย่างยิ่งจักยึดถือมั่นคงในอุดมการณ์ แต่พอพานพบเจอหญิงสาวสุดสวยเซ็กซี่จากชั้นบน กลับกลายเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญที่สุด จะสามารถฝืนทนต่อสันชาตญาณ ความต้องการ กิเลส ร่านราคะ

แรกสุดของ Wilder ประทับใจการทดสอบหน้ากล้องของ Walter Matthau แต่เพราะขณะนั้นยังไม่มีชื่อเสียงใดๆ และสตูดิโอ Fox ก็ไม่ยอมเสี่ยงกับนักแสดงหน้าใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงเลือกเซ็นสัญญากับนักแสดงต้นฉบับละครเวที Tom Ewell แม้ไม่คุ้นหน้านักในวงการภาพยนตร์ แต่ก็หาข้ออ้างอื่นเรื่องความสามารถไม่ได้!

“I never expected to get the part. In fact, I had already taken a house on Martha’s Vineyard for a vacation. Needless to say, I’m happy they did choose me”.

– Tom Ewell

เพราะผ่านการแสดง Broadway มาเป็นพันๆรอบ แทบไม่ต้องอ่านบทก็จดจำทุกบรรทัดขึ้นใจ แม้เนื้อหาแตกต่างไปบ้างแต่เนื้อในยังคงเหมือนเดิม โดดเด่นในการแสดงออกสีหน้า ท่าทาง ‘Expression’ มีความซื่อบริสุทธิ์ ตรงไปตรงมา จนอาจเรียกว่าหวาดระแวง (Parody) ซึ่งหนังและละครเวทีใช้เทคนิคเดียวกันคือ ตัวละครพูดความครุ่นคิดออกมาให้ผู้ชมได้ยิน (ภาษาภาพยนตร์มีคำเรียกว่า Breaking the Fourth Wall)

ถือว่าเป็นการแสดงที่มีความหลากหลายทางอารมณ์ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง เดี๋ยวกวัดแกว่ง เดี๋ยวมั่นคง เอาแน่เอานอนไม่ได้ (แบบนี้มีปัญหาทางจิตแน่นอน) ซึ่งความโดดเด่นดังกล่าวทำให้ Ewell สามารถคว้ารางวัล Tony Award: Best Actor และ Golden Globe: Best Actor – Musical or Comedy แต่น่าเสียดายหลุดโผ Oscar: Best Actor โอกาสเดียวในชีวิตไป


Marilyn Monroe ชื่อจริง Norma Jeane Mortenson (1926 – 1962) นักร้อง นักแสดง โมเดลลิ่ง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California พ่อ-แม่มีฐานะยากจน เลยส่งเธอไปเติบโตกับครอบครัวบุญธรรม จนกระทั่งอายุ 5 ขวบ มีความต้องการอยากเป็นนักแสดง แต่ถูกจับแต่งงานเมื่อตอนอายุ 16 ปี เลิกราสามีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จากนั้นเริ่มรับงานถ่ายแบบ กลายเป็น ‘Sex Symbol’ มุ่งสู่ Hollywood รับบทสมทบมากมาย จนกระทั่ง Gentlemen Prefer Blondes (1953), How to Marry a Millionaire (1953) สร้างภาพลักษณ์ ‘Dumb Blonde’ จนกลายเป็น Typecast, ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานผู้กำกับ Wilder เรื่อง The Seven Year Itch (1955)

รับบทหญิงสาวไร้นามจากชั้นบน ผมบลอนด์ สวยเซ็กซี่ แถมมีท่วงท่าทาง ลีลายั่วเย้ายวน ส่วนภายในถือว่าบริสุทธิ์สดใสไร้เดียงสา แต่ก่อนเคยเป็นนางแบบในนิตยสาร ปัจจุบันถ่ายโฆษณาแปรงสีฟันทุกสัปดาห์ วันว่างๆไม่ค่อยได้ทำอะไร ชอบปลูกต้นไม้ และโหยหาอากาศเย็นๆ

ความบังเอิญเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งในต้นไม้ที่ปลูกดันพลัดตกหล่นลงห้องของ Richard Sherman เกือบตาย! แม้วินาทีแรกจะโดนโวยวาย แต่ไม่นานหลังจากนั้นกลับได้รับชักชวนลงมาจิบไวน์ เคลิบเคลิ้มหลงใหล Rachmaninoff ขณะกำลังเล่นเปียโนบทเพลง Chopstick โดยไม่รู้ตัว จดจำอะไรต่อจากนั้นไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น!

เกร็ด: เหตุผลจริงๆของการที่ตัวละครนี้ไม่มีชื่อ ทั้งในฉบับละครเวทีและภาพยนตร์ เพราะ Axelrod และ Wilder ตอบแบบเดียวกันเลยว่า ครุ่นคิดไม่ออกจะตั้งว่าอะไร

“The truth is that I could never think of a name to really fit the girl I had in mind”.

– George Axelrod

ตัวเลือก Monroe แทนที่ Vanessa Brown (นักแสดงนำ Broadway) เป็นความต้องการของทั้งสตูดิโอ Fox และผู้กำกับ Wilder เพราะเธอคือ ‘Sex Symbol’ แห่งวงการภาพยนตร์ แม้ว่าเจ้าตัวจะเริ่มเบื่อหน่ายกับบทบาทลักษณะเดิมๆซ้ำๆ ‘Dumb Blonde’ โง่ๆทึ่มๆ ใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ซึ่งเรื่องนี้ก็แทบไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น T_T

แต่ถึงอย่างนั้น Monroe เป็นนักแสดงที่มีรัศมีเจิดจรัสจร้า ทุกครั้งปรากฎตัวล้วนสร้างความสดชื่นแจ่มใส ก็แบบพฤติกรรมพระเอกที่ต่อให้ตั้งมั่นคงสักเพียงไร แค่พอพบเเห็นหน้าเธอก็หลอมละลาย กลายเป็นคนละคน คอยประคบประหงมเอาใจ เพราะคาดหวังต้องการเพียงสิ่งหนึ่งเดียวเท่านั้น

ปัญหาการทำงานกับ Monroe เกิดจากความเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่าย ต้องแสดงบทบาทซ้ำซากจำเจ เธอจึงหาข้ออ้างโน่นนี่นั่น มากองถ่ายสายโด่ง จำบทพูดสนทนาไม่ได้ ต้องเล่นหลายสิบร้อยเทคกว่าจะผ่าน แถมกำลังขัดแย้งกับสามี ถ่ายทำหนังเสร็จก็เลิกราหย่าร้างโดยทันที (เห็นเซ็กซี่สวยใสๆแบบนั้น แต่ตัวจริงนี่ตรงกันข้ามเลยนะ!)


ถ่ายภาพโดย Milton Krasner (1904 – 1988) ตากล้องยอดฝีมือในสังกัดสตูดิโอ Fox ผลงานเด่นๆ อาทิ A Double Life (1947), All About Eve (1950), No Way Out (1950), Three Coins in the Fountain (1954)**คว้า Oscar: Best Cinematography, An Affair to Remember (1957), King of Kings (1961), Beneath the Planet of the Apes (1970) ฯ

ฉบับละครเวที เห็นว่ามีเพียงฉากเดียวเท่านั้นคือในห้องของ Richard Sherman แต่พอมาเป็นภาพยนตร์ จำต้องเพิ่มเติมแต่ง ส่วนใหญ่ก็ถ่ายทำในสตูดิโอที่ Hollywood ยกเว้นฉากภายนอกโดยกองสอง ยกไปยังสถานที่จริง Manhattan, New York

ความตั้งใจแรกของ Wilder ต้องการถ่ายหนังด้วยฟีล์มขาว-ดำ แต่ในสัญญาของ Monroe ต้องเล่นหนังภาพสีเท่านั้น ไม่สามารถหาข้ออ้างอื่นเลยตอบตกลง (คือถ้าเป็น Some Like It Hot ให้เหตุผลว่าสองหนุ่มแต่งหญิงไม่เหมือน ซึ่งพอเป็นภาพขาว-ดำ ไม่เพียงกลายเป็นคลาสสิก ยังได้กลิ่นอายนัวร์เพิ่มเข้าไปด้วย)

Opening Credit เรื่องแรกเรื่องเดียวที่สร้างโดย Saul Bass มีลักษณะเหมือนกระดาษ Post-It สำหรับจดบันทึกอะไรเล็กๆน้อยๆแล้วติดข้างฝาผนัง/ตู้เย็น เพื่อมิให้หลงลืมเลือนเตือนสติ เฉกเช่นเดียวกับตัวละครที่มีอะไรก็ไม่รู้ให้หมกมุ่นครุ่นคิดมากมาย ตั้งใจจะไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ มั่นคงต่อภรรยา ฯ เรียกว่าชีวิตมีการจัดเรียงอย่างเป็นสารบบสวยงาม … แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เละเทะไม่เป็นท่าเพื่อพบเจอสาวสวยสุดเซ็กซี่

ชีวิตที่ถูกจัดระบบระเบียบมากเกินไป เวลาเกิดความผิดพลาดสักเล็กน้อย ทุกสิ่งอย่างมักเรรวนปรวนแปร พังครืนไม่เป็นท่า! ซึ่งจุดเริ่มต้นจากการหลงลืมไม้พายเรือของลูกชาย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ชีวิตไม่สามารถดำเนินไปข้างหน้าในทิศทางถูกต้อง ซึ่งช็อตนี้จะมีจังหวะ ไม้พายชนกับพัดลมเหนือศีรษะ ก็ทำเอา(ชีวิต)หยุดหมุนไปชั่วขณะ

การพบเจอครั้งแรกกับหญิงแปลกหน้า พบเห็นเพียงเงายืนอยู่ตรงประตู กดกริ่งเรียกให้เขาเปิดประตูให้ … คือถ้าเป็นหนังนัวร์นี่จะอารมณ์ประมาณฆาตกรโรคจิตเลยนะ (จากหนังเงียบเรื่อง The Lodger: A Story of the London Fog ของผู้กำกับ Alfred Hitchcock)

สิ่งที่ตัวละครของ Monroe ถือข้างหนึ่งของ Potato Chip อีกข้างหนึ่งคือพัดลม สองสิ่งนี้จะได้รับการพูดถึง/หวนกลับมาอีกครั้งตอนกลางๆเรื่อง (รวมถึงชุดด้วยนะ)

เมื่อตื่นจากจินตนาการเพ้อฝัน Richard Sherman รอดตายหวุดหวิดจากการถูกกระถางมะเขือนเทศตกใส่ ซึ่งตำแหน่งของมันตรงกับเป้าของเขาพอดิบพอดีเลยนะ ถือว่าสะท้อนถึงความต้องการ ตัณหาราคะของตัวละคร คือแรงกระตุ้นผลักดัน ให้เรื่องวุ่นๆดังกล่าวบังเกิดขึ้น

ความหงุดหงิดหัวเสียบังเกิดขึ้นทันที ขึ้นเสียงด่ากราด เงยหน้าขึ้นสูง ถ่ายจากชั้นสองมองมุมก้มลงมา ซึ่งพอเห็นว่าเป็นเธอ วินาทีนั้นลดเสียงลงโดยทันที … คือถ้าเป็นผู้ชายหรือยัยแก่ เชือเถอะว่าคงไม่หยุดง่ายๆแน่

ความเพ้อฝันของ Richard Sherman มาด้วยเทคนิคทางภาพยนตร์ที่หลากหลาย ประกอบด้วยการเคลื่อนกล้อง พร้อมๆกับซ้อนภาพ ซึ่งจะมีลักษณะ Cross-Cutting จากปัจจุบันสู่อดีต-จินตนาการ-อนาคต เมื่อจบสิ้นกระบวนการทุกอย่างจะค่อยๆถอยหลังย้อนกลับ

โดดเด่นสุดผมให้ซีนนี้ จินตนาการถึงหญิงสาวนิรนามเดินลงบันไดเข้ามาในห้องแห่งนี้ ชุดเดรสสีเหลืองทองอร่ามงามตา เข้ามานั่งลงบนเปียโนฟังเขาเล่น Piano Concerto ของ Rachmaninoff จากนั้นก็ …

มันจะมีจังหวะมหัศจรรย์ตบท้ายซีนนี้ เมื่อภาพในจินตนาการซ้อนทับกับปัจจุบัน กล่าวคือพบเห็น Richard Sherman สองคนปรากฎอยู่ร่วมฉาก ตัวตนในปัจจุบันเฝ้ามองจินตนาการเพ้อฝัน เรียกว่าเป็นรูปเป็นร่าง เป็นตัวเป็นตน เป็นตุเป็นตะ

นึกว่าบันไดหลอกผีในบ้าน ‘The Winchester House’ ตามที่ตัวละครเล่าคือ กาลอดีตเป็นห้องสองชั้น แต่ปัจจุบันเพื่อสามารถแบ่งเช่าสองห้อง เจ้าของเลยปิดตายข้างล่าง (คนข้างบนดูแล้วคงไม่รับรู้มาก่อน) มองในเชิงสัญลักษณ์ สะท้อนถึงทางขึ้นสรวงสวรรค์ที่ถูกปิดตาย (ตัวละครของ Monroe เปรียบดั่งเทพธิดานางฟ้า อยู่ชั้นสูงกว่าก็คือบนสรวงสวรรค์)

ซึ่งตอนท้ายเมื่อสวรรค์เปิดออก ก็อยู่ที่เขาแล้วละจะกอบโกย แสวงหาความสุข หรือยึดถือมั่นคงในอุดมการณ์ตั้งมั่น หลักศีลธรรมจรรยาของตนเอง

เพราะแก้วมาไม่ทัน พอเปิดจุกแชมเปญออกเลยเอานิ้วยัด สมน้ำหน้าติดอยู่ภายใน ดึงออกแทบไม่ได้ ซึ่งมันจะมีวินาทีที่ตัวละครต้องม้วนพลิกกลับหลัง เป็นเหตุให้หญิงสาวพบเห็นแหวนแต่งงาน อุตสาห์พยายามปกปิดบัง แต่ความจริงเบื้องหลังเป็นสิ่งไม่ตาย!

ขณะที่นิ้วมือของพระเอกติดในขวดแชมเปญ นิ้วท้าวของหญิงสาวเคยติดอยู่ในท่อน้ำ ล้วนเกิดจากความพยายามไม่ต้องการให้น้ำไหลออกมา เรียกว่าขัดขืนวิถีธรรมชาติของชีวิต ผลลัพท์ก็คือตนเองตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้า คายไม่ออก … คือถ้าปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินเคลื่อนคล้อยไปตามวิถี ปัญหาเหล่านี้ก็คงไม่บังเกิด

ความพยายามครั้งแรกที่ล้มเหลวของ Richard Sherman ถาโถมตัวเข้ากอดจูบหญิงสาวบนเก้าอี้เปียโน! ประเด็นคือเก้าอี้นี้มันไม่มีพนักพิงหลัง ทำให้ตัวละครสามารถพลิกดิ้น หลบหนี ทิ้งตัวล้ม เรียกสติอีกฝ่ายให้กลับคืนมาได้สำเร็จ … ก็จดจำไว้แล้วกันว่า ถ้าจะรุกล้ำผู้อื่น ต้องเลือกสถานที่ให้เหมาะสมด้วยนะ อย่าปล่อยให้อีกฝ่ายดิ้นหลุด ถึงทางตันเท่านั้นอาจสำเร็จแน่

The Picture of Dorian Gray (1890) คือนวนิยายแนวปรัชญา Gotic แต่งโดย Oscar Wilde เรื่องราวเกี่ยวกับชายคนหนึ่ง เพราะความต้องการหนุ่มแน่นหล่อเหลาอยู่ตลอดเวลา เลยขายวิญญาณกับภาพวาดเหมือน ให้ค่อยๆเหี่ยวแห้งแก่ชราลงแทน

ซึ่งหนังไม่เพียงพูดอ้างอิงถึง แต่มีช็อตนี้ที่เจ๋งมากๆ ทำให้ภาพสะท้อนในกระจกของ Richard Sherman เหี่ยวแห้งแก่ชราลงแทนเรือนร่างกายจริงๆ … ฉากนี้ทำอย่างไร? ก็แค่การ Cross-Cutting ให้ตัวละครยืนนิ่งๆตำแหน่งเดิม แล้วแต่งหน้า Make-Up ให้ดูแก่ชรา แค่นั้นเองนะครับ

ผมชื่นชอบมุมกล้องช็อตนี้มากเลยนะ สูงระดับมือซึ่งมีการกระดิกนิ้วโป้งบ่อยครั้งเกินผิดสังเกต ทำให้จิตแพทย์ต้องหยิบแว่นตาขึ้นสวม จับจ้องมอง สังเกตเห็นบางสิ่งอย่าง ต่อรองค่าตัว $50 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงค่อนข้างสูงพอสมควรเลยนะ

อาการนิ้วกระดิก เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบสนองทางร่างกาย อันเกิดจากความตึงเครียด ครุ่นคิดมาก สาเหตุของหนังคือการขัดแย้งระหว่างร่ายกาย-จิตใจ ไม่สามารถหาทิศทางข้อสรุปที่สอดพ้อง มันเลยแสดงออกโดยอัตโนมัติ ไม่สามารถควบคุมอะไรได้

ทำไมต้องนิ้วโป้ง? มองในเชิงสัญลักษณ์ คือนิ้วที่ใช้ยึดเกาะจับ เหนี่ยวนำทางของชีวิต ซึ่งขณะนั้นตัวละครกำลังอยู่ในสภาพวิกฤต ไม่รู้จะครุ่นคิดตัดสินใจอย่างไรดี

ความแปรปรวนรวนเรของ Richard Sherman หลังจากหมกมุ่นเครียดหนักมาทั้งวัน เมื่อได้พูดคุยโทรศัพท์ ตระหนักถึงบางสิ่งอย่างขึ้นได้ ปรับเปลี่ยนอารมณ์กลายเป็นร่าเริงสดใส ‘Perfect Day’ กลับบ้านอาบน้ำ ชะล้างทุกสิ่งอย่างให้ระบายออกไป แต่ทันใดนั้นเองดันปล่อยตัวครุ่นคิดเพ้อเจ้อไร้สาระ อยู่ดีๆสวมหน้ากากใบใหม่ ชายผู้เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา

แซว: ความเรรวนปรวนแปรทางอารมณ์ของตัวละคร ชวนให้ผมนึกถึง Split (2016) ขึ้นมาเลยนะ!

เชื่อว่าหลายคนอาจผิดหวังกับฉากที่กลายเป็น Iconic ของ Marilyn Monroe เพราะเอาจริงๆมีแค่ถ่ายภาพขา ลมพัดขึ้นเห็นแค่ชายกระโปรงสะบัด หาได้มีภาพเต็มตัวตามโปสเตอร์ รูปปั้น บิลบอร์ดเต็มตัวเลยสักนิด! ที่เป็นเช่นนั้นเพราะข้อจำกัดของ Hays Code ที่ไม่อนุญาตให้ผ่านนะครับ

แรกสุดเลยของซีนนี้ถ่ายทำยัง Trans-Lux Theater ณ Lexington Avenue, 52nd Street วันที่ 15 กันยายน 1954 เวลาบ่ายโมงตรง แต่เพราะฝูงชนรายล้อมรอบกว่า 5,000 คน ส่งเสียงเชียร์ ตะโกนโหวกเหวก แถม Monroe เครียดกดดันจำบทไม่ได้ สุดท้ายเลยเปลี่ยนมาถ่ายทำใหม่ยังสตูดิโอ Fox ประมาณกว่า 40 เทค เพื่อให้ได้การพริ้วไหวเห็นกางเกงในวับๆแวมๆ

ก่อนหน้านี้มีหนังสั้น What Happened on Twenty-third Street, New York City (1901) บันทึกภาพสาวๆเดินผ่านป่องลม ในจังหวะกระโปรงสะบัดพริ้วไหวพอดิบพอดี … แต่ผมไม่คิดว่า Wilder จะมีโอกาสรับชมหนังสั้นเรื่องนี้หรอกนะ คงได้แรงบันดาลใจจากอย่างอื่นมากกว่า

สาเหตุที่ฉากนี้กลายเป็นตำนาน ผมค่อนข้างเชื่อว่าไม่ใช่จากฉากในหนังแน่นอน แต่คือการโปรโมท ประชาสัมพันธ์ จนใครๆจดจำได้ โดยเฉพาะคัทเอาท์ความสูง 52 ฟุต ตั้งตระหง่านอยู่เหนือ Loew’s State Theatre ณ Times Square ใครเดินผ่านไม่ให้เกิดความสนใจคงไม่ใช่แล้ว!

เกร็ด: ชุด ‘Great Dress’ ตัวนี้ของ Monroe ได้ถูกนำมาประมูลเมื่อเดือนมิถุนายน 2011 ได้ราคาสูงถึง $4.6 ล้านเหรียญ (จ่ายภาษีและธรรมเนียม รวมแล้ว $5.5 ล้านเหรียญ) ทุบสถิติ ‘Little Black Dress’ ของ Andrey Hepburn เรื่อง Breakfast at Tiffany’s (1961) ที่ราคา $923,000 เหรียญอแบบไม่เห็นฝุ่นเลยละ!

หลังกลับจากรับชมภาพยนตร์ Creature from the Black Lagoon (1954) มาถึงอพาร์ทเม้นท์ ชาย-หญิง คู่นี้ต่างกำลังมีความครุ่นคิดต้องการที่แตกต่างตรงกันข้าม พูดพร่ำแต่หาได้รับฟังกันและกัน ซึ่งจะมีการตัดสลับไปมาอย่างงดงาม
– Richard Sherman พูดจาอ้อมค้อม ซอกแซก คาดหวังการเผด็จศึกคืนนี้
– หญิงสาว ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะได้นอนตากแอร์เย็นสบายใจเฉิบ

แม้สุดท้ายแล้วค่ำคืนนี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสอง แต่จินตนาการอันบรรเจิดพร่านของ Richard Sherman ระหว่างกำลังทำน้ำส้มคั้น ครุ่นคิดได้ว่าตนเองกำลังอาจถูกขูดรีด Blackmail จากหญิงสาว ระหว่างสูญเสียเงินทอง กับชื่อเสียง/หน้าตาในสังคม นั่นเป็นสิ่งยินยอมรับไม่ได้ทั้งคู่

ความเรรวนปรวนแปรของ Richard Sherman สามารถแก้ไขได้โดยแค่ นำเอาไม้พายเรือไปส่งให้ลูกถึง Maine เพียงเท่านี้ชีวิตของเขาก็กลับมาค้นพบเจอทิศทาง เป้าหมายที่ถูกต้องเหมาะสมจริตต้องการของตนเอง

ด้วยความลิงโลดดังกล่าวทำให้หลงลืมแม้กระทั่งรองเท้า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอีกต่อไป เพราะความบริสุทธิ์ใจต่อหญิงสาว มิได้ล่วงเกินเลยอะไรไปมากกว่าแค่เพื่อน

และหนังตกมุกด้วยอาการคอค้างชั่วขณะ สะท้อนถึงชีวิตที่สะดุดชั่วคราว แต่อีกเดี๋ยวก็หาย สามารถกลับกลายมาเป็นปกติ คนเดิม

ตัดต่อโดย Hugh S. Fowler (1912 – 1975) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำของสตูดิโอ Fox ผลงานเด่นๆ อาทิ Gentlemen Prefer Blondes (1953), The Seven Year Itch (1955), Planet of the Apes (1968), Patton (1970)** คว้า Oscar: Best Edited

หนังทั้งเรื่องดำเนินไปในมุมมอง สายตา ความครุ่นคิด จินตนาการของ Richard Sherman ในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน หลังจากที่ศรีภรรยาและลูกออกเดินทางพักร้อนที่ Maine และจบสิ้นเมื่อเขาตัดสินใจติดตามไปด้วยอีกคน

โดยปกติหนังลักษณะนี้มักจะใช้เสียงบรรยายเพื่อแทนความครุ่นคิดของตัวละคร แต่ผู้กำกับ Wilder เลือกนำเอาแนวคิดของละครเวที คือเมื่ออยู่ตัวคนเดียวเมื่อไหร่ก็จะพูดสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาตรงๆเลย ซึ่งหลายครั้งก็จะหันมองกล้อง สบตาผู้ชม หรือไม่ก็เหม่อล่องลอย ขณะครุ่นคิดถึงอดีต จินตนาการเรื่องไร้สาระ

ทุกครั้งก่อนการครุ่นคิดถึงอดีต หรือจินตนาการเรื่องไร้สาระ จะมีการเคลื่อนกล้อง ซ้อนภาพ และ Cross-Cutting เพื่อเป็นจุดสังเกตให้ผู้ชมสามารถแยกแยะออกว่าไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน … เอาจริงๆถ้าหนังไม่ใส่เทคนิคดังกล่าว ผู้ชมอาจได้กุมขมับระดับเดียวกับ 8½ (1963) ก็เป็นได้


เพลงประกอบโดย Alfred Newman (1901 – 1970) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน หนึ่งในสามที่ได้รับการยกย่องว่า ‘Three Godfathers of film music’ ผลงานเด่นๆอาทิ Wuthering Heights (1939), The Hunchback of Notre Dame (1939), The Mark of Zorro (1940), All About Eve (1950), The King and I (1956), How the West Was Won (1962), Airport (1970) ฯ

Soundtrack ของหนัง (ที่แต่งโดย Newman) มักมีจังหวะท่วงทำนองสนุกสนาน เย้ายียวนกวนประสาท เต็มไปด้วยลูกเล่นที่เสริมเติมแต่งเสียงหัวเราะขบขัน

แต่ผมเชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่คงจดจำสองบทเพลงนี้ได้มากกว่า, เพลงแรก Sergei Rachmaninoff: Piano Concerto No. 2 in C minor, Op. 18 ดังขึ้นจากแผ่นเสียง ฉบับบันทึกการแสดงของ Gary Graffman, Leonard Bernstein ร่วมกับ New York Philharmonic

การเลือกบทเพลงนี้ของ Rachmaninoff มีความน่าสนใจมากๆ (นี่เป็นเพลงโปรดของผมเลยนะ) เพราะมีความลุ่มลึก ซับซ้อน ทรงพลัง ค่อยๆสะสมอารมณ์ความรู้สึก ไต่เต้าจนถึงจุดสูงสุด แล้วเกิดการปะทุแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

ซึ่งหนังเลือกนำบางท่อนของบทเพลง เพื่อสร้างสัมผัสทางอารมณ์ให้กับตัวละครขณะนั้นๆ ต้องชมเลยว่าเลือกมาได้สอดคล้อง กลมกล่อม ลงตัวถูกจังหวะมากๆ … ผมว่าถ้าใครเคยฟังบทเพลงจนเกิดความเข้าใจลึกซึ้ง รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องเกิดความตราตรึง ไม่ย่อหย่อนกว่า Brief Encounter (1945) อย่างแน่นอน

Chopsticks ชื่อเต็มๆคือ The Celebrated Chop Waltz (1877) เป็นบทเพลง Waltz นิยมเล่นบนเปียโน แตงโดย Euphemia Allen ชื่อจริงของ Arthur de Lulli (1861 – 1948) สัญชาติอังกฤษ

แซว: Chopsticks เป็นบทเพลงที่ผมว่า เด็กเล็ก หรือคนเล่นเปียโนไม่เป็น ก็น่าจะเล่นตามได้โดยง่าย

7 ปีของชีวิตคู่ เป็นค่าเฉลี่ยที่ถือว่าใกล้เคียงข้อเท็จจริงมากๆ เพราะการสำรวจของ National Center for Health Statistics ในประเทศสหรัฐอเมริกา
– เมื่อปี 1922 อัตราการหย่าร้างอยู่ที่ร้อยละ 6.6
– การสำรวจครั้งต่อๆมาปี 1974 ค่าเฉลี่ย 7.5 %
– ปี 1990 ประมาณ 7.2 คู่ในร้อย
ฯลฯ

ใครที่เคยรับชมหลายๆผลงานผู้กำกับ Billy Wilder น่าจะพบเห็นสไตล์ลายเซ็นต์ พยายามนำเสนอเรื่องราวของบุคคลผู้พยายามจะแหกแหวกกฎกรอบ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความถูกต้องเหมาะสมในสังคม เพื่อสนองความต้องการ/สันชาตญาณส่วนตน … สำหรับ The Seven Year Itch ถือว่ามีเรื่องราวสอดคล้องตามครรลอง ชายผู้ยึดถือมั่นในอุดมการณ์ซื่อสัตย์ ต้องการรักเดียวใจเดียวภรรยา กำลังถูกพิสูจน์โดยหญิงสาวนิรนาม สวยเซ็กซี่ ยั่วร่านขนาดนี้ จะยังสามารถอดรนฝืนทนต่อไปได้สำเร็จหรือไม่

การต่อสู้ระหว่าง ความต้องการ/สันชาตญาณของมนุษย์ vs. อุดมการณ์/ความเชื่อ/กฎระเบียบแบบแผน เอาจริงๆไม่มีฝั่งฝ่ายไหนสามารถยกหาง บอกได้ว่าถูก-ผิด ดี-ชั่ว ประการใด เพราะถ้าเราฟังความจากมุมมองแต่ละฝั่งฝ่าย ก็ล้วนมีเหตุผลสามารถฟังขึ้นได้ทั้งนั้น

ผมแนะนำว่าอย่ามองเรื่องพรรค์นี้ในลักษณะถูก-ผิด ดี-ชั่ว แต่คือผลลัพท์การกระทำหรือกฎแห่งกรรม เช่นว่า สามีคบชู้นอกใจภรรยา สักวันหนึ่งเขาย่อมต้องโดนย้อนแย้ง ภรรยาไปคบชู้นอกใจสามี … ถ้าครุ่นคิดแบบนี้ ใครไหนกันจะอยากกระทำเรื่องราวลักษณะนี้

ผมครุ่นคิดว่าผู้กำกับ Wilder ไม่ได้อยากจบหนังแบบ Happy Ending แต่เพราะข้อจำกัดยุคสมัย Hays Code เลยจำยอมต้องไหลตามน้ำ ให้ช่วงท้ายตัวละครสามารถตระหนักครุ่นคิดได้ สิ่งที่ฉันต้องการสูงสุดในชีวิตคือภรรยาและลูก ไม่มีเหตุผลอื่นใดให้สมควรต้องนอกใจ


ด้วยทุนสร้างประมาณ $1.8 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $12 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยละ!

นอกจาก Marilyn Monroe และ Rachmaninoff ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นในหนังที่ผมชื่นชอบพอสักเท่าไหร่ เหนื่อยหน่ายกับเรื่องราวอันแสนจืดชืด ประกอบกับความเชื่องช้าน่าหลับไปหลายตลบ เป็นเจ็ดปีที่ทุกข์ทรมานเสียจริง!

แนะนำคอหนัง Classic ชื่นชอบแนว Romance & Comedy, เรื่องราวท้าทายศีลธรรมจรรยา, สะท้อนจิตวิทยาชีวิตคู่ (เหมาะกับจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ที่ปรึกษาปัญหาครอบครัว), แฟนตัวยงผู้กำกับ Billy Wilder และสุดที่รักยิ่ง Marilyn Monroe ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละคร ย้ำคิดย้ำทำ หมกมุ่นคลุ้มคลั่ง โหยหาการกระทำสิ่งผิดศีลธรรมจรรยา

คำโปรย | The Seven Year Itch เป็นเจ็ดปีที่แสนยาวนาน หลังจากนั้นคงเหลือเพียงภาพ Marilyn Monroe เกาอย่างไรก็ไม่หายความต้องการ
คุณภาพ | แนวคิดดีแต่ค่อนข้างน่าเบื่อหน่าย
ส่วนตัว | ไม่ชอบเท่าไหร่

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of