
The Shining (1980)
,
: Stanley Kubrick ♠♠♠♠♠
แทนที่จะทำเป็นหนังผีตามนวนิยายของ Stephen King, ผู้กำกับ Stanley Kubrick ได้สร้างความเปร่งปลั่งให้ The Shining (1980) ด้วยการผสมผสานจิตวิทยา สังคมศึกษา ประวัติศาสตร์อเมริกันฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อินเดียนแดง เลือนลางอดีต-ปัจจุบัน โลกความจริง-สิ่งเหนือธรรมชาติ หลอกหลอน คลุ้มบ้าคลั่ง
แน่นอนว่าการทำเช่นนั้นย่อมสร้างความผิดหวังให้ Stephen King แม้คือคนอนุญาตให้ผกก. Kubrick ปรับแก้ไขรายละเอียดได้ตามสบาย แต่ก็คงคาดไม่ถึงจะกลับกลายมาเป็นอะไรอย่างอื่น แตกต่างจากนวนิยายของตนเองไปโดยสิ้นเชิง! … ภายหลังเขายินยอมรับว่า The Shining (1980) ได้สร้างอิทธิพลบางอย่างให้แวดวง Horror แต่ในฐานะผู้ประพันธ์ต้นฉบับ ย่อมมิอาจทำใจชื่นชอบได้ลง
It’s like a great big beautiful Cadillac with no motor inside. You can sit in it and enjoy the smell of the leather upholstery; the only thing you can’t do is drive it anywhere. So I would do everything differently. The real problem is that Kubrick set out to make a horror picture with no apparent understanding of the genre.
Stephen King
ผมไม่เคยอ่านนวนิยายของ King เลยบอกไม่ได้ว่ายอดเยี่ยม/หลอกหลอนสักเพียงไหน แต่สิ่งต่างๆที่ผกก. Kubrick เพิ่มเติมเข้าไปในหนังเรื่องนี้ มันช่วยยกระดับความลึกล้ำ ซับซ้อน แตะต้องหลายประเด็นละเอียดอ่อนไหว โดยเฉพาะการเปรียบเทียบ Overlook Hotel = สหรัฐอเมริกา สร้างขึ้นยังอดีตสถานที่ฝังศพชาวอินเดียนแดง (Indian Burial Ground) … ถ้าคุณสามารถจับประเด็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) มันจะช่วยสร้างความหลอกหลอนขึ้นอีกเท่าตัว
สิ่งเจิดจรัส ‘Shining’ ที่สุดของหนัง ผมมองว่าคือสามนักแสดงนำ Jack Nicholson, Shelley และเด็กชาย Danny Lloyd พวกเขาอาจไร้พัฒนาการตัวละคร แถมยังดูไม่ค่อยมีความเป็นครอบครัวสักเท่าไหร่ (นี่เป็นอีกสิ่งที่ King ไม่ประทับใจการคัดเลือกนักแสดง พวกเขาควรคือตัวแทนบุคคลธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่คนบ้าหรือหญิงหน้าตาอัปลักษณ์) แต่จุดประสงค์ของผกก. Kubrick ต้องการสะท้อนสภาพสังคมอเมริกันปัจจุบันนั้น เต็มไปด้วยความเก็บกด อดกลั้น ใกล้ระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่ง … ลองทำความเข้าใจอาการเบื่อบ้าน (Cabin Fever) ในเชิงสัญลักษณ์ดูนะครับ
เกร็ด: โปสเตอร์ของหนังออกแบบโดย Saul Bass เห็นว่าต้องทำแบบมากกว่า 300+ ตัวอย่าง ก่อนลงเอยด้วยใบหน้าตุ๊กตาหยาบๆ (ใช้เทคนิค Pointillistic) แสดงสีหน้าเกรี้ยวกราด ซ้อนอยู่ในตัวอักษร THE, ขณะที่ SHiNiNG มีการละเล่นตัวอักษรใหญ่-เล็กกับตัว i, และพื้นหลังสีเหลือง สร้างสัมผัสระแวดระวัง เตือนภัยอะไรสักอย่าง
ก่อนอื่นขอกล่าวถึงนวนิยายลำดับที่สาม The Shining (1977) แต่งโดย Stephen King (1947-) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน, หลังเสร็จจากสองผลงานแรก Carrie (1974) และ ‘Salem’s Lot (1975) ตัดสินใจย้ายบ้าน เปลี่ยนบรรยากาศทำงาน มองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ระหว่างทางมีโอกาสเข้าพัก The Stanley Hotel ใกล้ๆกับ Estes Park, Colorado เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1974 (ค่ำคืนก่อนปิดให้บริการช่วงฤดูหนาว)
When we arrived, they were just getting ready to close for the season, and we found ourselves the only guests in the place — with all those long, empty corridors.
Stephen King
เย็นวันนั้น King และภรรยาได้รับเชิญมารับประทานอาหารเย็นที่ห้อง The Gold Room แม้ไม่มีลูกค้า โต๊ะเก้าอี้ถูกยกเก็บ แต่ยังเปิดให้บริการแก่พวกเขาเป็นพิเศษ พร้อมเปิดเพลง สร้างความวังเวง หลังทานอาหารเสร็จออกเดินสำรวจโรงแรม พบเจอบาร์เทนเดอร์ชื่อ Grady
Except for our table all the chairs were up on the tables. So the music is echoing down the hall, and, I mean, it was like God had put me there to hear that and see those things.
ค่ำคืนนั้นเมื่อหัวถึงหมอน King ยังฝันเห็นบุตรชายวัยสามขวบวิ่งอยู่ในโถงทางเดินโรงแรม จู่ๆส่งเสียงกรีดร้อง หันหลังกลับไปมอง บางสิ่งอย่างลุกโชติช่วงกำลังไล่ล่าติดตาม นั่นทำให้เขาสะดุ้งตื่น เหงื่อท่วมตัว ลุกขึ้นมาสูบบุหรี่ เหม่อมองนอกหน้าหน้า แปะติดปะต่อเหตุการณ์ เรื่องราวนวนิยายก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
That night I dreamed of my three-year-old son running through the corridors, looking back over his shoulder, eyes wide, screaming. He was being chased by a fire-hose. I woke up with a tremendous jerk, sweating all over, within an inch of falling out of bed. I got up, lit a cigarette, sat in a chair looking out the window at the Rockies, and by the time the cigarette was done, I had the bones of the book firmly set in my mind
นอกจากโรงแรมพื้นหลัง King ยังเขียนนวนิยายเล่มนี้ในลักษณะคำสารภาพ (Confession) สะท้อนความหวาดกลัวที่จะพลั้งพลาดใช้ความรุนแรงกับลูกๆ ยังอยู่ในวัยไม่รู้ประสีประสา บ่อยครั้งชอบเข้ามาก่อกวน สร้างความวุ่นๆวายๆ ทำอย่างไรถึงสามารถอดกลั้น ควบคุมสติอารมณ์ ไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนั้นบังเกิดขึ้นกับตนเอง
Sometimes you confess. You always hide what you’re confessing to. That’s one of the reasons why you make up the story. When I wrote The Shining, for instance, the protagonist of The Shining is a man who has broken his son’s arm, who has a history of child beating, who is beaten himself. And as a young father with two children, I was horrified by my occasional feelings of real antagonism toward my children. Won’t you ever stop? Won’t you ever go to bed? And time has given me the idea that probably there are a lot of young fathers and young mothers both who feel very angry, who have angry feelings toward their children.
So when I wrote this book I wrote a lot of that down and tried to get it out of my system, but it was also a confession. Yes, there are times when I felt very angry toward my children and have even felt as though I could hurt them. Well, my kids are older now. Naomi is fifteen and Joey is thirteen and Owen is eight, and they’re all super kids, and I don’t think I’ve laid a hand on one of my kids in probably seven years, but there was a time.
เกร็ด: King ใช้เวลาเขียน The Shining ในระยะเวลาไม่ถึงสี่เดือน โดยชื่อนวนิยายได้แรงบันดาลใจจากบทเพลง Instant Karma! (1970) ของ John Lenon มีท่อนคำร้อง “We all shine on”.
Stanley Kubrick (1928-99) ช่างภาพ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นแพทย์ทางเลือก (Homeopathy) ฐานะค่อนข้างดี, บุตรชายมีไอคิวสูง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ วัยเด็กชื่นชอบการเล่นหมากรุก อ่านปรัมปรา เทพนิยาย, ตอนอายุสิบสาม บิดาซื้อกล้อง Graflex เกิดความหลงใหลในการถ่ายภาพ พอเรียนจบมัธยมขายภาพถ่ายให้นิตยสาร Look เลยได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานเต็มเวลา เริ่มมีชื่อเสียงจากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องราว บันทึกภาพ ‘Prizefighter’ การชกมวยของ Walter Cartier
ต่อมา Kubrick เริ่มแวะเวียนไปรับชมภาพยนตร์ที่ Museum of Modern Art หลงใหลลีลาการเคลื่อนเลื่องกล้องของ Max Ophüls รวมถึงการจัดองค์ประกอบภาพของ Elia Kazan จากนั้นเริ่มต้นทดลองถ่ายทำสารคดีขนาดสั้น Day of the Fight (1951) ของนักมวยคนโปรด Walter Cartier เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถขายลิขสิทธิ์ให้กับ RKO-Pathé ราคา $4,000 เหรียญ
ความสำเร็จเล็กๆทำให้ Kubrick ตัดสินใจลาออกจากนิตยสาร Look แล้วทุ่มเวลากับการสร้างสารคดีขนาดสั้น Flying Padre (1951), The Seafarers (1953) [เชื่อกันว่า Kubrick กำกับหนัง/สารคดีสั้นมากกว่านี้ แต่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันเพียงสามเรื่อง], ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Fear and Desire (1953) [ล้มเหลวเสียจนพยายามทำลายฟีล์มหนังทิ้ง], Killer’s Kiss (1955), แจ้งเกิดกับ The Killing (1956), และมาสเตอร์พีซเรื่องแรก Paths of Glory (1957)
แม้ว่า Barry Lyndon (1975) จะได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากทำเงินไม่คุ้มทุน ผกก. Kubrick จึงจำต้องมองหาโปรเจคน่าจะขายได้สักนิดหน่อย หลายปีก่อนหน้านี้เคยได้รับการติดต่อให้กำกับ The Exorcist (1973) นั่นน่าจะคือจุดเริ่มต้นความสนใจในหนังแนว Horror
ผกก. Kubrick บอกให้เลขาส่วนตัวสรรหานวนิยาย Horror หลายสิบ-ร้อยเรื่อง ส่วนใหญ่อ่านไม่เกินหนึ่งบทก็หมดความสนใจ โยนเขวี้ยงขว้างใส่กำแพงดังไปถึงนอกห้องทุกๆ 5-10 นาที จนกระทั่งคราหนึ่งผ่านไปเป็นชั่วโมงๆ เปิดประตูเข้าไปเห็นถือหนังสือ The Shining อ่านตั้งแต่ต้นจนจบเล่มในคราเดียว
Kubrick’s secretary heard the sound of each book hitting the wall as the director flung it into a reject pile after reading the first few pages. Finally, one day the secretary noticed it had been a while since she had heard the thud of another writer’s work biting the dust. She walked in to check on her boss and found Kubrick deeply engrossed in reading a copy of the manuscript of The Shining.
จากคำบอกกล่าวของ Stephen King
ผกก. Kubrick มีความชื่นชอบนวนิยายเล่มนี้อย่างมากๆ ถึงขนาดกล่าวชื่นชม “very compulsive reading” หลงใหลแนวคิด พล็อตเรื่องราว โครงสร้างการนำเสนอ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ สามารถผสมผสานจิตวิทยา (Psychological) และเรื่องเหนือธรรมชาติ (Supernatural) คลุกเคล้าเข้ากันได้อย่างกลมกล่อม
I’ve always been interested in ESP and the paranormal. In addition to the scientific experiments which have been conducted suggesting that we are just short of conclusive proof of its existence, I’m sure we’ve all had the experience of opening a book at the exact page we’re looking for, or thinking of a friend a moment before they ring on the telephone. But The Shining didn’t originate from any particular desire to do a film about this.
The manuscript of the novel was sent to me by John Calley, of Warner Bros. I thought it was one of the most ingenious and exciting stories of the genre I had read. It seemed to strike an extraordinary balance between the psychological and the supernatural in such a way as to lead you to think that the supernatural would eventually be explained by the psychological: “Jack must be imagining these things because he’s crazy”. This allowed you to suspend your doubt of the supernatural until you were so thoroughly into the story that you could accept it almost without noticing.
Stanley Kubrick
ในตอนแรก King มีความกระตือรือล้นอยากร่วมงานผกก. Kubrick จึงพัฒนาบทหนังส่งให้พิจารณา แต่ได้รับคำตอบกลับว่าหลายสิ่งอย่างไม่เหมาะสำหรับภาพยนตร์ มีความเป็น ‘Traditional Horror’ มากจนเกินไป เลยจำใจมอบสิทธิ์การดัดแปลงให้อีกฝ่ายอย่างเต็มที่!
With The Shining, the problem was to extract the essential plot and to re-invent the sections of the story that were weak. The characters needed to be developed a bit differently than they were in the novel. It is in the pruning down phase that the undoing of great novels usually occurs because so much of what is good about them has to do with the fineness of the writing, the insight of the author and often the density of the story. But The Shining was a different matter. Its virtues lay almost entirely in the plot, and it didn’t prove to be very much of a problem to adapt it into the screenplay form.
ด้วยเหตุนี้ผกก. Kubrick เลยทำการติดต่อนักเขียนนวนิยาย Diane Johnson (ขณะนั้นยังเป็นอาจารย์สอนสัมมนา วรรณกรรมโกธิค University of California, Berkeley) จากความประทับใจ The Shadow Knows (1974) เรื่องราวเกี่ยวกับหญิงหม้ายลูกสี่ ถูกใครบางคน (Stalker) แอบติดตาม ใช้ขวานทุบประตูบ้าน โทรศัพท์หาทุกค่ำคืน เธอจึงต้องทำการออกค้นหา เผชิญหน้ากับบุคคลแปลกหน้านั้น
Diane is an American novelist who has published a number of extremely good novels which have received serious and important attention. I was interested in several of her books and in talking to her about them I was surprised to learn that she was giving a course at the University of California at Berkeley on the Gothic novel. When The Shining came up she seemed to be the ideal collaborator, which, indeed, she proved to be. I had already been working on the treatment of the book, prior to her starting, but I hadn’t actually begun the screenplay.
Diane and I talked a lot about the book and then we made an outline of the scenes we thought should be included in the film. This list of scenes was shuffled and reshuffled until we thought it was right, and then we began to write. We did several drafts of the screenplay, which was subsequently revised at different stages before and during shooting.
ครอบครัว Torrance ประกอบด้วยบิดา/สามี Jack (รับบทโดย Jack Nicholson) นักเขียนผู้เคยติดเหล้า รวมถึงเคยพลั้งมือทำร้ายบุตรชายของตัวเอง, มารดา/ภรรยา Wendy (รับบทโดย Shelley Duvall) ผู้ไม่ค่อยรับรู้ประสีประสา พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ และบุตรชาย Danny (รับบทโดย Danny Lloyd) มีพลังพิเศษชื่อว่า ‘Shining’ สามารถอ่านความคิด ติดต่อสื่อสารทางโทรจิต ทั้งยังสามารถพบเห็นนิมิต ได้รับคำเตือนจากเพื่อนในจินตนาการชื่อ Tony ถึงหายนะกำลังจะบังเกิดขึ้น
จากอุบัติเหตุครั้งนั้นที่ Jack พลั้งมือกระทำร้ายบุตรชาย เขาจึงพยายามจะแก้ตัวด้วยการมองหางานที่สามารถใช้เวลาอยู่กับลูก-เมีย กระชับความสัมพันธ์ ลบล้างอดีตอันเลวร้าย ก่อนได้รับการว่าจ้างเป็นผู้เฝ้าโรงแรม Overlook Hotel ณ Colorado ซึ่งจะปิดบริการช่วงฤดูหนาว ช่วงแรกๆอะไรๆเหมือนจะดำเนินเป็นไปโดยดี จนกระทั่งวิญญาณสิงสถิตในโรงแรมแห่งนี้เริ่มปรากฎตัวออกมาหลอกหลอน สร้างความสั่นสยองขวัญ ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจสมาชิกครอบครัว Torrance จักหาหนทางเอาตัวรอดได้สำเร็จหรือไม่?
John Joseph Nicholson (1937-) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Neptune City, New Jersey มารดาเป็นนักเต้น Showgirl ขณะนั้นอายุเพียง 17 ไม่รับรู้ใครคือบิดา ฝากให้ปู่-ย่าเลี้ยงดูแลโดยบอกว่าตนเองคือพี่สาว, โตขึ้นสมัครเข้าร่วม California Air National Guard (เพื่อเลี่ยงไม่ไป Korean War) หลังปลดประจำการเดินทางสู่ Hollywood ฝึกฝนการแสดงกับกลุ่มละคอนเวที Players Ring Theater ได้รับบทสมทบซีรีย์โทรทัศน์, ภาพยนตร์เรื่องแรก The Cry Baby Killer (1958), แจ้งเกิดกับ Easy Rider (1969), Five Easy Pieces (1970), Chinatown (1974), One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975), The Shining (1980), Terms of Endearment (1983), A Few Good Men (1992), As Good as It Gets (1997), About Schmidt (2002) ฯ
รับบท John Daniel Edward ‘Jack’ Torrance อดีตครูสอนหนังสือ ชื่นชอบดื่มสุราเมามาย (Alcoholism) เลยถูกไล่ออกจากโรงเรียน กลายมาเป็นนักเขียนไส้แห้ง พลั้งพลาดกระทำร้ายบุตรชายจึงต้องการกลับตัวกลับใจ เลิกเหล้า ได้ทำงานผู้ดูแลโรงแรม Overlook Hotel ในช่วงปิดให้บริการฤดูหนาว
ช่วงแรกๆทุกสิ่งอย่างก็ดำเนินไปโดยดี แต่ปรากฎว่างานเขียนไม่คืบหน้า ถูกรบกวนโดยภรรยาและบุตรชายอยู่บ่อยครั้ง จนเริ่มไม่สามารถควบคุมตนเอง ขึ้นเสียงใส่อารมณ์ พบเห็นภาพหลอน/วิญญาณสิงสถิตในโรงแรมแห่งนี้ แสดงอาการคลุ้มคลั่ง ก่อนออกไล่ล่า พยายามเข่นฆ่า กลายเป็นคนสูญเสียสติแตก
เกร็ด: Jack Torrance ได้รับการโหวตจากหลายๆสำนึก ให้เป็นหนึ่งในตัวละคร/ผู้ร้ายยอดที่สุดแห่งโลกภาพยนตร์
- AFI: 100 Years…100 Heroes & Villains (2003) ฟากฝั่งผู้ร้าย (Villians) ติดอันดับ #25
- Premiere: 100 Greatest Movie Characters of All Time (2004) ติดอันดับ #82
- Empire: 100 Greatest Movie Characters (2008) ติดอันดับ #73
ผกก. Kubrick มีความประทับใจการแสดงของ Nicholson มาตั้งแต่ Easy Rider (1969) ชื่นชมว่าคือหนึ่งในนักแสดงยอดเยี่ยมที่สุดเทียบเท่า Spencer Tracy และ James Cagney, ก่อนหน้านี้เคยชักชวนมารับบทนำภาพยนตร์ Napoleon น่าเสียดายโปรเจคถูกระงับการสร้าง จนกระทั่งมีโอกาสร่วมงาน The Shining (1980)
I believe that Jack is one of the best actors in Hollywood, perhaps on a par with the greatest stars of the past like Spencer Tracy and Jimmy Cagney. I should think that he is on almost everyone’s first-choice list for any role which suits him. His work is always interesting, clearly conceived and has the X-factor, magic. Jack is particularly suited for roles which require intelligence. He is an intelligent and literate man, and these are qualities almost impossible to act. In The Shining, you believe he’s a writer, failed or otherwise.
Stanley Kubrick
ก่อนหน้านี้ไม่นาน Nicholson เพิ่งคว้ารางวัล Oscar: Best Actor จากภาพยนตร์ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) นั่นทำให้ Stephen King ไม่ชอบการคัดเลือกนักแสดงนี้อย่างแรง! เพราะแค่ฉากสัมภาษณ์งาน มันก็ชัดเจนมากๆว่าหมอนี่มันบ้า! เขาเขียนตัวละคร Jack Torrance คือตัวตายตัวแทนของตนเอง บุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป พยายามแนะนำนักแสดงอย่าง Jon Voight, Christopher Reeve หรือ Michael Moriarty ก็ไม่เป็นผลอะไร
The character of Jack Torrance has no arc in that movie. Absolutely no arc at all. When we first see Jack Nicholson, he’s in the office of Mr. Ullman, the manager of the hotel, and you know, then, he’s crazy as a shit house rat. All he does is get crazier. In the book, he’s a guy who’s struggling with his sanity and finally loses it. To me, that’s a tragedy. In the movie, there’s no tragedy because there’s no real change.
Stephen King
ถ้าหนังสร้างตามต้นฉบับนวนิยายเป๊ะๆ นักแสดงที่ King กล่าวมาคงเหมาะสมทุกประการ สร้างความสงสารเห็นแก่ใจแก่ผู้ชม แต่ทว่าการตีความตัวละครนี้ของผกก. Kubrick เหมาะสำหรับ Nicholson ที่ราวกับระเบิดเวลา เต็มไปด้วยความเก็บกด อดกลั้น ใกล้ระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่ง เป็นนักแสดงโดดเด่นกับการเลิศคิ้ว ปั้นแต่งสีหน้า ท่าทางดัดจริต โดยเฉพาะแสยะยิ้มได้อย่างน่าสะพรึง … นี่น่าจะคือเหตุผลให้ Nicholson ได้รับบท The Joker ภาพยนตร์ Batman (1989)
เกร็ด: “Here’s Johnny!” ได้แรงบันดาลใจจากรายการทอล์คโชว์ทางโทรทัศน์ The Tonight Show Starring Johnny Carson (1962-92) ทุกครั้งตอนเริ่มรายการจะใช้คำพูดติดปากนี้เพื่อแนะนำพิธีกร Johnny Carson, ด้วยความที่ผกก. Kubrick อาศัยอยู่อังกฤษมานาน เลยไม่รับรู้การอ้างอิง/ล้อเลียนดังกล่าว ทีแรกว่าจะตัดทิ้งด้วยซ้ำ พอเก็บเอาไว้กลายเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของหนัง ติดอันดับ #68 ชาร์ท AFI: 100 Years…100 Movie Quotes (2005) และอันดับ #36 ชาร์ท Premiere: The 100 Greatest Movie Lines (2007)

Shelley Alexis Duvall (1949-2024) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน (ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับนักแสดง Robert Duvall) เกิดที่ Fout Worth, Houston (Texas) วัยเด็กไม่ได้ชื่นชอบด้านการแสดงสักเท่าไหร่ โตขึ้นใฝ่ฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ สามารถสอบเข้า South Texas Junior College สาขาโภชนาการและบำบัดด้วยอาหาร (Nutrition and Diet Therapy) แต่ไม่นานก็ตัดสินใจลาออกมา, วันหนึ่งมีโอกาสพบเจอผู้กำกับ Robert Altman ที่กองถ่ายภาพยนตร์ Brewster McCloud (1970) จับพลัดจับพลู รู้ตัวอีกทีกลายเป็นนักแสดงขาประจำ McCabe & Mrs. Miller (1971), Thieves Like Us (1974), Nashville (1975), 3 Women (1977) ** คว้ารางวัล Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Cannes, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Shining (1980), Time Bandits (1981) ฯ
รับบท Winnifred ‘Wendy’ Torrance ภรรยาผู้อุทิศตนเองให้กับครอบครัว ไม่แน่ใจว่าเธอเคยถูกสามีกระทำร้ายหรือเปล่า แต่หลังจากเขาพลั้งพลาดทำให้บุตรชายได้รับบาดเจ็บ พยายามทำทุกสิ่งอย่างปกป้องลูกน้อย สำแดงสันชาติญาณเพศแม่ พร้อมเผชิญหน้าต่อสู้แม้เต็มไปด้วยความหวาดสะพรึงกลัว
Kubrick มีความประทับใจ Duvall ในทุกๆผลงานกับผกก. Altman หน้าตาอาจไม่ได้สวยสะพรั่ง หรือพึ่งพาตนเองได้เหมือนนวนิยาย แต่บุคคลแบบนั้นไม่น่าจะครองคู่อยู่ร่วม อดรนทนสามีอย่าง Jack ได้สักเท่าไหร่?
I had seen all of her films and greatly admired her work. I think she brought an instantly believable characterization to her part. The novel pictures her as a much more self-reliant and attractive woman, but these qualities make you wonder why she has put up with Jack for so long. Shelley seemed to be exactly the kind of woman that would marry Jack and be stuck with him. The wonderful thing about Shelley is her eccentric quality — the way she talks, the way she moves, the way her nervous system is put together. I think that most interesting actors have physical eccentricities about them which make their performances more interesting and, if they don’t, they work hard to find them.
Stanley Kubrick
ความไม่สวย อ่อนแอ เปราะบาง พึ่งพาตนเองไม่ค่อยได้ของ Duvall ช่างมีความละม้ายคล้าย ในทิศทางตรงกันข้ามกับ Jack นั่นเลยทำให้ทั้งสองสามารถพึ่งพาอาศัย เติมเต็มกันและกัน เธอยินยอมเสียสละตนเอง ให้เขากดขี่ข่มเหง แต่เมื่อไหร่ถึงขั้นลงมือลงไม้ กระทำร้ายบุตรชาย นั่นคือขีดสุดความอดกลั้น … ในขณะที่ Jack ระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่ง, Duvall ก็กลายเป็น ‘Scream Queen’ กรีดร้อง ตะเกียกตะกาย ร่ำไห้ เต็มไปด้วยความน่าสมเพศเวทนา
King ไม่ชอบการคัดเลือก Duvall อย่างรุนแรง ถึงขนาดกล่าวว่า “an example of absolutely grotesque casting”. “one of the most misogynistic characters ever put on film.” นั่นเพราะตัวละครนี้คือตัวแทนภรรยาสุดสวย ต้องการยกย่องสรรเสริญ เพราะความเข้มแข็งของเธอทำให้เขา (Jack) สามารถเอาตัวรอดพานผ่านวิกฤตดังกล่าว
ตัวของ Duvall เคยกล่าวถึงประสบการณ์ร่วมงานผกก. Kubrick บอกเลยว่า “Almost unbearable” เพราะต้องร้องไห้วันละ 12 ชั่วโมง 5-6 วันต่อสัปดาห์ ตลอดระยะเวลาถ่ายทำ 9 เดือน แต่เธอไม่เคยว่าร้ายผู้กำกับ เพราะเขาพยายามผลักดันเพื่อให้ได้การแสดงยอดเยี่ยมที่สุด ออกมาตรงกับที่ตนเองต้องการ
Stanley really gets a bad reputation sometimes but he was a perfectionist. We had our moments when we laughed and joked around on set, but then there were times that we just exploded at each other! I’m a very stubborn person and don’t like being bossed around and told what to do, Stanley pushed and pushed to get the performance out of me that he wanted. The script wasn’t really specific enough for me to understand what my character was going through mentally, I played it out as a battered but loving housewife who supports her husband through all the shit in their marriage. Stanley wanted a tough, strong, independent woman, I disagreed with that decision, but the way all my scenes worked out you see all those emotions in my character. What I thought my character should be and what he thought my character should be rolled into one. It was a hell of a shoot but he got what he wanted out of me!
Shelley Duvall
มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เมื่อตอนออกฉาย ผู้ชมสมัยนั้นมองว่าการแสดงของ Duvall สุดแสนน่ารำคาญ อัปลักษณ์เกินอดรนทน ถึงขนาดได้เข้าชิง Razzi Award: Worst Actress จนเมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน นักวิจารณ์สมัยใหม่ถึงเริ่มสังเกตเห็นความมุ่งมั่น อดทนอดกลั้น ไม่ใช่แค่กรีดร้อง+ร่ำไห้ แต่คือความทุกข์ทรมานจากการถูกผลักดัน (โดยผกก. Kubrick) ทำให้ผมนึกถึง Renée Jeanne Falconetti ในโคตรหนังเงียบ The Passion of Joan of Arc (1928) … น่าจะคือบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดของ Duvall ด้วยซ้ำไป!
สำหรับเด็กชาย Daniel Anthony ‘Danny’ Torrance ในตอนแรกผกก. Kubrick อยากได้ Cary Guffey จากภาพยนตร์ Close Encounters of the Third Kind (1977) แต่ผู้ปกครองไม่อนุญาต เพราะกลัวความรุนแรง/หลอกหลอนจากนวนิยายต้นฉบับ ด้วยเหตุนี้จึงใช้วิธีประกาศรับสมัครเด็กชายในย่าน Chicago, Denver และ Cincinnati

(ที่ต้องจำเพาะเจาะจงเด็กๆในย่านนี้เพราะ Nicholson มาจาก New Jersey ขณะที่ Duvall มาจาก Texas จึงพยายามค้นหานักแสดงเด็กที่อยู่ระหว่างทั้งสองรัฐ)
About 5000 boys were interviewed in America over a period of six months. This number eventually narrowed down to five boys who could have played the part. That worked out to about one child in a thousand who could act — actually not a bad average. The interviews were done in Chicago, Denver and Cincinnati, by my assistant, Leon Vitali, the actor who played the older Lord Bullingdon in Barry Lyndon, and his wife, Kersti. I chose those three cities because I wanted the child to have an accent which would fall somewhere between the way Jack and Shelley speak.
Stanley Kubrick
Daniel Edward Sidney Lloyd (เกิดปี ค.ศ. 1972) เกิดที่ Tremont, Illinois บิดาเป็นวิศวกรรถไฟ, เมื่อตอนอายุหกขวบ เดินทางมาคัดตัวนักแสดง The Shining (1977) ได้รับเลือกเพราะเป็นคนมีสมาธิ (Concentration) นานกว่าใครเพื่อน, ซึ่งระหว่างการถ่ายทำผกก. Kubrick พยายามปกป้อง แทบไม่รับอะไรอื่นนอกจากฉากของตนเอง (ในอังกฤษมีกฎเหล็กว่าเด็กเล็กทำงานได้เพียงวันละ 3 ชั่วโมง) และครุ่นคิดว่ากำลังเล่นหนัง Drama จนกระทั่งอายุ 13-14 ปี ถึงเพิ่งมีโอกาสรับชมหนัง
The Shining was a good experience. I look back on it fondly. What happened to me was I didn’t really do much else after the film. So you kind of have to lay low and live a normal life.
Danny Lloyd
ผกก. Kubrick กล่าวชื่นชม Lloyd เป็นเด็กเฉลียวฉลาด มีสันชาตญาณ ทักษะด้านการแสดง สามารถทำตามคำแนะนำอย่างไม่ดื้อรั้น จดจำบทของตนเองได้อย่างแม่นยำ กับเด็กวัยเพียงเท่านี้ถือว่าหาได้ยาก กลายเป็นปแระสบการณ์ที่ดี ไม่มีปมปัญหา Trauma ติดตัวกลับไป
I think his performance was wonderful — everything you could want from the role. He was a terrific boy. He had instinctive taste. He was very smart, very talented and very sensible. His parents, Jim and Ann, were very sensitive to his problems and very supportive, and he had a great time. Danny always knew his lines, and despite the inevitable pampering which occurred on the set, he was always reasonable and well-behaved.
Stanley Kubrick
หลังจาก Shining (1980), Lloyd ได้เล่นหนังโทรทัศน์อีกเรื่อง Will: G. Gordon Liddy (1982) จากนั้นก็ตัดสินใจรีไทร์จากวงการ โตขึ้นเข้าเรียนชีววิทยา ทำงานเป็นอาจารย์สอนอนู้ Elizabethtown Community and Technical College และหวนกลับมารับเชิญ (Cameo) ภาพยนตร์ Doctor Sleep (2019)
ถ่ายภาพโดย John Alcott (1930-86) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Isleworth, Middlesex บิดาคือ Arthur Alcott ผู้จัดการกองถ่าย Pinewood Studios บุตรชายเลยมีโอกาสวิ่งเล่นในโรงถ่ายตั้งแต่เล็ก ไต่เต้าจากเด็กตอกสเลท ช่างจัดแสง ผู้ช่วยตากล้อง จนกระทั่งได้รับโอกาสจากผู้กำกับ Stanley Kubrick ระหว่างถ่ายซ่อม 2001: A Space Odyssey (1968) สร้างความประทับใจจนได้ร่วมงานอีกสามครั้ง A Clockwork Orange (1971), Barry Lyndon (1975) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, The Shining (1980)
The Shining (1980) คือภาพยนตร์กลุ่มแรกๆที่ใช้อุปกรณ์ (Camera Stabilizer) ชื่อว่า Steadicam สร้างขึ้นโดย Garrett Brown เมื่อปี ค.ศ. 1975 สำหรับวางกล้อง (หนังเรื่องนี้ใช้กล้อง Arriflex 35 BL) โดยจะมีตัวถ่วงช่วยลดแรงสั่นสะเทือน ทำให้ตากล้องสามารถขยับเคลื่อนไหว เดินไปเดินมาโดยกล้องไม่ส่ายๆสั่นๆ … กล่าวคือ Steadicam อุปกรณ์ที่ทำให้การถ่ายภาพเคลื่อนไหวมีความนิ่งที่สุด!
ภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ที่มีการใช้อุปกรณ์ Steadicam มักจำเพาะเจาะจงกับฉากแอ๊คชั่น วิ่งติดตาม ขึ้นลงบันได (เฉพาะฉากที่กล้องมีการสั่นไหวค่อนข้างมาก) The Shining (1980) ได้ทำการท้าทายขีดจำกัดหลายๆอย่าง โดยเฉพาะฉากภายในเขาวงกต, วิ่งติดตามรถเด็กเล่นของ Danny, หรือตอน Jack พูดข่มขู่/พยายามโน้มน้าว Wendy ให้วางอาวุธ ฯ
ด้วยความที่ Steadicam ยังเป็นอุปกรณ์ใหม่ มันจึงไม่มีใครมีประสบการณ์มาก่อน ด้วยเหตุนี้ผกก. Kubrick จึงชักชวนผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์ชิ้นนี้ Garrett Brown มาเป็นผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) เวลามีปัญหาก็สามารถแก้ไข/พัฒนาอุปกรณ์ให้มีความยอดเยี่ยมขึ้นๆอีก
The Steadicam allows one man to move the camera any place he can walk — into small spaces where a dolly won’t fit, and up and down staircases. We used an Arriflex BL camera, which is silent and allows you to shoot sound. You can walk or run with the camera, and the Steadicam smooths out any unsteadiness. It’s like a magic carpet. The fast, flowing camera movements in the maze would have been impossible to do without the Steadicam. You couldn’t lay down dolly tracks without the camera seeing them and, in any case, a dolly couldn’t go around the right-angled corners of the maze pathways. Without a Steadicam you could have done your best with the normal hand-held camera but the running movements would have made it extremely unsteady.
Stanley Kubrick
ในขณะที่ฉากภายนอกโรงแรม Overlook Hotel ส่งกองสองไปถ่ายทำยัง Timberline Lodge, Clackamas County (Oregon) แต่ฉากภายในทั้งหมดสร้างขึ้นในสตูดิโอ Elstree Studios, Borehamwood (ประเทศอังกฤษ)โดยอ้างอิงจากการตกแต่งภายในของโรงแรม Ahwahnee Hotel, Yosemite National Park (California) ออกแบบโดยสถาปนิก Gilbert Stanley Underwood (1890-1961)
ดั้งเดิมนั้นหนังวางแผนการถ่ายทำไว้แค่ 17 สัปดาห์ (4 เดือนกว่าๆ) แต่การโหยหาความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ของผกก. Kubrick ทำให้งานสร้างล่าช้าไปเป็นปีๆ ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1978 จนปิดกล้อง 6 ตุลาคม ค.ศ. 1979
LINK: ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำจาก https://theasc.com/articles/steadicam-shining-revisited





ภาพแรกของหนังถ่ายจากบนเฮลิคอปเตอร์ (Helicopter shot) กำลังดำเนินผ่านเกาะกลางทะเลสาป Saint Mary Lake ตั้งอยู่ยัง Glacier National Park, Montana นี่ไม่ใช่แค่ทิวทัศน์สวยๆ แต่สามารถมองเป็นอารัมบทการเดินทางของหนัง กำลังจะมุ่งสู่ใจกลายอะไรสักสิ่งอย่าง = สถานที่ที่ครอบครัว Torrance ราวกับจะถูกทอดทิ้ง/ติดเกาะ ให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เมื่อมาอาศัยอยู่แล้วไม่สามารถหลบหนีไปไหน

แม้เป้าหมายปลายทาง Overlook Hotel จะตั้งอยู่ยัง Colorado แต่เส้นทางที่ถ่ายทำนี้คือ Going-to-the-Sun Road ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติ Glacier National Park, Montana ซึ่งยังถือว่าอยู่ในแนวเทือกเขา Rocky Mountains
เกร็ด: การบันทึกภาพบนเฮลิคอปเตอร์นี้เห็นว่ายาวนานเป็นชั่วโมงๆ นำมาใช้จริงแค่ไม่กี่นาที ส่วนที่เหลือคงเก็บเข้าคลัง (Archive Footage) และเห็นว่าบางส่วนถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์ Blade Runner (1982)

ผกก. Kubrick อธิบายเหตุผลที่เลือกใช้ Timberline Lodge ติดภูเขา Mount Hood ตั้งอยู่ยัง Clackamas County, Oregon แทนที่จะเป็น The Stanley Hotel ณ Estes Park, Colorado ก็เพราะสถานที่ต้นแบบในนวนิยาย หิมะตกไม่เยอะ ไฟฟ้าไม่เพียงพอใช้ … เอิ่ม ไม่ใช่ว่าฉากภายในถ่ายทำในสตูดิโอหรอกหรือ?
เอาจริงๆผมว่ามันคงเป็นเรื่องของความประทับใจในทิวทัศน์พื้นหลังเสียมากกว่า ผมนำภาพ The Stanley Hotel มาให้เปรียบเทียบกันดู จุดแตกต่างสำคัญคือเทือกเขาด้านหลัง Longs Peak มันไม่ได้มีความน่าตื่นตาตื่นใจเทียบเท่า Mount Hood ของ Timberline Lodge กระมังนะ!


สำหรับการออกแบบฉากภายใน (สร้างขึ้นที่สตูดิโอ Elstree Studio, Borehamwood) มอบหมายให้ Roy Walker (Production Design) เดินทางไปถ่ายภาพภายในโรงแรมทั่วสหรัฐอเมริกา ก่อนตัดสินใจเลือกต้นแบบ Ahwahnee Hotel ตั้งอยู่ยัง Yosemite National Park, California เปิดให้บริการเมื่อปี ค.ศ. 1927 ออกแบบโดยสถาปนิก Gilbert Stanley Underwood (บุคคลเดียวกับที่ออกแบบสร้าง Timberline Lodge) ทำการผสมผสาน Art Deco, Native American, Middle Eastern และ Arts and Crafts



หน้าห้องผู้จัดการโรงแรมจะมีภาพวาดชื่อ The Great Earth Mother (1976) ผลงาน Naïve Art (Primitivism) ของ Norval Morrisseau (1932-2007) หรือ Copper Thunderbird จิตรกรชาวอินเดียนแดงจาก Canada เจ้าของฉายา “Picasso of the North”
The Great Earth Mother เป็นภาพวาดที่สะท้อนความเชื่อทางจิตวิญญาณของกลุ่มชนพื้นเมือง Anishinaabe (Ojibwe) นำเสนอความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ด้วยภาพของ Mother Earth คือส่วนผสมของสรรพสิ่งอย่าง


หนึ่งในเทคนิคพบบ่อยก็คือการค่อยๆซูมเข้า (Zoom-In) และ Cross-Cutting ซึ่งสำหรับหนังแนว Horror เมื่อไหร่พบลูกเล่นนี้มักสร้างสัมผัสสิ่งชั่วร้าย หายนะกำลังคืบคลานเข้ามา และในกรณีของ The Shining (1980) ยังมักระหว่างการใช้พลังพิเศษ ‘Shining’ ปรากฎภาพนิมิต สื่อสารทางโทรจิต ติดต่อทางไกล ฯ
อย่างภาพช็อตนี้กล้องค่อยๆซูมเข้าหาอพาร์ทเม้นท์ Kensington Apartment Homes, Colorado สถานที่อยู่อาศัยของครอบครัว Torrance เด็กชาย Danny มีพลังพิเศษ ‘Shining’ สัมผัสได้ถึงสิ่งชั่วร้าย ไม่อยากไปพักอาศัยยังโรงแรมแห่งนั้น

หนังสือที่ Wendy อ่านอยู่ขณะนี้หลายคนอาจรู้จัก The Catcher in the Rye (1951) วรรณกรรมแนว Coming-of-Age แต่งโดย J. D. Salinger (1919-2010) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ยอดขายกว่า 65+ ล้านเล่ม! แปลเป็นภาษาอื่นมากมาย รวมถึงภาษาไทยในชื่อจะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น ได้รับการโหวตจาก Modern Library: 100 best English-language novels of the 20th century
เรื่องราวของ Holden Caulfield เด็กหนุ่มอายุ 16 ปี ถูกไล่ออกจากโรงเรียนเพราะสอบตกแทบทุกวิชา นี่เป็นครั้งที่สี่ที่ต้องย้ายโรงเรียน เขาจึงต้องการเวลาทำใจเลยออกเตร็ดเตร่ เที่ยวเล่นอยู่ในมหานคร New York ก่อนกลับไปเผชิญหน้ากับพ่อแม่, โดยตลอดระยะเวลาสามวันนั้น เขาได้เผชิญหน้ากับโลกของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยความจอมปลอม เสแสร้ง สร้างภาพ นั่นทำให้เด็กชายอยากรักษาความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเอาไว้ และพยายามค้นหาความหมาย/เป้าหมายชีวิตของตัวเอง

ระหว่างการสัมภาษณ์งาน มีพนักงานโรงแรมคนหนึ่งชื่อ Bill Watson (รับบทโดย Barry Dennen) เข้ามานั่งอยู่เคียงข้าง Jack ผมไม่ค่อยรู้สึกสักเท่าไหร่ แต่หลายคนบอกว่าชายคนนี้หน้าตาละม้ายคล้าย Jack Nicholson ทรงผม ชุดสูท นั่งไขว่ห้าง ฯ ซึ่งถ้ามองเช่นนั้นจะทำให้ช็อตนี้มีลักษณะเหมือนภาพสะท้อนกระจก (pseudo-mirror) บอกใบ้หลายๆสิ่งอย่างของหนังที่จะมีความสอดคล้อง คู่ขนาน หรือที่ผมชอบเรียก “สูตรสอง”

เรื่องเล่าของผู้จัดการโรงแรมเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเคยบังเกิดขึ้นเมื่อทศวรรษก่อน รวมถึงตอน Jack ทำการยืนยัน นั่งยัน “I give you my word.” พูดบอกว่าเชื่อใจได้ เรื่องแบบนั้นไม่มีวันเกิดขึ้นกับฉัน นี่เป็นการปักธง ‘Death Flag’ ผู้ชมสัมผัสได้ถึงหายนะกำลังคืบคลานเข้ามา และสิ่งที่น่าสนใจของช็อตนี้คือภาพถ่ายด้านหลัง เหมือนจงใจทำให้เบลอๆ เพื่อสื่อถึงอดีตอันเลือนลาง และพอหนังจบหวนกลับมาเห็นภาพถ่ายนี้ มันจักเกิดความครุ่นคิดว่า Jack อาจปรากฎตัวอยู่ในรูปนี้ด้วยหรือเปล่า?
มันมีหลายคนตีความการเซ็นสัญญากับ Overlook Hotel สามารถสื่อถึงการเซ็นสัญญากับปีศาจ (deal with the Devil), หรือประโยค “I give you my word.” ก็อาจหมายถึง “give you my soul” หรือจะมองในเชิงรูปธรรมที่หลังจาก Jack แสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง เขาค่อยๆสูญเสียความสามารถในการพูด ตอนไล่ล่าติดตาม Danny เข้าไปในเขาวงกต ได้ยินเพียงประโยคเดิมซ้ำๆ จนท้ายที่สุดหลงเหลือเพียงเสียงคำรามของสัตว์ (Animal Roar)

Jack โทรศัพท์หา Wendy เพื่อแจ้งข่าวได้งานทำ ขณะนั้นในโทรทัศน์กำลังฉายภาพยนตร์ … ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าใช่ McCabe & Mrs. Miller (1971) ของผกก. Robert Altman หรือเปล่าน่ะ?

กล้องค่อยๆซูมเข้าหา Danny ขณะสนทนากับเพื่อนในจินตนาการ Tony ปฏิเสธพูดบอกเหตุผลทำไมไม่อยากเดินทางไปโรงแรมแห่งนั้น ก่อนฉายภาพนิมิต (Blood Vision) มวลเลือดทะลักออกมาจากลิฟท์ ราวกับต้องการสื่อว่าสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยภัยพิบัติ ความตาย สถานที่ที่ชนพื้นเมืองอินเดียนแดงเคยถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide)


ฝาแฝดหญิงที่ถูกฆาตกรรม เชื่อกันว่าผกก. Kubrick ได้แรงบันดาลใจจากภาพถ่าย Identical Twins, Roselle, New Jersey, 1967 ของ Diane Arbus (1923-71) ผ่านการแนะนำของ Leon Vitali ที่ขณะนั้นกำลังค้นหานักแสดงเด็ก Danny แล้วได้พบเจอสองพี่น้องคู่นี้
เกร็ด: Lisa & Louise Burns ที่รับบทฝาแฝด Grady จริงๆแล้วเป็นพี่น้องอายุห่างกันสองปี (10 ขวบกับ 8 ขวบ) แต่ความสูงยังไล่เลี่ย หน้าตาละม้ายคล้ายยังกะแกะ ซึ่งหนังยังเคารพคารวะภาพถ่ายด้วยการให้พวกเธอทั้งสองแสดงออกทางอารมณ์ที่แตกต่างกันเล็กน้อย (สังเกตรอยยิ้ม)


ระหว่างที่หมอ/จิตแพทย์ (รับบทโดย Anne Jackson ภรรยาของ Eli Wallach) สนทนากับ Wendy ผมเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Wish Child (1930) แต่งโดย Ina Seidel เรื่องราวเกี่ยวกับแม่หม้ายและบุตรชายในช่วงระหว่าง Napoleonic Era (1799-1815) สามารถเอาตัวรอดจากสงครามครั้งหนึ่ง ก่อนสูญเสียเขาไปในอีกสงครามหนึ่ง … สะท้อนถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่ครั้งแรก Jack พลั้งพลาดกระทำร้ายบุตรชาย และครั้งต่อไปกำลังจะบังเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
ในขณะที่ Jack เดินทางไปสัมภาษณ์งานยัง Overlook Hotel รับฟังเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เคยบังเกิดขึ้น, ซีเควนซ์นี้ Wendy สนทนากับหมอ/จิตแพทย์ แล้วเล่าถึงความรุนแรงภายในครอบครัวเคยบังเกิดขึ้น … คือภาพสะท้อน เหตุการณ์คู่ขนาน สำหรับเติมเต็ม “สูตรสอง” ของหนัง!

การเดินทางของครอบครัว Torrance สู่โรงแรม Overlook Hotel ภายในรถมีการจัดแสงฟุ้งๆ ดูราวกับความเพ้อฝัน ส่วนฉากภายนอก Helicopter Shot และการพบเห็นเมฆหมอก เทือกเขาขาวโพลน (หิมะปกคลุม) สร้างสัมผัสลึกลับ พิศวง ราวกับดินแดนต้องมนต์(คำสาป)
แซว: เด็กชายวัยหกขวบบอกว่ารับรู้จักเรื่องราวเกี่ยวกับชนเผ่ากินเนื้อมนุษย์ (Cannibalism) จากรายการโทรทัศน์ นี่ถือเป็นการเสียดสี ประชดประชัน สำแดงการขาดความรับผิดชอบสังคมของภาพยนตร์/โทรทัศน์ คนรุ่นใหม่ค่อยๆซึมซับความรุนแรงผ่านสื่อพวกนี้มากขึ้นทุกวี่วัน


ให้ลองสังเกตภาพถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์หน้าโรงแรม Timberline Lodge จะพบว่าไม่มีเขาวงกต! แต่ภาพช็อตนี้ตอนผู้จัดการพามาแนะนำสถานที่หน้าโรงแรมกลับพบเห็นเขาวงกต? เท่าที่ผมหาข้อมูลได้ เขาวงกตสร้างขึ้นด้านหลังสตูดิโอ Elstree Studios นั่นแปลว่าด้านหน้าโรงแรมเกิดจากการสร้าง(เฉพาะ)ฉากหน้าขึ้นมาหลอกตาผู้ชม!
จะว่าไปฉากภายในโรงแรม Overlook Hotel มันช่างมีความเลี้ยวลดคดเคี้ยว (เหมือนเขาวงกต) ผู้ชมแทบไม่สามารถสร้างแผนผังขึ้นมาในใจ นั่นเพราะโรงถ่ายในสตูดิโอไม่ได้มีขนาดใหญ่โตขนาดนั้น มันจึงไม่ได้ความต่อเนื่อง เชื่อมโยง นอกเสียจากโถงทางเดินที่ Danny ขับรถเด็กเล่นวกไปวนมา


ระหว่างที่ Danny กำลังเล่นปาเป้าอยู่นั้น จู่ๆมีการ Fast-Zooming เข้าหาใบหน้าขณะหันควับกลับมา เป็นภาษาภาพยนตร์สำแดงความตกอกตกใจ เด็กชายสัมผัสได้ถึงการปรากฎตัวของฝาแฝดสาว … แต่สำหรับผู้ชมเพิ่งรับชมหนังครั้งแรก อาจยังไม่ตระหนักว่าเธอคือผีสาง/วิญญาณชั่วร้าย น่าจะแค่เพียงแขกเหรื่อทั่วๆไป แถมหนังจงใจฉายช็อตที่พวกเธอเดินจากไป เพราะถ้าเป็นผีมันคงไม่ต้องเดินกระมัง?

มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพบเจอบุคคลมีความสามารถพิเศษคล้ายๆกัน Danny สังเกตเห็นความผิดปกติ/บางสิ่งอย่างจากหัวหน้าพ่อครัว (Head Chief) Dick Hallorann กล้องจึงค่อยๆซูมเข้าหา (Zoom-In) ได้ยินเสียงหวีดแหลม (คลื่นความถี่สูง) และเสียงพูดอีกฝ่ายดังกึกก้องขึ้นมา โดยไม่ขยับปากออกเสียง
สถานที่ที่ Hallorann สื่อสารทางโทรจิตครั้งแรกกับ Danny ขณะอยู่ภายในห้องเก็บของ นี่อาจสื่อถึงการปกปิด หลบซ่อน พลังพิเศษที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อบุคคลภายนอก จนกว่าพวกเขาจะอยู่สองต่อสอง ถึงสามารถพูดบอก แสดงออก อธิบายปรากฎการณ์บังเกิดขึ้น


ภาพช็อตเดียวสามารถอธิบายได้หลายสิ่งอย่าง ช่วงแรกๆที่เข้าพักอาศัย Overlook Hotel จะมีการฉายภาพทิวทัศน์ภายนอก ซึ่งมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงที่สามารสื่อถึงบางสิ่งอย่าง
- หนึ่งเดือนถัดมา (A Month Later) ช่วงยามบ่ายๆ เย็นๆ แสงสีส้มจางๆ เงามืดค่อยๆคืบคลาน ขณะนี้ยังพอพบเห็นแสงอาทิตย์ คือตัวละครยังสามารถควบคุมสติสมประดี
- ภาพสองคือวันอังคาร (Tuesday) ดูแล้วพระอาทิตย์น่าจะเพิ่งลับขอบฟ้า แต่ยังพอมีแสงสว่างหลงเหลืออยู่นิดหน่อย นี่คือช่วงเวลาที่ Jack เริ่มหงุดหงิด ฉุนเฉียว
- ภาพสามคือวันเสาร์ (Saturday) พายุหิมะโหมกระหนำจนแทบมองอะไรไม่เห็น เมื่อตอน Danny เข้าห้องไปพบเจอบิดา การแสดงออกของเขามันช่างดูผิดปกติยังไงชอบกล
- และภาพสุดท้ายวันพุธ (Wedesday) พายุหิมะอาจดูเบาลง แต่แสงไฟจากโรงแรมน่าจะต้องการสื่อถึงยามค่ำคืน ช่วงเวลาที่ Jack มิอาจอดกลั้นฝืนทนได้อีกต่อไป




แม้หนังจะมี Steadicam ที่ช่วยให้การขยับเคลื่อนกล้อง สามารถดำเนินไปอย่างมั่นคง แต่ข้อเรียกร้องของผกก. Kubrick เต็มไปด้วยความยุ่งยาก ท้าทายขีดจำกัดของอุปกรณ์ โดยเฉพาะฉากกล้องติดตาม Danny ขับเด็กเล่นรอบโรงแรม สังเกตระยะภาพอยู่สูงกว่าพื้นไม่เท่าไหร่ (ระดับสายตาของเด็กชาย) นี่อาจฟังดูไม่ซับซ้อน แต่ลองครุ่นคิดถึงตากล้องผู้ใหญ่จะถือยังไง? เคลื่อนติดตามยังไง? และลองสังเกตเส้นทาง พานผ่านพื้นไม้ พื้นพรม วกไปวนมา เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา
เกร็ด: ผกก. Kubrick น่าจะได้แรงบันดาลใจเด็กชายปั่นรถสามล้อเด็กเล่น (Trycicle) จากภาพยนตร์ The Omen (1976)

หนึ่งเดือนผ่านไปมันอาจไม่ได้ยาวนาน แต่การใช้ชีวิตอย่างสันโดษมักทำให้ความสนใจเกี่ยวกับเวลาลดน้อยลง อย่างเช้าวันนี้ Wendy ปลุกตื่น Jack ตอนสิบเอ็ดโมงครึ่ง นี่ฉันตื่นสายขนาดนี้เชียวหรือ? ภาพแรกถ่ายภาพสะท้อนกระจกค่อยๆซูมเข้าหา จากนั้นสลับมาถ่ายภาพตรงๆ (กลับทิศทางจากในกระจก) เล่าถึงความทรงจำเลือนลางต่อโรงแรมแห่งนี้ ทุกสิ่งอย่างมันช่างมักคุ้น Déjà Vu ราวกับเคยใช้ชีวิตอาศัยอยู่มาก่อนหน้านี้
โดยปกติแล้วภาพสะท้อนกระจก มักสื่อถึงสิ่งซ่อนเร้นภายในจิตใจ (Psychological) แต่ในบริบทของหนังเรื่องนี้มันยังมีความเลือนลางกับสิ่งเหนือธรรมชาติ (Supernatural) นั่นทำให้เราสามารถมองการสนทนากับภาพสะท้อน/เงากระจก ได้ทั้งสองแง่มุม!


นี่เป็นช็อตเดียวของหนังที่ไม่สามารถทำ ‘in-camera’ ต้องนำเอาสองภาพ/การถ่ายทำสองครั้งมาซ้อนทับกัน
- โมเดลเขาวงกต (ที่อยู่ในห้องรับรอง) ถ่ายมุมก้มลงมาจากความสูงประมาณ 6 ฟุต
- เฉพาะตรงกึ่งกลางเขาวงกต สร้างโมเดลขนาดเท่าของจริงเพื่อให้สองนักแสดง Shelley Duvall และ Danny Lloyd เดินเล่นอยู่ในนั้น ส่วนการถ่ายทำก็ขึ้นไปอยู่บนชั้นดาดฟ้าแล้วถ่ายมุมก้มลงมา จัดวางองค์ประกอบภาพให้อยู่กึ่งกลางพอดิบดี
- สังเกตว่าพื้นตรงกึ่งกลางเขาวงกต จะมีความผิดแผกแตกต่างจากตำแหน่งอื่นๆโดยรอบ

นี่คือช็อตที่นักเรียนภาพยนตร์มักถูกสั่งให้วิเคราะห์เกี่ยวกับการจัดองค์ประกอบภาพ, Wendy เดินเข้ามาจากทิศทางฝั่งล่างขวา ส่งเสียงทักทาย ทำให้ Jack สูญเสียสมาธิ สร้างความรำคาญ ขัดจังหวะการทำงาน เลยขึ้นเสียงใส่อารมณ์ แล้วตั้งกฎระเบียบข้อบังคับ ถ้าได้เสียงพิมพ์ดีด ห้ามเข้ามารบกวนอย่างเด็ดขาด!
ปฏิกิริยาของ Wendy ก็ดูตกอกตกใจ คาดไม่ถึงกับปฏิกิริยาของสามี แต่ความน่าสนใจของช็อตนี้คือภาพพื้นหลัง ตำแหน่งของเธออยู่กึ่งกลางระหว่างความมืดมิด ซึ่งอาจสื่อถึงอาการกล้ำกลืนฝืนทน พูดไม่ออก-บอกไม่ถูก ครุ่นคิดว่าตนเองคงมีส่วนผิดที่เข้ามารบกวนการทำงานของเขา แต่จริงๆแล้วเธอไม่ผิดเลยนะ เขาต่างหากที่จู่ๆขึ้นเสียงใส่อารมณ์ พูดบอกอย่างสุภาพนุ่มนวลไม่ได้หรือไร? … นี่คือลักษณะหนึ่งของการสื่อสารล้มเหลว (Failure of Communication)


ในขณะที่ภรรยาและบุตรชายกำลังเล่นหิมะสนุกสนานอยู่ภายนอก Jack กลับค่อยๆตกอยู่ในความสิ้นหวัง ไม่สามารถครุ่นคิดเขียนนวนิยาย ภาพช็อตนี้คือหนึ่งในลายเซ็นต์ผกก. Kubrick มีคำเรียก “Kubrick Stare” เทคนิคการจัดเฟรมภาพยนตร์ที่นักแสดงจ้องตรงมายังกล้อง โดยจะก้มศีรษะลงเล็กน้อย พร้อมเบิกตากลมโตและจับจ้องมองขึ้นไป สร้างความอึดอัดใจให้ผู้ชม รู้สึกเหมือนถูกจับจ้อง คุกคาม ขณะเดียวกันสำแดงสภาพจิตใจตัวละคร อยู่ในสภาวะไม่มั่นคง มักเป็นการอารัมบทก่อนแสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่งออกมา
นอกจากเสียงหวีดแหลมบาดแก้วหู ผมรู้สึกว่าภาพช็อตนี้ที่มีการจัดแสงซีดๆอาบฉาบใบหน้า Jack มีความใกล้เคียงกับความหมายตรงๆของ The Shining ที่สุดแล้ว … หรือจะมองว่าเขาได้รับสัมผัสเหนือธรรมชาติก็ได้กระมัง

สไตล์การทำหนัง Horror ของผกก. Kubrick ไม่ใช่ผีตุ้งแช่ (Jump Scare) แต่มุ่งเน้นสร้างบรรยากาศหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง หนาวเหน็บเย็นยะเยือก นานๆครั้งถึงฉายภาพนิมิตที่สร้างความหวาดสะพรึง Danny ปั่นรถเด็กเล่นมาพบเจอฝาแฝดสาว ตัดสลับกลับไปกลับมากับภาพที่พวกเธอถูกฆาตกรรม … ผู้ชมอาจรู้สึกหวาดหวั่นแทน Danny แต่ลองสังเกตภาพปรากฎขึ้น เด็กชายดูแล้วไม่น่าจะรับรู้ประสีประสา ไม่ได้ร่วมเฟรมเดียวกับฝาแฝดขณะนอนจมกองเลือด (เป็นการใช้ลูกเล่นตัดต่อ ล่อหลอกผู้ชมได้อย่างสนิทใจ)

วันจันทร์ (Monday) ถ่ายภาพย้อนแสง ทำให้บรรยากาศห้องโถงแห่งนี้ดูอึมครึม มืดครึ้ม Wendy และ Danny กำลังรับชมภาพยนตร์ Summer of ’42 (1971) พวกเขาคงโหยหาฤดูร้อน เมื่อไหร่มันจะมาถึงสักที!

Danny ย่องเข้าไปในห้องนอนเพื่อจะเอาของเล่น พบเห็นบิดาเหมือนเพิ่งตื่นนอน แต่มุมกล้องนี้ถ่ายภาพสะท้อนกระจก และท่าทางการแสดงออก จู่ๆพูดบอก “I love you” มันช่างดูผิดแผกแปลกประหลาด เหมือนคนไม่อยู่กับร่องกับรอย หรือถูกบางสิ่งอย่างเข้าสิง?

มันมีทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับเสื้อไหมพรมของ Danny เพราะมีการถักลวดลาย Apollo 11 ยานอวกาศลำแรกที่ส่งมนุษย์ไปย่ำเหยียบดวงจันทร์ เลยเชื่อกันว่าผกก. Kubrick (เพราะเคยสร้าง 2001: A Space Oddesey (1968)) อาจอยู่เบื้องหลัง ช่วยปลอมแปลงฟุตเทจการย่ำเยียบดวงจันทร์ของ NASA ก็เป็นได้ … ฟังดูไร้สาระจะคุย
ในบริบทของหนัง ผมครุ่นคิดว่าต้องการสื่อถึง Danny ที่พอพบเห็นลูกเทนนิสโยนมาหา เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เดินเข้าไปในห้อง 237 จากนั้นเขาก็หายสาปสูญ (เดินทางไปดวงจันทร์ กระมัง?) หลงเหลือเพียง Tony คอยปกป้องจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของเด็กชาย ไม่ให้ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งชั่วร้าย
เอาจริงๆผมสนใจรูปภาพหญิงสาวอินเดียนแดงที่ติดอยู่บนผนังมากกว่า โรงแรมแห่งนี้เต็มไปด้วยลวดลาย การออกแบบ สถาปัตยกรรมของชนพื้นเมือง Naïve Art (Primitivism) ราวกับเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide)

แทนที่หนังจะฉายภาพขณะ Danny เดินเข้าไปในห้องพัก 237 ก็ใช้ภาพถ่ายแทนมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-Person) เคลื่อนเลื่อนเข้าไป จากนั้นเกิดการ ‘Cross-Cutting’ ฉายภาพขณะมารดา Wendy กำลังตรวจสอบการทำงานของเครื่องปั่นไฟ/ทำความร้อน (Boiler Room) … ในขณะที่ห้องเครื่องถือเป็นหัวใจของโรงแรม (รูปธรรม) = ห้องพัก 237 อาจถือเป็นศูนย์กลางแห่งความชั่วร้าย (นามธรรม)
แซว: ในต้นฉบับนวนิยาย เลขห้องพักคือ 217 แต่เจ้าของ Timberline Lodge ขอให้เปลี่ยนเป็นหมายเลขอื่น เพราะกลัวว่าจะไม่มีใครกล้าเข้าห้องพักดังกล่าว ส่วนตัวเลข 237 เพราะไม่มีห้องเลขนี้ในสารบบ!

กล้องค่อยๆซูมเข้าหา Jack ขณะนอนหลับฝันร้าย ส่งเสียงตะโกนร้องลั่น แล้วพอตื่นขึ้นปรากฎว่าเขาล้มลุกคลุกคลานอยู่ใต้โต๊ะ (มุมกล้องก็ถ่ายจากใต้โต๊ะ สื่อถึงสภาพจิตใจตกต่ำ) แสดงอาการหวาดหวั่น สั่นสะพรึงกลัว รับไม่ได้กับภาพความฝันนั้นที่ตนเองลงมือฆาตกรรมภรรยาและบุตร
และเมื่อเขาเริ่มสามารถสงบสติอารมณ์ จะมีการสลับเปลี่ยนมุมกล้อง แม้ยังคงถ่ายใต้โต๊ะแต่จะเป็นทิศทางอีกฟากฝั่งหนึ่ง ก่อนค่อยๆช่วยกันพยุงตัวลุกขึ้นกลับมานั่งบนเก้าอี้



การมาถึงของ Danny ย้อนรอยกับตอนที่ Wendy เข้ามารบกวน Jack แล้วถูกขึ้นเสียงใส่อารมณ์, กล่าวคือก้าวเดินมาจากทิศทางเดียวกัน (ฝั่งขวาล่างถ้าในมุมมองฟากฝั่งบิดา) แต่คราวนี้เปลี่ยนมาถ่ายมุมมองเด็กชาย กล้องเคลื่อนติดตามมาจากด้านหลัง (อาจจะเรียกว่ามุมมองของคนเข้ามารบกวน ก็ได้กระมัง)
เมื่อครั้นนั้น Jack คือผู้ขึ้นเสียงใส่อารมณ์ทั้งๆที่ภรรยาไม่ได้ทำอะไรผิด, มาคราวนี้เมื่อ Wendy พบเห็นร่องรอยฟกช้ำของบุตรชาย ก็สำแดงอาการเกรี้ยวโกรธ ไม่พึงพอใจสามี ครุ่นคิด(เข้าใจผิด)ว่าเขาคือผู้ลงมือกระทำร้าย … ทั้งสองเหตุการณ์นี้แสดงถึงการสื่อสารล้มเหลว (Failure of Communication)

Jack ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เมื่อเกิดความเข้าใจผิดครั้งนั้น ‘Cross-Cutting’ มายังขณะก้าวเดินสู่ห้องอาหาร The Gold Room ด้วยท่าทางออกหมัด ระบายความคับข้องแค้น … ผมรู้สึกว่าการ ‘Cross-Cutting’ จากตัวละครมาเป็นโถงทางเดิน สร้างสัมผัสของกาแปรสภาพ (Transformation) จากระดับจุลภาคสู่มหภาค, อารมณ์เกรี้ยวโกรธของ Jack = ความอาฆาตแค้นของชนพื้นเมืองอินเดียนแดง

นี่คือครั้งแรกที่ Jack พบเห็นภาพหลอนอันเกิดจากความอึดอัดอั้นตันใจ (ในเชิงจิตวิทยา) หรือจะมองว่าคือวิญญาณชั่วร้ายที่สิงสถิตอยู่ในโรงแรมแห่งนี้ (ในเชิงเรื่องเหนือธรรมชาติ) สถานที่คือห้องโถง The Gold Room สำหรับสังสรรค์ ปาร์ตี้ ปลดปล่อยกาย-ใจไปกับวังวนแห่งความสนุกสนานครื้นเครง เมื่อหลงติดกับดักย่อมไม่สามารถหาหนทางออกจากเขาวงกตแห่งนี้

ในอพาร์ทเม้นท์ที่ Florida ของ Hallorann มีสองภาพถ่าย Alfro Nude เท่าที่หาข้อมูลได้คือภาพหลังโทรทัศน์ชื่อว่า Supernatural Dream (1973) โดยช่างภาพชาวเยอรมัน Cheyco Leidmann และนางแบบ Azizi Johari, ส่วนอีกภาพยังไม่มีใครออกมายืนยัน
ด้วยความที่ Hallorann ยังครองตัวเป็นโสด ภาพหญิงสาวเปลือยทั้งสองเลยสามารถตีความถึงด้านมืดจิตใจ สิ่งเติมเต็มตัณหาความใคร่ (สังเกตการจัดวางองค์ประกอบทั้งสองภาพ ช่างมีความสมมาตร แลดูละม้ายคล้าย และแตกต่างตรงกันข้าม)


ภาพนู้ดทั้งสองภาพในอพาร์ทเม้นท์ของ Hallorann มันจะมาเติมเต็มกับภาพหลอน/วิญญาณชั่วร้ายที่ Jack เข้าไปในห้องพักหมายเลข 237 แล้วพบเจอหญิงสาวผิวขาวเปลือยกายลุกขึ้นจากอ่างน้ำ (รับบทโดย Lia Beldam) แต่เมื่อมองภาพสะท้อนกระจก ถึงพบเห็นตัวตนแท้จริงคือยัยแก่ผิวหนังเหี่ยวย่น (รับบทโดย Billie Gibson)


พอบิดาหวนกลับมาห้องพัก แล้วเกิดการทะเลาะวิวาทกับมารดา (Wendy เรียกร้องขอให้กลับบ้าน แต่ Jack ปฏิเสธเสียงขันแข็ง) จะมีการตัดสลับกลับไปกลับมา Danny นอนอยู่บนเตียง ดูแล้วน่าจะได้ยินการโต้เถียง จากนั้นมีการฉายภาพตัวอักษร REDRUM และมวลเลือดทะลักออกจากลิฟท์ (อีกครั้ง) ซึ่งเราสามารถตีความได้ทั้งสองแง่มุม
- เรื่องเหนือธรรมชาติ (Supernatural) คือการพบเห็นภาพนิมิต ตัวอักษรที่เขาจะเขียนในอนาคต และมวลเลือดคือสัญลักษณ์ของความตาย
- หรืออาจมองว่าคือภาพในจินตนาการของเด็กชาย (Psychology) สิ่งที่ได้ยินจักกลายเป็นบาดแผลทางใจ (Trauma) นั่นทำให้เขาสร้างเพื่อนในจินตนาการ Tony ขึ้นมาปกป้องตัวตนเอง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกครั้งเดียวที่ระหว่างพ่อ-แม่ทะเลาะวิวาท แล้วเด็กชายพบเห็นนิมิต/ภาพหลอน ก่อนหน้านี้ตอนบิดาเข้าไปในห้อง 237 และตอนมารดาถูกคุกคาม(โดยบิดา)หลังจากพบเจอข้อความ “All work no play makes Jack a dull boy” ก็มีการแทรกภาพคล้ายๆเดียวกันนี้ ดวงตาลุกโพลง ส่งเสียงกรีดร้อง แสดงอาการตกอกตกใจ

หลังการทะเลาะวิวาท Jack ออกเดินเตร็ดเตร่ไปรอบโรงแรม แล้วมาหยุดตรงโถงทางเดิน พบเห็นเต็มไปด้วยลูกโป่ง เหมือนมีการจัดงานเลี้ยงอะไรสักอย่าง แต่แทนที่หนังจะฉายภาพตัวละครเดินเข้าไป กลับกลายเป็นใช้กล้องแทนมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-Person) ขยับเคลื่อนเลื่อน … นี่คือการล่อหลอกผู้ชมให้สามารถตีความได้ทั้ง Jack พบเห็นภาพหลอน หรือเขากำลังย้อนเวลา/ดำเนินเข้าสู่โลกวิญญาณชั่วร้าย

มันราวกับว่ากล้องเคลื่อนเลื่อน (พานผ่านผนังกำแพง) จากโลกหนึ่งสู่อีกโลกหนึ่ง โถงทางเดินสู่ห้องจัดเลี้ยง The Gold Room ปัจจุบันย้อนเวลาสู่อดีต (สังเกตจากการตกแต่งสถานที่ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ย้อนยุคทศวรรษ 1920s) ทั้งหมดนี้อาจคือภาพหลอน (ในเชิงจิตวิทยา) หรือสถานที่สิงสถิตของวิญญาณชั่วร้าย (ในเชิงเรื่องเหนือธรรมชาติ)
เกร็ด: งานเลี้ยงในห้อง The Gold Room อาจดูครึ้นครื้นเครง แต่ตัวประกอบทั้งหลายต่างถูกสั่งห้ามส่งเสียง เพียงขยับปาก (Mime) แสดงกิริยาท่าทางเหมือนกำลังพูดคุย เริงระบำ เพื่อไม่ให้ส่งเสียงรบกวนระหว่างการถ่ายทำ

หญิงสาวในวงกลมสีแดงคือ Vivian Kubrick บุตรสาวของผกก. Kubrick ก่อนหน้านี้เคยรับเชิญ (Cameo) ภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey (1968) และ Barry Lyndon (1975) ตอนนี้โตเป็นสาวอายุ 17 และยังถ่ายทำสารคดี Making ‘The Shining’ (1980) ความยาว 35 นาที ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ BBC ปัจจุบันรวบรวมอยู่ใน Special Feature ของทั้ง DVD/Blu-Ray
เกร็ด: โดยปกติแล้วผกก. Kubrick มักไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามาในกองถ่าย แต่ในสารคดี Making ‘The Shining’ (1980) พบเห็นนักแสดง James Mason ที่เคยร่วมงาน Lolita (1962) ขณะนั้นถ่ายทำหนังอยู่ใกล้ๆ แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน ได้รับการต้อนรับอย่างดี

เมื่อตอนต้นเรื่อง ผู้จัดการโรงแรม Stuart Ullman เล่าถึงคดีฆาตกรรมเมื่อทศวรรษก่อนของ Charles Grady เข่นฆ่าล้างครอบครัวก่อนลงมือฆ่าตัวตาย, แต่คราวนี้ Jack พบเจอบริกรชื่อว่า Delbert Grady นั่นสร้างความคลุมเคลือ ฉงนสงสัย พวกเขาคือคนเดียวกัน หรืออย่างไร?
ในบรรดาคำอธิบายสมเหตุสมผลที่สุด Delbert Grady คือบริการจากทศวรรษ 20s (งานเลี้ยงย้อนยุค 1920s) กลับชาติมาเกิดเป็น Charles Grady กลายเป็นผู้ดูแลโรงแรมแห่งนี้ในทศวรรษ 70s ก่อนลงมือเข่นฆ่าล้างครอบครัวและฆ่าตัวตาย … เหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับนาย Grady สามารถเป็นกระจก/ภาพสะท้อนสิ่งควรบังเกิดขึ้นกับ Jack และครอบครัว
ผมคงไม่ลงรายละเอียด ‘Mise-en-scène’ ของซีเควนซ์นี้ แต่ให้ข้อสังเกตการเผชิญหน้า ทิศทางมุมกล้อง ตัดสลับกลับไปกลับมา โดยพยายามทำออกมาให้ดูมีความสมมาตร เหมือนภาพสะท้อนกระจก … มีคนให้ข้อสังเกตว่าทุกครั้งที่ Jack พบเห็นภาพหลอน/สิ่งเหนือธรรมชาติ มักยังสถานที่ที่มีกระจก พบเห็นภาพสะท้อนของตนเอง


หลากหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นกับ Danny ดำเนินมาถึงจุดที่เขาอดรนทนไม่ไหว ก่อบังเกิดบาดแผลทางใจ (Trauma) ถึงขนาดให้เพื่อนในจินตนาการ/หรือจะมองว่าปล่อยให้ Tony สิ่งเหนือธรรมชาติเข้าสิงสถิต สำหรับปกป้องจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ นั่นย่อมสร้างความมืดหม่นทางใจให้กับมารดา Wendy สังเกตการจัดแสงจากภายนอก ไม่ได้เปิดไฟในห้อง (ฟากฝั่ง Wendy ถ่ายย้อนแสง) สร้างบรรยากาศทะมึน อึมครึม ราวกับนี่คือช่วงเวลาฝันร้าย


ก่อนหน้านี้เมื่อตอน Wendy เข้าใจผิดว่า Jack คือคนกระทำร้ายบุตรชาย (ย้อนรอยกับตอนก่อนหน้าที่ Jack เข้าใจผิดว่า Wendy พยายามรบกวนการทำงานของตนเอง) นั่นถือเป็น Failure of Communication ในเชิงนามธรรม … แน่นอนว่าหนังต้องนำเสนอ Failure of Communication ในเชิงรูปธรรมเข้ามาด้วย นั่นก็คือการไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก ทั้งทางโทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร (Walkie-Talkie) และจริงๆสามารถเหมารวมโทรจิตที่ Danny/Tony พยายามร้องขอความช่วยเหลือจาก Hallorann

“All work no play makes Jack a dull boy” เป็นประโยคที่ Colonel Saito (รับบทโดย Sessue Hayakawa) เคยกล่าวต่อหน้าบรรดาเชลยศึกทหารอังกฤษ (หนึ่งในนั้นคือ Colonel Nicholson รับบทโดย Alec Guinness) จากภาพยนตร์ The Bridge on the River Kwai (1957)
ในกรณีของ The Shining (1980) มันฟังดูย้อนแย้งกันโดยสิ้นเชิง เพราะตลอดช่วงเวลาที่ Jack ควรจะทำงาน กลับพบเห็นเขาโยนเล่นลูกเทนนิส สายตาเหม่อลอย พอพิมพ์ดีดได้สักพักก็ถูกรบกวน นั่นนะหรือความขยันขันแข็ง ตั้งใจทำงาน ประโยคนี้ไม่ต่างจากข้ออ้าง ปลดปล่อยตนเอง ระเบิดระบายอารมณ์อัดอั้นผ่านข้อความ/ตัวอักษร พิมพ์ประโยคเดิมซ้ำๆ ค่อยๆสูญเสียความสามารถในการสื่อสาร
เกร็ด: เมื่อตอนหนังออกฉายต่างประเทศ ผกก. Kubrick มีการปรับเปลี่ยนสำนวน+ภาษาเพื่อให้เหมาะสมกับประเทศนั้นๆ อาทิ
- (อังกฤษ) All work no play makes Jack a dull boy. หมายถึงการหมกมุ่นทำงานหนักเกินไป ประสิทธิภาพจะลดลง ควรรู้จักแบ่งเวลาไปพักผ่อน หาความสนุกสนานใส่ตนเอง
- (อิตาเลียน) Il mattino ha l’oro in bocca แปลว่า He who wakes up early meets a golden day.
- (เยอรมัน) Was Du heute kannst besorgen, das verschiebe nicht auf Morgen แปลว่า Never put off till tomorrow what you can do today.
- (สเปน) No por mucho madrugar amanece más temprano แปลว่า Rising early will not make dawn sooner.
- (ฝรั่งเศส) Un tiens vaut mieux que deux tu l’auras. แปลว่า One ‘take this’ is better than two ‘you will have this’.
สำนวนไทยที่ผมครุ่นคิดว่าใกล้เคียงกับความนี้ก็อย่าง “ผ่อนสั้นผ่อนยาว” แต่สำนวนนี้มันออกไปทางโอนอ่อนผ่อนปรนมากกว่าเรื่องการทำงาน, ลองสอบถาม AI ปรากฎว่ามันให้คำตอบหลอนจัดๆ “ขยันแต่ไม่พัก ทำให้ตัวหัก” “งานหนักไม่เคยพัก เดี๋ยวได้หลับในโลงศพ”

การปรากฎตัวของ Jack เริ่มต้นด้วยการให้กล้องเคลื่อนเลื่อนออกจากเสา ก่อนพบเห็นเงาจากด้านหลัง กล่าวคือเริ่มต้นจากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-Person) ก่อนเปลี่ยนมาบุคคลที่สาม (Third-Person) นี่ก็ย้อนรอยกับหลายๆฉากที่อธิบายไปแล้วว่าเป็นการสร้างความคลุมเคลือถึงบุคคลปรากฎขึ้น เขาอาจคือ Jack จริงๆที่แสดงอาการคลุ้มคลั่งจากโรคเบื่อบ้าน (ในเชิงจิตวิทยา) vs. หรือถูกวิญญาณชั่วร้ายสิงสถิต (ในเชิงเรื่องเหนือธรรมชาติ)

ช่วงระหว่างที่ Jack พยายามคุกคาม Wendy พวกเขาเดินวกไปวนมารอบห้อง ด้วยแสงซีดๆ ภาพสว่างจร้าๆ แต่พอเธอเดินถอยหลังขึ้นบันได (จากภาพเบื้องหลังมีการใช้กล้องสองตัวถ่ายพร้อมกัน เพื่อให้ได้ภาพจากหลายมุมมอง ไปเลือกใช้ในกระบวนการตัดต่อ) แสงไฟชั้นบนนั้นมีสีส้ม-เหลือง (ราวกับสัมผัสของ ‘Shining’) และเมื่อก้าวถึงขั้นบนสุด ไม้เบสบอลก็กวัดแกว่งถูกศีรษะจนเขาล้มกลิ้งตกบันได
แซว: เมื่อตอนต้นเรื่อง Jack เขวี้ยงขว้างลูกเทนนิส(สีเหลือง) มาคราวนี้ Wendy เลยใช้ไม้เบสบอลกวัดแกว่ง … จริงๆมันควรสลับกันหรือเปล่า เขวี้ยงขว้างลูกเบสบอล หรือกวัดแกว่งด้วยไม้เทนนิส?
มันเคยมีการบันทึกมั่วๆโดย Guinness Book of Records กล่าวอ้างว่าซีเควนซ์ Wendy ใช้ไม้เบสบอลกวัดแกว่งใส่ Jack มีการถ่ายซ้ำทั้งหมด 127 เทค! แท้จริงแล้วมันไม่ได้เว่อวังอลังการขนาดนั้น แถมภายหลังมีการปรับเปลี่ยนมายังฉาก Danny และ Hallorann สนทนากันเรื่อง ‘Shining’ จำนวน 148 เทค อิหยังว่ะ?
I have all shot logs for the entire movie. So I know how many takes were done on every shot. And they often talk about this scene with Wendy and the bat on the stairs. It’s even in The Guinness Book of World Records for the largest number of takes. And it’s completely not true… there were no more than 15 takes for any one set-up/shot. It was reported by a crew member who wasn’t even on the set when it was shot. I think what happened is that some of the actors conflate rehearsals with takes because Kubrick would rehearse a lot. And it was really part of his writing process. He would continue to shape the dialogue through the rehearsing.
จากหนังสือ Stanley Kubrick’s The Shining (2023) เขียนโดย Lee Unkrich


โดยปกติแล้วมุมเงย (Ant Eye’s View) มักใช้กับการสำแดงอำนาจบาดใหญ่ ในบริบทนี้แม้ว่า Jack จะถูกกักขังในห้องเก็บของ แต่อาจถือว่าเขายังถือไพ่เหนือกว่า เพราะได้ทำลายอุปกรณ์สื่อสาร รวมถึงรถ Snowcat ทำให้ไม่มีทางที่ Wendy จะสามารถหลบหนีออกจากโรงแรมแห่งนี้
ท่าทางการจับมีดของ Wendy หลายคนอาจนึกถึง Psycho (1960) หรือ Halloween (1978) แต่ผมระลึกถึงการถกเถียงในภาพยนตร์ 12 Angry Men (1957) บุคคลที่จะจับมีดเช่นนี้ต้องอยู่ในสภาพสติไม่สมประดี ไม่รับรู้ตนเองว่ากำลังทำอะไร หญิงสาวร่ำร้องไห้ น้ำเสียงสั่นเคลือ ขณะนี้คงเพียงครุ่นคิดหาอาวุธ หยิบจับด้วยสันชาตญาณป้องกันตัว


ห้องเก็บของแม้ไม่มีกระจกสักบาน แต่มีคนให้ข้อสังเกตว่าบานประตูเหล็กสามารถมองเห็นภาพสะท้อนเลือนลาง หรือจะมองว่าเสียงของ Grady ดังออกมาจากข้างนอก เลยไม่จำต้องเป็นภาพหลอน หูแว่วก็ได้กระมัง
ส่วนเหตุผลที่ Jack หลบหนีออกจากห้องเก็บของได้อย่างไร? นั่นคือปริศนาไม่มีใครตอบได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ (Grady เปิดประตูให้) มันอาจมีเส้นทางลับ กุญแจสำรอง หรือ Wendy ลงกลอนไม่สนิท ฯ

Wendy คงนึกว่าหลังจากขัง Jack ในห้องเก็บของ ค่ำคืนนี้คงได้นอนหลับฝันดี แต่กลับกลายเป็นว่าถูก Danny/Tony ปลุกตื่นขึ้นมา (Fast-Zooming) พบเห็นตัวอักษร ภาพสะท้อนกระจก MURDER หรือถ้าอ่านในทิศทางปกติ REDRUM (มันมีตัว R เขียนกลับทิศ น่าจะไม่ได้จงใจ แต่เก็บไว้เพราะมันสามารถสะท้อนอาการผิดปกติทางจิตใจ)
ปล. REDRUM ถ้าเราไม่มองว่าคือการเรียงอักษรกลับทิศทางของ MURDER มันจะคือ RED-RUM เหล้าสีแดง? น้ำเลือด? นั่นทำให้ผมตระหนักว่าอาจสื่อถึงมวลเลือดทะลักออกจากลิฟท์

ในตอนแรกทีมผู้สร้างตั้งใจจะออกแบบประตูที่ถูกทุบทำลายโดยง่าย แต่ด้วยความที่ Nicholson คืออาสาสมัครนักดับเพลิง เรี่ยวแรงมากหลาย ปรากฎว่าประตูพังง่ายไป ก็เลยต้องเสริมความแข็งแกร่งพอสมควร เห็นว่าถ่ายทำทั้งหมด 3 วัน ใช้ประตูกว่า 30 บาน … เฉลี่ยวันละสิบบานเลยเหรอเนี่ย! มิน่าละ Anjelica Huston ภรรยาขณะนั้นของ Nicholson กล่าวว่าพอสามีกลับห้องพัก หัวถึงหมอน นอนสลบไสล ไม่สามารถทำอะไรอื่น
ตำแหน่งที่ขวานจามประตู กับตรงที่ Wendy หลบซ่อนอยู่ เอาจริงๆก็ห่างกันพอสมควร แต่ปฏิกิริยาขลาดหวาดกลัวของเธอ มันช่างรุนแรง เกือบจะสูญเสียสติแตก ชวนให้ผมนึกถึงฉากหลบลูกธนูของ Toshiro Mifune ภาพยนตร์ Throne of Blood (1957) ขี้เยี่ยวแทบเล็ดราดไม่แตกต่างกัน!
เกร็ด: การใช้ขวานพังประตูห้อง น่าจะได้แรงบันดาลใจจากโคตรหนังเงียบ The Phantom Carriage (1921), ขณะที่หญิงสาวเต็มไปด้วยความอกสั่นขวัญแขวน วิ่งวนไปวนมา ก่อนหลบซ่อนตัวอยู่มุมห้องก็ละม้ายคล้าย Broken Blossoms (1919)

ตั้งแต่กลางเรื่องที่ Danny โทรจิตติดต่อหา Hallorann จากนั้นฉายภาพขณะออกเดินทาง ขึ้นเครื่องบิน ขับรถ Snowcat เหล่านี้คือการสร้างความคาดหวัง ชายคนนี้ย่อมต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลืออะไรบางอย่าง คนเคยอ่านนวนิยายก็ย่อมคาดเดาโน่นนี่นั่น แต่ปรากฎว่า …
To be honest, the end of the book seemed a bit hackneyed to me and not very interesting. I wanted an ending which the audience could not anticipate. In the film, they think Hallorann is going to save Wendy and Danny. When he is killed they fear the worst. Surely, they fear, there is no way now for Wendy and Danny to escape.
Stanley Kubrick
ผมอยากให้ลองสังเกตทิศทางที่ Jack โผล่ออกมาโจมตี Hallorann มันคือฟากฝั่งเดียวกับตอนที่ Wendy เดินเข้ามาก่อกวนสามีขณะทำงาน รวมถึงบุตรชาย Danny โผล่เข้ามาขัดจังหวะหลังบิดาตื่นจากฝันร้าย … นี่อาจเรียกได้ว่าทิศทางแห่งหายนะเลยกระมัง!

ในขณะที่ Jack กำลังออกไล่ล่าติดตาม Danny เข้าไปในเขาวงกต = Wendy ก็ออกผจญภัยใน(เขาวงกต)โรงแรมแห่งนี้ พบเจอสิ่งแปลกประหลาด ภาพหลอน/เหนือธรรมชาติ ก็แล้วแต่จะครุ่นคิดจินตนาการ
- ชายสวมชุดหมี(เปิดบั้นท้าย)กำลังทำการ Blowjob ชายแปลกหน้า สร้างความหวาดผวา เสียวสันหลัง นี่มันภาพเหตุการณ์ห่าเหวอะไร … อาจจะสื่อถึงการพบเห็นความลับบางอย่างของโรงแรมแห่งนี้
- ในนวนิยายของ King ชายสวมใส่ชุดสุนัขชื่อ Roger แอบมีความสัมพันธ์ลับๆกับอดีตเจ้าของ/ผู้จัดการโรงแรมแห่งนี้ Horace Derwent เป็นการแสดงให้เห็นถึงความวิปริตของแวดวงชนชั้นสูง
- ก็ไม่รู้ Grady ไหน? เลือดไหลอาบ ยกแก้วเหล้า พูดบอกกล่าว “Great party, isn’t it?”
- สารพัดโครงกระดูกในห้องรับรอง พร้อมหยากไย้ นั่นทำให้เราอาจตีความว่าโรงแรมแห่งนี้อาจถูกทอดทิ้งร้างมานาน เรื่องราวทั้งหมด (ไม่เฉพาะฉากสองฉาก) คือภาพหลอน/อิทธิพลของสิ่งเหนือธรรมชาติ
- ภาพสุดท้ายคือมวลเลือดทะลักออกจากลิฟท์ แบบเดียวกับนิมิตของ Danny




ช่วงระหว่างที่ Jack ไล่ล่าติดตาม Danny เข้าไปในเขาวงกต วินาทีที่พบเห็นรอยเท้าเด็กชายสูญหาย สังเกตว่ามีการใช้มุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-Person) นี่เช่นเคยสื่อถึงการเลือนลางบิดาจริงๆ กับวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิงสถิต โดยไม่รู้ตัวทำให้เขาค่อยๆสูญเสียตนเอง สูญเสียความสามารถในการคิด พูดสื่อสาร ส่งเสียงกรีดร้องเหมือนสรรพสัตว์ (Animal Roar) ท้ายที่สุดก็หลงทาง และสูญเสียชีวิตอยู่ในนั้น

มันอาจดูห้วนๆเหมือนถูกตัดจบ (จริงๆมันมีปัจฉิมบทที่ตัดไปด้วยนะครับ เดี๋ยวจะกล่าวถึงภายหลัง) แต่การแข็งตายของ Jack สามารถสื่อถึงการสูญเสียตัวตน เพราะเขาเลือกปล่อยตัวปล่อยใจ (ในเชิงจิตวิทยา) ปล่อยให้วิญญาณชั่วร้ายสิงสถิต (ในเชิงเรื่องเหนือธรรมชาติ) จึงไม่สามารถหลบหนีออกจากเขาวงกต หลงทางชีวิต ทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ

ภาพสุดท้ายของหนัง กล้องทำการเคลื่อนเลื่อนจากโถงทางเดินไปยังภาพถ่ายในห้อง The Gold Room นี่มันช่างละม้ายคล้ายโคตรหนังทดลอง Wavelength (1967) จากนั้นทำการ Cross-Cutting เพื่อฉายให้เห็นใบหน้าของ Jack และเลื่อนลงมาตรงข้อความวันที่ถ่ายภาพ July 4th Ball 1921 ปริศนานี้ไม่มีคำตอบอื่นนอกจากการกลับชาติมาเกิด (Reincarnation) แต่ก็มีอีกทฤษฎีสมคบคิดว่า Jack ถูกกลืนกิน (Absorb) โดยวิญญาณชั่วร้าย เลยมาปรากฎตัวในภาพถ่ายนี้
จริงๆแล้วนี่ไม่ใช่ภาพถ่ายจากในหนัง แต่เกิดจากการซ้อนทับใบหน้าของ Nicholson ด้วยเทคนิค Superimposed เข้ากับ John Golman (1893-1983) หรือชื่อในวงการ Santos Casani ครูสอนการเต้น Ballroom Dance มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษ โดยภาพนี้ถ่ายยัง Empress Rooms ของ Royal Palace Hotel ณ Kensington, London เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1921


ตัดต่อโดย Ray Lovejoy (1939-2001) สัญชาติอังกฤษ เริ่มต้นจากเป็นผู้ช่วยนักตัดต่อ Anne V. Coates ภาพยนตร์ The Horse’s Mouth (1958), Lawrence of Arabia (1962), ตามด้วยผู้ช่วย Anthony Harvey ตัดต่อ Dr. Strangelove (1964) สร้างความประทับใจให้ผู้กำกับ Stanley Kubrick เลือกมาร่วมงาน 2001: A Space Odyssey (1968) และ The Shining (1980), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Dresser (1983), Aliens (1986), Batman (1989) ฯ
หนังไม่ได้ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละครหนึ่งใน แต่ทำการตัดสลับกลับไปกลับมาระหว่างสมาชิกครอบครัว Torrance เริ่มตั้งแต่บิดา Jack เดินทางมาสัมภาษณ์งานผู้ดูแลโรงแรม Overlook Hotel จากนั้นพาภรรยา Wendy และบุตรชาย Danny เข้าพักอาศัยช่วงต้นฤดูหนาว เดือนสองเดือนพานผ่านไป หิมะค่อยๆตกหนัก ตัดขาดจากโลกภายนอก วิญญาณร้ายปรากฎตัว และบิดาแสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่งออกมา
- อารัมบท, Jack ขับรถเดินทางสู่ Overlook Hotel
- The Interview
- พอมาถึงโรงแรมสัมภาษณ์งานกับผู้จัดการ Stuart Ullman
- Danny พบเห็นนิมิตที่โรงแรม Overlook Hotel จนเป็นลมล้มพับ
- Wendy พูดคุยกับคุณหมอถึงเพื่อนในจินตนาการของ Danny และพฤติกรรมใช้ความรุนแรงของสามี Jack
- Closing Day
- ครอบครัว Torrance เดินทางสู่โรงแรม Overlook Hotel ได้รับการต้อนรับจากผู้จัดการ พนักงาน พาทัวร์สถานที่ต่างๆ
- Dick Hallorann พูดคุยกับ Danny เล่าถึงพลังพิเศษ ‘Shining’
- A Month Later
- Danny ขับรถเด็กเล่นไปตามห้องหับต่างๆ เที่ยวเล่นกับมารดาในเขาวงกต
- Tuesday
- Danny เกิดแรงดึงดูดบางอย่างกับห้อง 237
- งานเขียนของ Jack แทบจะไม่คืบหน้า เริ่มแสดงอาการไม่พึงพอใจต่อภรรยาที่เข้ามารบกวน
- Thursday
- หิมะเริ่มตก ออกไปเล่น Snowboard
- Saturday
- Wendy ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ จึงติดต่อโลกภายนอกผ่าน Walkie Talkie
- ระหว่างขับรถเด็กเล่น พบเห็นภาพของแฝดสาว
- Monday
- Danny เข้าไปหยิบของเล่นในห้องพัก บิดาตื่นขึ้นมา เรียกหา แล้วบอกว่า “I love you, Danny”
- Wednesday
- Danny พบเห็นประตูห้อง 237 เปิดออก
- Danny ได้รับบาดเจ็บ Wendy ครุ่นคิดว่าเป็นฝีมือของ Jack
- Jack เริ่มพบเห็นบางสิ่งอย่าง
- Jack เดินทางไปห้อง The Gold Room พบเจอกับบาร์เทนเดอร์ Lloyd
- Wendy วิ่งมาหา Jack เพื่อบอกว่า Danny ถูกกระทำร้ายโดยคนแปลกหน้าในห้อง 237
- Hallorann ได้รับโทรจิตจาก Danny พยายามติดต่อไปที่โรงแรมแต่ไม่สำเร็จ
- Jack เข้าไปยังห้อง 237 พบเจอหญิงสาวเปลือยกาย แต่แท้จริงคือ…
- Jack กลับมาห้องบอกกับภรรยาว่าไม่พบเจอใคร
- Jack ก้าวเดินเรื่อยเปื่อยไปถึงยัง The Gold Room ที่กำลังมีงานเลี้ยงปาร์ตี้
- ก่อนได้พบเจอกับบริกร Delbert Grady ที่เข่นฆ่าภรรยาและบุตรเมื่อหลายปีก่อน
- Tony เข้าสิงร่างของ Danny แล้วส่งเสียง REDRUM
- อาการคลุ้มคลั่งของ Jack
- 8 a.m.
- Hallorann เมื่อไม่สามารถติดต่อใคร จึงออกเดินทางมายัง Overlook Hotel
- Wendy พบเห็นข้อความบนเครื่องพิมพ์ดีด “All work and no play makes Jack a dull boy”.
- Jack พยายามคุกคาม Wendy ก่อนป้องกันตัวด้วยการใช้ไม้เบสบอลฟาดศีรษะ
- จากนั้นลากพาเขามายังห้องเก็บของ พยายามจะติดต่อโลกภายนอก แต่ทุกสิ่งอย่างถูกทำลาย
- 4 p.m.
- Jack ตื่นขึ้นมาในห้องเก็บของ สนทนากับ Grady แล้วได้รับการปล่อยตัวออกมา
- Tony ปลุกตื่น Wendy
- Jack ใช้ขวานจามประตูห้องพัก
- Wendy หลบซ่อนตัวในห้องน้ำ
- Jack ได้ยินเสียงรถของ Hallorann เลยออกติดตามหา แล้วลงมือเข่นฆ่า
- Jack ไล่ล่าติดตาม Danny เข้ามาในเขาวงกต
- Danny สามารถหลบหนีบิดาออกจากเขาวงกต พบเจอมารดา ขับรถ Snowcat หลบหนีออกจากโรงแรมได้สำเร็จ
- 8 a.m.
- ปัจฉิมบท, กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหาภาพวาดหนึ่งในโรงแรม Overlook Hotel
หนังมีการปรากฎขึ้นของ Title Card ข้อความบอกเวลาที่พึ่งพาไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ (Unreliable narrator) โดยเฉพาะตอนหนึ่งเดือนผ่านไป แทนที่จะไล่เรียงจันทร์-อังคาร-พุธ-พฤหัส ฯ ก็กระโดดข้ามไปข้ามมา (ศุกร์กับอาทิตย์หายไปไหน?) สร้างความสับสน มึนงง คงเพราะตัวละครเริ่มไม่สามารถแยกแยะวัน-เดือน-ปีได้แล้วกระมัง
อีกความแปลกประหลาดคือการปรากฎขึ้นของเวลา 8 a.m. (8 โมงเช้า) และ 4 p.m. (4 โมงเย็น) นั่นน่าจะเพราะหนังต้องนำเสนอหนึ่งวันสุดท้าย หายนะบังเกิดขึ้นกับครอบครัว Torrance น่าจะเป็นช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น-ตกดิน ในฤดูหนาวของสหรัฐอเมริกา มันจะสว่างช้า มืดเร็วเป็นชั่วโมงๆอย่างนี้แหละ ไม่ใช่ห้าหกโมงหย่อนนิดหย่อนหน่อยเหมือนบ้านเรา
เมื่อตอนเข้าฉายรอบปฐมทัศน์หนังความยาว 146 นาที แต่สัปดาห์ถัดมาเมื่อออกฉายตามโรงภาพยนตร์ ผกก. Kubrick ได้ทำการหั่นทิ้งฉากสุดท้าย/ปัจฉิมบทของหนังออกไปสองนาที (เหลือ 144 นาที) คือฉากที่โรงพยาบาล Wendy พูดคุยกับผู้จัดการโรงแรม Stuart Ullman แจ้งว่าไม่พบเจอร่างของ Jack และก่อนกลับเขามอบลูกเทนนิสสีเหลือง (อันเดียวกันที่ Jack โยนเล่นในโรงแรม) ให้กับ Danny
If Jack did indeed freeze to death in the labyrinth, of course his body was found – and sooner rather than later, since Dick Hallorann alerted the forest rangers to serious trouble at the hotel. If Jack’s body was not found, what happened to it? Was it never there? Was it absorbed into the past and does that explain Jack’s presence in that final photograph of a group of hotel party-goers in 1921? Did Jack’s violent pursuit of his wife and child exist entirely in Wendy’s imagination, or Danny’s, or theirs? … Kubrick was wise to remove that epilogue. It pulled one rug too many out from under the story. At some level, it is necessary for us to believe the three members of the Torrance family are actually residents in the hotel during that winter, whatever happens or whatever they think happens.
ความคิดเห็นของนักวิจารณ์ Roger Ebert ต่อฉากที่ตัดทิ้งไป
ปล. Kubrick ไม่เพียงหั่นทิ้งฉากนี้ ยังทำลายฟุตเทจทั้งหมด! หลงเหลือเพียงภาพนิ่ง และรายละเอียดในบทหนัง ผมเห็นใน Youtube มีคนนำเอาสิ่งหลงเหลือเหล่านั้นมาสร้างคลิป AI ได้อย่างน่าอึ่งทึ่งทีเดียว
นอกจากนี้หนังยังมี European Version ที่ผกก. Kubrick หั่นหนังทิ้งออกไปอีก 25 นาที (เหลือเพียง 119 นาที) ตามคำร้องขอของสตูดิโอ Warner Bros. พร่ำบ่นว่ายาวเกินไป โดยเลือกฉากที่เสียงตอบรับไม่ดีสักเท่าไหร่ “not very well received” ยกตัวอย่าง ระหว่าสัมภาษณ์งานตัดทิ้งฉากพบเจอกับ Bill Watson (ที่หน้าตาละม้ายคล้าย Jack Nicholson), Danny พบเจอคุณหมอ, เรื่องเล่า Jack เคยกระทำร้าย Danny, Hallorann พยายามเดินทางไปโรงแรมช่วงพายุหิมะ, Wendy พบเจอโครงกระดูกในล็อบบี้โรงแรม ฯ
ในส่วนของเพลงประกอบ ตอนแรกผกก. Kubrick สนใจว่าจ้าง John Williams ก่อนเปลี่ยนมาใช้วิธีการเดียวกับ 2001: A Space Odyssey (1968) คือคัดเลือกบทเพลงคลาสสิกจากคีตกวีชื่อดัง มุ่งเน้นสร้างบรรยากาศ มากกว่าสำแดงพลังอารมณ์อย่างหนังทั่วๆไป
บทเพลงระหว่าง Opening Credit ในอัลบัมอาจใช้ชื่อ The Shining (Main Title) แต่จริงๆแล้วเป็นการเรียบเรียงใหม่จาก Hector Berlioz: Symphonie fantastique, Op. 14 (1830) ท่อนที่ห้า Songe d’une nuit de sabbat จะมีจังหวะหนึ่งชื่อว่า Dies irae (แปลว่า Day of Wrath)
ชื่อเต็มๆของซิมโฟนีนี้คือ Symphonie fantastique: Épisode de la vie d’un artiste … en cinq parties แปลว่า Fantastic Symphony: Episode in the Life of an Artist … in Five Sections เป็นบทเพลงที่ Berlioz เขียนขึ้นเพื่อใช้เป็นกึ่งอัตชีวประวัติของตนเอง เล่าเรื่องศิลปินพานผ่านช่วงเวลาสุข-ทุกข์ อกหักรักคุด ตกหลุมรักเธอข้างเดียว เลยหันไปพึ่งพาฝิ่น พบเห็นภาพหลอน ซึ่งท่อนสุดท้ายที่ห้า V. Songe d’une nuit du sabbat แปลว่า Dream of a night of the sabbath จินตนาการงานศพของตนเอง เห็นภาพเธอเปิดเผยสันดานธาตุแท้ เรียกได้ว่าค่ำคืนแห่งความสิ้นหวังอาลัย
He sees himself at a sabbath, in the middle of a horrible troop of ghosts, sorcerers, and monsters of all kinds gathered together for his funeral. Strange noises, moans, bursts of laughter, distant cries to which other cries seem to respond. The beloved melody reappears again, but it has lost its character of nobility and timidity; it is no more than a dance tune – ignoble, trivial and grotesque; it is she who is coming to the sabbath … Roar of joy as she arrives … She joins in the diabolical orgy. Funeral knell, burlesque parody of the Dies irae, witches’ round dance. The round and the Dies irae together.
Edward T Cone จากหนังสือ Hector Berlioz: Fantastic Symphony (1971)
ผมนำบทเพลงทั้งท่อน V. Songe d’une nuit du sabbat มาให้รับฟังกัน โดยช่วงเวลาที่เป็นแรงบันดาลใจ ชอยู่ประมาณนาทีที่ 3:17 ถึงประมาณ 5:02
ผกก. Kubrick เลือกใช้บริการของ Wendy Carlos และ Rachel Elkind ที่เคยร่วมงาน A Clockwork Orange (1971) ทำการดัดแปลง Dies irae บรรเลงด้วยเครื่องสังเคราะห์เสียง สร้างบรรยากาศหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง (มีการผสมของเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นด้วยนะ) อารัมบทการเดินทางสู่หายนะ
อีกบทเพลงของ Wendy Carlos และ Rachel Elkind ที่ใช้ในหนังคือ Rocky Mountain ผมไม่แน่ใจว่าดัดแปลงมาจากอะไรหรือเปล่า ดังขึ้นตอนสมาชิกครอบครัว Torrance (ทั้งพ่อ-แม่-ลูก) ออกเดินทางสู่ Overlook Hotel ใช้เพียงเครื่องสังเคราะห์เสียง สร้างความหลอกหลอน สั่นสะพรึงไม่แพ้กัน
เกร็ด: Ridley Scott มีความชื่นชอบบทเพลงจากเครื่องสังเคราะห์เสียงนี้มากๆ ถึงขนาดนำไปปรับใช้กับ Blade Runner (1982) โดยเฉพาะฉากจบถ่ายจาก Helicopter Shot คล้ายๆเดียวกัน!
ไม่รู้ว่าผกก. Kubrick สะสางปัญหาลิขสิทธิ์กับ György Ligeti (1923-2006) คีตกวีสัญชาติ Hungarian เมื่อตอนสรรค์สร้าง 2001: A Space Odyssey (1968) ไปตั้งแต่ตอนไหน? (เรื่องนั้นนี้ลักขโมยมาใช้โดยไม่ติดต่อขอลิขสิทธิ์ใดๆ) พอมาถึง The Shining (1980) ยังคงนำเอาบทเพลง Lontano (1967) แปลว่า Distant, Far away ด้วยสไตล์เพลง Micropolyphony ที่ให้แต่ละเครื่องดนตรีเล่นตัวโน๊ตแตกต่างออกไป สร้างสัมผัสทางเสียง (Musical Texture) หึ่งๆเหมือนฝูงผึ้ง ฟังดูปั่นป่วน กระวนกระวาย (Unsettling) เหมือนตอนเด็กชาย Danny พบเห็นนิมิตจากแดนไกล
เพลงนี้มักดังขึ้นตอน Danny ได้รับสัญญาณโทรจิต (มันจะมีเสียงหวีดยาว บาดแก้วหู) พบเห็นวิญญาณแฝงสาว หรือขณะสื่อสารกับ Hallorann ทั้งตอนพูดคุยถึงพลังพิเศษ The Shining และติดต่อหาขณะเหตุการณ์กำลังบานปลาย
Music for Strings, Percussion and Celesta (1936) ประพันธ์โดย Béla Bartók (1881-1945) คีตกวีสัญชาติ Hungarian ดังขึ้นระหว่าง Danny ขณะย่องเข้าไปในห้องนอนแล้วบิดา Jack นั่งอยู่บนเตียง หันมามอง ก่อนเรียกให้เข้าหา นึกว่าจะถูกตำหนิต่อว่า กลับพูดบอกว่า “I love you” สร้างสัมผัสอันน่าพิศวง ราวกับว่าเขากำลังค่อยๆเลือนลาง เหินห่าง สูญเสียตัวตนเอง กลับกลายเป็นใครก็ไม่รู้
ผกก. Kubrick ดูจะมีความชื่นชอบประทับใจผลงานเพลงของ Krzysztof Penderecki (1933-2020) คีตกวีสัญชาติ Polish เลื่องชื่อกับการประพันธ์เพลงแนว Avant-Garde ที่พรรณาถึงหายนะจากสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ Threnody to the Victims of Hiroshima (1961), Polish Requiem (1970) ฯ ก่อนหน้านี้เคยถูกดัดแปลงประกอบภาพยนตร์ The Exorcist (1973)
ในอัลบัมเพลงประกอบเห็นอยู่หลายเพลงทีเดียว Utrenja, Przebudzenie Jakuba, De Natura Sonoris No. 1, De Natura Sonoris No. 2, Polymorphia, Kanon For Orchestra And Tape ฯ ผมขอเลือกมาแนะนำแค่บางบทเพลงอย่าง The Dream of Jacob หรือ The Awakening of Jacob (1974) มักดังขึ้นตอน Danny ได้รับสัญญาณโทรจิต พบเห็นนิมิตแฝดสาว และโดยเฉพาะตอน Jack ตื่นขึ้นจากฝันร้าย ก่อนถูก Wendy กล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงกับบุตรชาย ลากยาวไปจนถึงพบเจอบาร์เทนเดอร์ยัง The Gold Room
เกร็ด: ชื่อดั้งเดิมของบทเพลงนี้คือ Als Jakob erwachte aus dem Schlaf, sah er, daß Gott dagewesen war. Er hat es aber nicht gemerkt แปลอังกฤษ When Jacob woke from his sleep, he saw that God had been there. He had not known it.
Polymorphia (1961) แปลว่า Many Shapes, Many Forms เห็นว่าใช้เครื่องสายทั้งหมด 48 ชิ้น (24 ไวโอลิน, 12 วิโอลา, 8 เชลโล่ และ 4 ดับเบิ้ลเบส) สร้างเสียงที่ฟังดูสับสนวุ่นวาย กรีดกราย ดังขึ้นขณะกล้องจับภาพใบหน้าของ Jack ราวกับกำลังเปลี่ยนแปลงสภาพ สูญเสียตนเอง กลายเป็นใครก็ไม่รู้ สร้างความหลอกหลอน ขนลุกขนพอง สัมผัสของความคลุ้มบ้าคลั่ง (Madness)
Utrenja (1970) หรือ Jutrznia สื่อถึง “Matins of the Passion of Jesus” การสวดภาวนาตอนเช้า นำมาใช้ในหนังสองบทเพลง Ewangelia (Evangelium/The Gospel) และ Kanon Paschy (Canon of Easter)
บทเพลงแรก Ewangelia (The Gospel) เริ่มดังขึ้นเมื่อ Jack ลงมือฆาตกรรม Hallorann จากนั้นออกไล่ล่า Danny และ Wendy พบเจอสารพัดสิ่งพิศดารในโรงแรม โครงกระดูก บุคคลสวมชุดหมี ฯ นี่มันเกิดเหตุการณ์ห่าเหวอะไรขึ้น ภาพจริง ภาพหลอน หรืออะไร?
Kanon Paschy (Canon of Easter) บทเพลงที่ทำการเฉลิมฉลองการฟื้นคืนชีพของ Jesus Christ ดังขึ้นระหว่าง Jack ใช้ขวานทุบประตูห้องน้ำ ยื่นหน้าออกมา “Here’s Johnny!” สร้างความหลอกหลอน สั่นสยองขวัญ ใครกันแน่ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา?
เพลงนี้ยังดังขึ้นอีกครั้งตอน Wendy พบเห็นมวลเลือดทะลึกออกมาจากลิฟท์ ต่อด้วยกับ Jack พลัดหลงในเขาวงกต ร่องรอยเท้าของ Danny สูญหายไปอย่างลึกลับ
ทิ้งท้ายกับบทเพลง Midnight, the Stars and You แนว Foxtrot แต่งโดย Harry M. Woods, Jimmy Campbell, Reginald Connelly ฉบับที่ใช้ในหนังขับร้องโดย Al Bowlly ร่วมกับวงออร์เคสตราของ Ray Noble บันทึกเสียงเมื่อปี ค.ศ. 1934 … ประเดี๋ยวนะ มันไม่ใช่ว่าปีที่ปรากฎอยู่ในภาพถ่ายขึ้วันที่ July 4th Ball 1921
บทเพลงนี้อาจจะเรียกว่า Overlook Hotel’s Theme Song ได้ยินครั้งแรกตอน Jack เข้ามาในงานเลี้ยงห้อง The Gold Room และตอนจบของหนังหลังจากหลอกหลอน ขนหัวลุกพองมาตลอดทั้งเรื่อง บทเพลงนี้เหมือนจะช่วยสร้างความผ่อนคลาย เบาสบาย ผู้ชมสามารถสงบสติอารมณ์ คืนนี้หลับนอนฝันดี แต่หนึ่งในท่อนคำร้อง “I surrender all my love to you” มันช่างซ่อนเร้นความหมายที่น่าหวาดสะพรึงยิ่งนัก … ราวกับว่า Jack ยินยอมรับความพ่ายแพ้ต่อตนเอง “Jack surrendered his sanity.” กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณชั่วร้าย ล่องลอยอยู่ในโรงแรมแห่งนี้ตราบชั่วนิรันดร์
Midnight with the stars and you
Midnight and a rendezvous
Your eyes held a message tender
Saying, “I surrender all my love to you”Midnight brought us sweet romance
I know all my whole life through
I’ll be remembering you, whatever else I do
Midnight with the stars and you
มองผิวเผิน The Shining (1980) นำเสนอเรื่องราวของครอบครัว Torrance บิดาได้รับการว่าจ้างเป็นผู้ดูแลโรงแรม Overlook Hotel ในช่วงปิดกิจการฤดูหนาว เมื่อผ่านไปเดือนกว่าๆ หิมะเริ่มตกหนัก วิญญาณชั่วร้ายจึงปรากฎตัวออกมาหลอกหลอน เข้าสิงสถิต Jack พบเห็นภาพความทรงจำจากอดีต ก่อนออกไล่ล่า พยายามเข่นฆ่าภรรยาและบุตรชาย ให้ทุกคนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมแห่งนี้
มันมีคีย์เวิร์ดตอนต้นเรื่องที่ผู้จัดการโรงแรม Stuart Ullman อธิบายว่า Overlook Hotel สร้างขึ้นบนหลุมศพของชาวอินเดียนแดง (Indian Burial Ground) มันเลยอาจมีความเป็นไปได้ว่าพวกหมอผีเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น (ที่ถูกชาวอเมริกันยุคบุกเบิกไล่ล่า ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) จะทอดทิ้งคำสาปแช่งให้พวกพนักงาน เจ้าของโรงแรมแห่งนี้ ไม่สามารถไปผุดไปเกิด กลายเป็นวิญญาณชั่วร้าย หรือต้องหวนกลับมาฆาตกรรมสมาชิกครอบครัว
ภาพถ่ายตอนจบของหนังทำให้เราสามารถคาดเดาว่า Jack เคยเป็นพนักงานโรงแรมนี้ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1921 แนวโน้มกลับชาติมาเกิด เลยถูกคำสาปแช่ง/วิญญาณชั่วร้ายชักนำพาให้กลับมายัง Overlook Hotel ก่อนค่อยๆหวนระลึกความหลัง รื้อฟื้นความทรงจำ พบเจอเพื่อนเก่า/วิญญาณคนตาย ถูกโน้มน้าวจนค่อยๆสูญเสียสติสมประดี (Sanity)
โชคดีว่าเด็กชาย Danny มีพลังพิเศษชื่อว่า ‘Shining’ สามารถสื่อสารทางโทรจิต พบเห็นนิมิต/สิ่งเลวร้ายที่กำลังจะบังเกิดขึ้น รวมทั้งได้รับการตักเตือนจาก Dick Hallorann (ที่มีพลังพิเศษเหมือนกัน) จึงมีโอกาสหลบหนี หาหนทางเอาตัวรอดออกจากเขาวงกต ไม่ถูกกลืนกินโดยวิญญาณชั่วร้ายในโรงแรมแห่งนี้
ต้นฉบับนวนิยายของ King พลังพิเศษของ Danny จะมีบทบาทอย่างมากๆในไคลน์แม็กซ์ สามารถเปร่งประกาย ‘Shining’ จนทำให้บิดา Jack สามารถฟื้นคืนสติจากการถูกวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิง ก่อนยินยอมเสียสละตนเองเพื่อปกป้องภรรยาและบุตรชาย ให้หลบหนีเอาตัวรอดออกจาก Overlook Hotel … ตอนจบของนวนิยายสามารถมองเป็นการแก้ตัว/ไถ่บาป (Redemption) ของบิดาก็ว่าได้!
ถ้าเราไม่มองเรื่องผีๆสางๆ สิ่งเหนือธรรมชาติ (Supernatural) สามารถวิเคราะห์หนังในเชิงจิตวิเคราะห์ คลาสสิกสุดก็คือโรคเบื่อบ้าน (Cabin Fever) เมื่ออาศัยอยู่สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งนานเกินไป ไม่ได้พบปะผู้คน ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย กระวนกระวาย มิอาจควบคุมตนเอง เลวร้ายอาจถึงขั้นพบเห็นภาพหลอน ก่อนแสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่งออกมา
หนังไม่ได้ลงลึกถึงอดีตของ Jack แต่ในนวนิยายระบุว่าบิดาของเขาเป็นคนขี้เหล้าเมายา (Alcoholic) เคยลงไม้ลงมือกับมารดา (Abusive) นั่นทำให้เขาซึมซับความรุนแรง ใช้ชีวิตแทบจะดำเนินตามรอยเท้า แต่หลังจากพลั้งพลาดกระทำร้ายบุตรชาย แสดงเจตจำนงค์ต้องการละเลิกทุกสิ่งอย่าง ถึงอย่างนั้นเมื่อเดินทางมายัง Overlook Hotel สภาพแวดล้อมรอบข้าง แรงกดดันจากการเขียนนวนิยาย อีกทั้งความเข้าใจผิดจากภรรยา (ที่กล่าวหาว่ากระทำร้ายบุตรชาย) เมื่อถึงจุดปรอทแตกก็มิอาจอดรนทน หวนกลับไปดื่มเหล้า มึนเมา พบเห็นภาพหลอน ค่อยๆสูญเสียสติสมประดี ไม่สามารถหาหนทางออกจากเขาวงกตของจิตใจ
Wendy คือภรรยาแม่ศรีเรือนที่มีความซื่อสัตย์มั่นคง จงรักภักดีต่อสามี แต่เพราะเป็นคนอ่อนแอ ขลาดเขลา พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้ จึงมักโดนกดขี่ข่มเหง (Sexism) ดูถูกเหยียดหยาม (Racism) และเมื่อเขาสูญเสียสติแตก (Crisis in Masculinity) เธอจึงแสดงออกได้เพียงกรีดร้อง ตะเกียกตะกาย ร่ำไห้ เต็มไปด้วยความน่าสมเพศเวทนา
สำหรับเด็กชาย Danny การถูกบิดากระทำร้ายครั้งนั้นคงจะกลายเป็นบาดแผลทางใจ (Trauma) ทำให้เขาสร้างเพื่อนในจินตนาการ Tony ขึ้นมาปกป้องตนเอง คอยเตือนภัยอันตราย สร้างความเข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญหน้าเหตุการณ์เลวร้าย … หรือก็คือหลบซ่อนตัวให้ Tony ผู้เข้มแข็งออกมาแก้ปัญหาทุกสิ่งอย่าง
เกร็ด: King เขียนภาคต่อชื่อว่า Doctor Sleep (2013) [ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เมื่อปี ค.ศ. 2019] นำเสนอผลกระทบทางจิตใจ (Trauma) ของ Danny ต่อจากเหตุการณ์นี้ พอเติบโตขึ้นกลายเป็นคนติดเหล้า ชอบใช้ความรุนแรง ไม่ต่างจากบิดาของตนเอง ก่อนท้ายที่หวนกลับมา Overlook Hotel (ตอนจบในนวนิยาย The Shining โรงแรมแห่งนี้จะถูกระเบิดทำลายล้างจนราบเรียบเป็นหน้ากลอง) เผชิญหน้าอดีต ก้าวผ่านปมติดค้างคาใจ
สำหรับ King นวนิยายเล่มนี้คือ(กึ่ง)อัตชีวประวัติ นอกจากประสบการณ์ตรงเมื่อตอนเข้าพัก The Stanley Hotel ตัวเขาขณะนั้นยังดื่มหนัก เสพสารพัดยา เขียนนวนิยายเล่มนี้สำแดงความหวาดกลัวที่จะควบคุมสติไม่อยู่ พลั้งพลาดกระทำร้ายภรรยาและบุตรชาย … ทีแรกผมนึกว่า King เขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อให้ตนเองละเลิกพฤติกรรมดังกล่าว แต่ยังอีกหลายปีกว่าที่ King จะทำสำเร็จในช่วงปลายทศวรรษ 80s
ปล. ผมเพิ่งสังเกตชื่อโรงแรม The Stanley Hotel, จะว่าไปชื่อตัวละครในนวนิยาย Jack ตรงกับ Jack Nicholson, เด็กชาย Danny ก็ตรงกับ Danny Lloyd ฯ เป็นความบังเอิญเกินไปไหม?
ความสนใจของผกก. Kubrick หลังอ่านนวนิยาย พยายามดัดแปลงเรื่องราวให้มีความเลือนลางระหว่างเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ (Supernatural) vs. อาการป่วยจิต (Psychological), อธิบายง่ายๆก็คือวิญญาณชั่วร้าย (Ghost Story) vs. ภาพหลอนจากอาการป่วย (Cabin Fever)
It seemed to strike an extraordinary balance between the psychological and the supernatural in such a way as to lead you to think that the supernatural would eventually be explained by the psychological: “Jack must be imagining these things because he’s crazy”. This allowed you to suspend your doubt of the supernatural until you were so thoroughly into the story that you could accept it almost without noticing.
Stanley Kubrick
แต่ถ้าหนังเลือนลางแค่สองสิ่งนี้มันคงไม่กลายเป็นตำนานอย่างแน่นอน คีย์เวิร์ดสำคัญที่เกริ่นไปแล้ว Overlook Hotel สร้างขึ้นบนหลุมศพของชาวอินเดียนแดง นั่นทำให้เราสามารถเปรียบเทียบโรงแรมแห่งนี้ = ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่างถือกำเนิดจากการขับไล่ที่ เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ชนชาวพื้นเมืองอินเดียนแดง
หลังจากได้รับชม The Texas Chain Saw Massacre (1974) และ American Psycho (2000) ทำให้ผมตระหนักว่า The Shining (1980) สามารถมองในเชิงเสียดสีล้อเลียน (Satire) ด้วยการสะท้อนสภาพสังคมอเมริกันยุคสมัยนั้น ภายนอกพายุหิมะหนาวเหน็บ (สามารถสื่อถึงสงครามเย็น) สร้างความตึงเครียด เก็บกดดัน เต็มไปด้วยความอัดอั้น จนกระทั่งถึงจุดปรอทแตก แสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่งออกมา
เรายังสามารถเปรียบเทียบ Jack บิดา/หัวหน้าครอบครัว = ผู้นำประเทศ ช่วงแรกๆพยายามควบคุมตนเอง สร้างภาพภายนอกให้ดูดี แต่สารพัดแรงกดดันทำให้เริ่มสูญเสียการควบคุม ตัวตนแท้จริงค่อยๆเปิดเผยออกมา ใช้ความรุนแรง เข่นฆ่าแกง กำจัดบุคคลเห็นต่างให้พ้นภัยทาง
ความสัมพันธ์ระหว่างอดีต-ปัจจุบัน Jack กลับชาติมาเกิด หวนระลึกความหลัง ย้อนรอยคดีฆาตกรรม ฯ เหล่านี้เป็นการสะท้อนถึงมนุษยชาติ (โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา) ไม่เคยยินยอมรับความผิดพลาด แล้วพอเหตุการณ์บังเกิดขึ้นซ้ำอีก พวกเขาจึงไม่รู้จะทำอะไรยังไง เดินวกไปวนมา หลงทางอยู่ในเขาวงกต … แต่หนังก็แอบเคลือบแฝงวิธีแก้ปัญหาผ่านการเอาตัวรอดของเด็กชาย Danny นั่นคือก้าวถอยหลัง ซึ่งหมายถึงเผชิญหน้าความจริง ยินยอมรับความผิดพลาดในอดีต นำมาเป็นบทเรียนสอนใจ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม
เสียงตอบรับตอนหนังออกฉายค่อนข้างผสมๆ ส่วนใหญ่ผิดหวังในความแตกต่างจากนวนิยายของ King แถมยังเข้าฉายสัปดาห์เดียวกับ The Empire Strikes Back (1980) จากทุนสร้าง $19 ล้านเหรียญ เลยทำเงินในการฉายครั้งแรก $44 ล้านเหรียญ แต่ก็น่าจะแค่เพียงพอคืนทุนกระมัง
ในปีที่หนังออกฉายมีการจัดงาน Razzie Award ขึ้นเป็นครั้งแรก! ทางผู้จัดจึงฉกฉวยโอกาสจากเสียงตอบรับอันย่ำแย่ The Shining (1980) ได้เข้าชิงสองสาขา Worst Director และ Worst Actress (Shelley Duvall) … ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2022 มีการถอดถอนชื่อ Shelley Duvall เพราะมองว่าการแสดงของเธอได้รับอิทธิพลจากการปฏิบัติที่ย่ำแย่ของผกก. Kubrick
กาลเวลาทำให้ผู้ชมสมัยใหม่ค้นพบความลุ่มลึกล้ำ ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ไม่ใช่แค่โคตรหนังสยองขวัญ (Horror) แต่ยังกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล
- Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ติดอันดับ 154 (ร่วม)
- Sight & Sound: Director’s Poll (2012) ติดอันดับ 75 (ร่วม)
- Sight & Sound: Critic’s Poll (2022) ติดอันดับ 88 (ร่วม)
- AFI: 100 Years…100 Thrills (2001) ติดอันดับ #29
- Total Film: Greatest horror film of all time (2005) ติดอันดับ #5
- The Guardian: Best horror film of all time (2010) ติดอันดับ #5
- BBC: The 100 greatest American films (2015) ติดอันดับ #62
- Time Out: The 100 Best Horror Movies (2023) ติดอันดับ #2
- Empire: 50 Best Horror Movies (2025) ติดอันดับ #1
- Empire: Best Movies Of All Time (2025) ติดอันดับ #35
เกร็ด: Stephen King พยายามจะสร้างใหม่ (Remake) ดัดแปลงจากนวนิยายของตนเองเป๊ะๆ ทำออกมาเป็น mini-Series ความยาวสามตอนละ 91 นาที (รวมแล้ว 273 นาที) ออกฉายทางสถานีโทรทัศน์ ABC ระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1997 แม้เสียงตอบรับออกมาดียอดเยี่ยม เข้าชิง Emmy Award สามสาขา (รวมถึง Outstanding Miniseries) แต่ก็ค่อยๆถูกหลงลืมตามกาลเวลา
ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K จากฟีล์มเนกาทีฟต้นฉบับของ Warner Bros. ผ่านการตรวจสอบโดยผกก. Steven Spielberg และอดีตผู้ช่วยส่วนตัว (มือขวาของ Kubrick) Leon Vitali เสร็จสิ้นออกฉาย 2019 Cannes Classic สามารถหาซื้อ Blu-Ray 4K Ultra HD คุณภาพคมชัดกริบ
ผมครุ่นคิดอยากหวนกลับมาปรับปรุงบท The Shining (1980) ตั้งแต่พบเห็นการอ้างอิงถึงอาวุธขวานใน American Psycho (2000) ก่อนตระหนักถึงความละม้ายคล้ายคลึงในการวิพากย์วิจารณ์/เสียดสีล้อเลียนสังคมอเมริกัน หมาอำนาจที่มีความเจิดจรัส ‘Shining’ แต่เบื้องหลัง/ประวัติศาสตร์ถือกำเนิดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ในบรรดาผลงานของผกก. Kubrick ผมรู้สึกว่า The Shining (1980) เต็มไปด้วยรายละเอียดลุ่มลึกล้ำ สลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อนงำ และอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่งที่สุดแล้วกระมัง
จัดเรต 18+ กับความคลุ้มบ้าคลั่ง
พี่ครับพี่ลองดูฉากลิฟใหม่แล้วจะเห็นว่ามันมีหน้าตาคล้ายหน้าของมนุษย์อยู่ด้วย แล้วที่หลอนกว่าคือมันหน้าตาดันไปเหมือนกับเด็กทารกในโปสเตอร์ของ the shining อีกด้วย