The Silence (1963)

The Silence

The Silence (1963) Swedish : Ingmar Bergman ♥♥♥♥

ในโลกสมมติที่พระเจ้าไม่มีตัวตน (พ่อเสียชีวิตไปแล้ว) หญิงสาวสองพี่น้องและเด็กชายกำลังเดินทางกลับบ้านโดยรถไฟ แต่ต้องหยุดพักที่เมืองสมมติ Timoka ส่วนไหนของยุโรปก็ไม่รู้ พูดคุยสื่อสารกับใครก็ไม่เข้าใจ แต่ในความเงียบสงัดนั้น ตัวตน ความต้องการ และความสัมพันธ์ของทั้งสามกำลังได้รับการเปิดเผย

ไม่แน่ใจตั้งแต่หนังเรื่องไหน ที่ผู้กำกับ Ingmar Bergman เริ่มต้นใช้ตัวละครเป็น’สิ่งสัญลักษณ์’ (Symbolic) แทนด้วยอะไรบางสิ่งบางอย่าง ชัดสุดก็ Death จากหนังเรื่อง The Seventh Seal (1957) ฯ สำหรับหนังเรื่องนี้ แม้สิ่งสัญลักษณ์จะไม่ได้มีความชัดเจนขนาดนั้น แต่ทุกสิ่งอย่างจำต้องวิเคราะห์มองให้ออกว่าอาจแทนด้วยอะไร ไม่เช่นนั้น -ให้ตายเถอะ- ดูเป็นสิบๆรอบก็อาจไม่เข้าใจว่าหนังเกี่ยวกับอะไร

หลังเสร็จจาก Through a Glass Darkly (1961) ด้วยความที่อยู่ในวงการมาหลายสิบปี เพิ่งแต่งงานกับภรรยาคนที่สี่ Käbi Laretei นักเปียโนสัญชาติ Estonian เมื่อปี 1959 แต่ยังหาเวลาด้วยกันไม่ได้ Ingmar Bergman จึงตัดสินใจพักการสร้างภาพยนตร์เป็นเวลา 2 ปีเต็ม ใช้เวลานี้หมกกกอยู่กับภรรยา ศึกษาดนตรีของ J. S. Bach พยายามทำความเข้าใจฝันของตนเองและเธอ แต่ไปๆมาๆก็กลับหาสิ่งที่ตนรักจริง เอาเวลาไปพัฒนาบทภาพยนตร์ Winter Light (1963) และ The Silence (1963) ที่ทำให้เขาเกิดความรู้แจ้ง เชื่อมั่นการมีตัวตน และเข้าใจว่า’พระเจ้าคืออะไร?’

หนัง 3 เรื่องในช่วงนี้ของ Bergman ถูกจัดรวมเรียกว่าไตรภาค Silence of God ตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีตัวตนของพระเจ้า
– Through a Glass Darkly (1961)
– Winter Light (1963)
– The Silence (1963)

แนะนำถ้าจะรับชมไตรภาคนี้ ให้เรียงลำดับตามนี้เลยนะครับ แม้หนังจะไม่ได้มีเรื่องราวต่อเนื่องกัน แต่ศรัทธาความเชื่อของ Bergman จะค่อยๆวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง (จากไม่เชื่อ -> เกิดศรัทธา -> ขาดไม่ได้)

ในปี 1962, Bergman เริ่มต้นสร้าง Winter Light ขึ้นก่อน เสร็จแล้วตามต่อด้วย The Silence แทบจะทันที ให้สัมภาษณ์นักข่าวเกี่ยวกับแนวคิดของหนังเรื่องใหม่ ว่าเกิดจากความฝันของตนเอง ‘ฉันยืนอยู่กลางเมืองแห่งหนึ่ง ต่างประเทศไม่รู้ที่ไหน กำลังมุ่งสู่ส่วนต้องห้ามของเมือง สถานที่ซึ่งกฎหมาย ระเบียบของสังคมไม่ปรากฎ ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นได้ และเกิดขึ้นจริง’

“I am in an enormous, foreign city. I am on my way toward the forbidden part of town. It is not even some dubious area of ill repute with its steaming flash pots, but something much worse. There the laws of reality and the rules of society cease to exist. Anything can happen and everything does.”

เรื่องราวของหญิงสาวสองพี่น้องและเด็กชาย
– คนพี่ Ester (รับบทโดย Ingrid Thulin) นักแปลภาษา พูดได้สวีเดน, อังกฤษ, เยอรมัน ฯ ป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่าง กระอักเลือดจากภายใน (น่าจะเกิดจากการชอบดื่มเหล้าให้เมามาย) มีความคิดคุณธรรมสูงส่ง พยายามที่จะบังคับควบคุมน้องสาว Anna ให้อยู่ภายใต้คำสั่งความต้องการของตนเอง
– คนน้อง Anna (รับบทโดย  Gunnel Lindblom) เป็นคนสำส่อน ความต้องการทางเพศสูง มีลูก Johan โดยไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อ คิดทำอะไรด้วยสันชาติญาณ พยายามที่จะเอาชนะ ไม่ต้องการอยู่ภายใต้การควบคุมของพี่สาว Ester
– เด็กชายอายุ 10 ขวบ Johan (รับบทโดย Jörgen Lindström) ลูกของ Anna ด้วยความที่ยังไร้เดียงสา ไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่ทั้งสองคิดทำอะไร แต่ก็ได้ผจญเดินไปทั่ว พบเห็นเจออะไรต่างๆมากมาย

ทั้งสามเริ่มต้นเดินทางด้วยรถไฟเพื่อกลับบ้านเกิด (ที่ไหนไม่มีบอกไว้) แต่เพราะอาการป่วยหนักของ Ester ทำให้ต้องหยุดพักระหว่างทางที่เมืองสมมติ Timoka ตรงไหนของยุโรปก็ไม่รู้ แม้แต่ Ester นักแปลภาษายังไม่สามารถสนทนารู้เรื่อง และเหมือนว่าประเทศนี้กำลังมีสงครามเกิดขึ้น

เกร็ด: ภาษาทั้งคำพูดอ่านและตัวอักษร Bergman ได้คิดค้นขึ้นมาเองใหม่หมด โดยอ้างอิงพื้นฐานมาจากภาษาบ้านเกิดของภรรยา Estonian และชื่อเมือง Timoka (ภาษา Estonia เช่นกัน) แปลว่า เกี่ยวกับเพชณฆาต/ผู้ประหารชีวิต

“Timoka, the name of the city, I saw in a book belonging to my wife at that time. She’s Esthonian. It was a book of poetry. The word ‘timoka’ stood there on a line by itself, and without knowing what it meant I baptized the city Timoka. Then I asked her what it meant, and she said ‘there are a lot of cases in Estonian, it means appertaining to the executioner’. Otherwise it was just a language I made up.”

 

Ingrid Lilian Thulin (1926 – 2004) นักแสดงสาวสวยหน้าคม สัญชาติ Swedish เกิดที่ Sollefteå, Ångermanland ทางตอนเหนือของประเทศสวีเดน มีความชื่นชอบบัลเล่ต์ ต่อมาได้เข้าเรียนกลายเป็นนักแสดงละครเวทีที่ Royal Dramatic Theatre, ผลงานดังของเธอส่วนใหญ่ร่วมงานกับ Bergman ทั้งนั้น อาทิ Wild Strawberries (1957), The Magician (1958), Winter Light (1962), The Silence (1963), The Rite (1969), Cries and Whispers (1972) ฯ

หนังเรื่องนี้น่าจะถือได้ว่า เป็นการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดของ Thulin, รับบท Ester พี่สาวที่เหมือนจะอิจฉาริษยาน้อง เพราะสามารถคิดทำอะไรโดยไม่สนใจความถูกผิด แต่จริงๆแล้ว เธอไม่ต้องการให้น้องกลายเป็นแบบตนเองมากกว่า สังเกตจากพฤติกรรมที่เธอทำ กินเหล้าตอนท้องว่างจนมีสภาพร่อแร่ทรมานใกล้ตาย นี่มันแบบอย่างที่ดีตรงไหน ซึ่งความพยายามยกคุณธรรมศีลธรรมอ้าง เป็นสิ่งฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย

Gunnel Märtha Ingegärd Lindblom (เกิดปี 1931) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติ Swedish เกิดที่ Gothenburg ขาประจำของ Bergman เช่นกัน แต่มักได้รับบทรองเสียเยอะ อาทิ The Seventh Seal (1957), Wild Strawberries (1957), The Virgin Spring (1960), Winter Light (1962), The Silence (1963), Scenes from a Marriage (1973) ฯ ล่าสุดก็ The Girl with the Dragon Tattoo (2009)

รับบท Anna ที่ต้องเปลืองร่างกายมากทีเดียว เพราะตัวละครมีความต้องการทางเพศสูง ใช้ชีวิตโดยสันชาติญาณ ออกล่าหาผู้ชายกลางวันแสกๆสนองตัณหาของตนเอง และเพื่อตบหน้าความมีคุณธรรมฉาดใหญ่ของพี่สาว ฉันไม่ได้มีความจำเป็นต้องอยู่ภายใต้ทำตามคำสั่งตลอดเวลา ซึ่งวินาทีที่เธอเอาชนะพี่สาวสำเร็จ Sex กับเด็กเสริฟขณะนั้น ท่า Doggie มันช่างสวยงามเหลือเกิน … รูปลักษณ์ของ Lindblom ผมว่าเธอไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นั้น แต่รสนิยมสมัยนั้นคงเรียกว่า ‘อวบเซ็กซี่’

Carl Jörgen Lindström (เกิดปี 1951) นักแสดงเด็กสัญชาติ Swedish อาจมีคนจดจำหนุ่มน้อยผู้นี้ได้จาก Persona (1966) ซึ่งจะมีช็อตหนึ่ง ยกมือขึ้นเหม่อมองออกไป ท่าคล้ายๆกันเลย

เกร็ด: เหมือนจะมีคนเปรียบ รถถัง ที่มีกระบอกปืนอันยาวใหญ่ยื่นออกมา เป็นสิ่งสัญลักษณ์แทน ‘ลึงค์’ (อวัยวะเพศชาย)

นัยยะของช็อตนี้คือการเหม่อมองออกไป(ข้างนอก), สังเกตว่าเด็กชาย Johan จะไม่ได้ออกไปไหนเลยนะครับ วนเวียนอยู่ในโบกี้รถไฟ และห้องโถงของโรงแรม เดินทะลุเข้าออกผ่านได้ทุกห้องทุกประตู แต่สิ่งที่อยู่ข้างนอก จะทำได้แค่เหม่อมองออกไป

มีความพยายามวิเคราะห์ตีความ ค้นหาว่าสามตัวละครนี้มีนัยยะสื่อถึงอะไร ซึ่งก็มีหลายทฤษฎีที่น่าสนใจ
– ตามหลักจิตวิเคราะห์ ทฤษฎีบุคลิกภาพของ Sigmund Freud ภายในจิตใจมนุษย์ประกอบด้วย Id, Ego, Superego ซึ่งสอดคล้องกับสามตัวละครนี้พอดี
> Id คือสัญชาตญาณ ความต้องการเพื่อตอบสนองความพึงพอใจ … ตัวละคร Anne
> Ego ส่วนผสมที่เป็นตัวเราระหว่าง Id และ Superego … ตัวละคร Johan
> Superego คือคุณธรรมศีลธรรม หลักศรัทธาที่มีอยู่ในตัวเรา … ตัวละคร Ester

– บางสำนักจะวิเคราะห์เปรียบเทียบเรื่อง พระบิดา-พระแม่-พระบุตร-พระจิต
> พระบิดา คือพ่อของ Ester และ Anne ที่เสียชีวิตไปแล้ว (นี่เปรียบได้กับ พระเจ้าได้ตายจากไป)
> Ester เป็นตัวแทนพระจิตหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ กล่าวคือมีจิตใจดีงามคุณธรรมสูงส่ง
> Anne เป็นตัวแทนพระแม่(มารีย์) ผู้ให้กำเนิดพระบุตรโดยไม่รู้ว่าใครคือสามี
> Johan คือพระบุตร ผู้ยังไร้เดียงสาบริสุทธิ์ผุดผ่อง

– นักวิจารณ์ Roger Ebert เปรียบเทียบดังนี้
> Ester เป็นตัวแทนของ’จิตใจ’มนุษย์ อันมีคุณธรรมความดีเป็นที่ตั้ง
> Anne เป็นตัวแทน’ร่างกาย’ มีสัญชาติญาณความต้องการเป็นที่ประสงค์
> ส่วน Johan คือสิ่งที่เชื่อมต่อระหว่าง กายและจิต แต่ไม่มีคำเรียกในภาษามนุษย์

– มีอยู่ 2-3 ครั้งที่ Johan จ้องมองภาพวาด Deianeira Abducted by Nessus ในสไตล์ Baroque ของศิลปิน Peter Paul Rubens (1577 – 1640) จิตรกรเอกสัญชาติ Flemish (ชาว Belgium ที่พูดภาษา Dutch)

เรื่องราวของภาพนี้ ตามเทวตำนาน Graeco-Roman คู่รัก Hercules กับ Deianeira เพิ่งแต่งงานกัน ขณะเดินทางไปฮันนีมูนถึงแม่น้ำสายหนึ่ง พบเจอกับเซนทอร์นามว่า Nessus อาสาขับเรือ Ferry ข้ามแม่น้ำอันเชี่ยวกราก (พาข้ามได้ทีละคน) แต่ระหว่างทางกึ่งกลางแม่น้ำนั้น Nessus ได้กระทำการฉุดกระชากข่มขืน Deianeira (ที่ก็สมยอม) พอ Hercules ที่อยู่อีกฟากฝั่งเห็นเข้า จึงยิงธนูปักตรงหัวใจของ Nessus ล้มลงเสียชีวิต

ตำนานสามเส้าของ Hercules, Deianeira และ Nessus ได้ถูกตีความเป็นภาพวาดจิตรกรรมเยอะแยะมากมาย โดยศิลปินหลายยุคสมัย ซึ่งรูปภาพที่ใช้ในหนังเป็นหนึ่งในผลงานของ Rubens (ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ของรัสเซีย) ในยุคสมัย Baroque ถือว่ามีชื่อเสียงระดับโลกเลยนะครับ, สังเกตภาพนี้ เราจะไม่พบเห็น Hercules แต่ธนูปักหัวใจของ Nessus กำลังทรุดลงสิ้นลม

นัยยะของภาพนี้ มีนักวิเคราะห์เปรียบเทียบแทนตัวละครในหนัง
– Deianeira แทนด้วย Anne (ผู้หญิงที่มีความสำส่อน)
– Nessus แทนด้วย Ester (ที่กำลังจะตาย)
– ส่วนเด็กชาย Johan แทนด้วย Hercules ที่ไม่ปรากฎตัวในภาพ และเป็นผู้ยืนมองภาพนี้ … แต่ถ้าเทียบกับเหตุการณ์ในหนัง เมื่อเขารับรู้ว่าแม่ Anne ของตนได้กระทำสำส่อน แต่ด้วยความยังไม่เข้าใจ เลยไม่สามารถแผลงศรออกไปได้ (ได้แค่ยืนมองอย่างสับสน และบอกเรื่องราวนี้กับ Ester)

ในบรรดา 3-4 ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของ 3 ตัวละครหลักที่ผมเสนอแนะมานี้ ก็แล้วแต่ตัวคุณเองเลยละว่ามีความเชื่อแบบไหน สามารถเทียบแทนได้จริงทั้งหมด, สำหรับผม เนื่องจากเคยรับชมหนังเรื่อง Persona ที่ทำการวิเคราะห์ว่าสองตัวละครในหนังเรื่องนั้นแทนด้วย ‘กาย’ กับ ‘จิต’ มันเลยน่าจะเป็นลักษณะคล้ายๆกันในหนังเรื่องนี้ เพราะอาจคือสิ่งที่ Bergman มีความสนใจจริงๆ เขาถึงตั้งคำถามกับประเด็นนี้ซ้ำไปซ้ำมาในหนังหลายๆเรื่อง

ถ่ายภาพโดย Sven Nykvist ช่างภาพในตำนานสัญชาติ Swedish ขาประจำของ Bergman ร่วมงานกันครั้งแรกเมื่อ Sawdust and Tinsel (1953), เคยคว้า 2 รางวัล Oscar: Best Cinematography ประกอบด้วย Cries and Whispers (1973) และ Fanny and Alexander (1983), ซึ่งงานภาพของหนังเรื่องนี้ต้องถือว่าระดับ Masterpiece โดดเด่นเรื่องการเคลื่อนกล้อง จัดวางตำแหน่งองค์ประกอบ และการจัดแสงภายใน

Bergman อธิบายความต้องการต่อ Nykvist ว่าต้องการให้ภาพหนังออกมามีลักษณะเหมือนความฝัน (dream-like) แต่จะไม่มีการใช้เทคนิคสร้างเอ็ฟเฟ็กเกี่ยวกับความฝัน อาทิ Soft-Focus, Fade, ทำให้เบลอๆ ฯ Nykvist เลยตัดสินใจใช้ฟีล์ม Eastman Double-X negative ที่จับแสงรังสี gamma ได้สูงกว่าปกติ ภาพที่ออกมาจึงมีความเข้มคมชัดสูงกว่าปกติ, เมื่อเทียบกับ Winter Light แล้ว Nykvist ให้สัมภาษณ์บอกว่า หนังเรื่องนี้ราวกับของเด็กเล่นไปเลย (child’s play)

สองสาว Ester และ Ann อาศัยอยู่ 2 ห้องติดกันในโรงแรม มีหลายช็อตทีเดียวที่ประตูเปิดออก เห็นพวกเขาทั้งสามในช็อตเดียวกัน, ประตูถือเป็นสิ่งสัญลักษณ์ที่แบ่งแยกพี่น้องทั้งสอง กาย/จิต, Id/Superego ฯ ซึ่งจะมีเพียงเด็กชายที่สามารถเดินเล่น วิ่งผ่านเข้าออกไปมาได้ตลอดเวลา (ยกเว้นตอนถูกบังค้บ ล็อกกลอนห้ามเข้า) ปกติแล้วประตูจะเปิดออกไว้ให้ Ester สอดส่อง Anne แต่ก็มีหลายครั้งที่ปิด/ล็อกไว้ ไม่ให้มายุ่งย่ามกันและกัน

กับคนที่เคยดูหนังเรื่อง Persona (1966) จะพบเห็นการซ้อนทับใบหน้าของตัวละคร หันหน้าเอียง/ตั้งฉาก ล้วนมีนัยยะสำคัญแอบซ่อนอยู่ คือความพยายามผนวกรวมของสองสิ่ง บ่งบอกว่านั่นคืออย่างเดียวกัน/เป็นของกันและกัน จุดเริ่มต้นก็น่าจะไม่ Winter Light ก็ The Silence นี้แหละ

กับช็อตนี้ 90 องศา แปลความหมายได้ว่า สองสาวพี่น้องคิดเห็นเป็นอิสระไม่เหมือนกัน (ตรงกันข้าม)

ช็อตนี้เป็นความสว่างที่มีน้อยมากในหนัง เด็กชายมีพยายามจะแสดงความรัก (ถูหลังให้) ไถหัวเข้าไป ราวกับจะกลืนกิน แสดงความเป็นเจ้าของ สิ่งเดียวกันกับแม่ของตน

กับ Sex Scene ท่า Doggie ทั้งสองหันหน้าไปทางเดียวกัน คือเห็นพ้องเข้ากันได้, ร่วมรักคือการเป็นของกันและกัน สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน

แซว: Johan บอกว่าไม่ชอบขี่ม้า เขายืนมองเซนทอร์ แล้วฉากนี้เป็นท่าหมา *-*

ไฮไลท์การจัดแสงที่ผมทึ่งสุดในตหนัง คือฉาก Sex Scene ในโรงละครเวที, ผมไปบังเอิญเจอรูปเคลื่อนไหวของช็อตนี้ ให้สังเกตแสงไฟที่ส่องเคลื่อนผ่านตัวละคร มีความสวยงามที่ลึกล้ำมีระดับมาก ผู้ชมสมัยก่อนเห็นแล้วต่างกระตุ้นอารมณ์ ความต้องการทางเพศเลยละ

ก่อนที่จะเริ่มช็อตนี้ Anne จะมีการขยับบุหรี่ที่ถืออยู่, ปกติแล้ว บุหรี่เป็นสัญลักษณ์ของความเครียด (ตัวละครที่ดูดบุหรี่ จะคือคนที่กำลังมีความเครียด) แต่ในบางครั้งก็เป็นสัญลักษณ์ของราคะเช่นกัน เพราะไฟดวงเล็กๆที่มอดไหม้ปลายมวนบุหรี่ ทำให้คนดูดแล้วเกิดความสุข(กระ)สันต์

แซว2: ท่าผู้หญิงขึ้นบนที่เหมือนควบม้านี้ มีชื่อเรียกตามกามสูตรว่า The Amazon

ตัดต่อโดย Ulla Ryghe ที่ได้ร่วมงานกับ Berman ตั้งแต่ Through a Glass Darkly (1961) ไปจนสิ้นทศวรรษ 60s, นี่ถือเป็นอีกส่วนไฮไลท์ของหนัง เพราะใช้การเล่าเรื่องด้วยภาพ การกระทำ มากกว่าบทพูดการสนทนา ซึ่งผู้ชมต้องใช้การสังเกตครุ่นคิด วิเคราะห์การกระทำของตัวละคร มุมกล้องทิศทางภาพถ่ายให้เห็นอะไร มีความหมายความสำคัญอย่างไร ทำความเข้าใจภาษาภาพยนตร์ได้ ก็จะมีโอกาสเข้าใจหนังได้

มุมมองการเล่าเรื่อง ใช้วิธีตัดสลับไปมาทั้ง 3 ตัวละคร เกลี่ยให้พอๆกัน ไม่มีใช้สายตาของตัวละครใดเป็นพิเศษ (แต่เหมือนจะให้เวลากับเด็กชาย Johan มากที่สุด)

ว่าไปการเล่าเรื่องลักษณะนี้มีความคล้ายคลึงกับ Musical อยู่พอสมควรตามความตั้งใจของ Bergman กล่าวคือใช้ภาพและการตัดต่ออย่างมีจังหวะ rhythm อันประกอบด้วย themes และ counter-themes, กับฉากที่โดดเด่นสุดด้วยแนวคิดนี้ ขณะ Ester กดกระดิ่งเรียกบาร์เทนเดอร์ -> ไม่นานได้ยินเสียงเคาะประตู -> เปิดเข้าทำท่าโน่นนี่นั่น ยื่นขวดสุราเป็นอันเข้าใจ -> กลับไปนั่งบนเตียงสูบบุหรี่รอ -> บาร์เทนเดอร์มารินส่งแก้วเหล้า -> จากนั้นก็เทพรวดๆ -> ไม่นานนักก็ดิ้นทุรนทุราย (รู้งี้หาอะไรกินรองท้องก่อนดีกว่า) … จะสังเกตว่า หนังมีจังหวะของการเคลื่อนไหว เรื่องราวดำเนินไป เปรียบเทียบก็มีความคล้ายคลึงกับบทเพลงของการเคลื่อนไหวอยู่เหมือนกัน

“My original idea was to make a film that should obey musical laws, instead of dramaturgical ones. A film acting by association rhythmically, with themes and counter-themes. As I was putting it together, I thought much more in musical terms than I’d done before.”

นี่ทำให้ผมหวนระลึกถึงหนังเงียบของ King Vidor เรื่อง The Big Parade (1925) ที่พยายามสร้างจังหวะให้กับงานภาพ เกิดสัมผัสพร้อมเพรียง สวยงามราวกับบทเพลง ถ้าใครสนใจเทคนิคนี้ ลองไปหาหนังมารับชมดูนะครับ

สำหรับเพลงประกอบต้องถือว่าไม่มีนะครับ แต่เราจะได้ยินการพูดถึง Johann Sebastian Bach และบทเพลง The Goldberg Variations, BWV 988 (ค.ศ. 1741) มีทั้งหมด 30 variations, ต้นฉบับของเพลงนี้ ประพันธ์ให้เล่นกับ Harpsichord แต่ปัจจุบันนิยมบรรเลงกับเปียโนมากกว่า ผมนำฉบับของนักเปียโนชื่อดัง Glenn Gould มาให้รับฟังกัน

เกร็ด: ชื่อบทเพลง Goldberg Variations มาจากนักดนตรีคนแรกที่บรรเลงเพลงนี้ Johann Gottlieb Goldberg

ผมไม่แน่ใจนักว่าบทเพลงมีนัยยะสำคัญอะไรหรือเปล่า

คนที่เคยรับชม Through a Glass Darkly (1961) กับ Winter Light (1963) มาก่อนหน้า กับคำถาม ‘พระเจ้ามีตัวตนหรือไม่?’ คงสามารถค้นพบจุดสังเกตเพื่อคิดต่อยอดทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก เพราะต่างมีการพูดคุยเอ่ยถามแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างชัดเจน แต่กับ The Silence หนังเรื่องสุดท้ายในไตรภาคนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเฝ้ามองหาจุดสังเกตนี้ว่าอยู่แห่งหนใด ผมเองก็เช่นกัน แต่จนถึงตอนจบก็มิสามารถค้นพบเจอได้เลย, จริงๆแล้วคำตอบของนี้ง่ายนิดเดียวเอง เพราะหนังดำเนินเรื่องในโลกสมมติ ที่พระเจ้าไม่มีตัวตน (ก็เลยมองหายังไงก็ไม่เจอ!)

ความตั้งใจของ Bergman ในการสร้างหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่ต้นที่ผมอธิบายไป ต้องการสร้างเมือง/เรื่องราวที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ ระเบียบทางความคิด จริยธรรมคุณธรรม ความถูกต้อง และการมีตัวตนของพระเจ้า แต่จะว่าการตามตรงเมืองแห่งนี้ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกถึงการไร้ตัวตนของพระเจ้า แต่เป็นตัวละครต่างหากที่ไร้ซึ่งความเชื่อศรัทธา และแสดงออกในสิ่งเฉพาะความสนใจของตนเองเท่านั้น

ถ้าเราพิจารณาในส่วนของเรื่องราวปกติของหนัง เด็กชายผู้ยังไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก อาศัยอยู่กับผู้หญิงสองคนที่เป็นผู้ดูแล แม่กับป้า แต่ทั้งสองต่างมีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง คนหนึ่งต้องการควบคุม อีกคนต้องการอิสระ แถมบุคคลอื่นที่เขาพบเจอ คนแคระ, บาร์เทนเดอร์ ฯ ต่างก็สนใจแค่ผลประโยชน์ ความสุขสนุกสนานส่วนตนเท่านั้น ไม่มีใครเอาใจใส่คิดดูแลเขาอย่างจริงจัง แบบนี้เด็กชายโตขึ้นจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อนาคตสดใส มีความหวังต่อไปได้อย่างไร

ถ้าเราแทนตัวละครด้วยสิ่งสัญลักษณ์ (ผมจะวิเคราะห์เฉพาะ Ester แทนด้วยจิต, Anne แทนด้วยกาย) มนุษย์เราประกอบด้วยกายและจิต โดยปกติแล้วจิตจะเป็นผู้ควบคุม บงการ สั่งงาน ด้วยการสร้างกฎเกณฑ์ทางคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ให้ร่างกายได้ปฏิบัติตาม แต่ก็มีหลายครั้งที่ร่างกายกระทำสิ่งต่างๆด้วยสันชาติญาณเหมือนสัตว์ ไร้การควบคุมโดยจิต/สติ, การเสียชีวิตของพ่อ (พระเจ้าไร้ซึ่งตัวตน) ทำให้จิตใจเกิดความอ่อนแอเจ็บป่วย ไม่สามารถควบคุมการกระทำความต้องการของกายได้อีกต่อไป เปรียบได้เหมือนกับ มนุษย์ผู้ไร้ซึ่งจิตสำนึก หลงเหลือแต่ความต้องการทางร่างกาย สันชาติญาณ เช่นนั้นคงไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานทั่วไป ใกล้แล้วที่จะถึงจุดสิ้นสุดของโลก วันโลกาวินาศ

เรื่องราวของหนังเป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ว่า เมื่อมนุษย์ที่เคยยกย่องเทิดทูลพระเจ้า ปฏิบัติตามคำสอนตามหลักศีลธรรมจรรยา ถึงคราหมดสิ้นความหวังศรัทธา ไร้ซึ่งจิตสำนึกที่เป็นผู้กำหนดถูกผิด หลงเหลือแต่ร่างกายที่ดำเนินชีวิตโดยสันชาติญาณ อยากทำอะไรก็ทำ มั่วSexก็หาได้แยแส กับโลกที่หลงเหลือแต่คนแบบนั้น มันจะมีสภาพเช่นไร และยังมีความหวังอยู่หรือเปล่า?

ผมขอเล่าให้ฟัง ถึงคำทำนายของพระพุทธเจ้าต่อวันโลกาวินาศสักหน่อยแล้วกัน นี่คือวงจรวัฏจักรของโลกและสิ่งมีชีวิต ทุกๆร้อยปีอายุไขเฉลี่ยของมนุษย์จะลดลง 1 ปี สมัยพุทธกาลอายุเฉลี่ยของมนุษย์คือ 80 ปัจจุบันผ่านมา 2500 กว่าปี อายุเฉลี่ยของคนยุคนี้จึงเหลือแค่ประมาณ 65 ปี นี่แปลว่าถ้าโลกผ่านถึง พ.ศ. 10,000 อายุเฉลี่ยของมนุษย์จะเหลือเพียง 10 ปี อายุแค่ 3-4 ขวบ ก็คงแต่งงานมีลูกกันแล้ว ความสั้นแค่นี้มีหรือคุณธรรมศีลธรรมจิตสำนึกความดีงามจะยังคงหลงเหลืออยู่ โลกมันคงถึงกัลปาวสานกันพอดี

แต่ใช่ว่าเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว โลกจะสิ้นสุดหมดทุกความหวังนะครับ พระพุทธเจ้าตรัสต่อว่า เมื่ออายุไขมนุษย์ลดลงเหลือเพียง 10 ปี คราวนี้จะค่อยๆกลับมาหวนคืนเจริญขึ้น ทุกๆร้อยปีอายุมนุษย์จะเพิ่มขึ้น 1 ปี สำนึกคืนสู่ความมีคุณธรรม จนกระทั่งอีกล้านปีถัดไป มนุษย์จะอายุไขเฉลี่ย 10,000 ปี ถือว่าเป็นจุดรุ่งโรจน์สูงสุดของอารยธรรมมนุษย์

สำหรับคนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ก็อ่านผ่านๆไปนะครับ แต่จะบอกว่าทุกคำภีร์ศาสนาโบราณทั้งหลายในโลก ล้วนต่างมีคำทำนายพยากรณ์ถึงจุดจบ วันโลกาวินาศ สิ้นสุดมวลมนุษยชาติ อะไรแบบนี้กันทั้งนั้น แต่ด้วยระยะเวลาที่ชาตินี้คงอยู่ไม่ทันแน่หลายคนคงไม่ขอเชื่อไว้ก่อน ก็ไม่เป็นไร รับรู้ไว้สักหน่อยคงไม่เสียหายอะไร

ตอนจบของหนัง Anne เขียนอะไรบางอย่างใส่เศษกระดาษ ส่งให้กับ Johan … เมื่อกายกับจิตแยกออกจากกันสำเร็จแล้ว โลกคงใกล้ถึงกาลวินาศ แต่คำแนะนำในจดหมายนั้น ได้ทำให้เด็กชายมีรอยยิ้ม เขาคงค้นพบความหวังอะไรบางอย่าง ที่เมื่อโตขึ้นคงอาจไม่กลายเป็นดั่ง แม่และป้า แต่จะคืออะไรคงไม่มีให้ตอบได้เป็นแน่

กับคำถาม ‘การมีตัวตนของพระเจ้า?’ เรื่องสุดท้ายของไตรภาคนี้ ก็สมมติให้พระเจ้าไม่มีตัวตนเสียเลย แล้วให้ผู้ชมครุ่นคิดใคร่ครวญ ไตร่ตรองพิจารณาดูว่า โลกใบนั้นมันน่าอยู่อาศัยหรือเปล่า … ซึ่งแน่นอนคำตอบก็คือ ไม่แม้แต่น้อย เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของวันโลกาวินาศ, หนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นการยืนยันความเชื่อ ศรัทธาในพระเจ้าของ Ingmar Bergman ได้เป็นอย่างดี ที่ได้หวนกลับคืนมามั่นใจอีกครั้งจาก Winter Light (1963)

ตอนที่หนังสร้างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ Bergman เคยพูดแซวกับโปรดิวเซอร์ แสดงความมั่นใจว่าคงไม่มีใครรีบเร่งไปดูหนังเรื่องนี้แน่

“Well, one thing you can be sure of is that nobody will be rushing to see this film.”

แต่กลับกลายเป็นคำทำนายนี้ผิดโดยสิ้นเชิง หนังฮิตถล่มทลายถึงขนาดมีการประมาณการว่า ชาวสวีเดนกว่า 100,000 คนในแต่ละสัปดาห์ ต่อแถวรอชมภาพยนตร์เรื่องนี้ … มันเกิดอะไรขึ้น!

เริ่มต้นจากช่วงที่หนังฉายรอบปฐมทัศน์ เดือนสิงหาคม 1963 นักข่าวนักวิจารณ์ทั้งหลายที่ได้รับชม ต่างพาดหัวข่าวตัวโตในหน้าหนังสือพิมพ์
– ‘Moral outrage’
– ‘Indignation and abhorrence for Bergman film’

โดยเฉพาะนิตยสารของชาว Christian ชื่อ Dagen ทั้งๆที่ยังไม่มีใครได้รับชม แต่เพราะได้อ่านคำวิจารณ์มามากเลยประกาศหน้าด้านๆว่า
– ‘other abominations, such as a girl’s self-abuse’
– ‘If Satan disguises himself as an angel of light, however artistic that may be, he is still Satan nonetheless.’

เหล่านี้เกิดเพราะฉาก Sex Scene อันเร่าร้อนแรงที่อยู่ในหนัง ที่สามารถผ่านกองเซนเซอร์ไปได้อย่างน่ากังขา สาเหตุเพราะ Torsten Eklund มีทัศนคติเข้าข้างฝั่งของ Bergman มองว่าเป็นความสวยงามของงานศิลปะ

“How would it be seen if we started interfering with Bergman. It is not reasonable, that skillful direction and editing should excuse content that all normal people must realise has a brutalising effect.”

แซว: ถ้ากองเซนเซอร์หนังเมืองไทยคิดได้แบบนี้ก็เลิศเลยละครับ

หนังดังขนาดในการประชุมรัฐสภาของสวีเดน สมาชิกฝ่ายขวาจัด Birger Isacson ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีกระทรวง ทำไมไม่มีการเซนเซอร์หนังเรื่องนี้ ซึ่งเขาได้รับคำตอบว่า

“The Silence as a superior form of pornography, travelling miles to see the blatant sex scenes, elements of perversion and sick depravity.”

มีจดหมายฉบับหนึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ขึ้นต้นว่า ‘Fond of children’ ใจความขอบคุณผู้กำกับ Ingmar Bergma ต่อการสร้างหนังเรื่อง The Silence ที่ทำให้ชีวิตแต่งงานของพวกเขากลับมาสดชื่นอีกครั้ง เพราะตั้งแต่แต่งงานกันมา 5 ปี ยังไม่มีลูกสักคน แต่หลังจากผมกับภรรยาไปดูหนังเรื่องนี้ ก็มีอารมณ์ความคิดอยากมีลูกขึ้นมา เราจะไม่มีวันลืมความสวยงามของภาพยนตร์เรื่องนี้

“Thank you Ingmar Bergman for the truly stimulating film ‘The Silence’! For five years our marriage has been childless. Yet since my wife and I went to see ‘The Silence’, it is with great joy that we can announce that we are expecting an addition to the family. We shall never forget that wonderful film.”

ถึง Sex Scene จะไม่ใช่สาระสำคัญแท้จริงของหนัง แต่มิอาจมองข้ามว่าไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จ, ไม่มีรายงานตัวเลขรายรับของหนังในประเทศสวีเดน แต่ฉายอเมริกาทำเงินได้ $350,000 เหรียญ

ถือเป็นครั้งแรกกับงานประกาศรางวัล Guldbagge Awards ของประเทศสวีเดน (เทียบเท่ารางวัล Oscar) ซึ่ง The Silence สามารถคว้ามาได้ 3 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Film
– Best Director
– Best Actress (Ingrid Thulin)

เกร็ด: Guldbagge แปลว่า Gold Scarab, แมลงซแคแร็บทองคำ (สิ่งที่มอบก็คือ Rose Chafer พืชชนิดที่แมลงซแคเร็บชอบกิน) นี่คือมูลด้วงสายพันธุ์ที่ค้นพบเฉพาะฝั่งตะวันออกของ Mediterranean และชาวอิยิปต์โบราณถือเป็นแมลงศักดิ์สิทธิ์

The Silence ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 4 หลักเขตของภาพยนตร์ยุคใหม่ ‘landmark of modernist cinema’ อีกสามเรื่องประกอบด้วย
– Last Year at Marienbad (1961) ของผู้กำกับ Alain Resnais
– L’avventura (1960) ของผู้กำกับ Michelangelo Antonioni
– Belle de Jour (1967) ของผู้กำกับ Luis Buñuel

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ ใน Direction ของ Bergman และงานภาพของ Sven Nykvist ที่ใช้ประโยชน์จากความเงียบได้อย่างสัมฤทธิ์ผล มีความสวยงามมากๆ ขณะที่การครุ่นคิดวิเคราะห์ตีความค้นหาคำตอบใจความของหนัง ถือว่าค่อนข้างยากไปสักนิด แต่โชคดีที่ยุคนี้มีตัวช่วยเยอะทำให้ผมไม่เสียเวลาคิดสักเท่าไหร่ ซึ่งพอได้เข้าใจแล้วก็สามารถต่อยอดอะไรๆไปอีกได้เยอะ ถือเป็นหนังที่เข้าใจยากแต่น่าสนใจมากๆ

แนะนำกับคอหนัง Art-House ชื่นชอบการคิดวิเคราะห์ ท้าทายกับหนังเชิงสัญลักษณ์ยากๆ, นักเรียนภาพยนตร์ ผู้กำกับ ตากล้อง ช่างถ่ายภาพทั้งหลาย ต้องชมออกนอกหน้าเลยว่า งานภาพสวยงามมากๆ, แฟนๆผู้กำกับ Ingmar Bergman และนักแสดง Ingrid Thulin, Gunnel Lindblom ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศและ Sex Scene

TAGLINE | “The Silence ของ Ingmar Bergman ถึงพระเจ้าจะไม่ส่งเสียง แต่หนังดังกึกก้องทั่วผืนปฐพี”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of