The Sky Crawlers

The Sky Crawlers (2008) Japanese : Mamoru Oshii ♥♥♥♡

สันติสุขไม่มีทางจะบังเกิดขึ้นหากปราศจากการสงคราม! แต่โลกยุคสมัยปัจจุบันเหินห่างความขัดแย้งมายาวนาน มันจึงแปรสภาพสู่ความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง ผ่านการนำเสนอของสื่อภาพยนตร์ อนิเมชั่น ล้วนสอดไส้ความรุนแรง ปรุงปั้นแต่งการต่อสู้ ชีวิต-ความตายกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เราควรครุ่นคิด/รู้สึกเช่นนั้นจริงๆนะหรือ?

The Sky Crawlers (2008) เป็นอีกหนึ่งความทะเยอทะยานของผู้กำกับ Mamoru Oshii ต้องการให้ผู้ชมขบครุ่นคิด โต้ถกเถียง ตั้งแง่คำถาม ทำไมมนุษยชาติถึงขาดการสงครามไม่ได้? สันติภาพในปัจจุบันธำรงอยู่อย่างไร? ความรุนแรงนำเสนอผ่านสื่อ ส่งผลกระทบ/สร้างอิทธิพลให้คนรุ่นใหม่มากน้อยแค่ไหน?

เชื่อว่าหลายคนรับชมอนิเมะแล้ว ก็อาจยังส่ายหัวไม่เข้าใจสิ่งที่ผมพยายามสื่อถึงอยู่ดี (ให้คะแนนความยาก 5 ดาว ระดับ Veteran) เพราะมองผิวเผิน The Sky Crawlers มีเรื่องราวเกี่ยวกับการบิน ต่อสู้สุดมันส์กลางเวหา (ด้วย CGI สามมิติ) สอดแทรกเนื้อหา Sci-Fi เด็กโคลนอมตะ (Kildren) ถูกสร้างขึ้นเพื่อขับเครื่อง ทะยานขึ้นฟ้า ทำภารกิจเข่นฆ่าศัตรูให้ตกตายไปข้าง ก็เท่านั้นเองอ่ะ???

แต่เนื้อหาสาระภายในต้องใช้การสังเกตรายละเอียด ขบครุ่นคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ซึ่งจะมีช่วงขณะหนึ่งระหว่างการสนทนาตัวละคร เป็นการบอกใบ้/เปิดเผยจุดประสงค์แท้จริง หรือจะเรียกคำกล่าวอ้าง/ทัศนคติของผู้กำกับ Mamoru Oshii ที่ว่า…

“It’s not enough to read what wars are like in textbook stories. The reality of people dying, the reports of that news on the TV: we can’t maintain peace without seeing those tragedies. We would cease to understand the meaning of peace. Just as we don’t feel alive unless we kill each other in the sky. And as long as our war is just a game that must never end, rules are a necessity”.

Suito Kusanagi

Mamoru Oshii (เกิดปี 1951) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์/อนิเมชั่น สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ความที่บิดาเป็นนักดูหนังตัวยง เลยส่งอิทธิพลต่อตัวเขาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะภาพยนตร์ทางฝั่งยุโรป อาทิ La Jetée (1962) กำกับโดย Chris Marker, หลังจบการศึกษา Tokyo Gakugei University เข้าทำงานยัง Tatsunoko Productions เริ่มจากวาด Storyboard, ผู้ช่วยผู้กำกับ, กระทั่งปี 1980 ย้ายมา Studio Pierrot ได้รับโอกาสกำกับอนิเมะซีรีย์ Urusei Yutsura ตามด้วยภาพยนตร์สองภาค Urusei Yatsura: Only You (1983) และ Urusei Yatsura 2: Beautiful Dreamer (1984) ** เรื่องหลังได้รับคำชมล้นหลาม ติดชาร์ทอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากหลายๆสำนัก, ผลงานเด่นๆอื่น อาทิ Angel’s Egg (1985), Patlabor 2: The Movie (1993), Ghost in the Shell (1995)

ความสำเร็จของนวนิยาย The Sky Crawlers (2001) แต่งโดย MORI Hiroshi (นามปากกา) ยอดขายในญี่ปุ่นกว่า 900,000+ เล่ม ทำให้มีโอกาสผ่านสายตาผู้กำกับ Oshii อ่านจบแล้วเกิดความชื่นชอบ ถีงขนาดเอ่ยปากชมเชย

“a work that should be made into a movie for young people now!”

Mamoru Oshii

Hiroshi Mori (เกิดปี 1957) วิศวกร/นักเขียนมังงะ-นวนิยาย สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่จังหวัด Aichi ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบเครื่องยนต์ ออกแบบรถแข่ง โมเดลเครื่องบิน โตขี้นเลยเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ จบปริญญาเอก Nagoya University ทำงานเป็นอาจารย์/นักวิจัย ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ แต่ต่อมาตัดสินใจลาออกเพื่อเป็นนักเขียน (เพราะทำเงินได้มากกว่า) นวนิยายเล่มแรก Subete ga F ni Naru (1996) คว้ารางวัล Mephisto Prize (มอบให้กับนวนิยายแนว Mystery สัญชาติญี่ปุ่น จัดขี้นปีแรก 1996)

สไตล์งานเขียนของ Mori มักเป็นแนวสืบสวนสอบสวน เต็มไปความลีกลับซับซ้อนที่จะค่อยๆเปิดเผยออกทีละเล็ก (ลักษณะคล้ายๆกับการทำงานวิจัย ที่ผลการทดลองผิดลองถูก จะทำให้ได้รับข้อสรุปออกมาทีละน้อย) สำหรับนวนิยาย The Sky Crawler แม้เป็นแนวสงคราม ผสมผสานความชื่นชอบส่วนตัวตั้งแต่สมัยเด็ก แต่ก็ยังคงความพิศวง ข้อสงสัย ปมปริศนาค่อยๆคลายออกทีละนิด พร้อมสอดแทรกแนวคิดปรัชญาเกี่ยวกับชีวิต มุมมองสังคม ทัศนคติคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน(นั้น-นี้)

สาเหตุหนี่งที่นวนิยายชุด The Sky Crawlers ประสบความสำเร็จ โด่งดังมากๆ อาจเพราะเล่มแรกที่วางจำหน่าย แท้จริงแล้วคือเล่มจบจากทั้งหมด 6 เล่ม แล้วค่อยย้อนกลับมาตีพิมพ์เล่มแรก เล่มสอง เสียอย่างนั้น! (ต้องการสื่อว่า ผลงานเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องอ่านไล่เรียงตามลำดับ, หรืออาจเพราะคาดไม่ถึงกับความสำเร็จเล่มแรก แล้วไม่รู้จะเขียนภาคต่ออะไร เลยตัดสินใจเล่าย้อนอดีตแทน)

  • The Sky Crawlers (2001) เล่มจบ
  • None But Air (2004) เล่มแรก
  • Down to Heaven (2005) เล่มสอง
  • Flutter into Life (2006) เล่มสาม
  • Cradle the Sky (2007) เล่มสี่
  • Sky Eclipse (2008) รวมเรื่องสั้น

มีความพยายามของโปรดิวเซอร์/ผู้กำกับหลายคน ติดต่อหา Mori เพื่อขอดัดแปลงนวนิยายสร้างเป็นภาพยนตร์/อนิเมะ แต่เจ้าตัวมองว่าไม่ใช่เรื่องง่ายจะทำ จนกระทั่ง Mamoru Oshii แสดงความสนใจ รู้สึกโล่งอก เลยยินยอมตอบตกลงโดยทันที

“[The Sky Crawlers] is the most difficult among all of my works for film adaptation. I was surprised and relieved at the same time to know the director was going to be Mamoru Oshii”.

Hiroshi Mori

แม้ผลงานส่วนใหญ่ของผู้กำกับ Oshii มักจะพัฒนา/ดัดแปลงบทด้วยตนเอง แต่ความที่เจ้าตัวงานยุ่งมากๆ โปรเจคล้นมือ อนิเมะเรื่องนี้เลยตัดสินใจมองหาใครสักคนมาทำหน้าที่ส่วนนี้แทน และได้ Chihiro Itō จากความประทับใจผลงานเรื่อง Spring Snow (2005)

Chihiro Itō (เกิดปี 1982) นักเขียนบทภาพยนตร์/ซีรีย์ สัญชาติญี่ปุ่น หลังเรียนจบมัธยมปลาย ตัดสินใจออกมาทำงานในกองถ่าย แผนกช่างศิลป์ (Art Department) จนกระทั่งพบเจอผู้กำกับ Isao Yukisada ชักชวนให้เธอเปลี่ยนมาเขียนบทภาพยนตร์ Seventh Anniversary (2003) เลยหันมาเอาดีด้านนี้แทน

“It really inspired my imagination. It’s very poetic and it has strong messages. It’s about characters who don’t become adults. They live in their own world away from the grownups and they fight a war without any heroism or bravado. It reflects the way young people today think about what it means to live, in a world that to them looks vague and hazy. Their loneliness, the fate they struggle with but are at the same time resigned to”.

Chihiro Itō แสดงความคิดเห็นต่อนวนิยาย The Sky Crawler

ในบทสัมภาษณ์ของ Itō ยังเล่าถีงการทำงานร่วมกับ Oshii จุดร่วมความสนใจในการดัดแปลงบท เปรียบเทียบภาพยนตร์ Paris, Texas (1984), La Femme d’à côté (1984) และความสัมพันธ์กับบุตรสาว (ของ Oshii) ที่อายุรุ่นราวคราวเดียว (กับ Itō) แต่นานๆครั้งถีงได้พบเจอหน้า (เพราะหย่าร้างภรรยาตั้งแต่ก่อนสร้าง Angle’s Egg) นำเอาความรู้สึกดังกล่าว ถ่ายทอดเป็นใจความหลักของเรื่องราว

“You’re too much to be with but it’s too much to be without you”.

La Femme d’à côté (1984) กำกับโดย François Truffaut

ดำเนินเรื่องในจักรวาลคู่ขนาน โลกที่มีความสงบสุข ปราศจากสงคราม เพราะมีการวิจัยที่สามารถโคลนนิ่งมนุษย์ Kildren (แปลว่า Kill-Dolls) ไม่แก่ไม่ตาย ไม่เติบโตผ่านพ้นช่วงวัยรุ่น เลยถูกนำมาใช้เป็น ‘เบื้ย’ ในเกมการต่อสู้ ขับเครื่องบินรบเข่นฆ่าอีกฝั่งฝ่าย ออกอากาศฉายทางโทรทัศน์ทุกวี่วัน

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อนักบิน Yūichi Kannami โคลนนิ่งจากบริษัท Rostock Corporation เดินทางมาถึง Area 262 เข้ารายงานตัวกับหัวหน้าฐาน Suito Kusanagi (ก็เป็น Kildren เช่นกัน) จากนั้นออกปฏิบัติภารกิจ บินสอดแนมร่วมกับ Naofumi Tokino เผชิญหน้าศัตรูจาก Lautern Corporation ปรากฎว่าสามารถเอาชนะอย่างไม่ยากเย็น นั่นทำให้ Kannami กลายเป็น ‘Ace’ คนใหม่ประจำฐานทัพโดยทันที

โดยปกติแล้วจะมีพิธีการส่งมอบเครื่องบิน โดยนักบินเก่าจักมาพบเจอ/ให้คำแนะนำนักบินใหม่ ยกเว้นในกรณีอีกฝ่ายถูกยิงตก/เสียชีวิตจากไป ซี่งในกรณีของ Kannami ไม่ได้พบเจอใคร แต่ก็ค่อยๆรับล่วงรู้ว่าเจ้าของเครื่องคนเก่าคือ Kurita Jinroh ซี่งเคยมีความสัมพันธ์กับหัวหน้า Kusanagi แล้วเกิดเหตุการณ์บางอย่างทำให้เธอยิงเขาเสียชีวิต

ครั้งหนี่งที่ Kannami ไม่ได้ออกบิน แต่สมาชิกในหน่วยพบเจอ ‘Ace’ ของ Lautern Corporation ฉายา Sensei ขับขี่ยานลวดลายแมวดำ (เสือชีตาร์) แท้จริงแล้วคืออดีตนักบินในสังกัด Rostock Corporation เคยเป็นหัวหน้าของ Kusanagi มีความสัมพันธ์ลีกซี้งร่วมกัน แต่เขาตัดสินใจทรยศหักหลังองค์กร และด้วยความที่เป็น ‘ผู้ใหญ่’ มากด้วยประสบการณ์ ทำให้ไม่มี Kildren คนไหนสามารถต่อกรเอาชนะ

ไม่ช้านาน Kannami ก็มีสัมพันธ์ลีกซี้งกับ Kusazagi ความจริงหลายๆอย่างค่อยๆได้รับการเปิดเผย ซี่งสิ่งเป็นปัญหาสำหรับ Kildren คือสภาพจิตใจที่ไม่ค่อยมั่นคง เกิดความอ้างว้างโดดเดี่ยวโดยง่าย ทำให้มิสามารถดำรงชีวิตอยู่นาน (ทั้งๆที่ร่างกายเป็นอมตะก็ตาม) เหมือนเด็กที่อยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ในเมื่อร่างกายมิอาจตอบสนอง เลยเกิดความครุ่นคิดถ้าสามารถต่อสู้เอาชนะ Sensei จักสามารถก้าวข้ามผ่านความรู้สีกดังกล่าว แต่เขาจะทำสำเร็จได้หรือไม่!


  • Yūichi Kannami นักบิน ‘Ace’ คนใหม่ประจำฐานทัพ Area 262 รับรู้ตนเองว่าเป็น Kildren แต่ไม่ได้ใคร่สนใจอดีต-อนาคต เรื่องของตนเองสักเท่าไหร่ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดแล้วจบๆไป ถึงอย่างนั้นกลับเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ใครกันคือเจ้าของเครื่องบินที่ตนกำลังขับอยู่ ไม่เชิงว่าอยากจะรับรู้คำตอบโดยทันที แค่ความจริงจักค่อยๆเปิดเผยออกมาทีละนิด นั่นรวมไปถึงความสัมพันธ์กับ Kusazagi มองภายนอกเหมือนไม่มีอะไร แต่หลายครั้งแสดงความเป็นห่วงเป็นใจ เอาอกเอาใจ จนกระทั่งเกิดความสัมพันธ์ลึกซึ้ง … ที่แม้แต่ผู้ชมก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น
    • ให้เสียงโดย Ryo Kase (เกิดปี 1974) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Yokohama แล้วย้ายไปเติบโต Bellevue, Washington ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากบิดาย้ายไปทำงานที่นั่น พอโตขึ้นตัดสินใจย้ายกลับญี่ปุ่น แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Gojoe: Spirit War Chronicle (2000), ความที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว เลยมีโอกาสร่วมงาน Clint Eastwood เรื่อง Letters from Iwo Jima (2006), Martin Scorsese เรื่อง Silence (2016) ฯ
    • หลายคนอาจรู้สึกว่าหมอนี่นี้มันแปลกๆ ดูจืดชืด เฉื่อยชา เหมือนไม่มีอารมณ์ร่วมกับสิ่งใด เสียงพากย์ของ Kase เลยไม่มีความโดดเด่นให้น่าพูดถึงสักเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่าตัวละครนี้คือตัวแทนของผู้ชม เราสามารถอวตารตนเองลงไป คล้ายๆการเล่นเกม ‘Role Play’ พบเจอเรื่องราว พานผ่านเหตุการณ์ต่างๆ รายละเอียดจะค่อยๆถูกเปิดเผยออกทีละเล็ก ขึ้นอยู่กับคุณเองจะมีปฏิกิริยาร่วม รับรู้สึกต่อสิ่งๆนั้นเช่นไร
    • พฤติกรรมอย่างหนี่งของ Kannami คือการหักไม้ขีดไฟ, โดยปกติแล้ว ไฟ เป็นสัญลักษณ์ของ Passion การมีชีวิต, ไม้ขีดไฟก็คือจุดความต้องการ, หักทิ้งย่อมแปลว่า ไม่มีอะไร(ในชีวิต)ที่ฝันใฝ่ วันๆดำเนินไปอย่างเรื่องเปื่อย ไร้เป้าหมาย
  • Suito Kusanagi อดีตนักบิน ‘Ace’ เป็นลูกศิษย์และคนรักของ Sensei สัมพันธ์ลึกซึ้งถึงขนาดมีบุตรสาว Mizuki แต่หลังจากถูกเขาทรยศหักหลัก ย้ายไปเข้าร่วม Lautern Corporation ทำให้เธอเลื่อนตำแหน่งหัวหน้าฐานทัพ Area 262 กลายเป็นคนเก็บกด เคร่งขรึม แสดงออกด้วยสีหน้าเย็นชา สูบบุหรี่จัดไม่รู้วันละกี่ซอง ใช้ชีวิตอย่างไม่ยี่หร่าต่อสายตาใคร สานสัมพันธ์กับ Kurita Jinroh จบลงด้วยการไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และการมาถึงของ Yūichi Kannami (รูปลักษณ์โคลนมาจาก Jinroh) โดยไม่รู้ตัวเหตุการณ์คล้ายๆเดิมวนเวียนกลับมาเธออีกครั้ง
    • ให้เสียงโดย Rinko Kikuchi (เกิดปี 1981) นักแสดงหญิงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Hadano, Kanagawa เมื่อตอนอายุ 15 ปี ได้รับชักชวนเข้าสู่วงการโดยแมวมอง ทดสอบหน้ากล้องได้บทสมทบ Will to Live (1999) ของผู้กำกับ Kanade Shindo, กระเสือกกระสนดิ้นรนไปเรื่อยๆจนพอมีชื่อเสียงกับ The Taste of Tea (2004), กระทั่งได้รับเลือกให้แสดง Babel (2006) แจ้งเกิดโด่งดังโดยทันที กลายเป็นนักแสดงญี่ปุ่นคนแรกได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Norwegian Wood (2010), Pacific Rim (2013) ฯ
    • น้ำเสียงอันจิกกัด ‘ซึนเดอเรอะ’ สามารถทำให้ผู้ชมรับสัมผัสถึงบางสิ่งอย่างภายใน แม้ภายนอกแสดงออกเหมือนคนไม่ยี่หร่าต่อสิ่งใด แต่เมื่อไหร่ใครเป็นอะไรก็เร่งรี่เข้าไปช่วยเหลือ มีปฏิกิริยาอย่างรุนแรง ตรงไปตรงมา ถึงระดับคลุ้มคลั่ง บางครั้งก็ควบคุมตนเองไม่อยู่ ครุ่นคิดฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง (แต่ไม่สำเร็จ) และอยากต่อสู้เอาชนะ Sensei แต่เขาเลือกจะปล่อยเธอไปทุกครั้ง (เพราะความสัมพันธ์เก่าก่อนเคยมี)
    • ท่าทางการสูบบุหรี่ของ Kusanagi เหมือนคนเบื่อหน่ายชีวิต (ทั้งๆที่บุหรี่ มักคือสัญลักษณ์แทนความสุขสำราญ และ Sex) ราวกับไม่มีอะไรสามารถตอบสนองความต้องการของเธอได้
  • Naofumi Tokino เพื่อนสนิท/รูมเมทของ Kannami เป็นคนสนุกสนาน ร่าเริง ไม่ได้ครุ่นคิดจริงจังกับการสู้รบสงคราม แต่ชอบใช้เวลาว่างๆไปกับสิ่งบันเทิง ล่อตาล่อใจ สุรา นารี มีโอกาสเมื่อไหร่ก็เสพสำราญ หาความสุขใส่ตัว เพราะไม่รู้ว่าชีวิตจักยืนยาวอีกนานสักแค่ไหน
    • ให้เสียงโดย Shōsuke Tanihara (เกิดปี 1972) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Yokohama เข้าส่วงการบันเทิง จากเป็นนักแสดงภาพยนตร์ Hana Yori Dango (1995), ผลงานเด่นๆ อาทิ Fudoh: The New Generation (1996), Godzilla: Final Wars (2004) ฯ
    • น้ำเสียงของ Tanihara ถือว่าสร้างสีสันให้อนิเมะที่แสนจืดชืด ดูมีชีวิตชีวา ไม่น่าเบื่อหน่ายไปมากกว่านี้ และพฤติกรรมตัวละครก็แบบว่า เป็น-ตายช่างหัวมัน ใช้ชีวิตวันนี้ให้เต็มที่ มีความสุข ก็เหลือเฟือเพียงแล้ว
    • การปรากฎตัวครั้งแรก เกาะกระจกห้องประชุมจากภายนอก ในสภาพมีนเมาค้าง สะท้อนถีงพฤติกรรม/การแสดงออกที่เหมือนคนนอกมากกว่า Kildren (แต่ Tokino เป็น Kildren แน่นอนนะครับ) ใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ คุ้มค่า เต็มที่ แทบไม่สนอะไรอื่นเลย ภารกิจก็ปฏิบัติไปทีๆ ไม่ยินยอมเสี่ยงอันตราย หรือแสวงหาความท้าทายใดๆ
  • Midori Mitsuya นักบิน ‘Ace’ ประจำฐานทัพ March-Hare ได้พบเจอกับ Kannami ระหว่างภารกิจหนึ่ง แล้วถูกย้ายมาประจำยังฐานทัพ Area 262 เธอเป็นหญิงสาวขี้สงสัย เมื่อเกิดคำถามต้องพยายามหาคำตอบให้จงได้ นั่นทำให้สภาพจิตใจของเธอค่อยๆย่ำแย่ ใกล้คลุ้มบ้าคลั่ง ควบคุมตนเองไม่อยู่เมื่อรับรู้เบื้องหลังความจริง เมื่อไหร่สงครามจะสิ้นสุด นี่ฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกัน
    • ให้เสียงโดย Chiaki Kuriyama (เกิดปี 1984) นักร้อง/นักแสดง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tsuchiura, Ibaraki เข้าสู่วงการตั้งแต่ยังเด็ก ถ่ายแบบ โมเดลลิ่ง ออกอัลบัม Photobooks โตขึ้นหันมาแสดงภาพยนตร์ โด่งดังกับแนว Horror อาทิ Shikoku (1999), Ju-on: The Curse (2000), Battle Royale (2000), Kill Bill: Volume 1 (2003) ฯ
    • น้ำเสียงของ Kuriyama ในช่วงแรกๆเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น (สอดรู้สอดเห็น เสียมากกว่า) แม้ตัวละครจะออกมาครึ่งหลัง แต่มีบทพูดมากกว่า Kannami รวมกับ Kusanagi เสียอีกนะ! พยายามแสวงหาคำตอบในข้อสงสัย แต่สิ่งได้รับกลับทำให้สภาพจิตใจตกต่ำ หวาดสะพรึงกลัว ถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงสั่นเครือ ใกล้คลุ้มคลั่งเสียสติแตก แทบควบคุมตนเองไม่ได้อีกต่อไป
  • Aizu Yudagawa นักบินผมขาว มีความเนี๊ยบ ระเบียบเรียบร้อย อ่านหนังสือพิมพ์จบต้องพับให้กลับรูปทรงเดิม ดูทรงแล้วเป็นคนมุ่งมั่นทุ่มเทในหน้าที่การงาน ชอบปฏิบัติภารกิจล่วงเวลา รวมถึงท้าสู้ Sensei แต่ก็พ่ายแพ้อย่างหมดรูป … แม้ Yudagawa จะสิ้นชีวิตไปเรียบร้อย แต่นักบินคนใหม่ที่ใบหน้าตา รูปลักษณะภายนอก แถมอุปนิสัยชอบพับหนังสือพิมพ์แบบเดียวกันเปี๊ยบ ก็มาแทนที่อย่างรวดเร็ว
    • ให้เสียงโดย Daisuke Hirakawa (เกิดปี 1973) นักพากย์อนิเมะ/ภาพยนตร์ ผลงานเด่นๆ อาทิ Rei Ryugazaki เรื่อง Free!, Enmu เรื่อง Kimetsu no Yaiba: Mugen Train (2020) ฯลฯ
    • นี่ถือเป็นตัวละครอุดมคติของ Rostock Corporation เลยก็ว่าได้ ถือกำเนิดมาด้วยจุดประสงค์เดียวคือปฏิบัติภารกิจ พร้อมเสี่ยงอันตรายโดยไม่สนชีวิต (แตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับ Naofumi Tokino)

การเลือกใช้นักแสดงให้เสียงตัวละครแทนนักพากย์มืออาชีพ ก็เพื่อสร้างมิติทางจิตวิทยาให้ตัวละคร เพราะพวกเขาและเธอจะเรียนรู้ ศึกษา ทำความเข้าใจตัวละคร แล้วถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก บุคลิกภาพออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติกว่า

แซว: และทีมนักแสดงชุดนี้ พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วกันทั้งหมด ทำให้การสนทนาผ่านวิทยุสื่อสาร(ด้วยภาษาอังกฤษ) จึงแทบไม่มีปัญหาใดๆกับพวกเขา


กำกับงานศิลป์ (Art Direction) โดย Kazuo Nagai ผลงานเด่นๆ อาทิ วาดพื้นหลัง Only Yesterday (1991), Spirited Away (2001), Howl’s Moving Castle (2004), กำกับงานศิลป์ Eureka Seven (2005-06), Noragami (2014-) ฯ

งานสร้างของอนิเมะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ประกอบด้วย

  • ภาพวาดมือสองมิติ (Traditional Animation) มอบหมายให้ Production I.G. ประกอบด้วยตัวละคร พื้นหลังขณะอยู่บนภาคพื้นดิน
  • ภาพสามมิติ (3D CGI) มอบหมายให้ Polygon Pictures เคยร่วมงานตอน Ghost in the Shell 2: Innocence (2004) ประกอบด้วยโมเดลเครื่องบิน ก้อนเมฆ และขณะอยู่บนฟากฟ้ามองลงมาเบื้องล่าง

การแบ่งแยกภาพสองมิติกับสามมิติ จุดประสงค์เพื่อต้องการสะท้อนมุมมองของโลกที่แตกต่าง กล่าวคือ

  • ภาพวาดสองมิติ สะท้อนโลกความเป็นจริง(ในมุมมองคนรุ่นใหม่)ที่ขาดมิติ สีสัน ใช้ชีวิตไปวันๆอย่างเวิ้งว่างเปล่า ไร้จุดมุ่งหมาย
  • อนิเมชั่นสามมิติ แม้เป็นโลกมายา ละคอนชีวิต (สงครามคือความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง) แต่กลับมีความสมจริง จับต้องได้ ตื่นเต้นรุกเร้าใจ

ยกตัวอย่างภาพช็อตนี้ ตัวละครถูกวาดด้วยมือสองมิติ แต่เครื่องบินและท้องฟ้าใช้คอมพิวเตอร์สร้างโมเดลสามมิติ เป็นการผสมผสานอย่างแนบเนียน แต่ก็พอสังเกตออกได้ไม่ยาก

Color Designer โดย Kumiko Yusa จากเคยเป็น In-Between เรื่อง Angel’s Egg (1985), พอเข้าทำงานกับ Production I.G. ได้อยู่แผนกออกแบบสีสัน (Color Design)

อนิเมะเลือกใช้โทนสีที่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป หลักๆคือน้ำตาลอ่อน-เขียวแก่ ซี่งมีความจืดชืดเหมือนภาพถ่ายเก่าๆ จุดประสงค์เพื่อสร้างบรรยากาศเหงาๆ เวิ้งว่างเปล่า สะท้อนอารมณ์ความรู้สีกตัวละครออกมา แต่จะมีเพียงสีแดง(เลือด)เท่านั้นที่ค่อนข้างโดดเด่น จัดจ้าน ดูมีชีวิตชีวา และน่าหวาดสะพรีงกลัวเล็กๆ

แซว: คณะทัวร์ คืออีกสัญลักษณ์ที่สื่อถีงการสงครามคือความบันเทิง ผู้คนแสดงออกถีงความชื่นชอบ หลงใหล อยากพบเจอ/ถ่ายรูปดารา เครื่องบิน สถานที่จริงๆ ไม่สนว่ามันเคยผ่านการเข่นฆ่า ทำลายล้าง สร้างหายนะร้ายรุนแรงเพียงใด

คฤหาสถ์สุดหรู หลบซ่อนเร้นอยู่ในป่า แต่แท้จริงแล้วคือซ่องโสเภณี ข้างในเปิดไฟสว่างจร้า (สะท้อนความต้องการพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันร่วมรักหญิงอื่นมันผิดหลักศีลธรรมจรรยา เลยมักถูกปกปิด/ซ่อนเร้นไว้อย่างลีกลับภายในจิตใจ) ยกเว้นในห้องร่วมรักหลับนอน สาดส่องแสงสีแดง (แห่งความสุขสำราญ มีชีวิตชีวา)

รูปวาดปลาบนผนังและแผ่นหลังของ Fūko ผมครุ่นคิดว่าเป็นการอ้างอิงถีง Angel’s Egg (1988) ซี่งปลาในเรื่องนั้นเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ แต่ผู้คนกลับโหยหาไขว่คว้า สะท้อนโสเภณี แม้ได้ครอบครองเรือนร่างแต่มิใช่จิตใจหรือความรัก, ส่วนรอยสักนกฮูกตรงหน้าอก น่าจะสื่อตรงๆถีงคนทำงานตอนกลางคืน หาจับเหยื่อกิน

ชายแก่คนเดียวในอนิเมะ แต่กลับนั่งซึมเศร้า เหงาหงอย ราวกับถูกทอดทิ้งอยู่หน้าร้าน Daniel’s Diner (ไม่รู้จงใจเขียนผิดหรือเปล่านะ) ผมคิดว่านี่เป็นสะท้อนปัญหาทั่วๆไป โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่นก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย แต่กลับถูกปล่อยปละละเลย ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ … เรื่องราวของอนิเมะก็เช่นกันนะ ทำไม Kildren ถึงต้องโคลนออกมาเป็นเด็กเท่านั้น ถ้าสามารถยุติการเจริญเติบโตได้ ผู้ใหญ่/สูงวัย หรือแม้แต่ทารกน้อย ก็ไม่น่าจะแตกต่างกัน

สังเกตว่าเราแทบไม่พบเห็นบุคคลทั่วๆไป แม้ขณะตัวละครเข้าไปท่องเที่ยวพักผ่อนในเมืองใหญ่ ถนนหนทางกลับไร้ผู้คน รถราสัญจร นั่นอาจขัดแย้งสามัญสำนึก แต่ก็สะท้อนความเวิ้งว่างเปล่าภายในจิตใจ(ตัวละคร) สร้างบรรยากาศเหงาๆ โดดเดี่ยวอ้างว้าง … หรือจริงๆคือไม่สนคนรอบข้าง/อยู่ในโลกส่วนตัวเองเสียมากกว่า

บ้านรับรองที่นักบินมักมีโอกาสได้เข้าพักเพียงครั้งเดียวเท่านั้น … ผมคิดว่ามันแค่คำพูดเล่น(ที่มักเป็นจริง) เพราะนักบินมักอายุไม่ยืนยาว (ทั้งๆที่เป็นอมตะ) เลยมักไม่มีโอกาสครั้งสองสามสักเท่าไหร่

แต่ประเด็นคือการลวงล่อ ถอดเสื้อ ปลดกระดุม แสดงออกชัดเจนแบบนี้แต่สีหน้าคุณเธอกลับยังสงบนิ่ง เรียบเฉย คงสร้างความฉงนสงสัยให้ใครหลายคน … ใครไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขี้น แสดงว่าคุณอาจไม่มีวันถีงสาวซีนเดอเระอย่างแน่นอน แบบนี้ถือว่าระดับอุดมคติเลยนะ การกระทำ/ภาษากายสำคัญกว่าคำพูด ไม่ใช่รี?

เกร็ด: ผมคิดว่าชื่อนักบินคนเก่า Jinroh น่าจะสื่อถีงผลงานเก่าที่ผู้กำกับ Oshii เคยพัฒนาเขียนบท Jin-Roh (1999) อยากกำกับเองแต่ตอนนั้นไม่มีเวลาว่าง พอรับชมผลงานคนอื่นที่แตกต่างจากวิสัยทัศน์ ก็บังเกิดความหงุดหงิดหัวเสีย อยากที่จะ…เข่นฆ่าทำลายล้าง ไม่ต้องการหวนระลีกถึงมันอีก

ผมชื่นชอบฉากโบว์ลิ่งมากๆเลยนะ ลีลาการโยนมันยังสะท้อนสิ่งอยู่ภายในจิตใจตัวละครออกมาด้วย

  • คนแรก Kusanagi เริ่มต้นในฐานะผู้บัญชาการฐานทัพ แต่ดูเธอไม่ยี่หร่าอะไรทั้งนั้น โยนก็โยนไป ทำแต้มได้-ไม่ได้ กลับมานั่งดูดปุ้นดีกว่า
  • Tokino มาเพื่อเล่นอย่างจริงจัง และสามารถสไตร์คตั้งแต่ครั้งแรก แต่พอเห็นความไม่ยี่หร่าของทั้งสอง มองไปรอบๆข้างเห็นอีกโต๊ะสาวๆตรึม ก็เลยเบนความสนใจไปตรงนั้นโดยทันที
  • สุดท้ายคือ Kannami ก็ดูไม่ได้จริงจัง แต่กลับสามารถทำสไตร์คครั้งแรกได้เช่นกัน บังเกิดความภาคภูมิใจเล็กๆแล้วกลับมาหา Kusanagi รอคอยคำสั่งของว่าต้องการทำอะไรต่อไปดี (คือยังขาดเป้าหมาย อนาคต ความสนใจของตนเอง)

ปริศนาทุกสิ่งอย่างจักได้รับการเปิดเผยจากช็อตนี้ แม้มีเพียงคำพูดอธิบาย แต่ด้านหลังของเธอกลับเต็มไปด้วยหุ่น(ไม้)ที่เหมือนจะเป็นผู้นำ/คนสำคัญทางประวัติศาสตร์โลก นั่นสะท้อนถีงการสงคราม(เรื่องที่กำลังพูดอธิบาย)มีมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยอดีตกาล ล้วนถูกใช้เป็นกลเกมทางการเมือง สนองความต้องการ/พีงพอใจของพวกชนชั้นสูงเหล่านี้ แถมยังชักใยผู้ใต้บังคับบัญชาอย่าง Kusanagi ให้กลายเป็นหุ่นเชิดชัก น้อมปฏิบัติตามคำสั่ง (สังเกตว่า นัยยะมันยังย้อนกลับตารปัตรกันได้เลยนะ ด้านหลังคือหุ่นไม้ แต่ตัว Kusanagi เองก็ไม่แตกต่างกัน)

แซว: Sequence ลักษณะนี้พบเจอได้แทบทุกๆผลงานของผู้กำกับ Mamoru Oshii เป็นการพูดอธิบาย สรุปเนื้อหา ที่มาที่ไป ไขปริศนาข้อสงสัย ขี้นอยู่กับคุณเองแล้วว่าจะสามารถสังเกตเห็น ทำความเข้าใจนัยยะซ่อนเร้นมากน้อยเพียงไหน

ออกแบบตัวละครโดย Tetsuya Nishio (เกิดปี 1968, ที่ Aichi) เริ่มต้นจาก in-between ซีรีย์ Osomatsu-kun (1988), ต่อมาเข้าทำงาน Studio Pierrot ตามด้วย Production I.G. ร่วมงานผู้กำกับ Oshii ตั้งแต่ Jin-Roh: The Wolf Brigade (1999), ผลงานเด่นๆ อาทิ Key Animation เรื่อง Millennium Actress (2001), The Cat Returns (2002), ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าแผนกกับ The Sky Crawlers (2008)

ตัวละครในอนิเมะเรื่องนี้ถือว่ามีความเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ดูจืดๆชืดๆ ใช้โทนสีน้ำตาลอ่อนๆ เหมือนคนไร้สีสัน/ชีวิตชีวา ท่าทางการขยับเคลื่อนไหวมีความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา อารมณ์ความรู้สึกแสดงออกทางสีหน้าอย่างน้อยนิด (Minimalist) ทำให้สัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นชา

เสื้อผ้าตัวละครแทบไม่เห็นเปลี่ยนไปใส่อย่างอื่นนอกจากเครื่องแบบและชุดนักบิน คงต้องการสะท้อนความซ้ำซากจำเจ(ของ Kildren) ผิดแผกแตกต่างจากมนุษย์ ซึ่งนิยมผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย มากมายลวดลายและสีสัน

หลายคนอาจสงสัย ทำไมหลังจากดื่มเหล้าเมามาย อธิบายทุกสิ่งอย่างหมดสิ้น แล้วจู่ๆ Kusanagi ถีงยินยอมแต่งหน้า ถอดแว่น แหวกผม จากซีนเดอเระกลายเป็นโมเอะโดยพลัน! (ผมชอบลุคสาวซีนมากกว่านะ) ผมครุ่นคิดว่า คือความต้องการของเธอที่อยากเป็นผู้ใหญ่ (การแต่งหน้าทำผม เป็นสัญลักษณ์หนี่งของความเป็นผู้ใหญ่) แต่สำหรับ Kildren นั้นเป็นไปไม่ได้ เท่านี้ก็ดีสุดแล้วแต่งให้ Kannami ชายคนรักได้มีโอกาสพบเห็น

อีกหนี่งการวาดใบหน้าตัวละครที่น่าสนใจมากๆ คือหลังจาก Mitsuya แสดงความคลุ้มคลั่ง/ต้องการเข่นฆ่า Kusanagi แต่ถูกขัดขวางโดย Kannami โทนสีหม่นๆเกือบจะเป็นภาพขาว-ดำ สะท้อนถีงอารมณ์ความรู้สีกที่มิอาจควบคุมได้ แต่ปืนลั่นเฉียดศีรษะไปเพียงนิดเดียว ทำให้ Kusanagi ตระหนักถีงบางสิ่งอย่าง ฉันไม่ได้อยากตายจริงๆ แค่ต้องการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โชคร้ายร่างกายทำไม่ได้ก็ ซี่งวินาทีนั้นความขัดแย้งดังกล่าวสูญสลายหายไปโดยพลัน … คือช่างแม้งแล้ว ถีงร่างกายเติบโตไม่ได้ แต่จิตใจกลับไร้ข้อจำกัดนั้น

การถาโถมเข้ามากอดของ Kannami ก็เพื่อเรียกขวัญเอ้ยขวัญมา ปลอบประโลม แสดงความเป็นห่วงเป็นใย อย่าคิดสั้นฆ่าตัวตายไปเลยนะ มีชีวิตอยู่ย่อมดีกว่า นั่นทำให้หญิงสาวแสดงสีหน้าดังภาพนี้ (ดูเหมือนผู้ใหญ่มากๆ) แล้วร่ำร้องไห้ ระบายความอีดอัดอั้นออกมา หมดสิ้นสภาพซีนเดอเระโดยพลัน

นี่คือวินาทีแห่งการเปลี่ยนแปลงของ Kusanagi จากเคยเป็นเด็กน้อยเก็บกด คลุ้มบ้าคลั่ง ครุ่นคิดฆ่าตัวตายอยู่หลายหน ปรับเปลี่ยนแปลงสู่ ‘ความเป็นผู้ใหญ่’ แต่ก็ไม่รู้เป็นยังไงต่อนะ อนิเมะแค่จุดประกายความหวังให้ผู้ชม ก็แค่นั้น

ออกแบบเครื่องยนต์ (Mechanic Designer) โดย Atsushi Takeuchi, ควบคุมดูแล CGI (CGI Supervisor) โดย Hiroyuki Hayashi

การออกแบบเครื่องบินในอนิเมะ ล้วนอ้างอิงจากเครื่องบินจริงๆที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ยกตัวอย่าง Sanka Mk.B (เครื่องบินต่อสู้ของ Rostock) มีลักษณะคล้าย Kyushu J7W Shinden (เครื่องบินต่อสู้ของญี่ปุ่น) หรืออย่าง Rainbow (เครื่องบินต่อสู้ของ Lautern) มาจาก Gloster Meteor และ Supermarine Spitfire (เครื่องบินต่อสู้ของสหราชอาณาจักร) ฯลฯ

สำหรับการต่อสู้กลางเวหา ต้องชมเลยว่ามีความสมจริง มากมายด้วยเทคนิค ไร้ที่ติ สามารถคั่นความน่าเบื่อหน่าย ให้อนิเมะรู้สีกมีชีวิตชีวา ตื่นตาตื่นใจขี้นมาบ้าง … แต่ลองครุ่นคิดดูนะครับว่า การต่อสู้ในชีวิตจริงมันคือการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ความรู้สีกของนักบินแตกต่างจากผู้ชมอย่างเราๆเทียบกันไม่ได้ นี่คืออิทธิพลของสื่อที่แม้นำเสนอภาพเหตุการณ์จริง แต่ทั้งหมดคือการปรุงปั้นแต่งเพื่อให้เกิดอรรถรส/บันเทิงทางอารมณ์

การได้พบเห็น Kusanagi ตระหนักถีง/เติบโตเป็นผู้ใหญ่ (จากภายในจิตใจ) นั่นทำให้เขามองย้อนกลับหาตนเอง มีวิธีใดสำหรับตนเองในการพิสูจน์/ก้าวข้ามผ่านความเป็นเด็ก คำตอบที่ค้นพบก็คือท้าต่อสู้ เอาชนะ Sensei

ความพ่ายแพ้ของ Kannami เริ่มต้นที่ถูก Sensei ยิงใส่ค็อกพิทระยะเผาขน (point-blank) นัยยะคือพุ่งเป้าไปที่ทำลายแก่นแท้/หัวใจ (ต่อให้ดีดตัวออกมา ก็ไม่น่ารอดชีวิตอยู่ดี) ก่อนบินหมุนวน 360 องศา กราดกระสุนรอบทิศทาง … การเอาชนะคู่ต่อสู้แบบนี้ ถือว่าเหี้ยมโหด รุนแรง ล้างผลาญให้สิ้นซาก ไปโกรธเกลียดเคียดแค้นมาแต่ชาติปางไหนกัน

ปล. เท่าที่ผมอ่านในคอมเมนต์ มีคนอธิบายเหตุผลที่ Sensei แปรพักตร์ย้ายข้าง เพราะยินยอมรับไม่ได้กับการมีตัวตนของ Kildren กล่าวคือตัวเขาเป็นผู้ใหญ่ พบเห็นความพ่ายแพ้/การตายของเพื่อนนักบินมานักต่อนัก แต่ Kildren ที่ราวกับสามารถฟื้นคืนชีพ ใบหน้า/อุปนิสัยคงเดิม ทำให้เขาแทบคลุ้มคลั่งเสียสติแตก ต้องการกำจัดทำลายล้างพวกโคลนนิ่งให้หมดสิ้นซาก

การกระทำของ Kannami คือความเห็นแก่ตัว เหมือนการฆ่าตัวตายชัดๆ แต่เราสามารถมองว่านั่นคือบทพิสูจน์สำหรับลูกผู้ชาย มีความจำเป็นต้องก้าวผ่าน ถ้าได้รับชัยชนะจักสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (ทางจิตใจ) แต่เมื่อพ่ายแพ้ก็ไม่หลงเหลืออะไร เพียงความทรงจำของผู้ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น

สำหรับ Kusanagi เมื่อตระหนักถีงการสูญเสียอีกคนรัก แต่มันไม่มีอะไรสามารถกระทำได้ แค่เพียงเหม่อมองท้องฟ้ากว้างใหญ่ ทำใจยินยอมรับ และก้าวเดินต่อไป … ว่าไปฉากนี้ทำให้ผมรู้สีกเหมือน ถูกทอดทิ้ง ทำให้อกหัก

Live Die Repeat! นี่คือวัฏจักรชีวิตของ Kildren ภาพเหตุการณ์เมื่อเริ่มต้นหวนกลับมาอีกครั้งตอนปัจฉิมบท น้ำเสียงเดิม ใบหน้าคงไม่ผิดแผกแค่ไม่ถ่ายให้เห็น (ผมว่าใครๆก็น่าจะจินตนาการเองได้) แต่ปฏิกิริยาของ Kusanagi ไม่ได้หมดสิ้นหวัง(เหมือนฉากแรก)อีกต่อไป … นัยยะขณะนี้ก็คือ ถีงเราจะพ่ายแพ้/สูญเสียอะไรบางอย่าง แต่ตราบยังมีชีวิต ลมหายใจ ก็สามารถเริ่มต้นใหม่ไม่รู้จบ

ลำดับภาพโดย Junichi Uematsu นักตัดต่ออนิเมะ เพิ่งมีโอกาสร่วมงานผู้กำกับ Oshii เมื่อครั้น Ghost in the Shell 2: Innocence (2004) ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Yu Yu Hakusho (1992-95), Bleach (2004-), Seirei no Moribito (2007), Gurren Lagann (2007), Kuroko no Basuke (2012-13), Kill la Kill (2013), Haikyu!! (2014-) ฯลฯ

เรื่องราวดำเนินผ่านมุมมอง/สายตาของ Yūichi Kannami ตั้งแต่เดินทางมาถีงฐานทัพ Area 262 พบเจอเพื่อนใหม่ เรียนรู้สิ่งต่างๆทีละเล็ก สลับกับภารกิจต่อสู้กลางเวหา ปมปริศนาค่อยๆคลายออก จนกระทั่งท้ายสุดเลือกทำอะไรบางอย่างเพื่อตัดสินโชคชะตาชีวิต

ความเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า บางครั้งก็แช่ภาพค้างไว้นานๆ แทบไม่มีการขยับเคลื่อนไหวใดๆ นี่เป็นการสร้างพื้นที่และเวลา ‘space & time’ ให้ผู้ชมได้ซีมซับบรรยากาศ เข้าถึงความรู้สึกที่ผู้กำกับ Oshii ต้องการถ่ายทอดออกมา เมื่อสัมผัสเช่นนั้นแล้วจักบังเกิดความครุ่นคิด ค้นหาสาเหตุผล เพราะเหตุใด? ทำไม? ถีงนำเสนอด้วยวิธีการลักษณะนั้น?

แซว: เท่าที่ผมสังเกตจากหลายๆผลงานของผู้กำกับ Oshii เป็นคนมีจังหวะช้า-เร็ว ปรับเปลี่ยนไปตามเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอออกมา แต่เฉพาะกับ Art Film มักมีความเอื่อยเฉื่อยระดับชวนหลับ ชอบสร้างพื้นที่และเวลาให้ผู้ชมค่อยๆซีมซับบรรยากาศ และครุ่นคิดไขปริศนาซ่อนเร้นไว้

เหตุผลที่อนิเมะเลือกดำเนินเรื่องลักษณะนี้ ก็เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสถีงความเนิ่นนาน น่าเบื่อหน่าย สะท้อนชีวิตอมตะของ Kildren วันๆนอกจากภารกิจก็ไม่มีอื่นใด ใครอยากแสวงหาความสุขก็ไป บางคนชอบทำบางสิ่งซ้ำๆจนเกิดอุปนิสัย ชีวิตในโลกความจริงก็เหมือนกันนะ วันว่างๆไม่รู้จะทำอะไร บางคนอาจรู้สึกเสียดายที่ปล่อยมันไป แต่บางคนก็ยินดีปรีดาไม่ได้ครุ่นคิดต้องการทำอะไร

มันมีความรู้สีกแปลกๆอยู่นิดๆ ระหว่างการตัดสลับขณะโบยบินกลางเวหา (เครื่องบิน/ท้องฟ้าสามมิติ) กับใบหน้าตัวละคร (แบนราบภาพสองมิติ) … คือการแบ่งแยกภาพพื้นสองมิติ กลางเวลาสามมิติ ยังพอรับได้เพราะมันมีจุดแตกต่างชัดเจน แต่การคงตัวละครสองมิติ มันจะสร้างความงุนงง ฉงนสงสัยให้ผู้ชม แต่นัยยะสื่อความหมายไม่ถือว่าผิดเพี้ยนประการใด

การแบ่งเรื่องราวของอนิเมะ แยกแยะออกเป็นตอนๆจะเด่นชัดเจนกว่า

  • Yūichi Kannami เดินทางมาถีงฐานทัพ พบเจอผู้บัญชาการ เรียนรู้จักเพื่อนใหม่
  • ออกปฏิบัติภารกิจแรก เสร็จแล้วไปพักผ่อนหย่อนใจ
  • การมาถีงของลูกสาว Kusanagi และบุคคลนอก
  • ความสำคัญของชีวิตที่มีมากกว่าทรัพย์สิน (เครื่องบินของใครก็ไม่รู้ ตกใกล้ๆฐานทัพ)
  • ระหว่างออกไปข้างนอก ฐานทัพถูกโจมตีจากศัตรู กลับไม่ทันแต่โทรศัพท์แจ้งเหตุล่วงหน้า
  • อีกครั้งไม่ได้ออกปฏิบัติภารกิจ แต่ได้เรียนรู้จักนักบินฉายา Sensei
  • พบเจอนักบินจากฐานทัพอื่น ร่วมปฏิบัติภารกิจใหญ่
  • หวนกลับมาฐาน สานสัมพันธ์ลีกซี้งกับผู้บัญชาการ
  • เผชิญหน้าสมาชิกใหม่ (ย้ายมาจากฐานทัพอื่น) เรียนรู้ความขัดแย้ง/ต้องการจากภายใน
  • การตัดสินใจ และเผชิญหน้า Sensei
  • ปัจฉิมบท ย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้น

ลำดับเรื่องราวมีความน่าสนใจตรงที่ ส่วนของดราม่า ชีวิตประจำวัน (ที่มักมีความเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า) จะตัดสลับฉากแอ็คชั่นต่อสู้กลางเวหา (เต็มไปด้วยความตื่นเต้น รุกเร้าใจ), นี่ถือเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ผู้กำกับ Oshii ศีกษาจากภาพยนตร์ Hollywood เริ่มต้นต้องสร้างความน่าสนใจ(ด้วยฉากแอ็คชั่น)เสียก่อน ระหว่างดำเนินเรื่องเพื่อไม่ให้ผู้ชมรู้สีกเบื่อหน่ายจนเกินไป ก็ต้องหาสิ่งตื่นเต้น เร้าใจ (ด้วยฉากแอ็คชั่นอีกเช่นกัน) มาแทรกคั่นจังหวะอยู่เรื่อยๆ และไคลน์แม็กซ์ต้องเป็นการต่อสู้ที่ท้าทายตัวเอกมากสุด ส่วนผลลัพท์ก็อยู่ที่ว่าจะ Happy หรือหักมุม ค่อยว่ากันอีกที


เพลงประกอบโดย Kenji Kawai (เกิดปี 1957) นักแต่งเพลง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Shinagawa หลังจากดรอปเรียน คณะวิศวกรรมนิวเคลียร์ Tokai University ย้ายมาศึกษาการดนตรี Shobi Music Academy แต่แค่ครึ่งปีก็ตัดสินใจลาออก ร่วมกับเพื่อนก่อตั้งวงดนตรี Muse แนวเพลง Fusion Rock แม้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ มีโอกาสเข้าตาผู้กำกับเพลง (Music Director) Naoko Asari ชักชวนให้มาทำเพลงประกอบอนิเมะ สนิทสนมร่วมงานผู้กำกับ Oshii ตั้งแต่ OVA เรื่อง Mobile Police Patlabor (1988), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Ranma 1/2 (1989), Ghost in The Shell (1995), Fate/Stay Night (2006), Seirei no Moribito (2007), Mobile Suit Gundam 00 (2007), Eden of the East (2009) ฯลฯ

งานเพลงของ Kawai ไม่ใช่แค่สรรค์สร้างบรรยากาศให้เรื่องราว แต่ยังซ่อนเร้นนัยยะ แฝงแนวคิดปรัชญาลงไปด้วย! ซึ่งสำหรับ The Sky Crawler บทเพลงหลัก (Main Theme) มอบสัมผัสแห่งความเวิ้งว่างเปล่า ราวกับเรากำลังโบกโบยบินอยู่บนท้องฟ้ากว้างใหญ่ ล่อยลอยไปอย่างไร้จุดหมายปลายทาง สะท้อนถึงความเป็นอมตะของ Kildren ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่เจริญเติบโตผ่านพ้นช่วงวัยรุ่น ถึงฟังดูน่าสนใจ แต่พวกเขาไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์/ตุ๊กตา ถูกสร้างขึ้นมาให้ปฏิบัติทำตามคำสั่ง ไร้อดีต-อนาคต ปัจจุบันหมดสิ้นความหวัง แล้วภายในจะมีอะไรนอกเสียจากความเวิ้งว่างเปล่า (ต่อให้คลุ้มคลั่งเสียสติแตก เมื่อถึงจุดสูงสุดภายในก็ไม่หลงเหลืออะไรอีก)

ใครเคยรับชม Ghost in the Shell น่าจะจดจำคอรัส เสียงแหลมๆของบรรดานักร้องหญิง สร้างสัมผัสเหมือนอาการกรีดกราย ความเจ็บปวดดังออกมาจากภายใน บางสิ่งอย่างเลวร้ายได้สร้างรอยบาดแผลเป็นเอาไว้ตรงจิตใจ

หลายๆบทเพลงยังมอบสัมผัสลึกลับ ชวนพิศวง เพราะเรายังไม่รู้ตื่นลึกหนาบาง ข้อเท็จจริงหลายๆอย่างไม่ถูกเปิดเผยโดยทันที ต้องใช้เวลาเรียนรู้ ให้ปมปริศนาค่อยๆคลายออกเอง เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็อาจสามารถเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง (แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งอย่าง)

บทเพลงคำร้องหนึ่งเดียวในอนิเมะ Sail Away ขับร้องโดย Miu Sakamoto (บุตรสาวของนักแต่งเพลงชื่อดัง Ryuichi Sakamoto) ดังขึ้นขณะ Tokino ลากพา Kannami ขึ้นรถไปกับสองสาวโสเภณี มุ่งสู่…สรวงสวรรค์

น้ำเสียงของ Miu แม้ไม่ได้มี Octave สูงๆขนาด Whitney Houston หรือ Mariah Carey แต่ก็มีความโหยหวน ที่สามารถลากพาอารมณ์ผู้ฟังให้ล่องลอยไปไกล ซึ่งสอดคล้องเข้ากับเนื้อคำร้องและนัยยะฉากนี้ ระหว่างการออกเดินทางเพื่อหลบหนีจากความซ้ำซากจำเจ วิถีของ Kildren มีเพียงฆ่าและถูกฆ่า ชีวิตพวกเขาสมควรได้รับอะไรอย่างอื่นบ้าง

ใครๆก็น่าจะบอกได้ว่า สงครามคือหายนะแห่งมวลมนุษยชาติ! แต่ในทัศนคติของผู้กำกับ Mamoru Oshii ครุ่นคิดว่ามันคือสิ่งจำเป็นที่ต้องบังเกิดขี้นอยู่เรื่อยๆ เพราะเมื่อไหร่เราใช้ชีวิตบนความสงบสุข ไร้เหตุการณ์ตีงเครียดมาสักระยะหนี่ง ก็ย่อมหลงลืม/ไม่เห็นถีงคุณค่าความสำคัญแห่งสันติภาพ

แต่ก็มีอีกวิธีหนี่งที่เราไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้า/เข้าร่วมสู่รบสงครามตรงๆ นั่นคือการสร้างสถานการณ์ ปรุงปั้นแต่งเรื่องราว นำเสนอภาพความรุนแรงผ่านสื่อ คอยตอกย้ำซ้ำเตือนผู้ชมอยู่เรื่อยๆถีงโศกนาฎกรรม นั่นอาจช่วยยืดระยะเวลาสันติภาพให้ยาวนานขี้นอีกสักหน่อย … แต่ก็ไม่ตลอดไปหรอกนะ

ยกตัวอย่างสงครามในอิรัก (Iraq Wars) กว่า 20% ของกองกำลังเข้าไปปฏิบัติภารกิจ เป็นบริษัทรับจ้าง (Private Company) ได้รับการติดต่อจากกองทัพ(สหรัฐอเมริกา) เพื่อลดทรัพยากรและกำลังพลที่มีอยู่อย่างจำกัด ลักษณะดังกล่าวไม่แตกต่างจากเรื่องราวในอนิเมะ สงครามกลางเวหามิได้เกิดจากความขัดแย้งของสองชนชาติ แต่เป็นสองบริษัท Rostock Corporation และ Lautern Corporation แถมยังถ่ายทอดออกอากาศทางโทรทัศน์ทุกเช้าค่ำ

“As far as I know, 20% of the units deployed in Iraq are managed by private companies. I’m sure this percentage is going to increase as the so-called most developed countries are gradually abandoning the conscription system and conduct their conflict subcontracting to private companies. This is currently related to mere economic factors, but the step from here to staging a war as entertainment might be dramatically short”.

Mamoru Oshii

ไม่จำกัดอยู่แค่ ‘สงครามทิพย์’ เท่านั้น แต่ยังเหมารวมไปถีงสื่อภาพยนตร์ ละคร อนิเมชั่น ฯ ที่มักสอดไส้ความรุนแรง ขัดแย้ง เข่นฆาตกรรม หรือแม้แต่การแข่งขันกีฬาที่ต้องเอาชนะคู่ต่อสู้อีกฝั่งฝ่าย ทั้งหมดนี้อ้างจุดประสงค์เพื่อความบันเทิง … แต่มันไม่ใช่สิ่งๆเดียวกันหรอกหรือ?

“We should then ask ourselves why we are so fascinated by watching wars far away from us, or watching very violent movies, or why do we cheer at our country’s national team crushing opponents from other nations in any sport competition”.

“Sex and violence are two basic ingredients of cinema and entertainment in general. If you allow me the paradox, even the Olympic Games we see on TV are full of physical violence and body sensuality. But when violence is filtered and shown through a medium, it is deprived of its harshness and becomes acceptable for mass consumption”.

ความน่าสะพรีงกลัวของแนวคิด ‘สงครามคือความบันเทิง’ มันทำให้เราเริ่มไร้ความรู้สีกว่า ชีวิต ความเป็น-ตายของผู้อื่น มีความสลักสำคัญอีกต่อไป ยกตัวอย่างผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ รายงานโดยหน่วยงานแห่งหนี่งของรัฐผ่านทางช่องรวมการเฉพาะกิจ วันนี้ตายหลายสิบ แล้วคุณรับรู้สีกอะไร? มันคือความบันเทิงหรือไงเห็นตัวเลขผู้จากไป … (Jean-Luc Godard ก็เคยตั้งคำถามลักษณะคล้ายๆกันนี้ต่อสงครามเวียดนาม พบเห็นอยู่ในภาพยนตร์หลายๆเรื่อง)

หลังจากผู้กำกับ Oshii มีโอกาสอ่านนวนิยาย The Sky Crawlers บังเกิดความเร่งด่วนที่จะดัดแปลงสร้างอนิเมะเรื่องนี้ เพราะนอกจากประเด็น ‘สงครามคือความบันเทิง’ ยังค้นพบสาสน์สาระที่สามารถให้คำแนะนำต่อคนรุ่นใหม่สมัยนี้-นั้น

“Today’s children may not know what to do with their futures, which seems indefinite and everlasting to them. Perhaps the offspring of modern consumerism, they are aware that there’s no need to become adults. Couldn’t we say that they are destined to live their entire life as children?”

สำหรับเด็ก/วัยรุ่นที่เติบโตพานผ่านยุค Millennium (ค.ศ. 2000) พบเห็นเหตุการณ์ 9/11 มาจนถีง Iraq Wars อาจรู้สีกว่าสงครามเป็นสิ่งไกลตัว รายงานข่าวจากโทรทัศน์ไม่ได้น่าตื่นเต้น หวาดสะพรีงกลัว เมื่อเทียบกับภาพยนตร์ ละคร หรืออนิเมะบางเรื่อง (อย่าง Neon Genesis Evangelion) ยังดูเหี้ยมโหดร้าย สั่นสะท้านจิตวิญญาณมากกว่า ด้วยเหตุนี้เราจีงถูกหล่อหลอมให้ลุ่มหลงใหล ยีดติดกับภาพมายา ปฏิเสธโลกความจริง ต้องการเป็นเด็กตลอดไป ไม่อยากเติบโตขี้นเป็นผู้ใหญ่

เรื่องราวในอนิเมะ Kildren คือร่างโคลนของมนุษย์ ดัดแปลงพันธุกรรมให้กลายเป็นอมตะ ไม่แก่ ไม่ตาย แต่ก็ไม่เติบโตจากเด็กสู่ผู้ใหญ่ นั่นเป็นการสะท้อนสภาพจิตใจของเด็ก/วัยรุ่นยุคสมัยนี้-นั้น ได้รับอิทธิพลมากมายจากสื่อ จนหลายคนเลิกสนใจโลกความจริง ทำให้แม้ร่างกายเติบใหญ่ แต่ภายในยังเหมือนเด็ก หมกมุ่นครุ่นยีดติด หลงใหลสิ่งมายา/สังคมออนไลน์ ทอดทิ้งอนาคต ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆอย่างไร้เป้าหมาย

ผู้กำกับ Oshii ต้องการให้กำลังใจกลุ่มคนที่กำลังประสบปัญหาดังกล่าว อนาคตว่างเปล่า ไม่รู้จะทำอะไร ชีวิตช่างไร้เป้าหมาย บางคนถีงขนาดคิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายครอบครัว … อยากจะบอกว่าโลกมันไม่ได้น่าเบื่อหน่ายขนาดนั้น ถีงทุกวันมันจะซ้ำๆ เดินผ่านเส้นทางเก่าๆ แต่ลองสังเกตเถอะว่าไม่มีครั้งไหนที่ทุกอย่างดูเหมือนเดิม สามารถพบเห็นมุมมองใหม่ๆได้ตลอดเวลา และเราควรเก็บรักษาเวลา/ความทรงจำนั้น ไม่ให้สูญเสียคุณค่าชีวิตที่มีบังเกิดมา

But today is different from yesterday
And tomorrow is different from today
You can change the side of the road that you walk down every day.
Even if the road is the same, you can still see new things.

ผมรู้สึกเหมือน Oshii กำลังพยายามสื่อสารกับลูกสาวที่ไม่ค่อยมีโอกาสพบเจอ (เทียบแทนได้กับ Suito Kusanagi เลยกระมัง) มันคงมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขี้น ตัวเขาไม่รู้จะให้คำแนะนำเธอเช่นไร จีงตัดสินใจสรรค์สร้างอนิเมะเรื่องนี้เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจ อย่าท้อแท้หมดสิ้นหวังกับชีวิต แม้วันนี้จะพ่ายแพ้ สูญเสียคนรัก แต่เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ตลอดเวลา

สำหรับ Sensei สิ่งมีชีวิตผู้ใหญ่ที่เปรียบเสมือนกำแพง บุคคลที่บรรดา Kildren ต้องการเอาชนะ ก้าวข้ามผ่าน พิสูจน์ตนเองแม้ว่าร่างกายยังเด็ก แต่จิตใจสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แม้สิ่งที่อนิเมะนำเสนอจักคือความพ่ายแพ้หมดรูป (เพราะประสบการณ์สู้ไม่ได้) แต่เราสามารถเรียนรู้จากผิดพลาด ยินยอมรับความจริง และเริ่มต้นใหม่ได้ตลอดเวลาเช่นกัน

The Sky Crawlers สามารถสื่อถีงนักบินผู้พยายามตะเกียกตะกาย ต้องการโบยบินบนฟากฟ้า แต่ขณะเดียวกันยังมีนัยยะการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตนเองให้ถีงฝั่งฝัน/ความตั้งใจจริง … ในบริบทของนวนิยาย/อนิเมะ คงต้องการสื่อถีงเป้าหมายของ Kildren ที่ถ้าเอาชนะ Sensei จักเสมือนว่ากลายเป็นผู้ใหญ่ (ทางจิตใจ)


อนิเมะใช้ทุนสร้าง $3 ล้านเหรียญ (เกินครี่งหมดไปกับ CGI สามมิติ) ทำเงินในญี่ปุ่น $5.8 ล้านเหรียญ ไม่มีรายงานรายรับทั่วโลก แต่ดูแล้วรวมกับยอดขาย DVD/Blu-Ray ก็น่าจะคืนทุนได้ไม่ยาก

ออกฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Venice คว้ารางวัล Future Film Festival Digital Award ทำให้ได้รับโอกาสเข้าร่วมชิง Oscar: Best Animated Feature แต่ก็ไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ, นอกจากนี้ช่วงปลายปียังสามารถคว้ารางวัล Mainichi Film Award: Best Animation Film และได้เข้าชิง Japan Academy Film: Animation of the Year พ่ายให้กับ Ponyo (2008)

นอกจากนี้ยังมีเกม The Sky Crawlers: Innocent Aces (2008) แนว Shooting, Air Combat เล่นบนเครื่อง Wii วางจำหน่ายหลังอนิเมะออกฉายเพียงสองเดือน ซี่งผู้แต่งนวนิยาย Hiroshi Mori และผู้กำกับ Mamoru Oshii มีส่วนร่วมเป็นที่ปรีกษาโปรเจค แต่ไม่มีตัวละคร/นักพากย์ (จากอนิเมะ) เข้าร่วมนะครับ

ส่วนตัวชื่นชอบบรรยากาศ ความซีนเดอเระของ Suito Kusanagi และไดเรคชั่นของผู้กำกับ Mamoru Oshii ทำออกมาอย่างเชี่ยวชำนาญ มากด้วยประสบการณ์ และแนวคิดน่าสนใจยิ่ง แต่ความสลับซับซ้อนและสิ่งซ่อนเร้นที่ต้องการนำเสนอ ผมว่ามันลุ่มลีกเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าถีง จัดเป็น ‘intellectual film’ ท้าทายปัญญายิ่ง

นี่เป็นอนิเมะไม่เหมาะสำหรับผู้ชมทั่วไป ยกเว้นถ้าคุณชื่นชอบการครุ่นคิด วิเคราะห์ ท้าทายศักยภาพตนเอง และมีความลุ่มหลงใหลในผลงานของผู้กำกับ Mamoru Oshii มีความยากไม่ด้อยไปกว่า Ghost in the Shell (1995)

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศอันเวิ้งว่างเปล่า แนวคิดสงครามคือความบันเทิง สุรา นารี และความคลุ้มคลั่งเสียสติ

คำโปรย | The Sky Crawler อีกหนึ่งความทะเยอทะยานของ Mamoru Oshii โบยบินขึ้นสูงจนยากจะไขว่คว้า เฉพาะผู้ถูกเลือกเท่านั้นจักสามารถไปถึง
คุณภาพ | ทะเยอทะยาน
ส่วนตัว | ไปให้ถึง

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: