The Spring River Flows East (1947)

The Spring River Flows East

The Spring River Flows East (1947) Chinese : Zheng Junli & Cai Chusheng ♥♥♥♡

ได้รับการเปรียบเทียบ ‘Gone With the Wind ของประเทศจีน’ แถมยังทำเงินสูงสุดตลอดกาลขณะนั้น!, เรื่องราวครอบครัวชาวจีนในเซี่ยงไฮ้ ครึ่งแรกพานผ่านสงครามแปดปี Second Sino-Japanese War (1937-45) ครึ่งหลังยุคสมัยแห่งการฟื้นฟู (Reconstruction Era) นี่เราต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนานเท่าไหร่

When will the endless cycle of the spring flower
and the autumn moon come to an end?
How much remembrance of the things past does a heart know?
Last night, in the attic revisited by the eastern wind,
it was unbearable to look toward home in the fair moonlight.

The carved rails and the marble steps must remain unchanged,
but not her beauty.
How much sorrow do I have?
It is like the spring flood of a long river flowing east!

– จากบทกวี To the tune of ‘the Beauty Yu’ ของ Li Yu (936/7 – 978)จักรพรรดิองค์ที่สาม/สุดท้ายของราชวงศ์ถังตอนใต้ (Southern Tang) ประพันธ์ขึ้นภายหลังความพ่ายแพ้ สูญเสียอาณาจักรให้กับราชวงศ์ซ่ง

The Spring River Flows East คือคำพรรณาความรู้สึกของชาวจีน ต่อเหตุการณ์สงครามแปดปี Second Sino-Japanese War นี่ฉันต้องทนทรมานต่อความทุกข์ลำบาก เหนื่อยยาก คับข้องแค้นอีกยาวนานแค่ไหน เมื่อไหร่สันติสงบสุขจะหวนกลับสู่ผืนแผ่นดินแดนจีน

การบุกรุกรานของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1937 ทำให้วงการภาพยนตร์จีนในเซี่ยงไฮ้ถึงจุดสิ้นสุดยุคสมัย ‘Golden Age’ ผู้สร้างภาพยนตร์ต่างกระจัดกระจายหนีหายเอาตัวรอด แต่ก็มีบางคนพยายามต่อสู้ดิ้นรน สร้างหนังชวนเชื่ออย่าง Mulan Joins the Army (1939) ปลุกกระแสรักชาตินิยม ลุกฮือขึ้นต่อต้านภัยคุกคามจากภายนอก

กระทั่งสงครามสิ้นสุดปี 1945 ทุกสิ่งอย่างจึงค่อยๆหวนกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องแรกๆในยุคสมัยใหม่นี้ The Spring River Flows East (1947) ไม่เพียงประมวลผลสรุปทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้น แต่ยังชักชวนชาวจีนที่ไขว้เขวออกนอกลู่นอกทาง ให้เกิดจิตสำนึกหวนกลับบ้าน ถึงเวลาแล้วประเทศชาติต้องก้าวออกเดินต่อสู่เช้าวันใหม่

กับคำโปรย ‘Gone With the Wind ของประเทศจีน’ ผมว่า The Spring River Flows East มีความใกล้เคียงกว่า Children of Paradise (1945) เสียอีกนะ! (เรื่องนี้ได้รับยกย่อง ‘Gone With the Wind ของฝรั่งเศส’) โดยเฉพาะโครงสร้างครึ่งแรก-ครึ่งหลัง สงคราม-ยุคสมัยแห่งการฟื้นฟู ใช้ระยะเวลาเคลื่อนผ่านกว่าทศวรรษ แค่เปลี่ยนจากสายลมเป็นสายน้ำ งดงามคลาสสิก ตราตรึงจิตใจผู้ชมเหนือกาลเวลา

แต่สำหรับผู้ชมต่างชาติอย่างเราๆ อาจรู้สึกเฉยๆ ไม่ค่อยอิน หงุดหงิดความเชยของภาพขาว-ดำ และโดยเฉพาะดราม่าครึ่งชั่วโมงสุดท้าย โคตรน้ำเน่าเหมือนละครหลังข่าว … ผมว่า Gone With the Wind ก็เน่าไม่ต่างกันนะ ถ้าอยากดูหนังอาร์ทๆไปหา Children of Paradise เสียยังดีกว่า


Cai Chusheng (1906 – 1968) ผู้กำกับชาวจีน เกิดที่เซี่ยงไฮ้ แต่ไปเติบโตยัง Chaoyang, Guangdong ความรู้แค่ ป.4 แต่มีความสนใจขงจื้อ (Confucianism) ชื่นชอบการวาดรูปและเขียนตัวอักษร (Calligraphy) โตขึ้นทำงานระดับระดับล่างๆ กระทั่งมีโอกาสเข้าร่วม Mingxing Film Company ได้เป็นผู้ช่วย Zheng Zhengqiu ก่อนย้ายมา Lianhua Film Company ไต่เต้าสู่ผู้กำกับ แจ้งเกิดผลงาน Spring in the South (1932), Pink Dream (1932), Song of the Fisherman (1934)**ภาพยนตร์จีนเรื่องแรกคว้ารางวัลจากเทศกาลหนัง, New Women (1934) ฯ การมาถึงของสงครามเดินทางสู่เกาะฮ่องกงสร้างหนังชวนเชื่อต่อต้านญี่ปุ่น จากนั้นหลบหนีไป Chongquing เข้าร่วม Nationalist Central Film Studio

Zheng Junli (1911 – 1969) นักแสดง/ผู้กำกับชาวจีน เกิดที่เซี่ยงไฮ้ ในครอบครัวชนชั้นล่าง มีความยากจนข้นแค้น แต่วัยเด็กมีความสามารถอ่านเขียน แสดงละคร ยังไม่ทันจบประถมลาออกไปเข้าร่วม Nanguo Art School ฉายแววโด่งดัง, โตขึ้นเซ็นสัญญาสตูดิโอ Lianhua Film Company แสดงภาพยนตร์ดังๆ อาทิ Wild Rose (1932), Pink Dream (1932), The Big Road (1934), New Women (1934) ฯ ช่วงสงครามไม่รู้ว่าหลบลี้หนีหายตัวไปไหน แต่ด้วยความไม่ค่อยพึงพอใจการแสดงของตนเอง ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม แปลหนังสือดังๆของ Richard Boleslavsky, Constantin Stanislavski ฯ นำเข้าทฤษฎีฟีล์มจากต่างประเทศ และผันตัวเองสู่การเป็นผู้กำกับภายหลังสิ้นสุดสงคราม

เมื่อสงครามสิ้นสุด Cai Chusheng เดินทางกลับสู่เซี่ยงไฮ้ ปลุกฟื้นคืนชีพสตูดิโอ Lianhua Film Company เปลี่ยนชื่อใหม่ Lianhua Film Society (ภายหลังกลายเป็น Kunlun Film Company) ร่วมงานกับ Zheng Junli ที่เป็นผู้แนะนำแนวคิด ‘Gone With the Wind ของประเทศจีน’

เรื่องราวแบ่งออกเป็นสองภาค ออกฉายห่างกันหนึ่งปีเต็ม (แต่ปัจจุบันสามารถหารับชมต่อเนื่องได้เลย)

ภาคแรก The Eight War-Torn Years (ความยาวประมาณ 100 นาที), พื้นหลังเซี่ยงไฮ้ ต้นทศวรรษ 30s เรื่องราวของ Zhang Zhongliang (รับบทโดย Tao Jin) ครูสอนหนังสือ ตกหลุมรักสาวโรงงานทอผ้า Sufen (รับบทโดย Bai Yang) ขอแต่งงานกำลังจะมีลูกชาย แต่แล้วเกิดเหตุการณ์ Mukden Incident (1931-37) เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกรุกราน Manchuria เขาอาสาสมัครเข้าร่วมหน่วยแพทย์ จำต้องออกเดินทางไปต่างเมือง ทอดทิ้งครอบครัวตกอยู่ในสภาพทุกข์ยากลำบากหลังจากเซี่ยงไฮ้ถูกยึดครอง ชายหนุ่มจับพลัดจับพลูหนีไปถึงเมือง Chungking ที่ยังอยู่ในการควบคุมของรัฐบาลจีนกลาง (Chinese Nationalist) แต่ผู้คนเต็มไปด้วยความขี้เกียจคร้าน คอรัปชั่น วันๆไม่ทำอะไร นั่นค่อยๆแปรสภาพคนจากเคยขยันขันแข่ง นอกใจภรรยา แต่งงานใหม่กับ Wang Lizhen (รับบทโดย Shu Xiuwen) วาดฝันชีวิตร่ำรวยสุขสบาย

ภาคสอง The Dawn (ความยาว 92 นาที), Zhang Zhongliang ที่ Chungking กลายเป็นนักธุรกิจประสบความสำเร็จ จนกระทั่งสงครามถึงจุดสิ้นสุด เลยชักชวนเจ้านายเดินทางหวนกลับเซี่ยงไฮ้ ที่ซึ่งอดีตภรรยาและลูกชายยังคงต่อสู้ดิ้นรน เอาชีวิตตัวรอดไปวันๆอย่างทุกข์ยากลำบาก ซึ่งพอเขาเดินทางกลับมาถึง แทนที่จะบึ่งไปหาภรรยา กลับคบชู้สาวคนใหม่ He Wenyan (รับบทโดย Shangguan Yunzhu) เรื่องวุ่นๆเกิดขึ้นวันชาติจีน 10 ตุลาคม** เมื่อ Sufen ทำงานเป็นสาวรับใช้ ในงานเลี้ยงพบเจอ Zhongliang ภรรยาใหม่ Lizhen และชู้รัก Wenyuan สุดท้ายเขาจะตัดสินใจเลือกใคร

เกร็ด: วันชาติจีนปัจจุบันคือ 1 ตุลาคม แต่ตอนสมัยยังเป็นสาธารณรัฐจีนคือ 10 ตุลาคม เฉลิมฉลองจุดเริ่มต้นวันล้มล้างราชวงศ์ชิง Wuchang Uprising


นำแสดงโดย Tao Jin (1916 – 1986) นักแสดง/ผู้กำกับชาวจีน เกิดที่ Jiangsu, Suzhou ตั้งแต่เด็กมีความสนใจวาดรูป เขียนอักษรจีน เข้าศึกษายัง Peking Essence Fine Arts College, โตขึ้นมีโอกาสเข้าร่วมคณะละครเวที Travel Repertory Theatre ออกทัวร์ยังปักกิ่ง นานจิง เซี่ยงไฮ้ ต่อด้วยสตูดิโอภาพยนตร์ Tianyi Film Company สร้างชื่อเสียงให้ตนเองทีละเล็กน้อย, ช่วงสงครามอพยพสู่ Chongqing มีผลงานหนังชวนเชื่อต่อต้านสงครามมากมาย ได้รับคำชักชวนจาก Zheng Junli & Cai Chusheng ร่วมสองผลงานโด่งดังสุดคือ The Spring River Flows East (1947), Eight Thousand Li of Cloud and Moon (1947)

รับบท Zhang Zhongliang จากครูสอนหนังสือผู้มีความรักตั้งมั่นคงต่อภรรยา Sufen แต่การมาถึงของสงครามทำให้พวกเขาพลัดพรากจาก อาสาสมัครหน่วยแพทย์ เอาตัวรอดจากการถูกเข่นฆ่าล้าง สามารถหลบลี้หนีมาถึง Chungking กลายเป็นกระยาจกหางานทำไม่ได้ ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่า Wang Lizhen หลวมตัวไปกับความคอรัปชั่นของหญิงสาว(และการบริหารงานของก๊กมินตั๋น) ปล่อยตัวปล่อยใจเสวยสุขจมกองเงินกองทอง มีโอกาสกลับเซี่ยงไฮ้ก็คบชู้ใหม่ He Wenyan ทอดทิ้งภรรยาและลูกชายให้ตกทุกข์ได้ยาก ค่อยมาสำนึกได้เมื่อทุกอย่างสายเกินแก้ไข

ผมไม่คิดว่า Tao Jin มีความหล่อเหลาสักเท่าไหร่เลยนะ ห่างชั้นกับ Clark Gable อยู่ไกลโข แต่บทบาทนี้ถือว่าเป็นศูนย์กลางเรื่องราว ตัวแทนประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมทางสังคม ค่อยๆถูกอิทธิพลสงคราม ความคอรัปชั่นการบริหารประเทศ(ของก๊กมินตั๋น)ครอบงำกลืนกิน จนกลายเป็นทาสวัตถุ คบชู้สู่ชาย หมดสิ้นคุณค่าราคาคน

Tao Jin ในช่วงยังหนุ่มแน่นขณะเป็นนักแสดงละครเวที เคยเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ ตีแผ่เบื้องลึก คอรัปชั่น เปิดโปงด้านมืดพรรคก๊กมินตั๋น … บทบาทนี้ช่าง ‘Ironic’ ยิ่งนัก เพราะตัวละครค่อยๆถูกครอบงำกลืนกิน เปลี่ยนแปลงไปเพราะอิทธิพลชั่วร้ายของรัฐบาลก๊กมินตั๋น แสดงออกซึ่งความขัดแย้งทางจิตใจ ‘ฉันอยากเป็นคนดีแต่ก็โหยหาความสะดวกสบาย’


Bai Yang ชื่อจริง Yang Chengfang (1920 – 1996) นักแสดงสาวชาวจีน เกิดที่ปักกิ่ง เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในยุคหนังเงียบ สมทบ Sad Song from an Old Palace (1932) ได้เซ็นสัญญากับ Mingxing Film Company ผลงานสร้างชื่อโด่งดังคือ Crossroads (1937), การมาถึงของสงคราม ทำให้เธออพยพย้ายสู่ Chongqing ระยะเวลาแปดปีแสดงภาพยนตร์ชวนเชื่อเพียงสามเรื่อง แต่หลักๆคือละครเวทีเพื่อเป็นขวัญกำลังใจทหารหาญ จนได้รับยกย่อง ‘Four Great Actresses’ เคียงข้าง Qin Yi, Shu Xiuwen และ Zhang Ruifang, หลังสงครามกลายเป็นตำนานกับ The Spring River Flows East (1947), Eight Thousand Li of Cloud and Moon (1947), New Year’s Sacrifice (1955) ฯ

รับบท Zhang Zhongliang หญิงสาวบ้านๆจนๆ ทำงานโรงงานทอผ้า ตกหลุมรักแต่งงานกับ Zhang Zhongliang มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน แต่เมื่อต้องพลัดพรากแยกจากในช่วงสงคราม ร่วมกับครอบครัวฝ่ายชายปู่/ย่า ดิ้นรนเอาตัวรอดไปวันๆอย่างทุกข์ยากลำบากแสนเข็น เฝ้ารอคอยวันที่สามีหวนกลับบ้าน กระทั่งสงครามจบยังไร้ซึ่งวี่แวว เลยสมัครงานเป็นคนรับใช้ จึงได้มีโอกาสพบเห็นความเปลี่ยนแปลงไปชั่วนิรันดร์ของเขา จึงตัดสินใจ…

ถ้าเทียบตัวละครกับ Gone With the Wind ผมคิดว่าน่าจะเป็น Olivia de Havilland หญิงสาวผู้ไม่เคยครุ่นคิดร้ายอะไรสักอย่าง เพรียบพร้อมดีงามสมบูรณ์แบบ แต่โชคชะตานำพาให้เธอพานพบเจอแต่เรื่องร้ายๆเข้ามาในชีวิต

การแสดงของ Bai Yang ต้องชมเลยว่ามีความสมจริงอย่างมาก ใบหน้าถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกจากภายใน เอ่อล้นไปด้วยความเจ็บปวดรันทด ผู้ชมเกิดความอึดอัด รวดร้าว บีบคั้นเค้นน้ำตา ไม่หลั่งไหลออกมาคงตายด้านสุดๆเลย,

Zhang Zhongliang ถือเป็นตัวแทนชนชาวจีนที่ต้องทุกข์ยากลำบากจากภัยสงคราม แต่หลายครั้งผมว่ามันบีบคั้น รันทน สุดโต่งมากเกินไปเสียหน่อย (แต่มันก็ความจริงละครับ 8 ปีที่โคตรโหดร้าย) ขณะที่การคิดสั้นของตัวละครช่วงท้าย แฝงนัยยะสะท้อนหายนะจุดจบประเทศชาติ ถ้าหากไม่มีใครหันหลังเหลียวแลให้ความช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก


Shu Xiuwen (1915 – 1969) นักแสดงหญิงชาวจีน เกิดที่ Anqing, Anhui ตอนอายุหกขวบ ครอบครัวย้ายไปปักกิ่ง พ่อตกงานติดฝิ่นหนี้สินมหาศาล ต้องการขายเธอเป็นโสเภณีแต่ตัดสินใจหลบหนี ทำงานนักเต้นที่ East Chang’an Street ตอนอายุ 16 เดินทางสู่เซี่ยงไฮ้ ได้เป็นครูสอนภาษาแมนดารินที่ Tianyi Film Company มีโอกาสพากย์เสียง Sing-Song Girl Red Peony (1931) ในหนังพูด Talkie เรื่องแรกของประเทศจีน (ถือว่า Shu Xiuwen คือนักพากย์คนแรกของจีนก็ว่าได้) จากนั้นสมัครนักแสดงสังกัด Jimei Song and Dance Troupe ต่อมาเซ็นสัญญาเข้าร่วม Yihua Film Company ตามด้วย Mingxing Film Company ผลงานสมทบสร้างชื่อคือ Peach Flowers After Calamity, Fragrant by Night, ช่วงระหว่างสงครามอพยพย้ายสู่ Chongqing แสดงละครเวทีและหนังชวนเชื่อหลายเรื่องจนได้รับยกย่อง ‘Four Great Actresses’ เคียงข้าง Bai Yang, Qin Yi และ Zhang Ruifang, โด่งดังสุดสุดคือ The Spring River Flows East (1947)

รับบท Wang Lizhen สาวไฮโซ นักเต้นแทงโก้ ผู้ไม่ได้มีความยี่หร่าอะไรต่อภัยสงคราม วันๆเอาแต่เกาะผู้ชายกิน หลบหนีดิ้นรนเอาตัวรอดไปเรื่อยๆมาจนถึง Chungking เพราะขณะนั้นเพิ่งเลิกราแฟนหนุ่ม ให้ความช่วยเหลือ Zhang Zhongliang ค่อยๆตกหลุมรัก ทอดกายแนบอิง กลายเป็นสามีภรรยา ทั้งๆไม่เคยรับล่วงรู้ว่าเขาเคยแต่งงานมีลูกเมียก่อนหน้านี้ และด้วยนิสัยขี้หึงหวงเอาแต่ใจ พอรับรู้ข้อเท็จจริงก็ดีดสะดิ้งไม่ยอมความ บีบบังคับให้ต้องเลือกระหว่างหล่อนกับเธอ ไม่ยินยอมอับอายขายขี้หน้าประชาชีแต่เพียงผู้เดียว

ภาพลักษณ์ของ Xiuwen มีความไฮโซ โก้หรู สวมแต่งชุดชาวตะวันตก แสดงออกด้วยจริตจัดจ้าน ร่าน เห็นแก่ตัว สมัยก่อนนั้นนี่เป็นบทบาทที่คงมีแต่คนรังเกียจ แต่ถ้าเปรียบ Gone With the Wind เทียบได้เลยกับตัวละครของ Vivien Leigh ขุ่นแม่ราชินี ทุกสิ่งอย่างเพื่อสนองบารมี ความสุขพึงพอใจของตนเองเท่านั้น … แล้วคนอย่างฉันมันผิดอะไร

Wang Lizhen เป็นตัวแทนชนชาวจีนผู้มีความฝักใฝ่ในก๊กมินตั๋น ลุ่มหลงใหลอิทธิพลชาติตะวันตก ระบบทุนนิยมเงินตรา สิ่งของเลิศหรูมีค่า และความสุขพึงพอใจส่วนตนเองเท่านั้น ไม่สนความทุกข์ยากชาวบ้าน โกงกินคอรัปชั่น หรือแม้แต่ศีลธรรมจรรยาทางสังคม แย่งผัวคนอื่นมายังหาได้สำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี


Shangguan Yunzhu ชื่อจริง Wei Junluo (1920 – 1968) นักแสดงหญิงชาวจีน เกิดที่ Jiangyin, Jiangsu เมื่อตอนอายุ 16 แต่งงานกับครูสอนศิลปะ ให้กำเนิดบุตรชายตอนอายุ 17 ปี แต่การมาถึงของสงคราม Second Sino-Japanese War อพยพหลบหนีสู่เซี่ยงไฮ้ ได้งานในร้านถ่ายรูปของสตูดิโอ Mingxing Film Company ค่อยๆเกิดความสนใจด้านการแสดง เข้าเรียนในสังกัด Xinhua Film Company เปลี่ยนชื่อใหม่ตามคำแนะนำผู้กำกับ Bu Wancang โด่งดังประสบความสำเร็จล้นหลามกับละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Fallen Rose (1941), หลังสงครามกลายเป็นตำนาน Spring River Flows East (1947), , Myriad of Lights (1948), Crows and Sparrows (1949), Women Side by Side (1949) ฯ

แซว: ว่ากันว่า Yunzhu คือหนึ่งในชู้รักของเหมาเจ๋อตุง ลักลอบไปมาหาสู่บ่อยครั้ง จนถูกภรรยาคนที่สี่ Jiang Qing ใช้กำลังทำร้ายทุบตีในช่วง Culture Revolution ประกอบกับป่วยเป็นมะเร็งเต้านม เลยตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา

รับบท He Wenyuan ลูกพี่ลูกน้องของ Wang Lizhen ภรรยาของผู้จัดการโรงงานทอผ้าที่ถูกจับติดคุก ข้อหาสมรู้ร่วมคิดเข้าข้างทหารญี่ปุ่น แต่เธอรอดพ้นเพราะอ้างว่ามิได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย อาสาเจ้ากี้เจ้าการจัดหาที่อยู่ให้ Zhang Zhongliang เมื่อมาถึงเซี่ยงไฮ้ ไม่ทันไรก็คบชู้สานสัมพันธ์สวาท ซึ่งพอ Lizhen บินตรงมาหา ทั้งคู่สามารถประณีประณอมยินยอมความรับได้ ซะงั้น!

นี่อาจไม่ใช่บทบาทโดดเด่นอะไรของ Yunzhu แต่เรื่องคบชู้ เล่นหูเล่นตาถือว่าแนวถนัด เป็นตัวแทนของชนชาวจีนที่ในช่วงสงครามฝักใฝ่ญี่ปุ่น หลังจากนั้นสามารถเอาตัวรอด ประณีประณอมยอมความกับรัฐบาลก๊กมินตั๋น คงเพราะมีความเห็นพ้องร่วมกันว่า เงินซื้อได้ทุกสิ่งอย่าง!


ถ่ายภาพ/ตัดต่อ … ไม่มีเครดิต,

หลายคนอาจผิดหวังที่หนังไม่ได้ถ่ายทำด้วยภาพสีแบบเดียวกับ Gone With the Wind อันเป็นผลพวงสืบเนื่องจากยุคสมัยสงคราม ฟีล์มสียังเป็นสิ่งของหาได้ยาก ราคาแพง (ยังไม่นำเข้าสู่เอเชียด้วยซ้ำนะครับ) ถึงกระนั้นภาพขาว-ดำ ก็มีความเหมาะสมทุกประการกับเนื้อหาสาระใจความ สะท้อนความทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสของประชาชนชาวจีน

แต่ลักษณะของหนังไม่ใช่แบบ Neorealist ประการใด อาจเพราะภาพยนตร์สัญชาติอิตาเลี่ยนยังเข้ามาไม่ถึงประเทศจีน [Italian Neorealist เพิ่งถือกำเนิดขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง Rome, Open City (1945), Paisà (1946) ยังไม่ถูกส่งออกฉายต่างประเทศโดยทันที] ด้วยเหตุนี้ภาพปรักหักพัง ซากเมืองที่พบเห็น ล้วนเกิดจากการสร้างฉากขึ้นในสตูดิโอ ผสมผสาน Archive Footage ใครช่างสังเกต ย่อมสามารถมองออกไม่ยาก

อาจด้วยข้อจำกัดยุคสมัยนั้น ทำให้การบันทึกเสียงมีความยุ่งยากวุ่นวาย (ยังระบบ Mono อยู่เลยนะ) หลายครั้งตัวละครขยับปากสนทนา แต่ไร้เสียงพูดดังออกมา ซึ่งหลายๆฉากพวกนั้น ไม่จำเป็นต้องรับรู้ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาสาระเรื่องราวของหนังได้

การถ่ายภาพ มักไม่นำเสนอ ‘การกระทำ’ ออกมาตรงๆ หลายครั้งพยายามเล่นแง่ เบี่ยงเบน ปล่อยให้ผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการต่อเอาเอง อาทิ
– การแต่งงานระหว่าง Zhang Zhongliang กับ Sufen พอสวมแหวนเงยหน้ามองพระจันทร์ ตัดมาภาพถ่ายคู่ หมอนสองใบ รองเท้าสองคู่ ดอกไม้และฟากฟ้า … แค่นี้แหละ
– Sufen ตั้งครรภ์ ก็เล่นตัวแสร้งซุกซ่อนเสื้อผ้าเด็ก ปล่อยให้สามีครุ่นคิดเข้าใจไปเองไม่พูดออกมาตรงๆ
– เวลาใครสักคนถูกยิง/ฆาตกรรม ก็มักเป็นเสียงปืนดัง และภาพปฏิกิริยาผู้คนก้มหน้าก้มตา ไม่ต้องบอกก็รับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
– ลักลอบมีชู้ พบเห็นแค่การสัมผัสเนื้อต้องตัว แล้วตัดไปภาพพระจันทร์ สัญลักษณ์ของสรวงสวรรค์สุขสำราญ
ฯลฯ

ฉากภาคแรกที่ได้รับการพูดถึงกล่าวขวัญมากๆ คือช่วงท้ายที่ Sufen รำพึงพันถึงสามี ขณะนั้นพายุกำลังเข้า ลมพัดแรง หลังคาน้ำรั่วซึม นั่นสะท้อนถึงจิตใจหญิงสาว สถานะครอบครัว และประเทศจีน ตกอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ขาดการเหลียวดูแล ปรับปรุงซ่อมแซมจากผู้มีอำนาจ บริหารประเทศ

ส่วนภาคสองคือฉากประจันหน้าสามสาวกับ Zhang Zhongliang เปิดโปงข้อเท็จจริงในงานเลี้ยงวันชาติ รายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย นั่นเป็นความจงใจให้ตัวละครเกิดความอับอายขายขี้หน้าประชาชี เพราะมันเป็นสิ่งชั่วร้าย ผิดศีลธรรมจรรยา บุคคลประเภทนี้ไม่สมควรมีหน้าตา ได้รับพื้นที่ยืนในสังคม … แต่นี่เป็นฉากที่ผมไม่ชอบอย่างยิ่งเลยนะ คือการยัดเยียด ปลูกฝัง ถีบส่งแบบไม่ให้โอกาส ไม่ให้อภัย สุดโต่งเลยก็ว่าได้

ขณะที่การดำเนินเรื่อง เล่าผ่านมุมมองสองตัวละคร Zhang Zhongliang และ Sufen แรกๆยังรักไปไหนไปด้วยกัน แต่นานวันค่อยๆเหินห่าง ทั้งระยะทาง ความสัมพันธ์ และการตัดต่อสลับไปมา นำเสนอให้เห็นความแตกต่างของทั้งคู่ เกิดช่องว่างทางชนชั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สงคราม 8 ปี ของภาคแรก ทำให้การเล่าเรื่องต้องการกระโดดไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ ซึ่งจะใช้เทคนิค Fade-to-Black เพื่อบ่งบอกจุดเริ่มต้น-สิ้นสุดเหตุการณ์ และขึ้นข้อความตัวอักษรระบุเดือนปี ว่าดำเนินไปถึงเมื่อไหร่แล้ว

ขณะที่ภาคสองจะแตกต่างออกไป ไม่ใช่เวลาที่เร่งดำเนินไปข้างหน้า แต่เน้นการตัดต่อสลับไปมาระหว่าง Zhang Zhongliang และ Sufen เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างสุดขั้วตรงข้าม สุขสบาย-ทุกข์ยากลำบาก, บ้านหลังใหญ่โตหรูหรา-เพิ้งซ่อมซ่อพังแหล่มิพังแหล่, อาหารเหลือทิ้งเกลื่อนกลาด-อดอยากปากแห้งแทบไม่มีอันจะกิน ฯ

เพลงประกอบโดย Zhang Zengfan บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีสากลเป็นส่วนใหญ่ แทงโก้ คลาสสิก เพื่อสะท้อนยุคสมัยของความเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีหลายครั้งที่ใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านจีน ครูสอนนักเรียนร้องเพลง ชายแก่สีซอ ของเก่าก็ใช่ว่าจะล้าหลัง

บทเพลงทำหน้าที่เสริมสร้างบรรยากาศ เติมเต็มรอยต่อระหว่างเรื่องราวเกิดความต่อเนื่องลื่นไหล หลายครั้งแทนอารมณ์ตัวละคร สุข-ทุกข์ หึงหวง-โหยหา เบิกบาน-หดหู่ และบีบคั้นบดขยี้หัวใจ ให้ผู้ชมรู้สึกคล้ายตามไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

และทุกๆต้นเรื่อง-ท้ายเรื่อง จะมีการแทรกภาพผืนน้ำ ขึ้นข้อความบทกวี ย้ำเตือนนัยยะความหมายชื่อหนัง พร้อมเสียงดนตรีขับร้องคอรัส ‘นี่ฉันต้องทนทุกข์ยากลำบากไปอีกเท่าไหร่ … ก็เทียบเท่าปริมาณสายน้ำไหลสู่ตะวันออก’


การรุกรานผืนแผ่นดินจีนของญี่ปุ่น สร้างความเดือดเนื้อร้อนให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทอดทิ้งบ้านช่องหลบหนีเอาตัวรอด ขณะที่ผู้หญิง คนแก่ และเด็ก ฐานะยากจนไม่สามารถออกเดินทางไปไหนได้ไกล กลายเป็นเครื่องมือใช้แรงงาน ‘ทาส’ เชลยสงคราม ต้องคอยปรนิบัติรับใช้ สร้างความพึงพอใจแก่ทหารญี่ปุ่น แลกมาไม่ใช่อาหารหรือเงินทอง แต่แค่ยังมีชีวิตดำเนินอยู่ต่อ

The Spring River Flows East ไม่เพียงเป็นภาพยนตร์บันทึกประวัติศาสตร์ ผลกระทบจากสงคราม Second Sino-Japanese War แต่ยังนำเสนอความคอรัปชั่นรัฐบาลก๊กมินตั๋น แห่งสาธารณรัฐจีน ที่ได้ปักหลักตั้งฐานยัง Chungking วันๆไม่เห็นทำอะไร เพิกเฉยลอยชาย ดื่มด่ำสุขสำราญ ขณะที่ผู้คนอีกครึ่งประเทศตกทุกข์ได้ยากลำบากแสนสาหัส

สามตัวละครหญิง ต่างเป็นตัวแทนชาวจีน…
– Sufen คือกลุ่มชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม ถูกทหารญี่ปุ่นกดขี่ข่มเหงอย่างหนัก ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
– Wang Lizhen คือกลุ่มชนไม่แคร์ยี่หร่าต่อสงคราม อะไรจะเกิดก็เกิด ฉันสนเพียงความสุขสบาย พึงพอใจส่วนตนเท่านั้นเอง
– He Wenyuan คือกลุ่มชนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม แต่แปรพักตร์สมัครเข้าร่วมทหารญี่ปุ่น ผลักไสสามีให้เป็นผู้รับผิดชอบ ตนเองดิ้นรนเอาตัวรอดไม่สนอะไรอื่น

ขณะที่ Zhang Zhongliang แทนได้ด้วยทิศทางของประเทศจีน (ยุคสมัยนั้น) เริ่มจากเผชิญหน้าสงครามด้วยอุดมการณ์ตั้งมั่น จากนั้นหลบหนีเอาตัวรอด สรรหาผลประโยชน์สุขสบายใส่ตน หลังสงครามสิ้นสุดคบหาศัตรูกลายเป็นพวกพ้อง … เราจะยินยอมรับวิถีชาติบ้านเมืองดำเนินไปเช่นนี้ได้จริงๆนะหรือ!

สาระใจความของหนัง ต้องการให้ผู้ชมชาวจีนเกิดความตระหนักรับล่วงรู้ วิถีชีวิตระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาชนชั้น ความยากจน หรือก่อให้เกิดความสงบสุขขึ้นอย่างแท้จริง! เราจะยินยอมให้คนรวยสุขสบาย หากินกับความทุกข์ยากลำบากของคนจนส่วนใหญ่มิได้ ประเทศชาติต้องเกิดความเสมอภาคเท่าเทียม … แม้ตัวหนังมิได้นำเสนอออกมาอย่างเด่นชัดเจน แต่ใครๆย่อมสามารถเข้าใจได้ นี่คือภาพยนตร์ชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

รับชมยุคสมัยปัจจุบัน หลายคนอาจเริ่มมองไม่เห็นประเด็นชวนเชื่อดังกล่าวแล้ว หลงเหลือเพียงเรื่องราวสะท้อนศีลธรรมจรรยา บุรุษผู้มีความปลิ้นปล้อนกะล่อนหลอกลวง อ้างว่ารักมั่นในภรรยา กลับคบชู้นอกใจเมีย คนแรกยังพบเห็นความโลเล้ลังเล แต่คนสองนี่มันไม่รู้สำนึกผิดชอบชั่วดีอีกต่อไป ความจริงถูกเปิดเผยเมื่อไหร่ คงได้เกิดโศกนาฎกรรมขึ้นทันตา


เมื่อตอนหนังเข้าฉายปี 1947-48 สามารถยืนโรงยาวนานถึงสามเดือน ดึงดูดผู้ชมกว่า 700,000+ คน กลายเป็นสถิติสูงสุดของวงการภาพยนตร์จีนขณะนั้น และเมื่อมีการนำกลับมาฉายซ้ำ Re-Release ปี 1956 ก็ยังคงได้รับความนิยมล้นหลาม มีผู้คนเดินเท้าหลายไมล์จากนอกเมือง เพื่อมารับชมหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ แม้คุณภาพถือว่าเทียบเคียง Gone With the Wind ชาวจีนสามารถเรียกเต็มปากเต็มคำได้ว่า Masterpiece แต่สำหรับผมไม่ค่อยอินกับดราม่า ความพยายามบีบคั้นรันทดเรียกน้ำตา และแฝงสาระชวนเชื่อเด่นชัดเกินไป

แนะนำคอหนังจีนคลาสสิก ชื่นชอบแนว Epic ระดับ Gone With The Wind, สงคราม Second Sino-Japanese War, แฟนๆนักแสดง Bai Yang, Shu Xiuwen และ Shangguan Yunzhu ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับภาพสงคราม ความรันทด คบชู้หลายเมีย และฝีปากจัดจ้าน

คำโปรย | The Spring River Flows East มีความยิ่งใหญ่อลังการ คลาสสิกเหนือกาลเวลา น่าเสียดายแฝงสาระชวนเชื่อเด่นชัดเกินไปหน่อย
คุณภาพ | คลาสสิก
ส่วนตัว | แค่ชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of