The Thief and the Cobbler (1993)

The Thief and the Cobbler

The Thief and the Cobbler (1993) : Richard Williams ♥♥♥♥

อนิเมชั่นเรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่า ‘Masterpiece ที่ไม่เคยเป็น’ ด้วยระยะเวลาโปรดักชั่น 29 ปี ถ้าสำเร็จเสร็จดั่งใจผู้กำกับย่อมออกมาสมบูรณ์แบบแน่ แต่ปัญหาคือเรื่องงบประมาณ เมื่อผ่านหลายสตูดิโอกระทำระยำหั่นแล้วหั่นอีก พากย์เสียงใหม่ ใส่ Musical ที่ไม่เข้ากันเลย คุณภาพดูไม่ได้สักนิด โชคยังดีปัจจุบันมี The Recobbled Cut โดยแฟนๆผู้คลั่งไคล้ Garrett Gilchrist เรียบเรียงตัดต่อใหม่ให้มีความใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุดแล้ว

“The greatest animated film that never was”.

เท่าที่ค้นหาข้อมูลได้ ณ ปัจจุบัน 2018 อนิเมชั่นเรื่องนี้มีทั้งหมด 4 ฉบับ ประกอบด้วย
– The Thief and the Cobbler ฉบับ Original หลงเหลือเพียง Workprint (ภาพร่างคร่าวๆ) และเสียงพากย์ทั้งหมดที่บันทึกไว้ก่อนหน้า (สองตัวละครหลักหัวขโมยกับช่างปะรองเท้าจะไม่มีเสียงพูด)
– The Princess and the Cobbler (1993) จัดจำหน่ายโดยสตูดิโอ Allied Filmmakers กับ Majestic Films หั่นหลายๆฉากของฉบับ Original พากย์เสียงใหม่ให้กับทุกตัวละคร รวมทั้งหัวขโมยและช่างปะรองเท้า (แต่ก็ยังไม่เยอะเท่าไหร่) และใส่บทเพลงทำเป็น Musical
– Arabian Knight (1995) โดยสตูดิโอ Miramax นำฉบับของ Allied Filmmakers มาหั่นต่ออีก พากย์เสียงใหม่ แถมปรับเปลี่ยนเส้นเรื่องราว The Golden City กลายเป็นกรุง Baghdad เพื่อให้สอดคล้องกับนิทานอาหรับราตรี และหัวขโมยกับช่างปะรองเท้าพูดน้ำไหลไหลดับมากกเดิมเสียอีก
– The Recobbled Cut (2006, 2007, 2013) เป็นฉบับของแฟนพันธุ์แท้อนิเมะ Garrett Gilchrist ศึกษา Workprint เทียบกับเสียงพากย์ที่ยังมีเก็บไว้ แล้วตัดต่อใหม่เรียงตามไดเรคชั่นดังกล่าว

กระแส Cult ของอนิเมะเรื่องนี้เกิดขึ้นจากผู้กำกับ Tomm Moore แห่งสตูดิโอ Cartoon Saloon เคยให้สัมภาษณ์ถึงแรงบันดาลใจสร้าง The Secret of Kells (2009) และ Song of the Sea (2014) ว่ารับอิทธิพลมากยิ่งจาก The Thief and the Cobbler

“Some friends in college and I were inspired by Richard Williams’s unfinished masterpiece The Thief and the Cobbler and the Disney movie Mulan, which took indigenous traditional art as the starting point for a beautiful style of 2D animation. I felt that something similar could be done with Irish art”.

บทสัมภาษณ์เผยแพร่ไปไม่นาน ทำให้เกิดความฮิตถล่มทลายของผู้ใคร่สนใจ ถึงขนาดว่ามีความพยายามจากแฟนๆ ตั้งหัวข้อลงชื่อใน Change.org เพื่อให้สตูดิโอเจ้าของลิขสิทธิ์ปัจจุบัน Disney ทำการบูรณะ และเติมเต็มอนิเมชั่นส่วนที่ขาดหายไปของ The Thief and the Cobbler, ใครรับชมแล้วชื่นชอบไปร่วมลงชื่อกันได้นะครับ
LINK: https://www.change.org/p/the-walt-disney-company-restore-and-complete-the-thief-and-the-cobbler

ฉบับที่ผมรับชมครั้งแรกคือ Arabian Knight (1995) หงุดหงิดหัวเสียอย่างรุนแรง กับเสียงพากย์ บทเพลง Musical ฟังไม่ได้สดับเลยละ แต่ก็ยังพอมองเห็นความงดงามระดับวิจิตรตระการลายตาของการออกแบบศิลป์ ที่พอทำให้เกิดความเข้าใจในอิทธิพลของอนิเมะได้ … แต่เมื่อผมเริ่มค้นหาข้อมูลและได้รับรู้การมีตัวตนของ The Recobbled Cut ยอมเสียเวลาดูอีกแล้ว แล้วก็ขนลุกขนพองกับคุณภาพที่เกือบๆระดับ Masterpiece เลยละ … ยกผลประโยชน์ให้จำเลย เรียกว่า Masterpiece ก็แล้วกัน!

กับผู้มีความสนใจหลังอ่านคำเกริ่นนำคร่าวๆนี้ไป ชี้ช่องทางให้ว่าหารับชมได้ใน Youtube/Vimeo มันจะมีคำว่า ‘Recobbled Cut’ ปรากฎอยู่ อย่าไปเสียเวลากับฉบับอื่นห่วยแตกห่วยแตน แต่ถ้าใคร่อยากรู้ว่ามันแตกต่างกันอย่างไรก็ไปหาเสี่ยงกันเอาเอง

Richard Edmund Williams (เกิดปี 1933) ผู้กำกับ นักอนิเมเตอร์สัญชาติ Canadian เกิดที่ Toronto หลังสงครามโลกครั้งที่สองอพยพสู่ Ibiza ตามด้วย London เริ่มสร้างอนิเมะขนาดสั้น The Little Island (1958) คว้ารางวัล BAFTA Award: Best Animated Film, A Christmas Carol (1971) คว้า Oscar: Best Animated Short Film, Ziggy’s Gift (1982) อนิเมชั่นขนาดสั้นฉายโทรทัศน์รายการพิเศษ คว้ารางวัล Emmy: Outstanding Animated Program, กำกับส่วนอนิเมชั่นของ Who Framed Roger Rabbit (1988), และเรื่องได้รับการยกย่องสูงสุดคือ The Thief and the Cobbler (1993)

เมื่อปี 1964, William ได้มีโอกาสเป็นผู้วาดภาพหนังสือรวมเรื่องสั้น The Exploits of the Incomparable Mulla Nasrudin ของ Idries Shah เนื้อหาเกี่ยวกับ Mulla Nasruddin นักปรัชญาที่ถูกเรียกว่า ‘wise fool’ เกิดความสนใจดัดแปลงเป็นอนิเมชั่นควักทุนส่วนตัวขอซื้อลิขสิทธิ์ (แลกกับกำไร 50% ให้กับผู้เขียน) เริ่มต้นโปรดักชั่นที่ Richard Williams Productions, London ตั้งชื่อว่า The Majestic Fool หรือย่อๆ The Thief

ปี 1972 ในที่สุด Williams ก็ได้ฟุตเทจความยาวสามชั่วโมงของ Nasrudin แต่เพราะเรื่องราวถูกแบ่งออกเป็นตอนๆ ไม่สามารถปะติดปะต่อกลายเป็นอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องหนึ่งได้ ปัญหาดังกล่าวทำให้โปรเจคเริ่มล่าช้า นายทุนถอนตัว ครอบครัว Shah ทวงคืนลิขสิทธิ์ บีบบังคับให้ Williams ต้องล้มเลิกความตั้งใจดัดแปลงสร้าง แต่เขาก็ได้รับอนุญาตนำตัวละครที่ออกแบบไว้ไปใช้กับผลงานอื่นได้

ปี 1973, Williams ได้รับ Treatment บทโดยย่อจาก Howard Blake ชื่อว่า Tin Tack เรื่องราวของนักปะรองเท้าจอมซุ่มซ่าม Tack กับหัวขโมยชื่อ Nasrudin ต่อสู้กับตัวร้ายชื่อ Anwar และมีกษัตริย์ขี้เซา King Nod เพราะยังไม่ได้มีเนื้อหาอะไรมาก เลยนำไปพัฒนาต่อร่วมกับภรรยาขณะนั้น Margaret French ปรับเปลี่ยนโน่นนี่นั่นจนได้ตัวร้ายชื่อ Zigzag พูดด้วยจังหวะลีลาดั่งบทกวี สองตัวละครหลัก Tack กับหัวขโมย (ไร้ชื่อ) กลายเป็นใบ้ไม่พูดสักประโยค เคลื่อนไหวเหมือนนักแสดงตลกยุคหนังเงียบ Charlie Chaplin, Buster Keaton, Harry Langdon ฯ

ตัวอย่างภาพร่างดีไซน์ของอนิเมะ ถ้าออกมาแบบนี้ผมว่าคงสวยล้ำกว่าที่เป็นอยู่อีกนะ!

ปี 1974, ด้วยความที่สตูดิโอไร้ซึ่งแหล่งทุน จำต้องรับงานอนิเมชั่นโฆษณา, โปรแกรมพิเศษ, ภาพยนตร์ ฯ โปรเจคนี้เลยกลายเป็นแค่ Sideline ไม่มีใครว่างมาลงมือลงแรงนอกจาก William ซึ่งตัวเขาได้รับฟังคำแนะนำจาก Richard Purdum ทำการร่างทุกสิ่งลงกระดาษเพียงอย่างเดียว ยังไม่ถึงเวลาทำอย่างอื่น

“Work on paper! Don’t put it in colour. Don’t spend on special effects. Don’t do camera-work, tracing or painting… just do the rough drawings!”

ปี 1978, เจ้าชาย Mohammed bin Faisal Al Saud แห่งประเทศซาอุดิอาราเบีย หลังจากฟังเรื่องเล่าแนวคิดของ Williams ถึงสิบนาทีไคลน์แม็กซ์ที่หัวขโมยพยายามเอาตัวรอดใน War Machine มอบเงินทุน $100,000 เหรียญ ท้าทายให้ทดลองสร้าง แต่ปรากฎว่ากว่าจะเสร็จสิ้นล่าช้าไปเป็นปีๆ ถลุงงบถึง $250,000 เหรียญ เป็นที่ไม่พอใจพระองค์อย่างยิ่งยวด แม้ผลลัพท์ออกมาดีแต่ก็ขอถอนตัวออกไป

แซว: สาเหตุหนึ่งที่ทำให้โปรเจคล่าช้าอยู่เรื่อยๆ เพราะความเรื่องมาก perfectionist ของ Williams ต้องการอนิเมชั่น 24 fps (อนิเมะสมัยก่อน 12 fps ถือว่าเหลือเฟือแล้ว) ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องถ่ายเอกสาร ทุกภาพต้องวาดด้วยมือ เช่นนั้นแล้วมันจะไปเสร็จทันกำหนดเส้นตายได้อย่างไร

ช่วงต้นทศวรรษ 80s, Williams นำฟุตเทจตัวอย่าง 20 นาที ออกหาทุนสร้างจาก Gary Kurtz หนึ่งในโปรดิวเซอร์ Star Wars พยายามช่วยเหลืออยู่เป็นปีแต่ก็ล้มเลิกความตั้งใจ, ต่อมาคือ Jake Eberts ขอเงินทุนจาก Allied Filmmakers company ได้มา $10 ล้านเหรียญ เปลี่ยนชื่อโปรเจคเป็น Once…

Steven Spielberg มีโอกาสรับชมและเกิดความประทับใจในโปรเจค แนะนำให้ Robert Zemeckis ชักชวนมาเป็นผู้กำกับฉากอนิเมชั่นของ Who Framed Roger Rabbit (1988) ซึ่งหลังจากกลายเป็น Blockbuster และทำให้ Williams คว้าสองรางวัล Oscar (Best Visual Effects และ Special Achievement Award) ทั้งคู่เลยผลักดัน The Thief ให้กับ Disney แต่กลับถูกบอกปัดพร้อมลอกผลงานกลายเป็น Aladdin (1992)

เมื่อ Disney ไม่เอา Warner Bros. เลยยินดีจ่าย $25 ล้านเหรียญ กำหนดระยะเวลาพัฒนาโปรเจคนี้ภายใน 3 ปี แต่อะไรๆก็ต้องเริ่มใหม่หมดเพราะนักออกแบบ/อนิเมเตอร์ ที่เคยร่วมงานด้วยกันมาตั้งแต่แรกๆต่างทะยอยเกษียณอายุ ไม่ก็เสียชีวิตจากไปแล้ว นั่นทำให้สิ้นปี 1991 โปรเจคนี้ก็ยังล่าช้าไม่เสร็จสิ้น ซึ่งเมื่อ Aladdin (1992) ของ Disney ออกฉาย ทำให้ Warner Bros. หมดความกระตือรือล้น ตัดสินใจขายทิ้งให้กับ The Completion Bond Company

The Completion Bond Company ถีบส่งหัว William แล้วเลือกนักอนิเมเตอร์ Fred Calvert เข้ามาควบคุมโปรเจคนี้แทน (เจ้าตัวบอกก็ไม่อยากเข้ามาทำแทนนัก) ใช้เวลา 18 เดือนด้วยงบประมาณอีกเพียง $3 ล้านเหรียญ ใส่สองบทเพลงคุณภาพห่วยๆ She Is More กับ Am I Feeling Love? แล้วตัดฟุตเทจเดิมออก 18 นาที เสร็จสำเร็จออกฉายปลายปี 1993

เพราะความสำเร็จของ Aladdin (1992) ทำให้ไม่มีสตูดิโอไหนอยากนำอนิเมะเรื่องนี้ออกฉายในอเมริกา ยื่นขอเสนอหลายบริษัทแต่ได้รับเสียปฏิเสธ กลายมาเป็น Miramax Film แขนงผู้จัดจำหน่ายของ Disney นำโดย Harvey Weinstein ซื้อมาแล้วทำการตัดต่อ พากย์เสียใหม่หมด เรียกว่าทำเสียเละตุ้มเปะจนแทบดูไม่ได้เลยละ

Williams เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า ตัวเขาไม่เคยรับชมทั้งสองฉบับนี้ แต่ลูกชายที่ก็เป็นนักอนิเมเตอร์เคยดูและบอกว่า

“I’m not interested, but my son, who is also an animator, did tell me that if I ever want to jump off a bridge then I should take a look”.

ผ่านมาหลายปีหลังจากอนิเมะเรื่องนี้ออกฉาย Williams ยังคงเก็บ Workprint ของโปรเจคนี้ไว้เป็นการส่วนตัว เมื่อปี 2000 ได้มีโอกาสนำเสนอต่อผู้บริหารสตูดิโอ Disney ขณะนั้น Roy E. Disney ที่เกิดความชื่นชอบอย่างมาก โปรเจคการบูรณะจึงได้รับอนุมัติอย่างรวดเร็ว แต่หลังจาก Disney ลาออกจากบริษัทเมื่อปี 2003 และเสียชีวิิตปี 2009 ก็ทำให้ถูกขึ้นหิ้งโดยทันที

เมื่อปี 2006, Garrett Gilchrist ได้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อบูรณะฟื้นฟูอนิเมะเรื่องนี้ตั้งชื่อว่า The Thief and the Cobbler: The Recobbled Cut ทำการตัดต่อให้โดยอ้างอิงจาก Workprint และเสียงพากย์ที่เคยทำการบันทึกไว้ มีการปรับปรุงทั้งหมดสามครั้งปี 2006, 2008 และ 2013 ได้คุณภาพงานที่สูงขึ้นกว่าเดิม ใช้ชื่อเรียกต่อท้าย Mark 2, Mark 3 และ Mark 4 หารับชมได้ใน Youtube

ผู้กำกับ Williams บอกไม่เคยรับชมฉบับนี้เช่นกัน แต่ก็ยอมรับว่าทำให้ชื่อเสียงของ The Thief and the Cobbler เปลี่ยนไปในทางดีขึ้นมากๆ, เว็บวิจารณ์ภาพยนตร์ออนไลน์ Twitch Film ถึงขนาดยกย่องว่า

“the best and most important ‘fan edit’ ever made”.

สำหรับบทความนี้จะมุ่งเน้นนำเสนออ้างอิงจาก The Recobbled Cut เป็นหลักนะครับ เพราะถือว่ามีความสมบูรณ์แบบใกล้เคียงกับที่ผู้กำกับ Richard Williams ต้องการสุดแล้ว

ณ Golden City ปกครองโดย King Nod ที่มีความเชื่อมั่นว่า ลูกบอลทองคำสามลูกบนหอคอยสุเหร่าจะช่วยปกป้องพิทักษ์รักษาเมืองแห่งนี้ให้รอดพ้นจากสัตว์ประหลาด One-Eyes แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อหัวขโมยนิรนามกระทำการอันบ้าคลั่งเสียสติแตก ทำให้ลูกบอลทองคำทั้งสามตกไปอยู่ในเงื้อมมือของ Zigzag ผู้เป็น Grand Vizier (นายกรัฐมนตรี) แทนที่จะส่งมอบคืนกับนำมาต่อรองขอแต่งงาน Princess Yum-Yum แต่เมื่อกษัตริย์ขี้เซาตื่นแล้วตาโตปฏิเสธทันควัน เลยหันไปเข้าพวกกับยักษ์ตาเดียว ปล่อยให้โชคชะตาของเมืองทองคำแห่งนี้แขวนอยู่บนช่างปะรองเท้าชื่อ Tack จะสามารถต่อกรกับหุ่นยักษ์ War Machine ได้อย่างไรกัน

Tack เด็กหนุ่มช่างปะรองเท้า ผิวสีขาวสวมชุดขาดๆซ่อมซ่อ ชอบอมตะปู พกใส่อุปกรณ์ช่างเต็มตัว เรื่องความสามารถถือว่าจัดเต็ม แต่ด้วยความละอายเลยไม่เคยพูดคุยกับใคร ยกเว้นประโยคสุดท้ายของหนัง “I love you” ช่างโรแมนติกเสียกระไร

เกร็ด: ในเครดิตต้นฉบับจะขึ้นว่าผู้ให้เสียงพากย์ประโยคเดียวของ Tack คือ Sean Connery แต่เจ้าตัวติดงานหรืออะไรสักอย่างเลยเป็นเพื่อนของภรรยาผู้กำกับให้เสียงแทน แค่ว่าดันไม่ได้แก้เครดิตผู้ชมเลยเข้าใจกันไปอย่างผิดๆ

หัวขโมยนิรนาม สวมผ้าคลุมเดินหลังค่อม จมูกแหลมตาโตผิวสีเทา คงไม่ชอบอาบน้ำกลิ่นโชยจนมีแมลงวันตอมอยู่บนศีรษะตลอดเวลา เพราะความที่ทนเห็นอะไรเป็นประกายระยิบระยับไม่ได้ ต้องไขว่คว้าแสวงมาให้ได้ครอบครอง ครั้งหนึ่งถูกจับได้โดนลงโทษตัดมือ แต่เพราะก่อนหน้านี้ลักขโมยแปรงขัดหลังขององค์หญิง Yum-Yum ใช้เอาตัวรอดไปได้แบบโชคช่วยอย่างแรง!

แซว: ใครรับชมภาพยนตร์มาเยอะ จะแทบรู้ได้ทันทีว่านี่เป็นภาพลักษณ์ Stereotype ของตัวละครเชื้อสาย Jews

ส่วนตัวชอบหัวขโมยไม่พูดมากกว่า แต่ลีลาการพากย์ของ Jonathan Winters (1925 – 2013) นักแสดงตลกสัญชาติอเมริกัน ต้องถือว่าลีลากวนประสาทยิ่งนัก ทั้งหมดเป็นการพูดกับตนเอง ประชดประชันอนิเมะผู้ชมได้น่าถีบยิ่งนัก

Princess Yum-Yum ต้นฉบับให้เสียงโดย Sara Crowe ขณะที่ Arabian Knigh กลายเป็น Jennifer Beals, ด้วยความที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบนกในกรง อยู่แทบไม่เคยห่างจากแม่นม ชีวิตจึงเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย อยากผจญภัยออกจากพระราชวังแห่งนี้ใจจะขาด เมื่อมีโอกาสพบเจอหนุ่มนักปะรองเท้าเกิดความใคร่พิศวงหลงใหลเอียงหัว โดยไม่รู้ตัวตกหลุมรักคลั่งไคล้ยินยอมไปไหนไปด้วยกัน สุดท้ายแต่งงานแบบไม่สนฐานะสูง-ต่ำ รวย-จน แค่จิตใจดีงามเหลือล้นก็เกินพอ

ถือเป็นเจ้าหญิงที่รับอิทธิพลจาก Disney แบบเต็มๆ ต่างที่ความงามแบบอาหรับผิวสี นอกนั้นก็แก่นแก้ว อยากทำอะไรบางอย่างเพื่อผู้อื่น มองพระเอกด้วยจิตใจไม่ใช่หน้าตา และเป็นตัวละครสำคัญทำให้เรื่องราวได้รับการแก้ปัญหา

เกร็ด: ดีไซน์ของ Princess Yum-Yum เห็นว่ารับอิทธิพลจากหนัง Bollywood เรื่อง Muqaddar Ka Sikandar (1978)

เห็นแวปแรกใครๆก็คงนึกถึง Jafar เรื่อง Aladdin (1992) นี่คือสิ่งที่ Disney ขโมยการออกแบบตัวละครไปเลยนะ, Zigzag แค่ชื่อก็กะล่อนปลิ้นปล้อนหลอกลวง ทำตัวมากด้วยเล่ห์เหลี่ยมฉ้อฉลกลโกง แถมยังมีมายากลลูกเล่นกระจ็อกๆมากมายตบตาผู้อื่นไปทั่ว ลีลาการพูดก็สำบัดสำนวนปั้นแต่งเสียเหลือเกิน และนกคู่ใจที่พอถูกทรมานกลั่นแกล้งอย่างหนัก สุดท้ายก็ยิ้มเยาะพร้อมหวนเอาคืนอย่างสาสม

ผมชอบสีหน้าของ Zigzag (และเหมือนจะ Tack ด้วยนะ) ที่มักเปลี่ยนไปเมื่ออารมณ์ขึ้น-ลง เวลาโกรธจากน้ำเงินกลายเป็นส้มแดงจัด ก่อนค่อยๆหวนกลับมาเพื่อเรียกสติคืนมาได้ จัดเป็น Expression ที่ตรงไปตรงมายิ่งนัก

Vincent Price (1911 – 1993) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน ที่มีชื่อเสียงกับหนังแนว Horror อาทิ House of Wax (1953), House of Usher (1960), The Raven (1963) ฯ คือผู้พากย์เสียง Zigzag ในทุกๆฉบับ ทั้งยังเป็นแบบหน้าให้กับอนิเมเตอร์สำหรับวาดเค้าโครงร่าง รอยยิ้ม สีหน้า ท่าทางการเคลื่อนไหวของตัวละครอีกด้วย

กษัตริย์ขี้เซา King Nod ถือว่าคอรัปชั่นก็ยังได้ เพราะชีวิตสุขสบายร่ำรวยเลยไม่คิดทำอะไรนอกจากหลับนอน แต่พอฝันร้ายถึงสัตว์ประหลาด One-Eyed แถมลูกบอลทองคำสามลูกสูญหายไป เดือดเนื้อร้อนตัวดิ้นพร่านอย่างรุนแรง เพราะไม่ต้องการสูญเสียทุกสิ่งอย่างที่สร้างมา แถมยังส่งลูกสาวแบบไม่ครุ่นคิดถึงอันตราย โชคชะตายังดีได้พบเจอพระเอก จับพลัดจับพลูชนะทุกสิ่ง

จะมีวินาทีที่ King Nod กล่าวสุนทรพจน์ปลุกใจให้กับประชาชนในเมือง นั่นเขาพร่ำลีลากวีแบบเดียวกับ Zigzag นี่แปลว่าใครก็ตามพูดจาสำบัดสำนวนในอนิเมะเรื่องนี้ ถือว่ามีความกะล่อนปลิ้นปล้อนหลอกลวง ปั้นแต่งหาได้ตรงกับจิตใจแน่แท้

ต้นฉบับให้เสียงโดย Sir Anthony Quayle (1913 – 1989) โคตรนักแสดงสัญชาติอังกฤษ เป็นตำนานกับวงการละครเวที ภาพยนตร์เรื่องเด่นคือ Anne of the Thousand Days (1969), ขณะที่ฉบับอื่นพากย์โดย Clive Revill (เกิดปี 1930) นักร้องนักแสดงละครเวทีสัญชาติ New Zealand ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังสักเท่าไหร่

ก่อนหน้าที่อนิเมะจะเลือกใช้ One-Eye เป็นตัวร้าย ผู้กำกับเคยเล็งมังกรตาเดียวที่ Zigzag ร่ายมนต์ขึ้นมาเพื่อให้เผาทำลายเมืองจนเกือบมอดไหม้ สาเหตุที่เปลี่ยนเพราะไม่มีอนิเมเตอร์คนไหนมีประสบการณ์วาดภาพสัตว์ในตำนานนี้ เป็นหุ่นยนต์ง่ายกว่ามาก … ตรงไหน!

ตัวละครที่มีตาเดียว มักเป็นสัญลักษณ์ของความไร้วิสัยทัศน์ มืดบอดมองไม่เห็นคุณค่าในบางสิ่ง มักมีความชั่วร้ายต่ำทราม ซึ่งเรื่องนี้นอกจากไม่ค่อยฟังคำใครแล้ว ยังใช้ทาสหญิงเป็นเบาะรองนั่ง (ถ้าเป็นฉบับอื่นจะดูไม่รู้นะครับ แทบจะตัดทิ้งช็อตพวกนี้ไปเลย แต่ต้นฉบับเห็นแล้วจะอึ้งทึ่ง!)

เกร็ดไร้สาระ:
– ต้นฉบับของอนิเมะ มีตัวละคร/หุ่นยนต์ ที่เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 1,000 คน/ตัว
– The Princess and the Cobbler (1993) หลงเหลือ 98 คน/ตัว
– Arabian Knight (1995) เหลือเพียง 54 คน/ตัว

ด้วยงานศิลป์สไตล์ Persian Miniature Art ออกแบบ Golden City หรือในฉบับของ Arabian Knight ให้ชื่อว่าคือเมือง Baghdad (น่าจะในยุค Abbasid Caliphate หรือ Islamic Golden Age) แม้จะขนาดกระจิดริด แต่ครอบคลุมทุกสิ่งอย่าง, ชนชั้นปกครองผู้นำ จะอยู่กึ่งกลางชั้นในสูงสุดของเมือง ห้อมล้อมด้วยกำแพงและคูคลอง มีทางเข้าเดียวข้างหน้ากึ่งกลาง เวลาถูกศัตรูเข้ามารุกรานย่อมคือสถานที่สุดท้าย ลึกสุดไกลสุด (และอาจมีทางลับสำหรับหนีออกนอกเมืองซ่อนอยู่เสมอ)

เพราะผมไม่ได้มีความรู้ในหลักคำสอนของศาสนาอิลสามนัก เลยบอกไม่ได้ว่าสามลูกบอลทองคำนี้สื่อได้ถึงอะไรในคัมภีร์อัลกุรอานหรือเปล่า (หลักคำสอน 3 ประการ?) แต่ในบริบทของอนิเมะถือเป็นสัญลักษณ์ศูนย์รวมจิตใจของชาวเมือง Golden City มีหน้าที่พิทักษ์ปกป้องกันภัย มิให้ถูกความชั่วร้ายเข้าครอบงำผู้คน (แต่ก็เหมือนว่ามิได้มีพลัง เวทย์มนต์พิเศษใดๆไปมากกว่าแค่สัญลักษณ์เท่านั้นนะ)

ความระยิบระยับของผืนน้ำ เพชร และสีทอง ไม่ได้เกิดจากวิธีวาดภาพ แต่คือการติดเทปใส และถ่ายด้วยฟิลเลอร์ Polaroid ฉายแสง Back-Lighting ตระการตาน่าดูชม

ใครกันเป็นผู้วาดภาพพื้นหลังได้ละลานตระการลายตาขนาดนี้ ไม่เพียงสวยงามแต่ยังหลอกตาทั้งผู้ชม/ตัวละคร เดินวิ่งในทิศทางชวนให้พิศวงงงงวยน่าสับสนสิ้นดี

ออกแบบพื้นหลังโดย Errol Le Cain (1941 – 1989) สัญชาติอังกฤษ

ผมชอบการออกแบบตัวละครโจรสมองทึ่มพวกนี้มาก เห็นปุ๊ปรู้ปั๊ปเลยว่าสติปัญญาต่ำต้อย ใช้กำลังแรงงานเป็นเพียงอย่างเดียว ไม่น่าจะอ่านออกเขียนได้ด้วยซ้ำ ปล่อยขนขึ้นรุงรัง ดูแล้วฟันน่าจะมีไม่ครบ 32 ซี่อย่างแน่นอน

เพราะโง่เง่าเลยถูกขับให้มาอยู่ยังดินแดนไกลปืนเที่ยงขนาดนี้ ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยสันชาตญาณเรื่อยเปื่อยไปวันๆ แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ ‘สาวงามกับอสูร’ เมื่อพวกเขาพบเจอ Princess Yum-Yum แทนที่จะรุมปลุกปล้ำข่มขืน กลับยินยอมสงบแทบเท้า เออเว้ยเห้ย โง่เง่าประลัย!

ต้นไม้อะไรที่เติบโตขึ้นกลายเป็นหอคอยแห่งมือ? … คำตอบคือ ต้นปาล์ม (Palm Tree) เป็นคำถามที่กวนบาทาเสียยิ่งกระไร!

นำช็อตนี้มาเพราะมีป้ายภาษาไทยหลบซ่อนอยู่ ข้อความว่า ‘ทางนี้ไปประสาททับทิม’ จงใจหรือเขียนผิดป่ะเนี่ย!

ทั้งสองฉบับอนิเมะที่ผมรับชม พอถึงฉากนี้ที่หัวขโมยกางปีกเตรียมถลาบินเพื่อขโมยทับทิมบนศีรษะรูปปั้น บทเพลง Modest Mussorgsky: Night on Bald Mountain จะดังขึ้นโหมโรง ทรงพลังอลังการ รับอิทธิพลจาก Fantasia (1940) อย่างแน่นอน

หลังจากที่ถลาบินได้สำเร็จ บทเพลงที่ดังขึ้นคือ The U.S. Air Force (1939) บทเพลงประจำกองทัพอากาศสหรัฐ แต่งโดย Robert MacArthur Crawford คนอเมริกันคงได้ขำกระจายเลยละฉากนี้

สำหรับหุ่นยักษ์ War Machine รับอิทธิพลจากดีไซน์ออกแบบของ Leonardo Da Vinci อุปกรณ์ชื่อ War Machines ทั้งหมดเกิดการวาดด้วยมือไม่ได้ใช้ภาพสามมิติ หรือโมเดลในการขยับเคลื่อนไหวแต่ประการใด

น่าเสียดายที่ Sequence นี้ ถูกตัดออกไปเยอะทีเดียวทั้งฉบับของ Calvert และ Miramax (เพราะใช้งบประมาณเยอะ เลยถูกตัดเล็มฉากยังไม่เสร็จออกหมด) ผลลัพท์ที่เห็นในฉบับ The Recobbled Cut เลยเต็มไปด้วยภาพร่างที่ต้องใช้จินตนาการอย่างมากในการรับชม

เพลงประกอบของอนิเมะมีหลายฉบับมากๆ แต่ที่เป็น Musical แต่งทำนองโดย Robert Folk คำร้องโดย Norman Gimbel อย่าไปพูดถึงมันเลยนะครับ หาความไพเราะไม่ได้สักนิด

ขณะที่ฉบับ The Recobbled Cut นำส่วนหนึ่งจากต้นฉบับประพันธ์ไว้โดย David Burman, Peter Shade และ David Cullen แล้วใส่เพิ่ม Sound Effect และบางบทเพลงเพื่อเติมเต็มเรื่องราว, ในฉบับนี้แทบทั้งหมดจะเป็นบทเพลงคลาสสิก/โอเปร่า มีความคุ้นหูยิ่งนัก คงตั้งใจจะล้อเลียน สร้างความขบขัน ใครจดจำได้คงหัวเราะร่าไม่หยุดเลยละ

The Thief and the Cobbler คือเรื่องราวการผจญภัยของสองคู่หูชนชั้นต่ำ แต่กลับมีความแตกต่างขั้วตรงข้าม
– หนึ่งคือหัวขโมยผู้มีเพียงความเห็นแก่ตัว ต้องการครอบครองสิ่งของที่มีความงดงามระยิบระยับล้ำค่า กล้าในสิ่งบ้าๆบอๆเสียสติแตก
– สองคือเด็กชายหนุ่มผู้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารีย์ มีความเหนียงอายเมื่อตกหลุมรักต้องการครอบครองจิตใจของหญิงสาว และกล้าหาญในสิ่งน่ายกย่องเชิดชู

ขณะที่สองคนชนชั้นล่างนี้ ออกเดินทางผจญภัยและได้ช่วยเหลือ Golden City/Baghdad ให้รอดพ้นภยันตราย บุคคลชนชั้นสูงกลับหลบซ่อนตัว แสดงความเห็นแก่ตัวอันชั่วช้าสามาลย์ออกมา
– กษัตริย์ King Nod วันปกติเอาแต่นอน พอภัยเข้าใกล้กลับยิ่งเห็นแก่ตัว ส่งลูกสาวไปเสี่ยงตาย ตัวเองสั่งทหารให้ต่อสู้แล้วคุดคู้อยู่ในกำแพงไม่ทำอะไร
– นายกรัฐมนตรี Zigzag ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ช่วยไม่ว่ายังกลับนำความในไปขายให้คนนอก ทรยศหักหลังต่อผู้มีพระคุณ กะล่อนปลิ้นปล้อนกลับกลอกหลอกลวง ไร้ซึ่งความดีงามจริงใจต่อใคร

ใจความของอนิเมะเรื่องนี้ คงประมาณว่าใครๆก็สามารถเป็นฮีโร่/วีรบุรุษได้ ก็ดูอย่างเด็กชายหนุ่มช่างปะรองเท้าแสนต่ำต้อย หรือแม้แต่หัวขโมยที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว สนเพียงอย่างเดียวคือเรื่องเงินๆทองๆ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งหลังจากผ่านรอดพ้นความตายมากยิ่งกว่าแมวเก้าชีวิต ช่างแม้งพอแล้วว่ะ! นั่นทำให้พวกเขากลายเป็นตำนานโดยพลัน

ตะปูตัวเดียวตัดสินชะตาชีวิต! นี่ฟังดูเว่อวังอลังการยิ่งกว่าฟ้าลิขิต แต่ก็ตั้งแต่ฉากแรกๆที่ Zigzag เหยียบตะปูของ Tack ก็ทำให้โชคชะตาของเด็กชายหนุ่มเปลี่ยนแปลงไปโดยพลัน นั่นสะท้อนถึงคนชั่วย่อมมีจุดอ่อน/ผิดพลาด เพราะความสะเพร่าหลงระเริงเล่อไม่คิดว่าสิ่งเล็กๆแค่นี้จะสามารถสั่นคลอนทำลายแผนการใหญ่ยักษ์มหาศาลได้ ต้องถือเป็นข้อคิดคติสอนใจให้รู้ว่า ความผิดพลาดแม้เพียงนิดน้อยเดียวย่อมสามารถทำให้ทุกสิ่งอย่างล่มจมมอดไหม้ดับสิ้นสูญ!

ตอนจบขณะหัวขโมย ขโมยฟีล์ม/ขโมยซีน กลายเป็นอาถรรพ์ที่ใครๆต่างเลื่องลือ แซวกันว่าเพราะเหตุนี้เอง อนิเมะเลยสร้างไม่มีวันเสร็จสักที หมอนี่มันเก็บใส่กระเป๋าแล้วเดินหนีไปลับตา

แซว: จริงๆผมก็ไม่รู้นะว่าเรื่องราวของอนิเมะเรื่องนี้เกี่ยวกับนิทานอาหรับราตรีเช่นไร ต้นฉบับ Original เหมือนว่าจะไม่ได้เกี่ยวเนื่องใดๆทั้งนั้น แค่ว่าฉบับของ Miramax ตั้งชื่อ Arabian Knight ชักชวนให้เข้าใจผิดคิดว่าคือ Arabian Night เสียมากกว่า –”

ด้วยทุนสร้างทั้งสิ้น $28 ล้านเหรียญ เสียงดอบรับย่ำแย่ขนาดนั้น ไม่แปลกจะทำเงินได้เพียง $669,276 เหรียญ ขาดทุนย่อยยับเยิน

หลังจากทุบสถิติโลกภาพยนตร์โปรดักชั่นยาวนานที่สุด 20 ปีของ Tiefland (1954) ลงได้สำเร็จ ปัจจุบัน The Thief and the Cobbler เสีย World Record ดังกล่าวให้กับ The Overcoat อนิเมชั่นของผู้กำกับ Yuri Norstein สัญชาติรัสเซีย เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1981 (ถึงปัจจุบันก็ 37 ปี) ก็ยังคงไร้วี่แววสำเร็จเสร็จสิ้นใดๆ (ก็ไม่รู้จะแข่งกันไปทำไมละนะ!)

เรื่องราวของอนิเมชั่นเรื่องนี้ ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดี Persistence Of Vision (2012) โดยผู้กำกับ Kevin Schreck เผื่อใครสนใจลองหามารับชมดูนะครับ

สิ่งที่โดยส่วนตัวชื่นชอบอนิเมะเรื่องนี้มากๆ คือความวิจิตรตระการลายตาของการออกแบบศิลป์ ทึ่งว่าคิดสร้างสรรค์ออกมาได้ยังไง มีความเป็นเอกลักษณะเฉพาะตัว จนอยากเห็นฉบับคุณภาพดีๆ บูรณะเสร็จสิ้น ชาตินี้จะมีโอกาสนั้นไหมหนอ?

แนะนำคออนิเมชั่น งานภาพสวยๆระดับวิจิตร, ชื่นชอบเรื่องราวอาหรับราตรี, รู้จักผู้กำกับ Richard Williams ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต PG กับภาพกราฟฟิคที่ดูน่าสะพรึงกลัวเกินไปนิดสำหรับเด็กเล็ก

TAGLINE | “แม้ผู้กำกับ Richard Williams จะถูกปล้น The Thief and the Cobbler ไปจากมือ แต่ก็ยังพอมองเห็นความงดงามระดับวิจิตรตระการลายตา เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: