The Thief of Bagdad (1940)

The Thief of Bagdad (1940)

The Thief of Bagdad (1940) British : Michael Powell, Ludwig Berger, Tim Whelan ♥♥♥♡

จากนิทานอาหรับราตรี สู่ภาพยนตร์ Technicolor สีสันสวยสดใส “ครั้งแรกของโลกกับการใช้เทคนิค Blue-Screen” ตระการตาไปกับจินนี่ขนาดใหญ่ยักษ์ เหาะได้ (เหมือน Superman) คนขี่ม้าบิน พระแม่กาลี 6 แขนขยับได้ ฯ หนังอาจไม่ได้สนุกสมบูรณ์แบบ แต่ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับหลายๆอย่าง รวมถึงบทเพลงสุดอลังการของ Miklós Rózsa (Ben-Hur)

ผมนำ 3-4 ภาพอันน่าตกตะลึงของหนังมาให้รับชมกันก่อน … คุณอาจรู้สึกว่ามันไม่ได้เจ๋งอะไรเมื่อเทียบกับสมัยนี้ แต่ให้ลองคิดว่านี่คือครั้งแรกของโลก ผมก็รู้สึกขนลุกไม่น้อย คิดทำสร้างขึ้นมาได้ยังไง

Sir Alexander Korda (1893 – 1956) ชื่อเดิมคือ Sándor László Kellner เป็นผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ สัญชาติ Hungarian มีผลงานตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ทั้งใน Hollywood, อังกฤษ, หลายประเทศในยุโรป และเป็นผู้ก่อตั้ง London Films กับ British Lion Films จนกลายเป็นผู้สร้างสร้างคนแรกที่ได้รับการประดับยศอัศวิน (Knight), ผลงานที่หลายคนอาจรู้จัก อาทิ The Private Life of Henry VIII (1933) [เป็นผู้กำกับ], Rembrandt (1936), That Hamilton Woman (1941) ฯ

Korda มีความสนใจต้องการดัดแปลง One Thousand and One Nights พันหนึ่งราตรี/อาหรับราตรี ให้กลายเป็นภาพยนตร์ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะประทุขึ้น ไม่แน่ใจจากการรับชม The Thief of Bagdad (1924) ของ Douglas Fairbanks หรือเปล่า แต่เขามีความหลงใหลในชื่อหนังและได้ติดต่อ Fairbanks เพื่อขอใช้ชื่อเดียวกัน (ลิขสิทธิ์หนังเงียบอยู่ที่ Fairbanks และเขาก็ยินยอมให้ด้วยดี) ระหว่างพัฒนาโปรเจคนี้เกิดสงครามโลกขึ้นพอดี ทำให้การถ่ายทำหยุดชะงัก เกิดความล่าช้า งบประมาณบานปลาย (ขนาดว่าบางฉากใช้นักแสดงหญิงปกปิดหน้าเล่นเป็นทหารชาย เพราะผู้ชายขณะนั้นหายากไปสงครามกันหมด) และความเรื่องมากของ Korda ทำให้มีการเปลี่ยนผู้กำกับถึง 6 คน (มีเพียง 3 คนที่ได้เครดิต)

ผู้กำกับคนแรก Ludwig Berger ชาวเยอรมัน เข้ามาตั้งแต่ช่วงเตรียมงานสร้างที่ลอนดอน แต่ถูกไล่ออกเพราะความเห็นไม่ตรงกัน, Berger ต้องการให้หนังเป็นภาพขาว-ดำ ด้วยมีเรื่องราวแฟนตาซีสวยงามดั่งบทกวี แต่ Korda ตั้งใจให้ภาพหนังออกมายิ่งใหญ่อลังการ (Epic) ด้วยภาพสีสันสวยสดใส

Michael Powell ผู้กำกับชาวอังกฤษที่ตอนนั้นกำลังเริ่มมีชื่อเสียง (แต่ยังไม่ได้ร่วมงานกับ Emeric Pressburger) เข้ามาสานต่อโปรเจค และได้เริ่มต้นถ่ายทำไปบางส่วน แต่เมื่ออังกฤษประกาศสงครามกับเยอรมันเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ ทำให้ทีมงานและผู้กำกับถูกเรียกตัวโดยกองทัพของอังกฤษ ไปสร้างหนังชวนเชื่อ (Propaganda) เรื่อง The Lion Has Wings (1939) ทำให้ Korda ต้องหาผู้กำกับใหม่โดยปริยาย

เมื่อสงครามประทุมาถึงเกาะอังกฤษ ทำให้ทีมงานมีความจำเป็นต้องย้ายกองถ่ายไปที่อเมริกา ได้ผู้กำกับใหม่ Tim Whelan ชาวอเมริกันเข้ามาสานงานต่อ ไม่แน่ใจจนเสร็จเลยหรือเปล่า แต่เป็นคนสุดท้ายที่ได้เครดิตผู้กำกับ

อีก 3 คนที่มีส่วนร่วมกับการกำกับแต่ไม่ได้เครดิต ประกอบด้วย Alexander Korda, น้องชาย Zoltan Korda และ William Cameron Menzies ผู้เคยเป็น Art Director ให้กับ The Thief of Bagdad (1924) ตอนแรกเข้ามาแค่เป็นผู้ช่วยงานฝ่ายออกแบบศิลป์ ไปๆมาๆรับหน้าที่เต็มตัว และกำกับบางฉากด้วยตัวเอง

ใครเคยอ่านพันหนึ่งราตรี หรือรับชม The Thief of Bagdad (1924) มาแล้ว มีหลายอย่างที่หนังเรื่องนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง อาทิ
– Ahmed จากเดิมเป็นหัวขโมยยากจน เรื่องนี้ทุบหัวแบ่งออกเป็นสองร่าง
> Ahmed (รับบทโดย John Justin) สุลต่านผู้ไร้เดียงสาแห่งกรุงแบกแดด ถูกอัครมหาเสนาบดี Jaffar หลอกยึดอำนาจ ต่อมาถูกสาปกลายเป็นคนตาบอดขอทาน
> Abu (รับบทโดย Sabu) เด็กหนุ่มหัวขโมยแห่งกรุงแบกแดด จัดพลัดจับพลูอยู่ในห้องขังเดียวกับ Ahmed ร่วมกันหนี Jaffar ออกมาได้ แต่ภายหลังถูกสาปกลายเป็นสุนัข (ที่จงรักภักดีต่อ Ahmed เป็นที่สุด)

– Jaffar (รับบทโดย Conrad Veidt) เป็นพ่อมดมีเวทย์มนต์สุดชั่วร้าย หลังจากยึดอำนาจได้กลายเป็นสุลต่าน มองเห็นเจ้าหญิงแห่ง Basara ผ่านแก้ววิเศษตกหลุมรัก ต้องการครองครองทั้งกายและใจของนาง ไม่สนว่าต้องแลกมาด้วยอะไร … เดี๋ยวนะ Jaffar มีความรัก *-*

– จินนี่ (รับบทโดย Rex Ingram) ไม่ใช่ตะเกียงวิเศษที่จินนี่ลอยออกมา ยังขอพรได้ 3 ข้อเหมือนเดิม แต่บุคลิกจินนี่ตนนี้กวนประสาทยิ่งนัก!

กับคนใครที่เคยดู The Thief of Bagdad (1924) และ/หรือ Aladdin (1992) มาก่อนไม่ต้องวิตกว่าจะพบเห็นเรื่องซ้ำเดิมนะครับ หนังไม่เหมือนกันเปะๆ มีความแตกต่างที่เป็นเรื่องราวของตัวเอง เหมือนเรากำลังดูหนังเรื่องใหม่ ใจความเดิมแต่เรื่องราวแตกต่าง

นักแสดงนำทั้ง 3-4 คน ถือว่ามีบุคคลิกอันโดดเด่นเป็นตัวของตนเอง มีเสน่ห์อันน่าหลงใหลดึงดูด จนแทบไม่อยากละสายตาจากหนังเลย

John Justin นักแสดงหนุ่มสัญชาติอังกฤษ ตอนอายุ 16 มีโอกาสเข้าร่วมกับ Royal Academy of Dramatic Art แต่ไม่ชอบเลยมาสมัครเป็นนักแสดงภาพยนตร์ The Thief of Bagdad คือผลงานแรกที่น่าจะประสบความสำเร็จที่สุด, การแสดงของ Justin คือพระราชาสุดหล่อ ที่เห็นสนแต่เรื่องความรัก ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้นางมาครอบครอง แต่โชคชะตาเหมือนจะชอบเล่นตลก กว่าจะได้สมหวังก็ต้องมีบทพิสูจน์มากมาย

การแสดงของ Justin ไม่มีอะไรให้น่าพูดถึงเท่าไหร่ หล่อเหลา สาวติด … แค่นั้นแหละครับ

Sabu (1924 – 1963) เด็กหนุ่มสัญชาติอินเดีย เป็นลูกของคนขี่ช้าง (Elephant Driver) ตอนอายุ 13 ถูกค้นพบโดย ผู้กำกับ Robert Flaherty ที่เดินทางไปทำสารคดีเกี่ยวกับคนขี่ช้างที่อินเดีย Elephant Boy (1937) [สร้างจาก Toomai of the Elephants หนึ่งในหนังสือของ Rudyard Kipling] ไปเตะตากับ Alexander Korda เรียกตัวให้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อรับบท The Drum (1938) ตามด้วย The Thief of Bagdad ตอนขณะอายุ 15 ปี, Michael Powell พูดถึง Sabu ว่าเป็นคนที่มี ‘wonderful grace’ ถ่อมตัวและนิสัยดีมากๆ

การแสดงของ Sabu โดดเด่นยิ่งกว่า John Justin เสียอีกนะครับ มีความน่ารักในท่าทางและสำเนียงการพูด (ออกเน่อๆ) การเคลื่อนไหวคล่องตัว กระโดดไปมาได้รวดเร็วเหมือน Stuntman และมีความเฉลียวฉลาด ตอนอยู่กับจินนี่สามารถใช้สมองแก้เผ็ดยักษ์ใหญ่ได้อย่างเจ็บแสบ

Conrad Veidt (1893 – 1943) นักแสดงชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียงพอสมควร มีผลงานตั้งแต่ยุคหนังเงียบ อาทิ The Cabinet of Dr. Caligari (1920), The Man Who Laughs (1928), ย้ายมาอังกฤษช่วง Nazi เพราะภรรยาเป็นชาวยิว มีผลงานดังๆอย่าง The Spy in Black (1939), Contraband (1940), Casablanca (1942) ฯ

การแสดงของ Veidt น่าหลงใหลอย่างยิ่ง รูปลักษณ์ไว้หนวดจิ๋มดูโหดลึก แต่จิตใจมีทั้งด้านอ่อนไหว (ในเรื่องราวรัก) และด้านชั่วร้าย (ต้องการทำลายศัตรูหัวใจให้หมดสิ้น) ถือเป็นตัวร้ายที่มีมิติพอสมควรเลยละ (ผมคิดว่าเหตุผลที่ Korda ไม่ให้ Jaffar โหดชั่วไปเลย 100% เพราะไม่กลัวคนจะเปรียบเทียบตัวละครนี้กับ Nazi ซึ่งพอใส่ความอ่อนไหวเข้าไป จึงดูจับต้องได้มากกว่า)

ถ่ายภาพโดย George Perinal ตากล้องสัญชาติฝรั่งเศส ที่มีผลงานหลากหลาย อาทิ Sous les toits de Paris (1930), The Private Life of Henry VIII (1933), The Four Feathers (1939), The Life and Death of Colonel Blimp (1943), A King in New York (1957) ฯ

ร่วมกับ Lawrence W. Butler ผู้ที่คิดประดิษฐ์เทคนิคการถ่ายภาพที่เรียกว่า Chroma Key Compositing หรือเรียกสั้นๆว่า Chroma Keying เป็นเทคนิคหลังการถ่ายทำ (Post-Production) ที่ใช้การซ้อนฟีล์มเข้าด้วยกัน โดยใช้สี (Chroma Range) เป็นตัวแบ่งแยก, สมัยก่อนสีพื้นหลังที่นิยมใช้คือ น้ำเงิน (Blue-Screen) เพราะมีน้ำยาที่สามารถลบสีนี้ออกได้ ซึ่งพอใช้แล้วพื้นหลังก็จะหายไป สามารถเอาฟีล์มอีกชุดใส่ประกบซ้อนเข้ากันได้เลย เท่านี้ก็กลายเป็นสองภาพซ้อนภาพได้แล้ว

ใครอยากรู้วิธีการอย่างละเอียดๆ ศึกษาได้จากคลิปนี้นะครับ (มีภาพจากหนังเรื่องนี้ด้วย)

ภาพแรกด้านบน จินนี่ร่างยักษ์ กับ Abu ตัวเล็กนิดเดียว นี่ใช้มุมกล้องหลอกเอานะครับ
– จินนี่ไซส์มนุษย์ถ่ายที่ชายหาด ระยะ Close-Up ประชิดตัวมากๆ
– ส่วน Abu ถ่ายในสตูดิโอที่มีพื้นหลังเป็น Blue-screen (ถ้าสังเกตดีๆจะเห็น รอบๆตัวเขามีสีน้ำเงินอยู่ อันเกิดจากการลบไม่หมด) ใช้การถ่ายระยะไกล Long-Shot

นำภาพสองช็อตมาซ้อนกัน เท่านี้ก็ได้จินนี่ร่างยักษ์กับ Abu ตัวเล็กกระจิดริด ที่มีความสมจริงมากๆ คนสมัยนั้นเห็นครั้งแรกคงตะลึง อึ้งทึ่ง อ้าปากค้างเป็นแน่ ถือเป็นความมหัศจรรย์ที่หนังขาวดำทำไม่ได้ ต้องกับ Technicolor ภาพสีเท่านั้น (ภาพขาว-ดำ มันจะไปจำแนกเห็นสีน้ำเงิน Blue-Screen ได้ยังไง) ที่เรียกได้ว่าปฏิวัติวงการภาพยนตร์ไปโดยสิ้นเชิง

สมัยปัจจุบัน ตั้งแต่เมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในกระบวนการ Post-Production จะเห็นว่าหนังที่ใช้เทคนิคนี้มักจะเป็น Green-Screen เสียมาก จริงๆจะใช้สีอะไรก็ได้ไม่จำเป็นต้อง น้ำเงิน/เขียว เพราะมันไม่ได้มีความยุ่งยากเรื่องมากเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ที่นิยมสีเขียวเพราะเป็นสีที่ไม่ดูดแสง ทำให้การจัดแสงไม่ต้องใช้ไฟมาก และกล้องทั่วไปก็ไวต่อแสงสีเขียว ทำให้สามารถแยกชิ้นวัตถุได้ง่ายกว่า นำมาทำ Visual Effect ได้สะดวกกว่า

ตัดต่อโดย Charles Crichton ชาวอังกฤษ เริ่มต้นจากการเป็นนักตัดต่อที่มีผลงาน The Private Life of Henry VIII (1933), Sanders of the River (1935), Elephant Boy (1937), Things to Come (1936) ฯ แล้วผันตัวมาเป็นผู้กำกับ ผลงานดังคือ A Fish Called Wanda (1988)

ครึ่งแรกของหนังใช้การเล่าย้อนอดีต (Flashback) เรื่องราวของชายตาบอดกับสุนัขผู้จงรักภักดี (Ahmed กับ Abu) เดิมนั้นพวกเขาเป็นใคร มีความเป็นมาอย่างไร พออดีตดำเนินมาถึงปัจจุบันก็จักดำเนินเรื่องต่อไปข้างหน้า ซึ่งทั้งพวกเขาทั้งสองก็จะแยกกันอีก ต่างมีเรื่องราวของตนเอง (แต่เหมือนว่าเรื่องของ Abu จะมีมากกว่าและน่าตื่นเต้นกว่าของ Ahmed นะ)

หลายๆครั้งระหว่างการเล่าเรื่อง หนังจะมีการใช้เสียงร้องเพลงของนักแสดงประกอบเรื่องราว บทเพลงเหล่านี้มีลักษณะช่วยเติมเต็มเสริมความแฟนตาซีของหนังมากกว่า ไม่ได้ใช้เพื่อดำเนินเรื่อง

เพลงประกอบโดย Miklós Rózsa, เดิมนั้นคอมโพเซอร์ที่ผู้กำกับคนแรก Ludwig Berger เลือกไว้คือ Oscar Straus เพื่อนสนิทที่อายุกว่า 80 แล้ว ส่วน Rózsa เห็นว่าเดินเตร็ดเตร่ไปมา อยากรับงานหนังเรื่องนี้อย่างยิ่ง ถึงขนาดจงใจเล่นเพลงที่เตรียมไว้จน Straus ได้ฟังแล้วชื่นชอบ ยอมหลีกทางถอนตัวออกไป (คงเพราะ Berger ถูกไล่ออกด้วยละ)

Miklós Rózsa (1907 – 1995) คีตกวีชาว Hungarian ฝึกฝนฝีมือที่เยอรมัน เริ่มมีผลงานที่ฝรั่งเศส ต่อด้วยอังกฤษ ความสำเร็จของ The Thief of Bagdad ทำให้เขามีโอกาสไป Hollywood เข้าชิง Oscar 13 ครั้งได้มา 3 รางวัลจาก Spellbound (1945), A Double Life (1947), Ben-Hur (1959) ผลงานอื่น อาทิ Double Indemnity (1944), The Lost Weekend (1945), Quo Vadis (1951), Julius Caesar (1953) ฯ

สไตล์ของ Rózsa ให้สัมผัสของ Impressionist บทเพลงมีความไพเราะเสนาะ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอารมณ์ในหนังเลย แต่ใช้สร้างบรรยากาศให้เกิดความรู้สึกประทับใจ สอดคล้องเข้ากับพื้นหลังของสถานที่และเรื่องราว, มีนักวิจารณ์เรียกสไตล์ของ Rózsa ว่า ‘a symphony accompanied by a movie.’ ไม่ผิดเลยนะครับ แค่ฟังเพลงประกอบอย่างเดียว ก็เต็มอิ่มหนำใจแล้ว

ผมเอา Main Theme มาให้ฟัง มีความอลังการแบบแฟนตาซีเทพนิยาย โดดเด่นกับเสียงเครื่องเป่า(ทรัมเป็ต) ที่ติดหูมาก ซึ่งเป็นทำนองที่จะได้ยินประกอบหนังทั้งเรื่อง

ใจความของหนังเรื่องนี้ ก็เหมือนกับ The Thief of Bagdad (1924) และ Aladdin (1992) มีความต้องการ อยากได้อยากทำอะไร อย่าคาดหวังแต่หนทางลัด ทางสะดวก สิ่งที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงหยาดเหงื่อหยาดกายของตนเท่านั้น ถึงเป็นสิ่งคู่ควรอันมีค่าสูงสุด, อะไรที่ได้มาง่ายๆ ย่อมสามารถเสียไปง่ายๆ แต่อะไรที่ยากนักหนากว่าจะได้มา ไม่มีทางที่เราจะเสียมันไปง่ายๆอย่างแน่นอน

แม้แต่ Jaffar ตัวร้ายที่แสนโฉดชั่ว ยังสามารถรับรู้เข้าใจว่า สิ่งที่ได้มาง่ายๆมันไม่คู่ควรกับตน ถึงขนาดพยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะใจหญิงสาว ต้องการลบความทรงจำเธอเพื่อเริ่มใหม่ ถ้าฉันมีโอกาสอีกสักครั้ง … แต่นี่ก็ถือเป็นทางลัดนะครับ บางสิ่งอย่างมันเริ่มต้นใหม่ไม่ได้หรอก ต้องดำเนินจากที่เป็นอยู่ แบบนั้นต่างหากถึงจะมีคุณค่าที่แท้จริง

อิสระภาพของ Abu ก็เช่นกัน ระหว่างเป็นสหายสนิทของกษัตริย์ คุดคู้อยู่แต่ในวัง ตอนจบเขาเลือกที่จะล่องลอยออกไปกับพรมวิเศษ เพื่อค้นพบโลกกว้าง นั่นเป็นสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจกว่าการเรียนรู้แค่ในหนังสือตำราเป็นไหนๆ

ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญสุดในชีวิต เพราะไม่มีใครสามารถสั่งสอนคุณได้ ต้องออกไปประสบพบเจอ เห็นได้ด้วยตา รับรู้ด้วยใจเท่านั้น

หนังใช้ทุนสร้างประมาณ $1 ล้านเหรียญ สมัยนั้นถือว่าเยอะพอสมควรนะครับ ไม่มีรายงานรายรับของหนัง, เข้าชิง Oscar 4 สาขา ได้มา 3 รางวัล
– Best Cinematography, Color  ** ได้รางวัล
– Best Art Direction, Color ** ได้รางวัล
– Best Music, Original Score
– Best Effects, Special Effects ** ได้รางวัล

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ ตอนจินนี่ปรากฎตัวออกรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างมาก หันไปมองดูปีที่สร้างก็ทึ่งยิ่งไปอีก ต้องถือว่าหนังล้ำยุคจากสมัยนั้น อยู่ประมาณ 10-20 ปี แม้ปัจจุบันอะไรๆจะดูเฉิ่มเฉย แต่เรียกว่ามีความคลาสสิกที่น่าประทับใจทีเดียว

แนะนำกับผู้ชื่นชอบนิทานอาหรับราตรี The Thief of Bagdad และ Aladdin ไม่ควรพลาดเรื่องนี้อย่างยิ่ง, กับคนที่ต้องการเห็น Visual Effect หนัง Blue-Screen เรื่องแรกของโลก ดูแล้วศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยนะครับ จะมีประโยชน์มาก, แฟนหนังของ Alexander Gorda, Michael Powell และชอบฟังเพลงเพราะๆของ Miklós Rózsa

แนะนำอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ หนังมีความรุนแรงนิดหน่อย แต่พวกเขาจะตกหลุมรักในความคลาสสิก และมิตรภาพของ Ahmed กับ Abu ที่จดจำในจิตใจพวกเขาไม่รู้ลืม

จัดเรต PG กับตัวร้ายที่มีความโฉดชั่ว และการกระทำอันเห็นแก่ตัวของทั้งจินนี่และพระเอก (ไม่ต่างกันเลย)

TAGLINE | “The Thief of Bagdad (1940) ตื่นตระการตากับภาพยนตร์ Blue-Screen เรื่องแรกของโลก ที่มีความล้ำยุคสมัยนั้นกว่า 10 ปี แม้ปัจจุบันจะเฉิ่มเชยกลายเป็นความคลาสิก แต่ยังมีมนต์เสน่ห์ไม่รู้ลืม”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of