The Third Man (1949)

The Third Man (1949)

The Third Man (1949) hollywood : Carol Reed ♥♥♥♥

(14/8/2025) ใครกันคือบุคคลที่สาม? ลูกเล่นที่ชักชวนให้ผู้ชมเกิดความฉงนสงสัย ใคร่อยากรู้เห็น ชายคนนั้นเป็นใครมาจากไหน ก่อนปรากฎตัวขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิดถึง สร้างความครื้นเครง อลเวง เพลิดเพลินกับเสียงเพลง และความยียวนกวนบาทาของ Orson Welles

The Third Man (1949) ได้รับการโหวตโดยสถาบัน British Film Institute ติดอันดับ #1 ภาพยนตร์อังกฤษยอดเยี่ยมตลอดกาล! นอกจากนี้ในชาร์ทของนิตยสาร Sight & Sound ยังมักเป็นภาพยนตร์อังกฤษติดอันดับสูงสุดเสมอๆ

  • Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ติดอันดับ #73 (ร่วม)
  • Sight & Sound: Critic’s Poll (2022) ติดอันดับ #63 (ร่วม)

ตอนเขียนถึงคราก่อนผมยังไม่ค่อยรับรู้ประสีประสา ตั้งใจจะปรับปรุงบทความนี้มานานมากๆแล้ว แต่ยังหาโอกาสไม่ได้สักที คิดไม่ถึงว่าผ่านมาสิบปีแล้วหรือนี่! หวนกลับมารับชมคราวนี้เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่าของจริง! เป็นหนังที่มีความลงตัวกลมกล่อม แต่ละซีเควนซ์รู้สึกเหมือนกำลังเริงระบำ ชอกช้ำรัก … ทั้งๆที่นี่คือหนังนัวร์ (Film Noir) แต่กลับมีความโรแมนติก และมิวสิคัล

สิ่งที่ผมยังคงจดจำไม่รู้ลืมคือภาพถ่ายเอียงๆ มุมกล้องเฉียงๆ ท้องถนนเวียนนายามค่ำคืนช่างมืดมิด คละคลุ้งกลิ่นอาย German Expressionism และเพลงประกอบของ Anton Karas ใช้เพียงเครื่องดนตรี Zither คละคลุ้งบรรยากาศ Austria โยกศีรษะตามเบาๆ … สิบปีผ่านไปยังคงจดจำสิ่งเหล่านี้ได้ นั่นแปลว่าหนังอยู่เหนือกาลเวลาแล้วละ!

Has there ever been a film where the music more perfectly suited the action than in Carol Reed‘s The Third Man?

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie

ระหว่างอ่านบทความนี้ ผมแนะนำให้ลองเปิดฟังบทเพลง The Third Man Theme คลอประกอบไปด้วย จะช่วยสร้างบรรยากาศเดียวกับขณะรับชมภาพยนตร์

เกร็ด: The Third Man Theme หรือ The Harry Lime Theme เป็นบทเพลงที่ Anton Karas แต่งขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ไม่ค่อยชอบเล่นเพราะต้องใช้ลีลาค่อนข้างเยอะ เมื่อยนิ้ว แถมผู้ฟังก็มักไม่ค่อยสนใจ “When you play in a café, no one stops to listen. This tune (The Harry Lime Theme) demands a lot from your fingers. I prefer to play ‘Wien, Wien,’ the kind of thing you can play all night while eating sausages at the same time.”

นอกจากภาพถ่ายนัวร์ๆ เพลงประกอบไพเราะเพราะพริ้ง อีกสิ่งที่เป็นไฮไลท์ของหนังคือ Orson Welles ตัวจริงก็เหมือนตัวละคร ปรากฎตัวอย่างเท่ห์แล้วก็หายตัวไปอย่างลึกลับ (ถ่ายทำเสร็จขึ้นเครื่องบินไปไหนก็ไม่รู้) มีความเรื่องมาก ติสต์แตก ปฏิเสธถ่ายทำในท่อระบายน้ำ (จริงๆมันไม่ได้สกปรกหรือส่งกลิ่นเหม็นฉุน แค่เล่นตัว สะดีดสะดิ้ง จึงต้องใช้นักแสดงแทน และสร้างฉากในสตูดิโอสำหรับถ่ายทำโคลสอัพ) รับงานแสดงหนังเรื่องนี้เพียงเพื่อหาทุนทำโปรเจคของตนเอง

If you see the film, he was only there for a very short period. The next day he disappeared again and off to another country. People used to chase him around Europe to get him back.

He went down the sewers once, and then because he saw the English boys, the actors, eating bacon sandwiches, he sort of went hysterical and thought it was disgusting. The sewers didn’t smell, and they weren’t dirty. But he did one close-up and that was it, he wouldn’t go down again. So an awful lot of the stuff in the sewers is done with a unit. We had to reproduce and rebuild the sewer in London, and also a lot of [Welles’s] work was done by the double.

He was not the easiest of customers for Carol or anybody on the production. At that time he was always looking for money for his own projects, so he used to disappear. They needed him in Vienna to choose his clothes, and he just wouldn’t appear. And they sent people to find him. They’d go to Paris, he’d fly to Rome. They’d go to Rome, and he’d fly somewhere else again.

จากบทสัมภาษณ์ Angela Allen ขณะนั้นทำงานเป็น Script Girl ในกองถ่าย The Third Man (1949)

มันมีความเข้าใจผิดๆเพี้ยนๆว่า Welles คือผู้กำกับแท้จริงของ The Third Man (1949) เพราะหลายๆแนวคิด ลูกเล่นภาพยนตร์ รวมถึงนักแสดงนำ Joseph Cotten ช่างมีความละม้ายคล้าย Citizen Kane (1941) แต่สำหรับคนที่สามารถเข้าถึงศาสตร์ภาพยนตร์ขั้นสูงย่อมสามารถแยกแยะ พบเห็นความแตกต่าง และภายหลัง Welles ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “It was Carol’s picture”.

I think it’s important to note that the look of The Third Man—and, in fact, the whole film—would be unthinkable without Citizen Kane, The Stranger and The Lady from Shanghai, all of which Orson made in the ’40s, and all of which preceded The Third Man. Carol Reed, I think, was definitely influenced by Orson Welles, the director, from the films he had made.

Peter Bogdanovich

แต่สิ่งที่ Welles มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อหนังเรื่องนี้ คือครุ่นคิดเขียนบทพูดได้รับการกล่าวขวัญถึงมากสุดของหนัง ถึงขนาดมีคำเรียก “Cuckoo clock speech”

You know what the fellow said—in Italy, for 30 years under the Borgias, they had warfare, terror, murder and bloodshed; but they produced Michelangelo, Leonardo da Vinci and the Renaissance. In Switzerland, they had brotherly love; they had 500 years of democracy and peace—and what did that produce? The cuckoo clock!

Harry Lime

ประเด็นคือชาว Swiss ที่รับชมหนังเรื่องนี้ต่างพยายามอธิบายให้ Welles เข้าใจว่า Switzerland ไม่เคยประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า Cuckoo Clock แต่เป็นช่างนาฬิกาชาว German ในเขต Black Forest ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ Germany ประมาณช่วงทศวรรษ 1730s … พฤติกรรมกะล่อนปลิ้นปล้อนของ Welles ช่วยเสริมความน่าสนใจให้หนังได้เท่าทวีคูณ


Sir Carol Reed (1906-76) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Putney, London เป็นลูกนอกสมรสของนักแสดงละครเวทีชื่อดัง Sir Herbert Beerbohm Tree โตขึ้นตั้งใจเป็นนักแสดงตามบิดา แต่หลังจากได้รับรู้จักนักเขียน Edgar Wallace ก็เปลี่ยนความสนใจมากำกับภาพยนตร์ เริ่มต้นทำงาน Associated Talking Pictures รับหน้าที่กำกับบทพูด (Dialogue Director) ไต่เต้าจนจนได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Basil Dean, ฉายเดี่ยวครั้งแรก Midshipman Easy (1935), Night Train to Munich (1940), เริ่มมีชื่อเสียงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง Odd Man Out (1947), The Fallen Idol (1948) ฯ

ความสำเร็จของ The Fallen Idol (1948) ทำให้ผกก. Reed โน้มน้าวนักเขียน Graham Greene (ผู้แต่งนวนิยาย The Fallen Idol) ให้ครุ่นคิดบทดั้งเดิม (Original Story) สำหรับภาพยนตร์เรื่องถัดไป นำแรงบันดาลใจจากตอนเดินทางไปท่องเที่ยวยัง Vienna, Austria เมื่อปี ค.ศ. 1948 พบเจอกับนักแสดง Elizabeth Montagu อาสาพาทัวร์รอบเมือง ท่องเที่ยวสถานที่สำคัญๆ รวมถึงท่อระบายน้ำใต้ดิน และยังแนะนำให้รู้จัก Peter Smolka นักข่าวต่างประเทศของนิตยสาร TIMES เล่าถึงตลาดมืด/มุมมืดของเวียนนา อันเป็นผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง

พอกลับมาอังกฤษ Greene เริ่มต้นลงมือเขียนในรูปแบบนวนิยายที่ตนเองถนัด เพื่อพัฒนาตัวละคร ทิศทางเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอ ตั้งใจว่าจะใช้เป็นต้นแบบสำหรับดัดแปลงบทภาพยนตร์ ไม่เคยครุ่นคิดนำออกมาตีพิมพ์จัดจำหน่าย … แต่ความสำเร็จของหนัง มันก็อดไม่ได้ที่จะนำนวนิยายต้นฉบับมาวางขาย

To me it is almost impossible to write a film without first writing a story. One must have the sense of more material than one needs to draw on.

Graham Greene

แรกเริ่มนั้นโปรเจคนี้อยู่ในการดูแลของโปรดิวเซอร์ Alexander Korda จาก British Lion Film Corporation เล็งเห็นว่าหนังอังกฤษในยุคหลังสงคราม (Post-War) ไม่ค่อยได้รับความนิยมในระดับนานาชาติสักเท่าไหร่ เลยตัดสินใจจับมือกับโปรดิวเซอร์ David O. Selznick ผลักดันเป็นโปรเจคร่วมทุนสร้าง และให้หนังความเป็นสากล/นานาชาติเพิ่มขึ้น … จริงๆแล้วเซ็นสัญญาร่วมกันสร้างหนัง 4 เรื่อง แต่สำเร็จเพียง The Third Man (1949) เรื่องเดียวเท่านั้น!

แซว: สิ่งแรกที่โปรดิวเซอร์ Selznick พอเข้ามาร่วมดูแลงานสร้างโปรเจคนี้ คือต้องการเปลี่ยนชื่อหนังเป็น Night Time in Vienna สงสัยจะนึกถึงผลงานก่อนหน้าของผกก. Reed ที่ชื่อ Night Train to Munich (1941)


Austria คือสมาชิกฝ่ายอักษะ/พันธมิตรของ Nazi Germany หลังสงครามโลกครั้งที่สองจึงมีสถานะเป็นผู้พ่ายแพ้ เลยถูกฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ายึดครอง (Allied-occupied) ซึ่งในกรุงเวียนนามีการแบ่งเขตแดนออกเป็นสี่ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา (U.S.), สหราชอาณาจักร (UK), สหภาพโซเวียต (USSR) และฝรั่งเศส (France)

เรื่องราวของ Holly Martins (รับบทโดย Joseph Cotten) นักเขียนชาวอเมริกัน เดินทางมาเยี่ยมเยียนเพื่อนสนิทวัยเด็ก Harry Lime (รับบทโดย Orson Welles) ยังกรุงเวียนนา (ฝั่งอังกฤษ) แต่กลับพบเจอว่าอีกฝ่ายเพิ่งถูกรถชนเสียชีวิต หลังจากเข้าร่วมงานศพ พูดคุยกับตำรวจ พยาน ผู้เห็นเหตุการณ์ รวมถึงแฟนสาว Anna Schmidt (รับบทโดย Alida Valli) ทุกคนต่างเต็มไปด้วยลับลมคมใน ให้การไม่ตรงกัน หรือมันจะเหตุอะไรมากไปกว่านั้น? ใครคือบุคคลที่สาม?


Joseph Cheshire Cotten Jr. (1905-94) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Petersburg, Virginia, ตั้งแต่เด็กสนใจด้านการแสดง มีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่อง ครอบครัวเลยส่งไปเรียน Hickman School of Expression ที่ Washington, D.C. จบออกมายังหางานไม่ได้ เป็น Lifeguard ที่ Wilcox, ทำงานโฆษณา, นักวิจารณ์, มีโอกาสรู้จักเป็นเพื่อนกับ Orson Welles ให้เสียงพากย์ Radio Drama ตามด้วยแสดงละคอนเวทีประกบ Katharine Hepburn, แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Too Much Johnson (หนังสั้นที่ Welles กำกับ) ตามด้วย Citizen Kane (1941), The Magnificent Ambersons (1942), Shadow of a Doubt (1943), Gaslight (1944), Duel in the Sun (1946), Portrait of Jennie (1948), The Third Man (1949) ฯ

รับบท Holly Martins นักเขียนนวนิยาย Western-Pulp สัญชาติอเมริกัน เดินทางมาเยี่ยมเยียน Harry Lime เพื่อนสนิทวัยเด็กที่เวียนนา ตกอกตกใจเมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายเพิ่งถูกรถชนเสียชีวิต แต่พอได้พูดคุยกับใครต่อใครเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ต้องการรับรู้ให้ได้ว่ามันมีเบื้องหลังลับลมคมในอะไร

บทดั้งเดิมของนักเขียน Graham Greene ออกแบบตัวละครนี้คือนักแสดงชาวอังกฤษ แต่พอหนังกลายเป็นโปรเจคร่วมทุนสร้าง ผกก. Reed เลยเสนอชื่อนักแสดงอเมริกันอย่าง James Stewart, Cary Grant ฯ แต่เพื่อลดต้นทุนสร้าง ค่าแรงนักแสดงเกรดเอที่สูงลิบลิ่ว โปรดิวเซอร์ Selznick จึงตัดสินใจเลือกนักแสดงในสังกัด Joseph Cotten

บทบาทของ Cotten เกือบจะเหมือนเป๊ะภาพยนตร์ Citizen Kane (1941) เปลี่ยนจากนักข่าวมาเป็นนักเขียนนวนิยาย ออกเดินทางไปพบปะผู้คน พูดคุยสอบถาม ซักไส้ไร่เรียง เพื่อค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตของเพื่อนสนิท แต่ทว่า The Third Man (1949) ไม่ได้แค่รับฟังเพียงอย่างเดียว ยังสำแดงปฏิกิริยาอารมณ์ คอยสังเกตพฤติกรรมลับๆล่อๆ เค้นหาความจริง จนกระทั่งได้ข้อสรุปที่พึงพอใจ และช่วยท้ายยังเลือกกระทำบางอย่าง ยึดถือมั่นอุดมการณ์ ไม่ยินยอมปล่อยให้คนชั่วลอยนวล

Cotten ไม่ใช่นักแสดงเจ้าบทบาท (ไม่เคยเข้าชิง Oscar เลยสักครั้ง) แต่มักได้เล่นหนังที่ใช้ภาษาภาพยนตร์ในการสำแดงพลังอารมณ์ (Expressionism) ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ภายใจจิตใจตัวละครออกมา นั่นคือภาพลวงตาที่ทำให้ผู้ชมครุ่นคิดว่าพี่แกเล่นดี … นี่ไม่ได้จะสื่อว่า Cotten เป็นนักแสดงไร้ฝีมือหรืออย่างไร แค่คือบุคคลมีความสามารถจำกัด (อันนี้เจ้าตัวพูดออกมาเองเลยนะครับ) ผู้กำกับที่เข้าใจจุดนี้จักสามารถเค้นเอาศักยภาพของเขา(ที่มี)ออกมาได้อย่างเต็มที่!

I didn’t care about the movies really. I was tall. I could talk. It was easy to do. I was a so-called star because of my limitations and that was always the case. I couldn’t do any accents. So I had to pretend. Luckily I was tall, had curly hair and a good voice. I only had to stamp my foot and I’d play the lead — because I couldn’t play character parts.

Joseph Cotten

Alida Valli ชื่อจริง Baroness Alida Maria Laura Altenburger von Marckenstein-Frauenberg (1921-2006) นักแสดง สัญชาติอิตาเลียน เกิดที่ Pola, Kingdom of Italy (ปัจจุบันคือ Croatia) เธอมีเชื้อสาย Austrian, Slovenian แต่ไม่เคยสนใจอะไรอื่นนอกจาก Italian วัยเด็กสามารถสื่อสารได้หลายภาษา Slovene, Italian, German, Serbo-Croatian, French และอังกฤษ, พออายุสิบห้าเดินทางสู่กรุง Rome เข้าเรียนการแสดง Centro Sperimentale di Cinematografia, เล่นหนังเรื่องแรก Il cappello a tre punte (1934), เริ่มมีชื่อเสียงกับ Mille lire al mese (1939), Piccolo mondo antico (1941), ขนาดว่าท่านผู้นำ Benito Mussolini ให้การยกย่อง “the most beautiful woman in the world” เมื่ออายุยี่สิบเซ็นสัญญากับ David O Selznick โกอินเตอร์สู่ Hollywood ผลงานเด่นๆ อาทิ The Paradine Case (1947), The Miracle of the Bells (1948), The Third Man (1949), Senso (1954), Eyes Without a Face (1959), Oedipus Rex (1967) ฯ

รับบท Anna Schmidt หญิงสาวชาว Czech ได้รับความช่วยเหลือจาก Harry Lime ปลอมแปลงเอกสารกลายเป็น Austrian แม้รับรู้ว่าอีกฝ่ายกระทำสิ่งชั่วร้าย ผิดกฎหมาย ถือเป็นบุคคลอันตราย แต่กลับยินยอมพร้อมอุทิศตนเอง เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจเมื่อเขาตายจากไป

หนังไม่ได้มีคำอธิบายว่า Anna เคยพานผ่านอะไรมาถึงยินยอมอุทิศตนเองให้ Harry ตกหลุมรักคลั่งโดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว เบื้องหลังเขากระทำสิ่งเลวร้ายประการใด (ก็รับรู้ด้วยว่าเขาทำอะไร) นั่นทำให้ตัวละครนี้มีความคลุมเคลือทางศีลธรรม แต่หนังกลับพยายามสร้างความสงสารเห็นใจ และพร้อมยกโทษให้อภัยถ้าเธอตอบรับรักครั้งใหม่

การแสดงของ Valli ต้องชมเลยว่าอัดแน่นด้วยอารมณ์ ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกเสียใจ โหยหาอาลัย เธอยังครุ่นคิดถึงชายคนรัก จึงไม่สามารถเปิดรับความรู้สึกของ Holly ที่พยายามขายขนมจีบ เกี้ยวพาราสี แสดงความปรารถนาดี ให้ความช่วยเหลือในหลายๆโอกาส ถึงอย่างนั้นการที่เขาทรยศหักหลัง Harry นั่นคือฟางเส้นสุดท้าย ไม่มีทางที่ฉันจะคบหาบุคคลฆาตกรรมชายคนรัก!

มันเพราะหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นโดยบุรุษ และยุคสมัยนั้นสตรียังเป็นเพียงช้างเท้าหลัง ผมเลยรู้สึกเหมือน Anna ไม่ต่างจากวัตถุทางเพศ (Object of Desire) ของทั้ง Holly และ Harry

  • Harry เป็นคนกะล่อน ปลิ้นปล้อน ดูไม่ยี่หร่าอะไรกับ Anna ไม่ได้พูดบอกแผนการ ปล่อยให้เธอเศร้าโศกเสียใจตามลำพัง ค่ำคืนนั้นแวะเวียนมาหาคงสนเพียงตัณหาความใคร่
  • Holly แม้ให้ความช่วยเหลือ แสดงความปรารถนาดีต่อ Anna แต่ไม่เคยสนเวล่ำเวลา ความเหมาะสม (เธอเพิ่งสูญเสียคนรักมาไม่นาน จะให้คบหาชายคนใหม่เลยรึ?) หรือพยายามทำความเข้าใจเหตุผลที่เธอรักคลั่ง Harry และยังหลงครุ่นคิดว่าตนเองมีโอกาส ฆ่าอีกฝ่ายแล้วยังหวังจะครอบครอง พระเอกต้องได้นางเอกตอนจบ สุดท้ายก็แห้วรับประทาน

แม้การโกอินเตอร์ของ Valli จะประสบความสำเร็จโดยดี แต่หลังหมดสัญญาโปรดิวเซอร์ Selznick เธอตัดสินใจหวนกลับยุโรป ก่อนหันไปเอาดีกับละคอนเวที นั่นทำให้ชื่อเสียงของเธอไปไม่ถึงระดับตำนาน Hollywood อาจจะแค่เลียบๆเคียงๆ Greta Garbo, Marlene Dietrich


George Orson Welles (1915-85) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Kenosha, Wisconsin บิดาเป็นนักประดิษฐ์ Gadget แต่ติดเหล้าจนเลิกทำงาน ส่วนมารดาคือนักเปียโน บุตรชายจึงมีความชื่นชอบหลงใหลในดนตรี แต่หลังจากเธอเสียชีวิตเลยเลิกเอาดีด้านนี้, ครั้งหนึ่งเคยไปพักร้อนยังคฤหาสถ์หรูที่ Wyoming, New York เป็นเพื่อนเล่นของ Aga Khan และ Prince Aly Khan พบเห็นชีวิตชนชั้นสูงที่น่าอิจฉาริษยายิ่ง! โตขึ้นได้ทุนเข้าศึกษาต่อ Harvard University แต่เอาเงินที่ได้(และกองมรดก) ออกท่องเที่ยวยุโรป ระหว่างอาศัยอยู่ Dublin สมัครเป็นนักแสดง Gate Theatre อ้างว่าตนเองเคยขึ้นเวที Broadway แม้ไม่มีใครเชื่อแต่ก็ต้องยินยอมรับความสามารถ จนได้รับโอกาสกลายเป็นนักแสดงละครเวทีจริงๆ, เมื่อหวนกลับอเมริกาเริ่มจากเขียนบท สร้างละครวิทยุ เข้าร่วม Federal Theatre Project (1935-39) แล้วออกมาก่อตั้ง Mercury Theatre จัดรายการ The Mercury Theatre on the Air โด่งดังจนเข้าตา Hollywood เซ็นสัญญา RKO Radio Pictures กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Citizen Kane (1941) ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม! แต่ด้วยความเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ เกิดความขัดแย้งสตูดิโอบ่อยครั้ง

รับบท Harry Lime หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ลักลอบโจรกรรมยา Penicillin จากโรงพยาบาลของกองทัพ ขายให้กับตลาดมืด (Black Market) ซึ่งพอถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ล่าติดตาม จึงแสร้งทำเป็นถูกรถชนตาย ถ้าไม่เพราะความดื้อดึงดันของเพื่อนวัยเด็ก Holly Martins ความจริงคงไม่ได้รับการเปิดเผยออกมา

เกร็ด: ตัวละคร Harry Lime ได้รับการโหวตจาก AFI: 100 Years…100 Heroes & Villains (2003) ฟากฝั่งตัวร้าย (Villains) ติดอันดับ #37

ในตอนแรกโปรดิวเซอร์ Selznick เสนอชื่อนักแสดง Noël Coward, Robert Mitchum (ขณะนั้นติดคุกข้อหาครอบครองกัญชา), ไม่เคยสนใจอยากได้ Orson Welles เพราะมองว่าอีกฝ่ายคือ ‘Boxoffice Poison’ แต่ทว่าผกก. Reed มีความกระตือรือล้นอยากร่วมงาน … คาดเดาไม่ยากว่าเพราะอะไร The Third Man (1949) ได้รับอิทธิพลไม่น้อยจาก Citizen Kane (1941)

แม้จะมีคิวการถ่ายทำจะแค่เพียงสัปดาห์เดียว แต่การร่วมงาน Welles มีความยุ่งยาก เป็นคนเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ เรียกร้องขออิสรภาพในการออกแบบตัวละคร ปรับเปลี่ยนบทสนทนาให้เป็นของตนเอง และขณะนั้นเขากำลังเตรียมงานสร้างภาพยนตร์ Othello (1951) ว่างเมื่อไหร่จึงออกเดินทางไปพูดคุยนายทุนเพื่อสรรหางบประมาณ … เหตุผลที่ Welles ตอบรับงานแสดง The Third Man (1949) ก็เพียงเพื่อหาเงินทุนสำหรับโปรเจคของตนเอง

แต่ถึงอย่างนั้นแค่เพียงการปรากฎตัวของ Welles ก็อาจทำให้หลายคนอมยิ้มกริ่ม ทั้งเจ้าแมวเหมียว ซอกตึก เงามืด เพลงประกอบ ทุกอย่างมันช่างลงตัวสมบูรณ์แบบ กลายเป็นหนึ่งใน “the most famous entrance in the history of the movies” และยังบทพูด “Cuckoo clock speech” ก็ถือเป็น “one of the most famous speeches.”

ส่วนเรื่องการแสดง ผมรู้สึกว่า Welles เหมาะกับบทบาทที่มีความยียวนกวนประสาท ถ้อยคำพูดเสียดสีแดกดัน และโดยเฉพาะรอยยิ้มกริ่ม (Smug, Smirk, Scorn ก็ไม่รู้จะแปลว่าอะไรดี) สร้างความน่าหมั่นไส้ ไม่สนห่าเหวอะไรใคร ใครจะเป็นจะตายฉันไม่สน ขอเพียงเงินๆทองๆ (เอามาเป็นทุนสำหรับโปรเจคของตนเอง) กระทำสิ่งตอบสนองวิสัยทัศน์ของตนเอง

ถ่ายภาพโดย Robert Krasker (1913-81) ตากล้องสัญชาติ Australian เกิดที่ Alexandria, Egypt (แต่ลงใบเกิดยัง Perth, Western Australia) โตขึ้นเดินทางสู่อังกฤษ ทำงานเป็นช่างภาพในสังกัด London Films เลื่อนตำแหน่งสู่ผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) ได้รับเครดิตถ่ายภาพเรื่องแรก The Gentle Sex (1943), โด่งดังกับ Henry V (1944), Brief Encounter (1945), Odd Man Out (1947), The Third Man (1949) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography (Black-and-White), Senso (1954), Romeo and Juliet (1954), El Cid (1961), The Fall of the Roman Empire (1964), The Running Man (1963), The Collector (1965) ฯลฯ

ตอนแรกโปรดิวเซอร์ Selznick ต้องการให้สร้างฉากถ่ายทำภายในสตูดิโอ แต่ทว่าผกก. Reed เรียกร้องขอใช้สถานที่จริง ณ Vienna, Austria (รวมถึงสตูดิโอท้องถิ่น Sievering Studios) เพราะตอนนั้นเพิ่งพานผ่านสงครามโลกมาไม่นาน ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูดูแล เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง, ถึงอย่างนั้นเมื่อตอน Orson Welles ปฏิเสธลงไปถ่ายทำในท่อระบายน้ำ เป็นเหตุให้ต้องหวนกลับมาสร้างฉาก(ท่อระบายน้ำ) ณ สตูดิโอ Shepperton Studios (Surrey, London) … ประมาณ 85% ใช้สถานที่จริง และอีก 15% ถ่ายทำภายในสตูดิโอ

หลายคนมักเปรียบเทียบงานภาพของหนังกับ Citizen Kane (1941) ก็จริงอยู่มีหลายๆสิ่งอย่างที่รับอิทธิพลมาเต็มๆ แต่ความแตกต่างฟ้ากับเหวของ The Third Man (1949) คือการถ่ายทำยังสถานที่จริง! [ทุกช็อตฉากของ Citizen Kane ถ่ายทำในสตูดิโอ] ยุคสมัยนั้นยังเป็นสิ่งไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะมันมีความยุ่งยาก สิ้นเปลืองงบประมาณ ถ้าไม่เพราะผกก. Reed และตากล้อง Krasker เคยมีประสบการณ์ภาพยนตร์ Odd Man Out (1947) เดินทางไปยัง Belfast, Northern Ireland ก็อาจไม่ได้รับอนุญาตเสียด้วยซ้ำ!

ยุคสมัยนั้นภาพยนตร์ที่เดินทางไปถ่ายทำยังสถานที่จริง ส่วนใหญ่คือฟีล์มข่าว (Newsreel) สารคดี (Documentary) พอหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด ผู้กำกับชาวอิตาเลียนก็เริ่มบุกเบิก Italian Neorealist และผกก. Reed วิวัฒนาการหนังนัวร์ (film noir) ก้าวออกจากสตูดิโอ เลือกใช้สถานที่ที่สามารถสำแดงสภาวะอารมณ์ สภาพจิตวิทยาตัวละคร สะท้อนด้านมืดภายในจิตใจมนุษย์ออกมา!

ระหว่างรับชม The Third Man (1949) ผมรู้สึกเหมือนตัวละครกำลังเริงระบำ ดำเนินจากฉากหนึ่งไปสู่อีกฉากหนึ่ง งานภาพแต่ละซีเควนซ์ช่างมีความต่อเนื่องลื่นไหล เต็มไปด้วยมุมเอียง (Dutch Angle) ภาพถ่ายเฉียง (Oblique  Shot) สร้างสัมผัสบิดๆเบี้ยวๆ ทำให้กรุงเวียนนามีความพิศวง สถานที่ไม่น่าอภิรมณ์ ซุกซ่อนสิ่งชั่วร้ายเอาไว้ภายใต้ (ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม)

ผกก. Reed ตั้งแต่ได้รับอิสรภาพจากการสร้างหนังตามโควต้า (Quota Quickies) สามารถเลือกโปรเจคในความสนใจ กลายเป็นคนทำงานเชื่องช้า ใส่ใจรายละเอียด โหยหาความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) แต่ด้วยระยะเวลาโปรดักชั่นที่กรุงเวียนนามีจำกัดแค่ประมาณหกสัปดาห์ (ก่อนหิมะจะเริ่มตก) เขาจึงแบ่งกองถ่ายออกเป็นสี่กองผลัดกันทำงานหามรุ่มหามค่ำ … คือกองถ่ายชุดหนึ่งทำงานได้แค่ 8 ชั่วโมงต่อวันตามกฎหมายแรงงาน แต่ตัวเขาในฐานะผู้กำกับไม่มีข้อจำกัดอะไรแบบนั้น พอกองถ่ายหนึ่งหมดเวลางานก็เปลี่ยนมากองถ่ายสอง (หนังมีฉากกลางวันพอๆกับกลางคืน มันก็เลยถ่ายทำหามรุ่งหามค่ำแบบนั้นได้)

ใครอยากตามรอยสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเวียนนา คลิกเข้าไปดูในลิงค์:
https://www.visitingvienna.com/songsfilms/third-man-locations/
https://www.bfi.org.uk/features/third-man-vienna-locations


ซีเควนซ์แรกของหนังที่เป็นการร้อยเรียง+เสียงบรรยายสภาพกรุงเวียนนาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เห็นว่าฉบับฉายสหรัฐอเมริกามีการปรับเปลี่ยนผู้ให้เสียงบรรยาย

  • ต้นฉบับให้เสียงโดยผู้กำกับ Carol Reed
  • ฉบับฉายสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนเป็นนักแสดง Joseph Cotten

เหตุผลที่เปลี่ยนเพราะโปรดิวเซอร์ Selznick ไม่ชอบน้ำเสียงแดกดันของผกก. Reed รวมถึงคำอธิบายมุมมืดของกรุงเวียนนา “post-war Vienna as a place of moral decay, crime, and disillusionment.” เลือกใช้ Cotten ผู้รับบท Holly Martins เล่าเฉพาะความสนใจในมุมมองชาวอเมริกัน!

เห็นว่าฉบับเข้าฉายสหรัฐอเมริกายังถูกหั่นออกไป 11 นาที เพราะมีความสุ่มเสี่ยงจากกองเซนเซอร์ Hays Code แต่ไม่ต้องห่วงไป ฉบับหารับชมในปัจจุบันล้วนคือต้นฉบับเต็ม 104 นาที พร้อมเสียงบรรยายโดยผกก. Reed (อารัมบทของ Cotten รวมอยู่ใน Special Feature)

เกร็ด: โบสถ์ที่กำลังบูรณะอยู่นี้คืออาสนวิหารนักบุญสเทเฟน (Stephansdom หรือ St. Stephen’s Cathedral) คือที่ตั้งอาสนะของอัครมุขมณฑลเวียนนา (Roman Catholic Archdiocese of Vienna) ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรม Romanesque & Gothic สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1160, ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จริงๆแล้วรอดพ้นจากการถูกทำลายโดยน้ำมือกองทัพ Nazi Germany แต่วันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1945 เกิดเพลิงไหม้จากร้านค้าไม่ไกลนัก เริ่มต้นโดยพลเรือนทำการปล้นสดมระหว่างกองทัพสหภาพโซเวียตยกพลเข้าเมือง ลุกลามมาถึงยังอาสนวิหาร และสร้างความเสียหายอย่างหนักจนหลังคาพังทลายลงมา

การมาถึงของ Holly Martins โดยทางรถไฟ เดี๋ยวนะ? นี่มันเคารพคารวะ L’Arrivée d’un train en gare de La Ciotat (1896) หรือ The Arrival of a Train at La Ciotat Station ของสองพี่น้อง Lumière brothers ซึ่งมักสื่อถึงการมาถึงของวงการภาพยนตร์

นั่นหมายความว่าการมาถึงของ Holly อาจเคลือบแฝงนัยยะการมาถึงของโลกยุคสมัยใหม่ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Post-War) ทุกสิ่งอย่างล้วนพลิกกลับตารปัตร เพื่อนเคยรู้จักปรับเปลี่ยนแปลงไป ไม่หลงเหลืออะไรจากอดีต เพียงเศษซากปรักหักพัง

โดยปกติแล้วเวลาถ่ายภาพหน้าอพาร์ทเม้นท์ มักเลือกมุมกล้องจากด้านหน้า แต่ทว่าหนังเรื่องนี้กลับถ่ายจากด้านข้าง มองไม่เห็นทางเข้าเลยด้วยซ้ำ แถมมุมกล้องเงยขึ้นเล็กๆ เพื่อให้เห็นรูปปั้นเทพธิดา(กรีก)ยืนเฝ้าประตู ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้คือประสู่สรวงสวรรค์/ยมโลก บอกใบ้ว่ามันต้องมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง

เกร็ด: อพาร์ทเม้นท์แห่งนี้คืออดีตพระราชวัง Palais Pallavicini ตั้งอยู่จัตุรัส Josefsplatz ก่อสร้างขึ้นโดย Johann Ferdinand Hetzendorf von Hohenberg เมื่อปี ค.ศ. 1784 ด้วยสถาปัตยกรรม Neoclassical

LINK: http://www.palais-pallavicini.at/en/

ผมคงไม่ลงรายละเอียดทุกช็อตฉาก แต่ทุกครั้งที่มีการถ่ายภาพมุมเอียง (Dutch Angle) มักต้องเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ผิดแผกแปลกประหลาด เต็มไปด้วยลับลมคมใน บางสิ่งอย่างซุกซ่อนเร้นไว้ และยังสะท้อนความบิดๆเบี้ยวๆของจิตใจมนุษย์ได้เช่นเดียวกัน

อย่างฉากนี้ Holly เดินทางมาถึงอพาร์ทเม้นท์ของ Harry ได้รับการทักทายจาก Karl พนักงานขนกระเป๋า(ของ Harry) พูดอังกฤษงูๆปลาๆ บอกว่ามาช้าไปสิบนาที โลงศพถูกเคลื่อนย้ายไปที่สุสาน นั่นสร้างความตกอกตกใจ(ให้ทั้ง Holly และผู้ชม)อย่างรุนแรง แต่ภาพถ่ายเอียงๆบอกใบ้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีลับลมคมใน แท้จริงแล้วมันคือเรื่องลวงโลก!

สุสานแห่งนี้คือ Wiener Zentralfriedhof (Vienna Central Cemetery) ถือเป็นหนึ่งในสุสานขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ยัง Simmering ทางตอนใต้ชานกรุงเวียนนา สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1863, แต่สังเกตมุมกล้อง แบบเดียวกับทางเข้าอพาร์ทเม้นท์ แทนที่จะถ่ายเบื้องหน้าทางเข้าอย่างตรงไปตรงมา ก็เลือกด้านข้างอีกเช่นเดียวกัน

ผมมาครุ่นคิดดูการเลือกมุมกล้องทิศทางนี้ น่าจะต้องการสื่อถึงโลกหลังสงคราม (Post-War) ที่ทุกสิ่งอย่างพลิกกลับตารปัตร เพื่อนเคยรู้จักปรับเปลี่ยนแปลงไป คนตายฟื้นคืนชีพ ฯ ทุกสิ่งอย่างในหนังเรื่องนี้มันเลยดูผิดแผกแตกต่างจากขนบวิถีทั่วๆไป

หลังงานศพ Major Calloway นำพา Holly มายังร้านเหล้าชื่อว่า Schmolka (น่าจะปิดกิจการไปแล้ว) มีการตกแต่งภายในเต็มไปด้วยรูปปั้น สถาปัตยกรรม Gothic ช่วยสร้างบรรยากาศหลอนๆ ขนหัวลุกพอง ตอนแรกมุมกล้องถ่ายหน้าตรง แล้วพอเริ่มสนทนา/ซักไซร้ไล่เรียง กลับถ่ายภาพเอียงๆ นี่ไม่ใช่แค่อาการมึนเมา แต่ยังแสดงถึงการมีลับลมคมใน บอกใบ้ความตายของ Harry เหมือนมีบางสิ่งอย่างที่ตำรวจให้ความสนใจ? ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ? … สิ่งเหล่านี้ตอบรับชมครั้งแรกมักไม่ทันสังเกตเห็น ต้องดูจบแล้วกลับมาครุ่นคิดวิเคราะห์ จะพบเห็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆซุกซ่อนอยู่มากมาย!

เกร็ด: หลายๆสถานที่ในหนังชวนให้ผมนึกถึงพระราชวัง The Scarlet Empress (1934) ของผู้กำกับ Josef von Sternberg ซึ่งก็เป็นชาวเวียนนาโดยกำเนิด!

ผมลองค้นหาข้อมูลปรากฎว่าสถานที่แห่งนี้มีอยู่จริง Café Mozart ตั้งอยู่ยัง Albertinaplatz 2 ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1794 (ภายหลังจาก Mozart เสียชีวิตได้สามปี) นัดพบเจอ Baron Kurtz มาพร้อมนวนิยาย Oklahoma Kid น่าจะอ้างอิงถึงภาพยนตร์ The Oklahoma Kid (1939) นำแสดงโดย James Cagney & Humphrey Bogart แต่ความน่าสนใจก็คือระหว่างสนทนา มุมกล้องเอียงๆเช่นเคย บ่งบอกถึงลับลมคมในของชายคนนี้ น่าจะพูดไม่จริงสักสิ่งอย่าง

LINK: https://www.cafe-mozart.at/en/cafe-mozart.html

ระหว่างที่ Baron Kurtz พยายามอธิบายเหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับ Harry บอกว่าถูกรถชนตรงไหน ขนย้ายมายังไง ชี้จุดเสียชีวิต มันจะมีการแทรกภาพคนกวาดพื้น แม่บ้านทำความสะอาดหน้าต่าง ฯ มองด้วยสายตาลับเลศนัย บอกใบ้ว่าพวกเขารับรู้เห็นเหตุการณ์บังเกิดขึ้น แต่บางสิ่งอย่างทำให้ไม่สามารถพูดบอกออกไป

เกร็ด: ตำแหน่งที่(อ้างว่า) Harry เสียชีวิต อยู่ตรงรูปปั้น Emperor Joseph II (1741-90, ครองราชย์ 1765-90) แห่ง Holy Roman Empire ตั้งอยู่กลางจัตุรัส Josefsplatz (Joseph Square) แกะสลักโดย Franz Anton von Zauner ระหว่างปี ค.ศ. 1795-1807 … ย้อนกลับไปดูรูปพระราชวัง Palais Pallavicini ก็จักเห็นรูปปั้นอยู่เบื้องหน้า

ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่า Anna Schmidt ทำการแสดง ณ Theater in der Josefstadt เรื่องอะไร? ภาษาเยอรมัน ชุดย้อนยุค และดูตลกขบขัน? แต่หนังนำเสนอทั้งเบื้องหน้า-หลังโรงละคอน (ก็เหมือนหนังเรื่องนี้ที่ครึ่งแรกคือฉากหน้า ครึ่งหลังเปิดเผยเบื้องหลังความจริง) และระหว่างที่เธอถอดวิก ถอดขนตาปลอม พูดบอกบางอย่างสิ่งอย่าง “If it really was an accident?” ดังขึ้นพร้อมกับเสียงระริกรัวเครื่องดนตรี Zither วินาทีนั้นทำให้ Holly (และผู้ชม) ฉุกครุ่นคิด ตระหนักว่าความตายของ Harry อาจไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่ใครๆว่ากัน

Holly & Anna แวะเวียนมายังอพาร์ทเม้นท์ของ Harry เพื่อพูดคุยกับ Karl หลังจากพูดเล่าว่ามีบุคคลที่สาม The Third Man ช่วยขนย้ายศพ(ของ Harry) → Holly เดินมายังริมหน้าต่าง เหม่อมองออกไปภายนอก (มันช่างละม้ายคล้ายซีเควนซ์นั้นที่เปิดเผยว่าใครคือ The Third Man) → แล้วจู่ๆเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น Anna รับสายแต่ไม่มีใครตอบกลับ โทรผิดเบอร์? แต่มันจะผิดเบอร์จริงๆนะหรือ? ทุกสิ่งอย่างล้วนบ่งชี้ไปยัง The Third Man คือบุคคลโทรมา และอาจหลบซ่อนอยู่ในเงามืดซอกตึก

ใครเคยรับชม The Fallen Idol (1948) ผลงานก่อนหน้าของผกก. Reed น่าจะสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ เหตุผลการปรากฎตัวของเด็กชาย ละอ่อนเยาว์วัย เต็มไปด้วยอยากรู้อยากเห็น ยังไม่ประสีประสาต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น แต่เพราะเคยพบเห็น Karl มีปากเสียงทะเลาะวิวาทกับ Holly ภายหลัง(เมื่อ Karl เสียชีวิต)จึงจับแพะชนแกะ ครุ่นคิดเข้าใจผิด พยายามพูดบอกต่อสาธารณะว่าอีกฝ่ายคือฆาตกร

Holly เดินทางไปพูดคุยกับ Dr. Winkel ภาพแรกพบเห็นกำลังชำแหละใช้มีดหั่นไก่งวง สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยภาพวาด รูปปั้น พระคริสต์ เทวทูต ราวกับต้องการสื่อว่าหมอคนนี้ชอบทำตัวเหมือนบรรดาทวยเทพเจ้าทั้งหลาย วางอำนาจบาดใหญ่ เห็นมนุษย์ไม่ต่างจากไก่งวง ซึ่งก็แน่นอนว่าตลอดทั้งซีเควนซ์เต็มไปด้วยถ้อยคำโป้ปดหลอกลวง มุมกล้องเอียงๆ ปฏิเสธให้คำตอบอะไรใดๆ

มันไม่ใช่ว่าเจ้า Miniature Pinscher คือลูกรักของ Baron Kurtz? เหตุไฉนถึงมาอยู่ในบ้านของ Dr. Winkel? ฤาว่าแฝดคนละฝา? ผู้ชมส่วนใหญ่คงจะคาดเดาว่า Baron Kurtz แอบหลบอยู่ในห้องอาหาร อาจกำลังแล่ไก่งวงอยู่กระมัง? แต่ประเดี๋ยวนะ วิธีการนำเสนอเจ้าสุนัข มันช่างละม้ายคล้ายเจ้าแมวเหมียว นั่นทำให้มีความเป็นไปได้ว่าบุคคลที่หลบซ่อนอาจคือ The Third Man?

Casanova Revue Bühne Bar ตั้งอยู่ยัง Dorotheergass ปัจจุบันยังคงเปิดให้บริการ เป็นสถานที่เลื่องชื่อสำหรับจัดงานอีเวนท์ ดนตรี คาบาเร่ต์ ฯ ผมพยายามครุ่นคิดว่าชื่อร้านสื่อถึงอะไรรึเปล่า แต่ก็ขบคิดไม่ออก? เอาว่ามันคือร้านประจำของ Harry & Anna ควบคุมดูแลโดย Popescu ชายคนที่สอง (ถัดจาก Baron Kurtz) พยายามให้ความช่วยเหลือ Harry แต่ไม่สำเร็จ!

และสิ่งน่าพิศวงสุดๆก็คือ Baron Kurtz กำลังสีไวโอลิน เอ๊ะ! ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้แอบหลบซ่อนอยู่บ้านของ Dr. Winkel หรอกฤา? หรือทานเสร็จแล้วมารับงานเล่นดนตรี? หนังจงใจปลายเปิดประเด็นนี้ให้ผู้ชมจินตนาการเพ้อคลั่งไปไกล แต่บทสรุปของผม บุคคลหลบซ่อนในบ้านของ Dr. Winkel ก็น่าจะคือ The Third Man!

เช้าวันถัดมา Popescu โทรศัพท์หาพวกพ้อง นัดหมายมาพบเจอกันบนสะพาน Reichsbrücke (แปลว่า Imperial Bridg) ชื่อเดิม Kronprinz-Rudolph-Brücke (แปลว่า Crown Prince Rudolf Bridge) [เปลี่ยนชื่อเมื่อปี ค.ศ. 1919 ภายหลังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง] ข้ามแม่น้ำ Dunube สร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1872-76

เดี๋ยวนะ ทำไมมันมีสี่คน? ก่อนหน้านี้มีการร้อยเรียงภาพคนสามก้าวออกจากที่พัก Baron Kurtz, Popescu และ Dr. Winkel (ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ เพียงแพทย์วินิจฉัยการเสียชีวิตของ Harry) เช่นนั้นแล้วบุคคลสุดท้ายย่อมต้องคือ The Fourth Third Man ที่ใครๆติดตามหา

ระหว่างที่ Harry ตะโกนคุยกับ Karl นัดหมายค่ำคืนนี้จะพูดเล่าบางสิ่งอย่าง มันจะมีแวบหนึ่งปรากฎภาพใครก็ไม่รู้ ชายแปลกหน้า น่าจะคือนักฆ่ารับจ้าง เพราะวินาทีที่ Karl กำลังปิดหน้าต่าง กล้องเคลื่อนเข้าหา แสดงสีหน้าตกตะลึง บทเพลงบรรเลงท่วงทำนองเร่งเร้า ราวกับรับรู้โชคชะตาชีวิตกำลังจะสิ้นสุดลง

ถ้าเป็นหนังสมัยนี้คงต้องฉายภาพความตายของ Karl แต่ยุคสมัยนั้นมันยังมีกองเซนเซอร์ จึงทำได้เพียงใช้ลูกเล่น/ภาษาภาพยนตร์ นำเสนอให้พอมองออกว่าบังเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น นี่คือสิ่งที่ทำให้หนังเก่าๆมีความลึกล้ำ ดูมีระดับ คลาสสิกเหนือกาลเวลา!

ค่ำคืนนั้นเมื่อ Holly (และ Anna) เดินทางมาตามนัดหมาย แต่ปรากฎว่าผู้คนมากมายรายล้อมทางเข้าอพาร์ทเม้นท์ แล้วไอ้เด็กเมื่อวานซืนพูดขึ้นด้วยความเชื่อมั่น (เหมือนตัวละครของ Saoirse Ronan ภาพยนตร์ Atonement (2007)) แม้ฟังภาษา German ไม่ออกแต่ก็พอคาดเดาจากปฏิกิริยาผู้คนรอบข้าง กล้องถ่ายภาพระยะใกล้ (Close-Up) จับจ้องมองด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย

ฝูงชนพยายามไล่ล่าติดตาม Holly จึงตัดสินใจหลบหนีเข้า Heimat-Kino (แปลว่า Home Cinema) โรงภาพยนตร์แห่งแรกของ Vienna เปิดบริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1913-75 ปัจจุบันเปลี่ยนเจ้าของกลายมาเป็นโรงละคอน Schauspielhaus Wien (แปลว่า Schauspielhaus Theatre)

ผมพยายามจะแกะชื่อหนังภาษาเยอรมันแต่ก็ไม่สำเร็จ พบเจอในเว็บ IMDB บอกว่ามีอยู่สามเรื่อง The Miracle Rider (1935), Turned Out Nice Again (1941) และ A Matter of Life and Death (1946)

หลายคนน่าจะครุ่นคิดว่า Holly ถูกรถแท็กซี่ลักพาตัว ทัวร์กรุงเวียนนายามค่ำคืน ก่อนที่จะ !@#$%^ แต่ปรากฎว่ามาโผล่ยังงานเสวนาหนังสือ ลากพาขึ้นเวทีโดยไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ … นี่มันช่างละม้ายคล้าย The 39 Steps (1935) ของผู้กำกับ Alfred Hitchcock ที่พระเอกจับพลัดจับพลู ถูกเชิญขึ้นเวทีให้กล่าวสุนทรพจน์ และพูดในสิ่งเลือนลางกับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น

เชื่อว่าหลายคนคงหลงลืมไปแล้วว่า Holly เคยตอบรับคำเชิญเข้าร่วมงานเสวนาหนังสือ จึงรู้สึกประหลาดใจ คาดไม่ถึงเมื่อเขามาโผล่ยังสถานที่แห่งนี้! … เฉกเช่นเดียวกับ Orson Welles ผู้ชมส่วนใหญ่รับรู้ว่าพี่แกมีชื่อขึ้นเครดิต แต่กว่าจะปรากฎตัวก็แทบจะหลงลืมไปแล้ว มันจึงสร้างความประหลาดใจ คาดไม่ถึง ปฏิกิริยาเดียวกับซีเควนซ์นี้แทบจะเป๊ะๆเลยละ!

ระหว่างการเสวนา Popescu นำพาลูกน้องมาดักรอหน้างาน คาดเดาไม่ยากว่าต้องการจะกำจัด Holly แบบเดียวกับ Karl ด้วยเหตุนี้เมื่อไล่ผู้ร่วมงานกลับหมด จึงออกวิ่งหนี ขึ้นบันไดวน (ลายเซ็นต์ของ German Expressionism) จากนั้นก็ร้อยเรียงสภาพปรักหักพังของกรุงเวียนนา เต็มไปด้วยภาพถ่ายย้อนแสงสวยๆ บรรยากาศหนังนัวร์ และช็อตสุดท้ายที่ผมนำมาคือโบสถ์คาทอลิก Maria am Gestade (แปลว่า Mary at the Riverbank) ตั้งอยู่ 12 Salvatorgasse ติดกับแม่น้ำ Danube สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1414 ด้วยสถาปัตยกรรม Gothic

หลังจากหลบหนีได้สำเร็จ Holly เดินทางไปพึ่งใบบุญ Major Calloway ยินยอมเปิดเผยเบื้องหลัง สิ่งชั่วร้ายที่ Harry เคยกระทำทิ้งไว้ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรง แบบเดียวกันตอนงานศพต้องการดื่มสุราปลอบประโลมใจ แต่ค่ำคืนนี้กลับแวะเวียนมายังบาร์เปลือย รับชมหญิงสาวเต้นระบำเปลื้องผ้า … ระบำเปลื้องผ้า = ตำรวจเปิดเผยความชั่วร้ายของ Harry

(เห็นว่าทั้งซีเควนซ์นี้ถูกหั่นทิ้งฉบับเข้าฉายสหรัฐอเมริกา เพราะมีฉากเกือบเปลือยหน้าอก เลยไม่ผ่านกองเซนเซอร์ Hays Code)

สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่เคลือบแฝงนัยยะการเปิดเผยสิ่งชั่วร้ายของ Harry แต่ขณะเดียวกันมันยังสะท้อนตัวตนของ Holly คนดีที่ไหนมาเที่ยวสถานที่อโคจรนี้? แถมพอมึนเมายังแวะเวียนไปหา Anna มันชัดเจนมากๆว่าหมอนี่ต้องการอะไรจากเธอ!

ทำไม Holly ถึงถูกนกแก้วกัด? จะว่าไปตลอดทั้งเรื่องพี่แกไม่เคยได้รับความเป็นมิตรจากสัตว์สักตัว ตรงกันข้ามกับบรรดาตัวร้ายล้วนได้รับความรักจากพวกมัน

  • ถูกสุนัขของ Baron Kurtz เห่าใส่ตอนแวะเวียนไปหา Dr. Winkel
  • ระหว่างกำลังหลบหนี เปิดไฟสว่างจร้า เจ้านกแก้วคงไม่พอใจจึงแว้งกัด
  • และขณะนี้พยายามเล่นกับเจ้าเหมียว แต่มันกลับอ้าปากหาวไม่สนใจ แล้วหนีไปคลอเคลียกับ Harry

สัตว์เลี้ยงมักเป็นมิตรกับคนมีจิตใจดีงาม แต่สำหรับ Holly คือบุคคลแปลกหน้า เข้ามาด้วยจุดประสงค์เคลือบแฝงบางอย่าง ขณะนี้กำลังมึนเมาแวะมาหา Anna มันก็ชัดเจนมากๆว่าต้องอะไร … จะว่าไปเจ้าเหมียวไม่เล่นด้วย = Anna ไม่ตอบรับรักอีกฝ่าย

ผมไม่คิดว่าจะมีฉากการปรากฎตัวไหนของโลกภาพยนตร์จะยิ่งใหญ่ไปกว่าซีเควนซ์นี้! เมื่อตะกี้คุยเรื่องเจ้าแมวเหมียวอ้าปากหาวใส่ Holly จากนั้น Anna บอกว่ามันเป็นมิตรแค่กับ Harry หลายวินาทีถัดไปมันลงจากอพาร์ทเม้นท์ แล้วตรงเข้ามาคลอเคลียใครสักคนหลบซ่อนอยู่ในเงามืด … คนที่แม่นภาษาภาพยนตร์ย่อมตระหนักได้ทันทีว่าบุคคลนี้คือ Harry แต่สำหรับผู้ชมทั่วไปอาจจะเกิดความโล้เล้ลังเล สองจิตสองใจ ไม่ใช่ว่าหมอนี่ตายไปแล้วเหรอ?

หลังออกจากอพาร์ทเม้นท์ Holly เดินตุปัดตุเป๋จนพบเห็นเจ้าแมวเหมียว ใครบางคนหลบซ่อนอยู่ในเงามืด ทีแรกครุ่นคิดว่าคือลูกน้องของ Popescu แล้วจู่ๆแสงไฟก็สว่างขึ้นแบบงงๆ (แสงไฟมันควรสาดส่องออกมาจากภายในห้องไม่ใช่ฤา?) ปรากฎใบหน้าของ Orson Welles คนที่รู้จักย่อมตบโต๊ะฉาด รอมาตั้งนานกว่าจะโผล่หน้าออกมา ส่วนคนไม่มักคุ้นอาจมึนงงอยู่สักพัก หมอนี่เป็นใคร? แต่ไม่กี่อึดใจ Holly จักเอ่ยปากเรียกชื่อ Harry ออกมา!

Harry วิ่งหลบหนีมาถึงยังจัตุรัส Am Hof กลางกรุงเวียนนา แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าตู้ที่เชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำใต้ดินเคยมีอยู่จริงหรือเปล่า? อ่านเจอจากแหล่งข่าวหนึ่งว่าเป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบฉาก (Prop) ตั้งในตำแหน่งที่สามารถบดบัง Mariensäule (แปลว่า Marian Column) สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1664-67

เมื่อตอนต้นเรื่องที่ Holly เดินทางมาหา Dr. Winkel สังเกตว่าจะพบเห็นเพียงฉากภายใน (Interior Scene) แต่คราวนี้เมื่อเขารับรู้เบื้องหลังความชั่วร้ายของอีกฝ่าย จึงปฏิเสธก้าวเข้าไปภายใน (เพราะอาจถูกฆ่าปิดปาก) เลยยืนอยู่ภายนอก ตะโกนร้องเรียก บอกให้นัดหมายพบเจอ Harry

ผมไม่ค่อยแน่ใจสถานที่นี้สักเท่าไหร่ ในเครดิตจาก IMDB ระบุว่า Morzinplatz, Vienna แต่พอค้นหาข้อมูลพบเจอเพียง Hotel Metropole ซึ่งเคยเป็นศูนย์บัญชาการ Gestapo ในกรุงเวียนนา แต่ถูกระเบิดทำลายล้างสิ้นซากตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 ดูแล้วน่าจะไม่ใช่สถานที่เดียวกัน

Holly นัดพบเจอ Harry ยังชิงช้าสวรรค์ (ภาษาเยอรมันเรียกว่า The Riesenrad แปลว่า Ferris Wheel) ตั้งอยู่ยังสวนสนุก Wurstelprater หรือ Prater Park เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1895

ผมมองชิงช้าสวรรค์ เปรียบดั่งวัฏจักรชีวิต มีขึ้นมีลง เวียนวงกลม เมื่อถึงจุดสูงสุดก็ต้องหวนกลับลงมา แต่ในบริบทของหนังผ่านคำอธิบายของ Harry เมื่อขณะชิงช้าสวรรค์กำลังขึ้นสูง มองลงมาเบื้องล่าง พบเห็นผู้คนตัวเล็กเท่ามด ไม่ได้มีคุณค่าความสำคัญประการใด ทัศนคติดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากสงคราม ผู้มีอำนาจเบื้องบนไม่เคยสนหัวประชาชน/พลทหารเบื้องล่าง เพียงหมากตัวหนึ่งในกระดาน สามารถเสียสละ ฆ่าให้ตาย ไม่รับรู้สึกอะไรทั้งนั้น

ในอีกมุมหนึ่ง ชิงช้าสวรรค์สามารถสื่อถึงความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง การพลิกกลับตารปัตรของโลกสมัยใหม่/หลังสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงทัศนคติของ Harry ที่ปรับเปลี่ยนไปจากเมื่อตอนพวกเขายังเป็นเด็ก มิตรสหายกลายเป็นศัตรู และท้ายที่สุดจักต้องชดใช้ผลกรรมกระทำไว้อย่างสาสม

เพื่อนเก่าไม่ได้พบเจอกันมานาน แต่แทนที่จะจับมือทักทาย สังเกตว่า Harry ถอดถุงมือแล้วด้วยนะ แต่ทว่า Holly กลับปฏิเสธยื่นมือเข้ามาสัมผัส (เหมือนไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์กับฆาตกรเปื้อนเลือด) แถมยังเดินวนรอบ รักษาระยะห่าง นายดูไม่เหมือนเพื่อนเคยรู้จัก ทุกสิ่งอย่างกลับตารปัตรตรงกันข้าม!

ระหว่างการสนทนากันบนชิงช้าสวรรค์ จะมีขณะหนึ่งที่ Harry เปิดประตูออกแล้วอธิบายมุมมองของตนเองต่อมนุษย์ตัวเล็กๆ หลายคนคงแอบได้กลิ่นการฆาตกรรม ผลักตกชิงช้าสวรรค์ (มันจะมีการพูดถึงอาวุธปืนด้วยนะ) แต่การเอาตัวรอดของ Holly คือยืนเกาะประตูด้านข้าง ไม่แสดงอาการหวาดกลัวเกรง นั่นทำให้ท้ายที่สุด Harry ยินยอมจำนน ไม่ทำอะไรเกินเลย ยังคงมองอีกฝ่ายคือเพื่อนพ้อง … แต่ไม่ใช่สำหรับ Holly ที่พร้อมทรยศหักหลัง

แม้ว่า Cuckoo Clock จะไม่ได้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นยังประเทศ Switzerland แต่คำกล่าวนี้ของ Harry ต้องการสื่อถึงความสงบสันติสุขคือสาเหตุให้โลกไม่ค่อยพัฒนา ตรงกันข้ามกับยุคสมัยสงครามที่แม้ก่อบังเกิดหายนะ มันกลับมีนวัตกรรม สิ่งต่างๆถือกำเนิดใหม่มากมายภายใต้แรงกดดัน!

ผมมองว่าคำกล่าวนี้ถูกครึ่ง-ไม่ถูกครึ่ง สงครามไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการก้าวกระโดด (อย่างการมาถึงของคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือปัญญาประดิษฐ์ ล้วนไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสงคราม แต่กำลังทำให้ทุกสิ่งอย่างเกิดการก้าวกระโดดครั้งใหญ๋) แต่มันคือมุมมองของคนยุคสมัยนั้นที่พบเห็นความเปลี่ยนแปลงก่อน-หลังสงคราม (Pre-War vs. Post-War) เลยเกิดเป็นข้อสรุปดังกล่าวขึ้นมา!

Holly ร้องขอให้ Major Calloway หาทางช่วยเหลือ Anna ขึ้นรถไฟไปจากสถานที่แห่งนี้ แต่พอเธอพบเห็นเขาในห้องรับรองของสถานีรถไฟ (แบบเดียวกับภาพยนตร์ Brief Encounter (1945)) จึงตัดสินใจลงจากรถ เค้นหาความจริง ก่อนทอดถอนหายใจ “Poor Harry.” ที่ถูกชายคนนี้/เพื่อนวัยเด็กทรยศหักหลัง

หนังทั้งเรื่องมีซีเควนซ์เดียวที่ผมรู้สึกว่าไม่เวิร์คสักเท่าไหร่ แต่มันคือข้อจำกัดยุคสมัยนั้น ไม่สามารถฉายภาพอาการป่วยของเด็กๆได้รับผลกระทบจากยา Penicillin คำอธิบายมันมองไม่เห็นภาพ ปฏิกิริยาสีหน้านักแสดงก็ไม่เพียงพอจะจินตนาการหายนะบังเกิดขึ้น … ด้วยเหตุนี้การตัดสินใจเข้าร่วมปฏิบัติการของ Holly มันจึงฟังดูเหมือนคนบ้าอุดมการณ์ที่จับต้องไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่

เริ่มจากการมาถึงของเงาขนาดใหญ่ (สูงเท่าตึกสองชั้น) ราวกับหายนะกำลังคืบคลานเข้ามา บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างเตรียมความพร้อม ทุกคน(รวมถึงผู้ชม)ครุ่นคิดว่าคงคือ Harry แต่พอก้าวออกจากมุมตึกกลับกลายเป็นคนขายลูกโป่ง มาทำอิหยังเอาตอนนี้? … นี่น่าจะเป็นการเคารพคาระโคตรภาพยนตร์ M (1931) ของผู้กำกับ Fritz Lang

จะว่าไปหนังเต็มไปด้วยการล่อหลอก(ลวง) แสร้งให้เข้าผิดแบบนี้ตลอดทั้งเรื่อง และเมื่อเบื้องหลังความจริงได้รับการเปิดเผย การมาถึงของ Harry สังเกตว่ามันมีทิศทางแตกต่างตรงกันข้าม จากเบื้องบน (ครุ่นคิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า) ท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง

แม้ว่า Harry จะปรากฎตัวมาจากเบื้องบน แต่ตอนหลบหนีกลับสาละวันเตี้ยลง (เหมือนชิงช้าสวรรค์) มุดลงท่อระบายน้ำใต้ดิน = สิ่งชั่วร้ายซุกซ่อนอยู่ภายในจิตใจ, ซีเควนซ์นี้ส่วนใหญ่ถ่ายทำยังสถานที่จริง แต่มีการใช้นักแสดงแทน Orson Welles เพราะความสะดีดสะดิ้ง รับไม่ได้กับความโสโครกของท่อระบายน้ำ ด้วยเหตุนี้ช็อตไหนที่ถ่ายภาพระยะใกล้ โคลสอัพใบหน้า จักเป็นการสร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอที่ London

สิ่งที่ถือเป็นไฮไลท์ในซีเควนซ์หลบหนีใต้ท่อระบายน้ำ คือหลังจากถูกยิง Harry พยายามปีนป่ายบันไดวน กลับขึ้นสู่เบื้องบน (เพราะมีถ่ายภาพระยะใกล้ โคลสอัพใบหน้า Orson Welles แน่นอนว่าสร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ) สังเกตว่ามันจะมีขณะนิ้วมือโผล่ลอดตะแกรง (ราวกับยื่นออกมาสูบลมหายใจเฮือกสุดท้าย) แต่ยังไม่ทันจะเปิดฝาท่อ ก็พลันหมดเรี่ยวแรง ก่อนถูกเพื่อนสนิทวิสามัญฆาตกรรม ได้รับผลกรรมติดตามทัน

บทหนังดั้งเดิมของ Graham Greene คือให้ Anna ตอบรับรัก Holly จบลงอย่าง Happy Ending ซึ่งโปรดิวเซอร์ Selznick ก็เห็นชอบด้วย (ตามสไตล์ Hollywood) แต่ผกก. Reed ยืนกรานเสียงขันแข็ง มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เธอจะให้อภัยเขา? … หลังหนังออกฉาย Greene ให้สัมภาษณ์ยินยอมรับว่าตอนจบของผกก. Reed เหมาะสมที่สุดจริงๆ

One of the very few major disputes between Carol Reed and myself concerned the ending, and he has been proved triumphantly right.

Graham Greene

ซีเควนซ์นี้เห็นว่าถ่ายทำอยู่หลายเทค เพราะผกก. Reed ไม่พึงพอใจที่ระยะทางสั้นเกินไป เลยสั่งนักแสดง Alida Valli ให้ถอยหลังไปเรื่อยๆจนกระทั่งได้ความยาวพึงพอใจ แล้วพอเธอเดินผ่านหน้ากล้อง ยังไม่ทันสั่งคัท Joseph Cotten ครุ่นคิดว่าถ่ายเสร็จแล้วจึงหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ ปรากฎว่านั่นคือช่วงเวลาตบจบ ปิดท้ายปัจฉิมบทนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ … คือมันเป็นปฏิกิริยาของคนที่รับรู้ตนเองว่าแห้วรับประทาน เธอไม่รับรัก เขาจึงหยิบบุหรี่ขึ้นสูบ เขวี้ยงขว้างไม้ขีดไฟทิ้งด้วยความผิดหวัง

สถานที่แห่งนี้คือสุสาน Wiener Zentralfriedhof (Vienna Central Cemetery) เดียวกับตอนต้นเรื่อง ช่วงเวลาที่ถ่ายทำคือฤดูใบไม้ร่วง (ก่อนหิมะตก) ใบไม้ร่วงโรยสามารถสะท้อนถึงสภาพจิตใจตัวละคร แห้งเหี่ยว โรยรา ชีวิตไม่หลงเหลืออะไร เพื่อนสนิทตายจากไป แถมไม่ได้ครอบครองหญิงสาวอีกต่างหาก!

ตัดต่อโดย Oswald Eduard Hafenrichter (1899-1973) สัญชาติ Austrian เกิดที่ Oplotnica, Austria-Hungary (ปัจจุบันคือ Slovenia) ในตอนแรกตั้งใจเข้าเรียนเภสัชศาสตร์ ก่อนหันเหความสนใจสู่แวดวงภาพยนตร์ เดินทางมายังกรุง Berlin เข้าทำงานแผนกตัดต่อสตูดิโอ UFA GmbH, ช่วงระหว่าง Nazi เรืองอำนาจเดินทางสู่ Italy จนกระทั่งปี ค.ศ. 1940 ถึงหลบหนีไปฝรั่งเศส ตามด้วยเกาะอังกฤษ เข้าร่วมสตูดิโอ London Films ผลงานเด่นๆ อาทิ The Fallen Idol (1948), The Third Man (1949) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Holly Martins ตั้งแต่เดินทางมาถึงกรุง Vienna, Austria ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อมาเยี่ยมเยียนเพื่อนสนิทวัยเด็ก Harry Lime แต่อีกฝ่ายเพิ่งถูกรถชนเสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ จึงแวะเวียนไปเข้าร่วมงานศพ พบปะคนรู้จัก พูดคุยกับเพื่อนฝูง ประจักษ์พยาน ค้นพบว่าพวกเขาให้การไม่ตรงกัน มันต้องมีลับลมคมในอะไรอย่างแน่นอน!

  • Opening Credit + เสียงอธิบายสภาพกรุงเวียนนาภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกสี่ประเทศสัมพันธมิตรยึดครอง
  • การมาถึงของ Holly Martins
    • Holly เดินทางมาถึงกรุงเวียนนาผ่านด่านตรวจ แวะเวียนมาที่ห้องพักของ Harry ก่อนรับรู้จากว่าอีกฝ่ายถูกรถชนเสียชีวิต
    • เดินทางมาร่วมงานศพ พบเจอผู้คนมากมาย ก่อนติดตาม Major Calloway ไปนั่งด่ำเมามาย แสดงความเศร้าโศกเสียใจ
    • มาถึงโรงแรมพบเจอกับ Mr. Crabbin ผู้จัดงานหนังสือ ชักชวน Holly เข้าร่วมวงเสวนา
    • Holly ได้รับโทรศัพท์ เดินทางไปพบเจอ Baron Kurtz อ้างว่าคือแฟนหนังสือ และเป็นเพื่อนของ Harry พาไปยังสถานที่เกิดเหตุ เล่าให้ฟังถึงหายนะบังเกิดขึ้น
    • Holly รับชมการแสดงของ Anna แฟนสาวของ Harry
    • หวนกลับมาอพาร์ทเม้นท์ของ Harry พูดคุยกับพนักงานยกกระเป๋า Karl เล่าถึงการมีตัวตนของบุคคลที่สาม
    • Holly เดินทางมาส่ง Anna แต่อพาร์ทเม้นท์กำลังถูกตรวจค้นโดย Major Calloway แล้วพาตัวไปโรงพัก
    • Holly เดินทางมาพบเจอกับ Dr. Winkel แต่อีกฝ่ายเต็มไปด้วยลับลมคมใน
    • Major Calloway สอบปากคำ Anna ก่อนปล่อยเธอไปชั่วคราว
    • Holly & Anna แวะเวียนมายังบาร์ของ Popescu (หนึ่งในสองร่วมกับ Baron Kurtz ที่เป็นประจักษ์พยานการเสียชีวิตของ Harry)
    • เช้าวันถัดมา Holly แวะเวียนมายังอพาร์ทเม้นท์ของ Anna
    • ตอนหัวค่ำ Holly & Anna เดินทางมายังอพาร์ทเม้นท์ของ Harry พบเจอพนักงานยกกระเป๋า Karl กลายเป็นศพ
    • Holly & Anna ออกเดินหลบหนีฝูงชน ก่อนซื้อตั๋วเข้ามาในโรงหนัง
    • Holly ระหว่างกลับโรงแรม ถูกคนขับรถลักพาตัว ก่อนมาโผล่ยังงานเสวนาหนังสือของ Mr. Crabbin
  • ใครคือ Harry Lime
    • หลังงานเสวนา Holly ถูกพรรคพวกของ Popescu ไล่ล่าติดตามตัว
    • Holly เดินทางมาโรงพัก Major Calloway เปิดเผยเบื้องหลังของ Harry Lime
    • ดึกดื่นมึนเมาแวะเวียนไปหา Anna
    • ขากลับพบเจอ Harry พยายามวิ่งออกติดตามหา
    • แจ้งสิ่งพบเห็นกับ Major Calloway ค้นพบเส้นทางหลบหนีในท่อระบายน้ำ
    • Anna ถูกตำรวจจับกุมตัวเรื่องปลอมแปลงบัตรประชาชน
    • Holly ตะโกนบอก Popescu & Baron Kurtz ว่าต้องการพูดคุยกับ Harry
    • Holly สนทนากับ Harry บนชิงช้าสวรรค์
  • แผนการไล่ล่าจับกุม Harry Lime
    • Major Calloway โน้มน้าวให้ Holly ร่วมแผนล่อจับกุม Harry
    • แลกกับการปล่อยตัว Anna ขึ้นรถไฟออกจากเวียนนา, แต่พอเธอพบเห็นเขาจึงปฏิเสธออกเดินทาง
    • Major Calloway นำพา Holly แวะเวียนโรงพยาบาล พบเห็นหายนะจากเงื้อมมือของ Harry จึงยินยอมร่วมมือกับตำรวจ
    • Holly นัดหมายพบเจอกับ Harry แต่การมาถึงของ Anna ทำเอาแผนเกือบพัง
    • Harry หลบหนีลงสู่ท่อระบายน้ำ
    • ไล่ล่าจับกุม วิสามัญฆาตกรรม
    • จบท้ายด้วยงานศพจริงๆของ Harry

ครึ่งแรกของหนังจะมีลักษณะเหมือนการสืบสวนสอบสวน Holly เดินทางจากสถานที่แห่งหนหนึ่ง ไปยังอีกแห่งหนหนึ่ง พบปะผู้คน พูดคุยสอบถาม แม้ไม่ใช่ตำรวจแต่ต้องการล่วงรู้เบื้องหลังความจริง จนกระทั่งกึ่งกลางเรื่องเมื่อได้พบเจอตัว Harry คำอธิบายทั้งหมดจึงเริ่มเปิดเผยออกมา

ลีลาการตัดต่อถือว่ามีความรวดเร็วฉับไว พยายามทำออกมาให้สอดคล้องเพลงประกอบของ Anton Karas สร้างความครื้นเครง อลเวง ชวนให้ติดตาม ไม่รู้สึกถึงความน่าเบื่อหน่ายเลยสักวินาทีเดียว และไฮไลท์คือตอนไล่ล่าติดตามหา Harry ร้อยเรียงภาพเหตุการณ์ในท่อระบายน้ำ ตัดสลับกลับไปกลับมา สร้างความตื่นเต้นลุ้นระทึก แม้บ่อยครั้งพบเห็นเพียงเงา แต่เราสามารถแยกแยะใครกำลังทำอะไร ก่อนถูกห้อมล้อม ไร้หนทางหลบหนี


เพลงประกอบโดย Anton Karl Karas (1906-85) นักดนตรี Zither สัญชาติ Austrian เกิดที่ Brigittenau, Vienna (ขณะนั้นคือ Austria-Hungary) ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบเล่นดนตรี ตอนอายุ 12 พบเจอ Zither ของคุณยายในห้องใต้หลังคา ใช้เวลาว่างฝึกฝนจนเชี่ยวชำนาญ โตขึ้นทำงานโรงงานผลิตรถยนต์ พอถูกไล่ออกจึงตัดสินใจเข้าเรียนต่อ University of Music and Performing Arts, Vienna การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง เกณฑ์ทหารเข้าร่วม German Wehrmacht (ต่อต้านอากาศยาน) หลังจากนั้นกลายเป็นนักดนตรีตามผับบาร์ ก่อนพบเจอโดยผู้กำกับ Carol Reed

พื้นหลังของ Opening Credit คือเครื่องดนตรี Zither

โปรดิวเซอร์ Selznick อยากได้งานเพลงในลักษณะออร์เคสตราเต็มวง (ตามสไตล์ Hollywood ทั่วๆไป) แต่ทว่าผกก. Reed พยายามมองหาเครื่องดนตรีชิ้นเดียวที่มีกลิ่นอาย Vienna/Austrian และสะท้อนบรรยากาศหลังสงคราม (Post-War) ออกเดินทางไปตามไนท์คลับ ผับบาร์ทั่วกรุงเวียนนา จนกระทั่งบังเอิญพบเจอ Anton Karas เล่นดนตรี Zither อยู่ยังย่าน Heuriger (ร้านขายไวน์ตามฤดูกาล)

The picture demanded music appropriate to post-World War II Vienna, but director Reed had made up his mind to avoid schmaltzy, heavily orchestrated waltzes. In Vienna one night Reed listened to a wine-garden zitherist named Anton Karas, [and] was fascinated by the jangling melancholy of his music.

บทความจากนิตยสาร Los Angeles Times
Anton Karas & Zither

ปฏิกิริยาแรกของ Karas พยายามบอกปัดเสียงขันแข็ง ตนเองไม่ได้อยากมีชื่อเสียง ไม่มีประสบการณ์ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ แต่ก็ถูกลากพาตัวสู่เกาะอังกฤษ ไม่กี่วันเกิดอาการครุ่นคิดถึงบ้าน (Home Sick) นำเอาความรู้สึกดังกล่าวมาถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงในระยะเวลาหกสัปดาห์

งานเพลงของ Karas มีทั้งความครื้นเครงอลเวง และซึมเศร้าเคล้าน้ำตา เครื่องดนตรี Zither ไม่เพียงคละคลุ้งกลิ่นอาย Vienna/Austrian ยังทำให้หัวใจสั่นระริกรัว โหยหาคนรัก อดีตไม่วันหวนกลับมา ปัจจุบันหลงเหลือเพียงความโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่หลงเหลือใครสักคนเคียงข้างกาย

What sort of music it is, whether jaunty or sad, fierce or provoking, it would be hard to reckon; but under its enthrallment, the camera comes into play … The unseen zither-player … is made to employ his instrument much as the Homeric bard did his lyre.

นักวิจารณ์ William Whitebait จากหนังสือพิมพ์ New Statesman and Nation

ส่วนหนึ่งในความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ ต้องถือว่ามาจากงานเพลงของ Karas โด่งดังในชั่วข้ามคืน! ทำให้มีโอกาสออกทัวร์การแสดงทั่วโลก พบเจอราชวงศ์อังกฤษ, เล่นคอนเสิร์ตต่อหน้า Pope Pius XII, เพียงปลายปี ค.ศ. 1949 ยอดจำหน่ายแผ่นเสียง The Third Man Theme สูงกว่าครึ่งล้าน (ปัจจุบันเห็นรายงานสิบล้านกว่าแผ่นเข้าไปแล้ว)

แต่นั่นหาใช่สิ่งที่ Karas ต้องการแม้แต่น้อย! รับรู้ตัวว่าเป็นเพียง “One-hit Wonder” เมื่อกระแสนิยมซาลง จึงตัดสินใจหวนกลับบ้าน เปิดบาร์เล็กๆในเวียนนาชื่อว่า Zum Dritten Mann แต่กลับมีแต่คนดังแวะเวียนมา (ยกตัวอย่าง Orson Welles, Gina Lollobrigida, Curd Jürgens ฯ) จนกลายเป็นจุดท่องเที่ยว (Tourist Attraction) สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านชาวช่อง ท้ายที่สุดเลยตัดสินใจเกษียณตนเองเมื่อปี ค.ศ. 1966 ตอนอายุเพียง 60 ปีเป๊ะๆ

I never was a star, and never felt like one. It is because of that film that I was pushed from one place to the other … My only desire was to be back home again.

Anton Karas

ปล. ผมแอบรู้สึกว่าช่วงท้ายของบทเพลง Anna Walks Away (ตอนจบของหนัง) ท่วงทำนองมีละม้ายคล้าย Edith Piaf: Hymne à l’amour (แปลว่า Hymn to Love) ก็ไม่รู้ด้วยความบังเอิญหรือได้รับแรงบันดาลใจ

ครึ่งแรกของ The Third Man (1949) มีลักษณะเหมือนหนังสืบสอบสวน Holly Martins ออกค้นหาเบื้องหลังความตายของเพื่อนสนิทวัยเด็ก Harry Lime ก่อนค้นพบว่าทุกสิ่งอย่างคือการเสแสร้ง หลอกลวง เล่นละคอนตบตา แท้จริงแล้วหมอนี่ทำการฉกฉวยโอกาส กอบโกยผลประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงหลังสงคราม (Post-War) ครึ่งหลังทำการตีแผ่มุมมืด/โลกใต้ดิน(ท่อระบายน้ำ)ของกรุง Vienna, Austria

ในบรรดาประเทศพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง กรุงเวียนนาถือว่ามีความน่าสนใจอย่างมากๆ ดินแดนเล็กๆแต่กลับถูกแบ่งแยกโดยสี่ประเทศหมาอำนาจ สหรัฐอเมริกา (U.S.), สหราชอาณาจักร (UK), สหภาพโซเวียต (USSR) และฝรั่งเศส (France) ซึ่งไม่มีความสมัครสมานกลมเกลียว ต่างฝ่ายต่างสนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน ปล่อยให้ประชาชนชาว Austrian ใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง ไร้ความปลอดภัย ต้องต่อสู้ดิ้นรน พึงพาอะไรใครไม่ได้เลยต้องหันเข้าหาตลาดมืด ซื้อ-ขายสิ่งข้าวของผิดกฎหมาย ย่อมดีกว่าอดตาย

คนส่วนใหญ่น่าจะตีตรา Harry คือคนโฉดชั่วร้าย บุคคลอันตราย แสวงหาผลประโยชน์จากความทุกข์ยากลำบากของผู้อื่น แต่หนังจงใจไม่อธิบายเบื้องหลังความจริงทั้งหมด เพราะเหตุใด? มันเกิดห่าเหวอะไร? ตลาดมืดเกิดขึ้นได้ย่อมต้องมีอุปสงค์-อุปทาน สถานการณ์ขณะนั้นในกรุงเวียนนา คนนอกอย่างเราจะไปรับรู้อะไร? พวกเขาที่ซื้อยาเถื่อนอาจมีความจำเป็นเร่งด่วน ไร้หนทางออกอื่น เลยต้องยินยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง!

แน่นอนว่าการกระทำของ Harry คือสิ่งเลวร้าย สักวันย่อมได้รับผลกรรมติดตามทัน แต่สำหรับ Holly ก็ถือว่าอุดมคติ (Idealist) สุดโต่งไม่แตกต่างกัน! เพื่อนกันแท้ๆกลับไร้ความประณีประณอม ยินยอมรับการกระทำของอีกฝ่ายไม่ได้ ครุ่นคิดว่ามันมีหนทางออกเดียวคือต้องเข่นฆ่าให้ตาย กลายเป็นเพชฌฆาตลงมือสังหาร แถมเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าการกระทำของตนเองนั้นถูกต้องเหมาะสม … คือถ้ามันถูกต้องตามที่เขาครุ่นคิด ตอนจบก็ควรได้ครองคู่กับ Anna แต่เธอกลับเดินผ่านอย่างไม่เหลียวแลหลัง!

Anna Schmidt หญิงสาวชาว Czech ชีวิตหลังสงครามคงพานผ่านอะไรๆมามาก ต้องต่อสู้ดิ้นรน ทนทุกข์ยากลำบาก จนได้รับความช่วยเหลือจาก Harry ปลอมแปลงบัตรประชาชน Austrian แม้มันคือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ไอ้พวกคนดีมีคุณธรรมสูงส่งมันหายหัวไปไหน? เวลาเดือดร้อนไม่เคยมาหา พอมาถึงก็สร้างแต่ปัญหา ใครกันจะให้การยินยอมรับ นับหน้าถือตา? ในสายตาของเธอ Holly เป็นเพียงชาวอเมริกันหลงตนเอง ไม่ต่างจากนวนิยาย Western Pulp หาได้มีมูลค่า ราคา ความน่าเชื่อถือใดๆ

สิ่งต่างๆบังเกิดขึ้นใน The Third Man (1949) ล้วนเป็นการอารัมบทก่อนกาลมาถึงของสงครามเย็น (Cold War) เราสามารถใช้กรุงเวียนนาคือจุลภาคของโลก หมาอำนาจมีการแบ่งฝั่งแบ่งฝ่าย ประชาชนเต็มไปด้วยความหวาดระแวง กลัวการขัดแย้ง จากเพื่อนสนิทสนมกลับกลายมาเป็นศัตรู อุดมการณ์คิดเห็นแตกต่าง ก่อเกิดการทรยศหักหลัง และต้องเข่นฆ่าให้ตกตายกันไปข้างหนึ่ง

อีกสิ่งน่าสนใจในทิศทางตรงกันข้ามกับการพยากรณ์อนาคต คือธีมหวนระลึกความหลัง เวียนนาที่พังทลาย เพื่อนเก่า/ชายคนรัก(แสร้งว่า)ตายจากไป เสียงบรรเลง Zither ของ Anton Karas ช่างเต็มไปด้วยความเศร้าโศก โหยหาอาลัย (Karas แต่งเพลงด้วยอารมณ์ครุ่นคิดถึงบ้าน) … แม้หนังจะมีพื้นหลังกรุงเวียนนา แต่สามารถเหมารวมทุกประเทศบนโลกในช่วงเวลาหลังสงคราม (Post-War) อดีตพังทลาย ทุกสิ่งอย่างกำลังปรับเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีทางที่เราจักหวนย้อนกลับไปหาโลกใบเก่า คนที่มีชีวิตพานผ่านช่วงเวลาดังกล่าว ทำได้เพียงพร่ำเพ้ออาลัย และทอดถอนลมหายใจ

ชื่อหนัง The Third Man ผมรู้สึกเหมือนเป็นการชี้นำ พยากรณ์การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สาม (The Third World Wars) เอาจริงๆสงครามเย็นมันก็คือสงครามโลกครั้งที่สามนะแหละ แค่ว่าบรรดาหมาอำนาจต่างพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ต้องการใช้คำว่าครั้งที่สาม เพราะมันฟังดูไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่ต้องการยินยอมรับความจริง … หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มนุษยชาติก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการบิดเบือน สร้างภาพ เล่นละคอนตบตา (แสร้งว่าถูกรถชนตาย) ทุกสิ่งอย่างพลิกกลับตารปัตร ซุกซ่อนความคอรัปชั่นไว้ภายใน/ใต้ท่อระบายน้ำ!


เมื่อตอนหนังออกฉายใน Austria เสียงตอบรับไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ (Underwhelmed) เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แค่ไม่กี่สัปดาห์ นักวิจารณ์หลายคนรำคาญกับมุมกล้องเอียงๆ (Dutch Angels) ก็ขนาดว่าผู้กำกับ William Wyler เขียนโน๊ตส่งให้ผกก. Reed บอกว่า “Carol, next time you make a picture, just put it on top of the camera, will you?”

ถึงอย่างนั้นเมื่อเข้าฉายในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เสียงตอบรับถือว่าดีล้มหลาม (Overwhelmingly Positive) ไม่มีรายงานรายรับในอังกฤษ แต่ระบุว่าเป็นหนังทำเงินสูงสุดแห่งปี! จากนั้นก็กวาดรางวัลมากมาย

  • Academy Award
    • Best Director
    • Best Cinematography, Black-and-White ** คว้ารางวัล
    • Best Film Editing
  • BAFTA Award
    • Best British Film ** คว้ารางวัล
    • Best Film from any Source พ่ายให้กับ Bicycle Thieves (1948)
  • Cannes Film Festival
    • Grand Prize of the Festival (เทียบเท่ากับ Palme d’Or) ** คว้ารางวัล

หนังได้รับการบูรณะ 4K โดยสตูดิโอ Studio Canal ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 แต่เพิ่งเริ่มวางจำหน่ายแผ่น Blu-Ray 4K UHD เนื่องในโอกาสครบรอบ 75th Anniversary เมื่อปี ค.ศ. 2024

สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงระหว่างการรับชม The Third Man (1949) คือรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังเพลง มันช่างมีความครื้นเครง อลเวง การปรากฎตัวของ Orson Welles รอยยิ้มกวนๆน่าถีบยิ่งนัก และตอนจบปล่อยให้รอตั้งนานก่อน(มือที่สาม) Joseph Cotten รับประทานแห้ว … เอิ่ม นี่มันหนังนัวร์จริงๆนะเหรอ เปลี่ยนแปรสภาพ (Transcendence) กลายเป็นโรแมนติก มิวสิคัล ตลกร้ายไปเสียแล้ว!

จัดเรต 15+ กับความปลิ้นปล้อน หลอกลวง คำพูดเสียดสีแดกดัน

คำโปรย | The Third Man ผลงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ Carol Reed มีความครื้นเครง อลเวง ภาพสวยเพลงเพราะ อมยิ้มกับการปรากฎตัวของ Orson Welles และรับประทานแห้วตอนจบ
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ครึกครื้นเครง


 The Third Man

The Third Man (1949)

(10/1/2016) หนังรางวัล Grand Prix จาก Cannes เรื่องนี้ ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นหนัง British ที่ดีที่สุด ติดอันดับ 1 BFI (British Film Institute) ชาร์ทของประเทศอังกฤษ คล้ายกับ AFI (American Film Institute) ซึ่งเป็นชาร์ทของอเมริกา ซึ่ง The Third Man ก็ติด AFI ด้วย จัดอันดับครั้งปัจจุบันอยู่ที่ 57 มีตัวร้ายติดอันดับ 37 และติดอันดับ 5 หนังแนว Mystery

หนังเรื่องนี้ถือว่าร่วมมือกันสร้างระหว่าง British-American แต่ผู้กำกับ Carol Reed เป็นชาวอังกฤษ จึงถือว่านี่เป็นหนังของ British นะครับ ถ่ายทำกันที่ London เป็นส่วนใหญ่ สำหรับคนไม่รู้ จริงๆแล้วหนังที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักจะแยกเป็น 2 สัญชาตินะครับ อยู่ที่สำเนียงที่ใช้ในหนัง, สัญชาติของผู้กำกับ, สตูดิโอที่ออกทุนสร้าง, และสถานที่ถ่ายทำ ถ้าอย่างน้อย 1-2 อย่างเป็นของอังกฤษ ก็จะถือว่าหนังมีสัญชาติ British ได้ เอาจริงๆนี่เป็นเส้นแบ่งที่บางมากๆนะครับ หลายครั้งทีเดียวที่เราแทบจะไม่รู้เลยว่านี่เป็นหนัง British คนส่วนมากจะเหมารวมไปหมดว่าหนังพูดภาษาอังกฤษเป็นหนัง hollywood

Carol Reed ผู้กำกับชาวอังกฤษคนนี้ได้ Oscar สาขา Best Director จากหนังเรื่อง Oliver! (1968) ถือว่าเป็นผู้กำกับที่เราควรจะรู้จักไว้นะครับ ช่วงพีคที่สุดในอาชีพของพี่แกอยู่ช่วงทศวรรษ 40-50 ตอนกำกับ The Third Man (1949) นั้นมีหนัง 2 เรื่องก่อนหน้านี้ที่ยอดเยี่ยมมากๆ คือ Odd Man Out (1947) และ The Fallen Idol (1948) ผมยังไม่ได้ดูทั้งสองเรื่องนะครับ ซึ่งเขาเป็นผู้กำกับคนแรกที่ได้ BAFTA Award รางวัล Best British Film 3 ปีซ้อน (1947-1949) หนังเรื่องที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดของผู้กำกับคนนี้ก็คือ The Third Man

Graham Greene เขียนบทเรื่องนี้ และเขียนเป็นนิยายด้วย นี่เป็นหนังที่เรียกว่า film-noir หนังมีโทนของความหม่น เคร่งเครียด อึมครึม หนังมีโทนสีไปทางเข้มๆ เรื่องนี้ใช้การถ่ายทำโดยฟีล์มขาวดำ เรื่องราวเกี่ยวกับนักเขียนที่ไปเจอเหตุการณ์ฆาตกรรมเข้ากับตัว ด้วยความใคร่อยากรู้ หาคำตอบ เขาจึงเริ่มทำการสืบสวนด้วยตนเอง เหตุผลก็พอคาดเดาได้ว่า นี่มันจะกลายเป็นพล็อตนิยายดีๆให้กับเขาเลย แต่การสืบสวนนั้นทำให้เขาได้ค้นพบความจริงบางอย่างที่น่าสนใจมากๆ มีหักมุมครั้งใหญ่ที่เราคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว

นำแสดงโดย Joseph Cotten เล่นเป็นนักเขียนที่กำลังค้นหาความจริง นักแสดงคนนี้ดังมากๆนะครับ เขาแสดง Citizen Kane ด้วย ที่เล่นเป็นเพื่อนพระเอก ซึ่งถือเป็นเรื่องตลก เพราะหนังเรื่องนี้มีนักแสดงอีกคนหนึ่งที่ออกมาเป็นตัวขโมยซีนที่สุดๆเลยคือ Orson Welles ตัวละครที่ Welles เล่น เป็นอะไรที่ไม่มีใครคาดถึงเลย เพราะเรารู้ว่ามีเขาเป็นหนึ่งในนักแสดงด้วย เพราะความที่เขาดังมากๆ คนจึงมองหากันว่าเมื่อไหร่ที่หมอนี่จะโผล่ออกมา ซึ่งจังหวะที่โผล่ออกมา ถ้าดูในหนังคงมีเสียงปรบมือ กรีดกร๊าดกันเลยละ และวิธีที่ตัวละครนี้โผล่ออกมามันเจ๋งมากๆ

ถ่ายภาพโดย Robert Krasker ผมชอบเทคนิคการถ่ายของหนังเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะการเล่นแสงกับเงา แสงมีความคมชัดมากในทุกๆฉาก ผิดกับเนื้อเรื่องที่ดูมืดหม่นและคลุมเคลือ ซึ่งจุดนี้เองกลับเป็นจุดเด่น เพราะมันทำให้ฉากเปิดตัวของ Orson Welles นั้นออกมาเจ๋งมากๆ ทิศทางของภาพในหนังก็จะรู้สึกแปลกๆ เพราะมีการทดลองมากมาย เช่นถ่ายภาพเงยขึ้น เราจะเห็นภาพออกมาดูผิดแปลกและใหญ่กว่าปกติ มันให้อารมณ์ที่แปลกๆ แต่ความหมายมันใช่เลย เทคนิคนี้เรียกว่า “Dutch angle” สมแล้วกับรางวัล Academy Award สาขา Best Black and White Cinematography

การตัดต่อ ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน Oswald Hafenrichter ได้เข้าชิง Oscar ด้วยแต่ไม่ได้รางวัลไป หนังใช้การเล่าเรื่องผ่านตัวละครหนึ่ง ซึ่งเราจะเห็นมุมมองของตัวละครราวกับเป็นผู้สัมภาษณ์ การตัดต่อด้วยเทคนิคปล่อยให้ตัวละครพูดโดยไม่เห็นหน้า จังหวะของหนังเรื่องนี้ถือว่าเปะมากๆ ฉับไวสุดๆ (จะว่าไวเกินไปด้วยซ้ำ เพราะผมอ่านซับแทบจะไม่ทัน) พอเริ่มจับทิศทางหนังได้คราวนี้ก็จะไวแล้วละครับ ช่วงท้ายๆมีการตัดต่อที่สลับไปมาบ่อยมากๆ ผมมองว่านี่เป็นการทดลองนะครับ คือเราจะจับทิศทางของตัวละครไม่ได้เลยว่าเดินไปไหน เพราะการตัดต่อทำให้เรารู้สึกสับสน แสงไฟและเงาทำให้รู้สึกวุ่นวาย อลม่าน ซึ่งก็พอดีกับเนื้อเรื่องช่วงนั้นพอดีที่เป็นการหนีเอาตัวรอด

เพลงประกอบ นี่เป็นหนังที่ใช้เครื่องดนตรีสายชิ้นเดียวที่ชื่อ zither เล่นโดย Anton Karas นักเล่น zither ที่จากไม่ดังเท่าไหร่กลายเป็นดังระดับโลกเลย เป็นการทดลองที่เจ๋งมากนะครับ เพราะการที่ไม่ใช่เครื่องดนตรีอื่นประกอบเลยทำให้หนังเรื่องนี้อยู่ในระดับดิบ (raw) มากๆ โดยปกติ film noir จะใช้ดนตรีเพื่อสร้างบรรยากาศ แต่หนังเรื่องนี้ใช้องค์ประกอบอื่นๆ ภาพ แสง เงา การตัดต่อ และเนื้อเรื่องในการสร้างบรรยากาศ และเครื่องดนตรี zither นั้นสร้างอารมณ์รุกเร้า ตื่นเต้น ซึ่งเป็นการผสมผสานที่แปลกใหม่แต่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

ผมค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้นะครับ มันมีการเล่าที่น่าดึงดูดมากๆ คงเพราะส่วนผสมของหนังเรื่องนี้มาจาก Orson Welles ล้วนๆ ถ้าใครเคยได้ดูอย่าง Citizen Kane, The Stranger หรือ The Lady from Shanghai ซึ่งเป็นหนังที่ Welles สร้างในยุค 40s ทั้งนั้น และการได้ Welles มาแสดงด้วย มันหมายถึงอะไรที่ใช่เลย ถ้าไม่บอกว่านี่คือหนังของ Carol Reed อาจจะนึกว่านี่เป็นหนังของ Welles เลยก็ได้ ความชอบของผมเลยออกไปในแนวทางชื่นชมมากกว่า เพราะหนังไม่มีจุดที่ทำให้ผมหลงรักเลย มีแต่ เห้ยเจ๋ง เยี่ยม สุดยอด คงเพราะหนังแนวนี้มันไม่ใช่หนังโปรดของผมนะครับ

ผมแนะนำให้กับคนที่ต้องการดูหนังเก่าๆ หนังมีความ classic สูงมากๆ หรือคนชอบหนังแนว film noir ชอบอารมณ์หม่นๆ หนังแนวสืบสวนสอบสวน Mystery ชอบการแก้ปัญหา หาคำตอบ และชอบการหักมุม จริงๆตอนหักมุมถ้าคนดูหนังเก่าๆมาเยอะ และเห็นเครดิตนักแสดงก็อาจจะเดาได้ว่ามันจะหักมุมอะไร แต่ผมอยากให้สังเกตจังหวะที่เฉลยนั้นนะครับ มันเจ๋งมากๆ นั่นเป็นฉากที่ตราตรึงและน่าจดจำมากๆ ผมจัดเรตหนังเรื่องนี้ที่ 15+ นะครับ เพราะความ noir ของหนัง ดูแล้วคงจะมีความเครียดในระดับหนึ่ง จนกว่าจะถึงจุดที่หนังจะเฉลยออกมา หนังแฝงความรุนแรงในคำพูดที่ดูแล้วเห็นภาพตามพอสมควร

คำโปรย : “Carol Reed กำกับ The Third Man หนัง British ที่ยอดเยี่ยมที่สุด กับการแสดงของ Joseph Cotten และ Orson Welles เราจะได้เห็นงานภาพที่แปลกๆ เครื่องดนตรี zither การตัดต่อที่รวดเร็วฉับไว เป็นส่วนผสมที่แปลกแต่ลงตัวแบบสุดๆ”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบ : LIKE


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)