The Tree of Wooden Clogs (1978)

The Tree of Wooden Clogs

The Tree of Wooden Clogs (1978) Italian : Ermanno Olmi ♥♥♥♥

สี่ครอบครัวจนๆพึ่งพาอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านฟาร์มชนบทแถว Bergamo แคว้น Lombardy ประเทศอิตาลี นำเสนอภาพวิถีชีวิตลูกทุ่งของพวกเขาในรอบ 1 ปี พบเห็นเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว ได้รับการยกย่องเป็นภาพยนตร์มี ‘มนุษยธรรม’ ที่สุดในโลก คว้ารางวัล Palme d’Or อย่างเป็นเอกฉันท์ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

The Tree of Wooden Clogs ถือเป็นอีกหนึ่ง Masterpiece ของวงการภาพยนตร์ ที่จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มเอิบ ซาบซึ้งสุขใจ อึ้งทึ่งช็อค และอาจอ๊วกแตกอ๊วกแตนไปพร้อมๆกัน กับเนื้อหาสาระอัดแน่นเต็มเยียดในระยะเวลา 3 ชั่วโมง ชักชวนให้ผู้ชมตั้งคำถาม อะไรคือสิ่งที่เรียกว่ามนุษยธรรม?

นำเสนอในรูปแบบกึ่งๆสารคดี ร้อยเรียงด้วยเหตุการณ์ต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นประจำวัน/ฤดูกาลของชาวชนบท ด้วยสัมผัสของ Neorealist ถ่ายทำยังสถานที่จริง ไม่มีการจัดแสงสี ใช้นักแสดงสมัครเล่นทั้งหมด และ Ermanno Olmi ควบเหมาทุกตำแหน่งงาน ผู้กำกับ เขียนบท ถ่ายภาพ ตัดต่อ เลือกเพลงประกอบ

ช่วงทศวรรษ 70s – 80s เกิดเทรนด์แฟชั่นภาพยนตร์แนวชนบทลูกทุ่ง เกี่ยวกับอาชีพกสิกรรม อาทิ The Emigrants (1971), The New Land (1972), 1900 (1976), Padre Padrone (1977), Days of Heaven (1978) ฯ เมืองไทยเราก็ไม่น้อยหน้า ลูกอีสาน (พ.ศ. ๒๕๒๕) คงเพราะโลกทศวรรษนั้นเกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจ สังคมเมืองอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว วิถีชีวิตชนบทแบบดั้งเดิมกำลังค่อยๆลบเลือนจางหาย ซึ่งบรรดาผู้กำกับที่สร้างหนังแนวนี้ ต่างคงเริ่มโหยหาถึงความทรงจำครั้นวันวาน อดีตอันหอมหวานของตนเองเมื่อครั้นเด็ก-หนุ่ม

หนังเรื่องนี้มีฉากที่ทำให้ผมอึ้งทึ่งช็อค คือตอนเชือดห่านและฆ่าหมู ตายจริงไม่มีสตั๊น กับคนอ่อนไหวมากๆเชื่อว่าคงได้ท้องไส้ปั่นป่วน อ๊วกแตกอ๊วกแตนอย่างแน่นอน แล้วมันจำต้องนำเสนอภาพแรงเว่อๆลักษณะนี้ด้วยหรือไร? ใช่ครับจำเป็น ผมมองว่ามันคือซีน Masterpiece ของหนังเลยนะ ถ้าคุณเคยอาศัยอยู่ชนบท การฆ่าหมูฆ่าไก่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากๆ มีแต่สังคมเมืองโลกสวยเท่านั้นที่สะดีดสะดิ้งอ้างหลัก ‘มนุษยธรรม’ กล่าวหาต่อว่าทารุณกรรมสัตว์ แล้วเนื้อหมูไก่ที่พวกคุณรับประทานกันอยู่มันมาได้ยังไง? โรงเชือดต่างอะไรกับที่พบเห็นในหนัง?

ความสำคัญจำเป็นของฉากนี้ สะท้อนถึงการต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดของชาวชนบท ก็เหมือนเจ้าหมูตัวนั้นแหละ พอมันรู้ว่ากำลังจะถูกฆ่า ร้องลั่น วิ่งพร่าน ดิ้นหนี กว่าจะเชือดสำเร็จก็ไม่รู้กี่คนช่วยกันจับ ไม่มีมนุษย์/สัตว์/สิ่งมีชีวิตไหนๆอยากตาย แต่แค่การมีชีวิตเป็นคนจนก็เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด จะเอาเวลาที่ไหนมาครุ่นคิดคำนึงถึงจิตสำนึก มโนธรรม คุณธรรม หรือ ‘มนุษยธรรม’ ก็ไม่เป็นอันต้องหาอะไรกินท้องอิ่มกันแล้ว

กระนั้นสำหรับคนชนชั้นกลาง/สูง เจ้าของฟาร์มกสิกรรมแห่งนี้ เมื่อรับรู้พบเห็นการกระทำของครอบครัวหนึ่งที่มีความมักง่ายเห็นแก่ตัว ตัดต้นไม้เพื่อนำไปทำเป็นรองเท้า (Clogs) ให้ลูกชายสวมใส่เดินทางไปโรงเรียน ปากอ้างหลักการความถูกต้องเหมาะสม แต่กลับคืนสนองตอบโต้ในสิ่งไร้ซึ่ง ‘มนุษยธรรม’ ขับไล่ไสถีบส่งให้ออกไปจากสถานที่แห่งนี้

ซึ่งสิ่งน่าเศร้าสลดที่สุดของหนัง คือการเพิกเฉยของครอบครัวอื่นๆต่อความอยุติธรรมนี้ ผมไม่คิดว่ามันคือ ‘อุเบกขา’ ในพรหมวิหาร ๔ พวกเขาคงคิดว่าถ้าฉันไปแสดงความคิดเห็นขัดแย้ง ตอบโต้ หรือให้การช่วยเหลือใดๆ อาจได้รับผลตอบสนองถูกขับไล่ไม่ต่างจากพวกเขาแน่ เรื่องอะไรจะเอาภาระหนักอึ้งของตนเองไปเสี่ยงแลกกับความถูกต้องของการมี ‘มนุษยธรรม’ กันเล่า

Ermanno Olmi (1931 – 2018) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ Bergamo, Lombardy ในครอบครัวชนชั้นทำงาน (Working-Class) ที่มีศรัทธาแรงกล้าในคาทอลิก สมัยมัธยมสนใจวิทยาศาสตร์ แต่กลับเลือกเรียนการแสดงที่ Academy of Dramatic Arts, Milan แล้วทำงานเป็นเสมียนในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า Volta-Edison ไปๆมาๆได้รับโอกาสเป็นผู้กำกับสร้างสารคดีขนาดสั้นให้บริษัทกว่า 40 เรื่อง และขนาดยาวเรื่องแรก Time Stood Still (1959) เกี่ยวกับ รปภ. ที่เฝ้าอยู่ทางเข้าเขื่อนผลิตไฟฟ้า วันๆเหมือนจะไม่ทำอะไรแต่มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นเต็มไปหมด

พอปีกกล้าขาแข็งก็เลยลาออกจากบริษัทเก่า สร้างภาพยนตร์ Feature-Length เรื่องแรก Il Posto (1961) [The Job] คว้ารางวัล David di Donatello: Best Director (เทียบเท่ากับ Oscar ของประเทศอิตาลี) ตามด้วย
– The Tree of Wooden Clogs (1978) คว้า Palme d’Or เทศกาลหนังเมือง Cannes
– Long Live the Lady! (1987) คว้า Silver Lion: Best Director เทศกาลหนังเมือง Venice
– The Legend of the Holy Drinker (1988) คว้า Golden Lion เทศกาลหนังเมือง Venice
ฯลฯ อีกนับไม่ถ้วน

สไตล์ของ Olmi รับอิทธิพลจาก Italian Neorealist มักใช้นักแสดงสมัครเล่น ถ่ายทำจากสถานที่จริง เนื้อเรื่องราววิพากย์ปัญหาสังคม ซึ่งลักษณะเฉพาะตัว จะมีตัวละครเชื่อศรัทธาในศาสนาแรงกล้า และเรื่องราวต้องแฝงข้อคิดคติ ‘moral principle’ จริยธรรมอยู่เสมอๆ

สำหรับ L’Albero degli zoccoli ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าของยาย (หรือทวดก็ไม่รู้นะ) เมื่อครั้งสมัยยังสาว ประมาณทศวรรษ 1890s เพราะความยากจน ครอบครัวเลยต้องอาศัยอยู่ในบ้าน Farmhouse ร่วมกับอีก 3-4 ครอบครัว ใช้แรงงานทำกสิกรรม ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ รับจ้างทั่วไป โดยรายได้สองในสามส่วนต้องแบ่งให้เจ้าของที่ดินแทนค่าเช่า ซึ่งเมื่อไหร่ถ้ามีเรื่องเสียๆหายๆวุ่นวายขัดแย้งบานปลายเกิดขึ้น คู่กรณีก็มีสิทธิ์ถูกขับไล่ออกได้ทันที

เห็นว่า Olmi คิดสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่ตอนเริ่มถ่ายทำสารคดี Time Stood Still (1959) แต่ค่อยๆใช้เวลาครุ่นคิดเตรียมการวางแผน ออกสำรวจเก็บข้อมูล สัมภาษณ์ชาวชนบทที่มีชีวิตผ่านช่วงเวลาทศวรรษนั้น หรือเคยอาศัยทำงานใน Farmhouse เกือบๆสองทศวรรษถัดมาจึงเกิดความพร้อมเริ่มต้นสร้างหนังเสียที

สำหรับสี่ครอบครัวหลักๆของหนัง (ไม่นับเจ้าของบ้านฟาร์ม) ประกอบด้วย
– ครอบครัว Batistì มีภรรยาท้องแก่ใกล้คลอดลูกคนที่สาม บาทหลวงแนะนำให้ลูกชายคนโตเดินเท้าไปโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล 4 ไมล์ แล้ววันหนึ่งเกิดรองเท้าไม้แตก ทำให้พ่อตัดโค่นต้นไม้หนึ่งลงเพื่อนำมาทำไสคู่ใหม่ให้ลูก กลายเป็นเหตุให้ภายหลังถูกขับไล่ออกจากบ้านฟาร์มแห่งนี้
– แม่หม้าย Runk เพราะสามีด่วนเสียชีวิตจากไป ทิ้งให้เธอต้องเลี้ยงดูลูกๆทั้งหกคน และปู่ Anselmo (ที่ชอบพาหลานสาวตามติดไปด้วย ตักขี้ไก่ ปลูกมะเขือเทศ) ทำงานรับจ้างซักผ้า เอาตัวเองยังแทบไม่รอด แต่ยังโชคดีลูกชายคนโตอายุ 15 ปี แม้ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมฉี่รถที่นอนตนเอง ก็สามารถทำงานหาแบ่งเบาภาระครอบครัวได้ระดับหนึ่ง ไม่ต้องส่งน้องคนเล็กสองคนสู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
– ครอบครัวของของหญิงสาว Maddalena ที่ระหว่างเดินทางกลับบ้าน มีชายหนุ่ม Stefano พยายามตามตื้อขอแต่งงาน สำเร็จแล้วพากันเดินทางไปเมืองมิลาน หาแม่ชีที่เป็นพี่สาวแม่ รับเลี้ยงทารกน้อยคนหนึ่งด้วยจิตใจเมตตากรุณา
– สองพ่อลูก Finard วันๆมีเรื่องให้ทะเลาะกัดกันเหมือนหมา-แมว เลวร้ายถึงขนาดสาปแช่ง เฉดหัวขับไล่ไม่สนหัวใยดี (แต่ก็ดีแต่เห่า)

หนังใช้เวลาถ่ายทำประมาณ 3-4 เดือน ผู้กำกับและทีมงานสามสี่คน ปักหลักอาศัยอยู่ Bergamo, Lombardy แต่ละวันจะมีการ ‘improvise’ สิ่งต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งสิ่งน่าทึ่งของหนังเรื่องนี้ ทำเช่นไรถึงให้นักแสดงสมัครเล่นทั้งหลายที่ก็เป็นเพียงชาวบ้านสามัญทั่วไป มีความเป็นธรรมชาติสมจริง ไม่รับรู้สึกถึงการแสดง ปรุงแต่ง หรือความกระอักกระอ่วนต่อหน้ากล้องแม้แต่น้อย?

เท่าที่ผมสังเกตเห็น หลายช็อตมีลักษณะเหมือนการแอบถ่าย กล้องตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เหมือนหลบซ่อนเร้นไม่ให้นักแสดง/ชาวบ้านพบเห็นรับรู้ตัว ซึ่งช่วงแรกๆจะเน้นภาพระยะไกล Long Shot ซูม/แพนเข้าหานักแสดง จากนั้นเมื่อเริ่มคุ้นเคยจะค่อยๆเห็นภาพระยะใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แต่เฉพาะเพียงฉากพูดคุยสนทนาถึงใช้ภาพระดับ Medium Shot/Close-Up กระนั้นนักแสดงก็ใช่ว่าจะขับเค้นเน้นอารมณ์อะไรออกมามากมาย สีหน้าธรรมดาๆนิ่งๆสะท้อนบอกอะไรๆได้มาก แล้วไปพึ่งการพากย์เสียงทับให้มีความสมจริงยิ่งกว่า

เกร็ด: เสียงพากย์ดั้งเดิมของหนัง เห็นว่าเป็นภาษาท้องถิ่น Bergamasque สำเนียง Eastern Lombard เรื่องแรกและเรื่องเดียวของโลก (ขณะนั้น) ตอนนำออกฉายในกรุงโรม จำต้องใช้ Subtitle เข้าช่วยด้วย แต่ภายหลังเมื่อมีการ Restoration ผู้กำกับเลยตัดสินใจเปลี่ยนเป็นภาษากลางอิตาเลี่ยนแทน

ในบางฉาก อาทิ โรงม้ายามค่ำคืน สถานที่รวมตัวพูดคุยประชุม คงมีการจัดเตรียมสถานที่ไว้ล่วงหน้าแล้ว ตำแหน่งตะเกียง มุมกล้องที่ถ่าย ครุ่นคิดคำนวณโดยละเอียด ทำให้สามารถเก็บภาพทุกเรื่องราวการสนทนา รวมถึงปฏิกิริยารอยยิ้มเสียงหัวเราะของแต่ละคน นำมาตัดต่อร้อยเรียงกันได้อย่างลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ

กับฉากเชือดห่านฆ่าหมู คงใช้รูปแบบวิธีการคล้ายถ่ายทำสารคดี คือตั้งกล้องจัดวางตำแหน่งไว้ให้พร้อมสรรพ แต่ขณะลงมือจริงๆ ก็ให้อิสระกับชาวบ้าน อยากทำอะไรก็ทำไป (ขอให้เชือดสำเร็จเป็นพอ) หน้าที่ของผู้กำกับมีเพียงบันทึกภาพเหตุการณ์สดๆขณะนั้น แล้วค่อยไปว่ากันอีกทีตอนหลังการถ่ายทำ

งานภาพสวยๆของหนังล้วนมาจากทุ่งรวงข้าว ผืนน้ำ ไร่ดิน ต้นไม้ไร้กิ่ง หิมะขาวโพลน ฯ เหล่านี้คือวิถีธรรมชาติของชาวชนบท ที่เปลี่ยนแปรผันไปเรื่อยๆดังวัฏจักร ตามช่วงเวลาฤดูกาลต่างๆ

หนังไม่ได้ใช้มุมมองการเล่าเรื่องของครอบครัว/ใครคนใดเป็นพิเศษ เพราะมีอยู่ 4 ครอบครัวหลัก เลยทำการจัดสรรปันส่วนแบ่งเวลาให้พอๆกัน ซึ่งก็จะมีทั้งเรื่องที่ลากยาวไปเลยครั้งเดียวจบ และแทรกปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆให้คอยลุ้นติดตามต่อเนื่อง อาทิ
– เรื่องราวของหนุ่มสาว ทั้งสองพบเจอกันเรื่อยๆประปราย จนกระทั่งเมื่อถึงวันแต่งงานก็จะลากยาวทั้งวัน เดินทางขึ้นเรือถึงมิลาน ก่อนจบที่วันถัดมาพาทารกน้อยกลับบ้าน
– ปู่ปลูกต้นมะเขือเทศกับหลานสาว เรื่องนี้ตัดแบ่งเป็นช่วงๆแทรกใส่ช่วงว่างระหว่างตอนหลักๆ เริ่มจากตักดินขี้ไก่เตรียมไว้หน้าหนาว -> ตื่นขึ้นมากลางดึกแอบย่องไปเตรียมสถานที่ -> เพาะเมล็ด -> ปลูกมะเขือเทศ -> เก็บเกี่ยวและไปขายตลาด

2 ใน 3 เรื่องราวของหนัง ดำเนินเรื่องวนเวียนอยู่ในบ้านฟาร์มและสถานที่ใกล้เคียง ราวกับเป็นสถานที่ปิดห่างไกลจากโลกภายนอก แต่หลังจากการแต่งงานของคู่รักหนุ่มสาว พวกเขาออกเดินทางโดยเรือมุ่งสู่ Milan ระหว่างนั้นพบเจอสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมายที่ไม่เคยรับล่วงรู้มาก่อน อาทิ ทหารเผาบ้าน/ฟาร์ม พาเรดนักโทษ ใช้กำลังรุนแรงกับผู้ประท้วงต่อต้าน ฯ ก็ไม่รู้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่ถือเป็นการสะท้อนว่าสังคมเมืองเต็มไปด้วยปัญหา มิได้น่าอาศัยอยู่เหมือนบ้านนอกคอกนา

สำหรับเพลงประกอบ เว้นเพียงงานประจำปี และ Mozart: Turkish March ที่เด็กชายในบ้านเจ้าของฟาร์มบรรเลงเล่นเปียโน นอกนั้นนำจากผลงานประพันธ์ของ Johann Sebastian Bach บรรเลงออร์แกนโดย Fernando Germani

ทำไมถึงเลือก Bach และบรรเลงด้วยออร์แกน? หลายผลงานประพันธ์ของ Bach (ที่นำมาใช้ในหนัง) เป็นบทเพลงวันอาทิตย์ของชาวคริสต์ (ขับร้องในโบสถ์) อาทิ Bach: Ich steh mit einem Fuß im Grabe, BWV 156 อ้างอิงจาก Epistle to the Romans เมื่อครั้งที่ Gospel of Matthew ทำการรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อนให้หายขาด ฉบับเต็มของเพลงมีทั้ง Oboe, เครื่องสาย, ออร์แกน และขับร้องประสานเสียง Chorus แต่การใช้เฉพาะเสียงออร์แกน ที่เต็มไปด้วยความโหยหวนทุกข์ทรมาน สะท้อนความยากลำบากของชีวิตสามัญชน คนจนๆได้เป็นอย่างดี

จะว่าไปเสียง Organs และบทเพลง Bach สามารถสื่อนัยยะได้ถึงสัมผัสของพระเจ้า ที่ล่องลอยอยู่ทั่วทุกหนแห่งของหนัง ไม่ละทิ้งแม้แต่ชาวบ้านชนบทตาดำๆยากจนค้นแค้น, ซึ่งนี่ยังเป็นการสะท้อนศรัทธาอันแรงกล้าของผู้กำกับ Olmi ได้เป็นอย่างดี

เช่นกับกับเสียงระฆังตอนแต่งงาน ลากยาวมาถึงตอนขึ้นเรือล่องมาตามแม่น้ำยังคงได้ยินอยู่ ราวกับต้องการประกาศก้องให้ทั้งโลกรับรู้ว่า หนุ่มสาวสองคนนี้ได้กลายเป็นสามีภรรยาถูกต้องตามพระประสงค์ ก่อนค่อยๆเฟดเงียบลงเมื่อเข้าใกล้เมือง Milan

คำอธิบายของผู้กำกับ Mike Leigh ต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ถือว่าครอบคลุมที่สุดแล้ว

“The Tree of Wooden Clogs is a film about man and place, environment, seasons, the passing cycle of things; it’s about power, class, religion and faith; love, superstition and journeys; life and death.”

เรื่องราวของมนุษย์, สถานที่, สภาพแวดล้อม, ฤดูกาล, วัฎจักรชีวิต; เกี่ยวกับอำนาจ, ชนชั้น, ศาสนา, ศรัทธา; ความรัก, เรื่องเหนือธรรมชาติ, การเดินทาง; ชีวิตและความตาย

สรุปได้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้คือทุกสิ่งทุกอย่างในช่วงเวลา-สถานที่-ที่มนุษย์กลุ่มหนึ่งได้พักอาศัย ใช้ชีวิตพึ่งพา อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขสันติ ก็มีดีบ้างเลวบ้าง สุข-ทุกข์ ทะเลาะขัดแย้ง ก็ถือเป็นวิถีทั่วๆไปของชีวิต แต่เมื่อใครหนึ่งใดกระทำการนอกเหนือขัดกฎระเบียบข้อตกลงที่วางไว้กับเจ้าของฟาร์ม/ชนชั้นสูง/ผู้มีอำนาจเหนือกว่า ความเห็นแก่ตัวนั้นจักย้อนแย้งเข้าหาตัว ทำให้ถูกผลักไสขับไล่ให้ออกจากวงโคจรโลกใบนี้

มันรุนแรงเกินไปหรือเปล่า กับแค่การตัดต้นไม้แล้วถูกไล่ออกจากบ้าน? เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะรู้สึกเช่นนั้นแน่ เป็นโทษทัณฑ์ที่เกิดจากอคติไม่พึงพอใจล้วน แต่ให้ลองครุ่นคิดมุมของผู้สูญเสียดูบ้างนะครับ จากต้นไม้ที่เคยปลูกเรียงรายสวยงามดีอยู่แล้ว อยู่ดีๆกลับแหว่งโหว่หายไปต้นหนึ่ง มันจะมีอะไรชดใช้ความเสียหายนี้ได้บ้างละ ปลูกต้นใหม่เหรอ แล้วเมื่อไหร่มันจะโตคืนสู่สภาพเดิม

อธิบายแบบนี้หลายคนคงไม่เห็นภาพตามอยู่ดี ผมขอลองสมมติเรื่องไร้สาระหนึ่งให้ฟังก็แล้วกัน, สมมติว่าคุณเดินเข้าร้านตัดผม แล้วช่างพลั้งเผลอไถเกรียนทั้งๆที่ขอรองทรง ตัดสั้นทั้งๆที่ขอแค่เล็มยาว นึกถึงลูกค้าบางคนวีนแตกโวยชิบหายวายป่วน แบบนี้ให้อภัยยอมความได้หรือเปล่า

โลกเรามันก็มีทั้งมิตรที่ให้อภัยรับได้ กับศัตรูผู้ดื้อรั้นหัวชนฝาสาปแช่งให้ตายก็ไม่คืนดี (แบบพ่อ-ลูก ที่เป็นหมา-แมว กัดกันทุกวี่ทุกวัน) เรื่องพรรค์นี้มองได้แค่เป็นความเคราะห์ร้าย กรรมบารมีที่พวกเขาอาจเคยกระทำมาก่อน แล้วถึงชาตินี้ตอบคืนสนองอย่างสาสมควร ซึ่งนี่ถือว่าเป็นเรียนทาง ‘มนุษยธรรม’ ที่ทรงคุณค่ายิ่งเลย อะไรเป็นสิ่งที่สมควรแสดงออก อะไรควรจดจำไว้เป็นบทเรียน

มนุษยธรรม คือคุณธรรมของมนุษย์ที่มีให้กับผู้อื่น อาทิ ความเมตตา กรุณา มุทิตา ฯ หากสังคมมนุษย์ไม่มีการแสดงออกของสิ่งเหล่านี้ ก็จะมีพฤติกรรมดำเนินชีวิตไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว สนเฉพาะผลประโยชน์ส่วนตน ก่อสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น และหาความสงบสุขสันติร่วมกันได้ยาก

ผมคงไม่วิเคราะห์ลงรายละเอียดว่า ใครตัวละครใดมีไม่มีมนุษยธรรม นั่นเป็นสิ่งที่คุณควรจะครุ่นคิดค้นหาทำความเข้าใจด้วยตนเองถึงจะมีประสิทธิผลมากกว่าพูดบอกเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแนะนำว่าอย่างมองพวกเขาแค่ถูก-ผิด ดี-ชั่ว วิเคราะห์ลงลึกไปไกลกว่านั้นว่า เพราะอะไร ทำไม มันจะเกิดผลกระทบอะไรต่อผู้คนอื่น สังคม ประเทศชาติ และมวลมนุษย์

ผู้กำกับ Olmi นอกจากแทรกใส่ตัวตน ความทรงจำชีวประวัติ ศรัทธาแรงกล้าในพระศาสนา ยังสะท้อนเสียดสีการเมือง และระบอบชนชั้นของประเทศอิตาลี (คุ้นๆว่า ค.ศ. นั้นได้ล่มสลายไปแล้ว) ประชาชนต้องก้มหัวให้กับเจ้าขุนมูลนาย/เจ้าของประเทศ นี่เป็นสิ่งที่ชาวชนบทอาจไม่ค่อยรับรู้สึกถึงเท่าไหร่ แต่เมื่อเข้าไปในสังคมเมือง ภาพความขัดแย้งปรากฎได้ปรากฎพบเห็น ประเทศมีความสั่นคลอน ขาดเสถียรภาพ จุดสิ้นสุดของระบอบการปกครองกำลังใกล้เข้ามาถึง

ต้นไม้ สิ่งสัญลักษณ์ที่มักสื่อถึงการมีชีวิต เมื่อถูกตัดทอนย่อมคือการสูญสิ้นทำลาย แถมนำมาทำเป็นรองเท้าของต่ำต้อยดูถูกดูแคลน ด้วยเหตุนี้ผลกรรมของจึงสะท้อนการสูญเสียทุกสิ่งอย่าง ถูกขับไล่ไร้สถานที่ซุกหัวนอนปลายตีน ผู้คนอื่นปิดหูหลับตาไม่สนใจ เต็มที่คือสวดอธิษฐานส่งให้ไปดี ถ้าเลือกที่จะมีสติและไม่เห็นแก่ตัวตั้งแต่แรก เหตุการณ์ไร้มนุษยธรรมนี้คงไม่บังเกิดขึ้น

ด้วยความตั้งใจสร้างออกฉายโทรทัศน์ mini-Series ความยาว 3 ตอน (ละ 1 ชั่วโมง) แต่เมื่อส่งไปเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ามาสองรางวัลใหญ่ เลยได้รับโอกาสฉายในโรงภาพยนตร์
– Palme d’Or
– Prize of the Ecumenical Jury (รางวัลที่มอบให้กับภาพยนตร์มีความเป็นคริสเตียนโดดเด่น)

เกร็ด: The Tree of Wooden Clogs คือภาพยนตร์เรื่องโปรดของผู้กำกับ Mike Leigh และ Al Pacino

สิ่งที่โดยส่วนตัวชื่นชอบสุดของหนัง คือความหนาแน่นในรายละเอียดเรื่องราว ด้วยปริมาณมากพอให้เรารับรู้จักแทบทุกตัวละครหลักๆ จนเกิดความเป็นห่วงเป็นใย อยากติดตามให้กำลังใจพวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดผ่านวิถีชีวิตที่แสนเหน็ดเหนื่อยยากลำบากนี้ไปให้ได้ และท้ายสุดพบเจอความสุขสมหวังเล็กๆบ้างก็ยังดี

ส่วน Sub-Plot ที่ผมชื่นชอบสุด ตอนปู่ปลูกต้นมะเขือเทศกับหลานสาว, เหตุผลคงเพราะเป็นหนึ่งในตอนที่สำเร็จลุผล รอยกระหยิ่มยิ้มของปู่ตอนเอามะเขือเทศไปขายในเมือง เต็มไปด้วยภาคภูมิพึงพอใจอย่างยิ่งยวด (ไม่ยักรู้ว่าทำแบบนี้ได้ด้วย)

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ทั้งคนเมืองและชนบท ตั้งคำถามในมุมมองของฝั่งตรงข้าม ถ้าฉันตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น คำว่า ‘มนุษยธรรม’ จะหมายถึงอะไร? และลองครุ่นคิดค้นหาสิ่งเหมาะสมควรสำหรับการแสดงออก ไม่ใช่คำตอบถูก-ผิด แต่คือทำแล้วมันจะส่งผลกระทบอะไร ต่อใครได้บ้าง เมื่อนั้นถึงค่อยคิดพูดกระทำออกมา

แนะโดยเฉพาะอย่างยิ่งคอหนัง Neorealist, ชื่นชอบภาพถ่ายทัศนียภาพชนบทสวยๆ, เกษตรกร ทำอาชีพกสิกรรมทั้งหลาย, นักคิด นักปรัชญา ครุ่นคิดค้นหาความหมายของ ‘มนุษยธรรม’ และรู้จักผู้กำกับ Ermanno Olmi ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับฉากเชือดห่านฆ่าหมู ความคอรัปชั่น และการกระทำอันไร้ซึ่งมนุษยธรรม

TAGLINE | “The Tree of Wooden Clogs ของผู้กำกับ Ermanno Olmi ตั้งคำถามของ ‘มนุษยธรรม’ ได้ถึงแก่นแท้ระดับรากหญ้า”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of