The Trial of Joan of Arc (1962)

The Trial of Joan of Arc

The Trial of Joan of Arc (1962) French : Robert Bresson ♥♥

คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าจะไม่เปรียบเทียบเรื่องนี้กับหนังเงียบในตำนาน The Passion of Joan of Arc (1928) ของผู้กำกับ Carl Theodor Dreyer เพราะคือฉบับพูดน้ำไหลไฟดับ ระหว่างการพิพากษา Jeanne d’Arc จนกระทั่งตัดสินโทษเผาทั้งเป็น แต่ด้วยไดเรคชั่น ‘สไตล์ Bresson’ อาจทำให้หลายๆคนผิดหวัง

จริงๆบอกว่า ‘สไตล์ Bresson’ ถูกเพียงครึ่งเดียวนะครับ เพราะปกติแล้วหนังของผู้กำกับ Robert Bresson มักจะพูดน้อย นักแสดงปั้นหน้าเครียดไร้วิญญาณ แต่เรื่องนี้พูดจาน้ำไหลไฟดับ คำต่อคำ หมัดต่อหมัดระหว่าง Jeanne กับผู้พิพาษาตัดสิน บางทีผมก็ฟังไม่ทันนะแต่ก็ไม่คิดสนใจสักเท่าไหร่ รู้สึกไร้สาระยังไงชอบกล

มีนักวิจารณ์จากนิตยสาร Sight & Sound ตั้งข้อสังเกตไดเรคชั่นของภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องที่ผมรู้สึกว่าตรงมากๆ

“Dreyer’s Joan seems a much more Bressonian creation than Bresson’s Joan herself”.

Robert Bresson (1901 – 1999) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Bromont-Lamothe หลังเรียนจบมัธยมมุ่งสู่ Paris เป็นจิตรกรขายภาพวาด ตามด้วยทำงานตากล้อง ถ่ายรูป เขียนบท กำกับหนังสั้นเรื่องแรก Public Affairs (1934), ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้าร่วมกลุ่ม French Resistance ถูกจับได้กลายเป็นนักโทษสงคราม Prisoner-of-Wars ไม่รู้ถูกปล่อยตัวหรือหนีเอาตัวรอดสำเร็จ สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Angels of Sin (1943), ค่อยๆพัฒนาสไตล์ของตนเองจนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง Diary of a Country Priest (1951), สมบูรณ์แบบกับ A Man Escaped (1956), ผลงานเด่นอื่นๆ Pickpocket (1959), Au Hasard Balthazar (1966), Mouchette (1967), L’argent (1983) ฯ

มีสามสิ่งที่คืออิทธิพลความสนใจของผู้กำกับ คาทอลิก, งานศิลปะ และประสบการณ์จากค่ายกักกันนาซี เหล่านี้หลอมรวมให้เขามีมุมมองต่อโลกในทางโหดร้าย อันตราย ราวกับนรกบนดิน สร้างภาพยนตร์ที่นักแสดงมีลักษณะไร้ซึ่งจิตวิญญาณตัวตน เรื่องราวเต็มไปด้วยความสิ้นหวังหดหู่ จะมีก็เพียงศาสนาที่เป็นหนทางออก(จากโลกใบนี้ของ Bresson)

Procès de Jeanne d’Arc ถือเป็น passion โปรเจคของ Bresson ที่อยากสร้างมาสักพักใหญ่แล้ว เพราะเจ้าตัวมีทัศนคติความเห็นต่อ La Passion de Jeanne d’Arc (1928) เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

“At the time this film [The Passion of Joan of Arc] was a small revolution, but now I only see all the actors’ horrible buffooneries, terror-stricken grimaces which make me want to flee”.

Bresson คงต้องการท้าทายวิสัยทัศน์ตนเองต่อ Dreyer เป็นอย่างยิ่ง เลือกหยิบนำรายละเอียดบันทึกการพิพากษา Jeanne d’Arc ที่ได้รับการค้นพบตีพิมพ์สู่สาธารณะเมื่อปี 1921 โดยนักประวัติศาสตร์ Pierre Champion ฉบับเดียวกับที่ดัดแปลงสร้างเป็น The Passion of Joan of Arc (1928) แค่ว่าคราวนี้คัดเลือกนักแสดงหญิงอายุ 19 ปีจริงๆ พูดโต้ตอบสนทนาประโยคเปะๆ และไม่มีการแสดงสีหน้าอารมณ์ออกมาแม้แต่น้อย

เรื่องราวมีพื้นหลังปี 1431, การพิพากษาไต่สวน Jeanne d’Arc (รับบทโดย Florence Delay) ที่ Rouen, Normandy นำโดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสผู้แปรพักตร์เข้าข้างกับฝั่งอังกฤษ Bishop Cauchon (รับบทโดย Jean-Claude Fourneau) พยายามทุกวิถีทางให้ Jeanne ยินยอมสารภาพความผิดจากการกล่าวอ้างได้ยินคำกล่าวอ้างจากพระผู้เป็นเจ้า จนแล้วจนรอดเธอปฏิเสธยืนกรานเสียงขันแข็ง กระทั้งวันหนึ่งเกิดความขลาดเขลากลัวตาย หลวมตัวเซ็นชื่อยินยอมรับความผิด แต่หลังจากนั้นไม่นานเมื่อครุ่นคิดได้ว่านั้นเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ก็เตรียมตัวกายใจพร้อมรับโชคชะตาความตายที่กำลังมาเยือนถึงอย่างแน่นอน

Bresson นิยมใช้นักแสดงสมัครเล่นเพื่อไม่ต้องวุ่นวายกับความเรื่องมากไม่เห็นด้วยในไดเรคชั่นของตนเอง แต่บุคคลที่เขาเลือกมารับบทสองตัวละครนำ ต่อมาได้กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงพอสมควร (แต่ในแขนงอื่นนะ)

Florence Delay (เกิดปี 1941) ขณะเล่นหนังเรื่องนี้ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ จบออกมากลายเป็นนักวิชาการ เขียนหนังสือ รับงานแสดงบ้างประปราย เมื่อปี 2000 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกลำดับที่ 10 ของของ Académie française

Jean-Claude Fourneau (1907 – 1981) จิตรกรที่พอมีชื่อเสียงในวงการ (แต่ก็มิได้โด่งดังระดับ Van Goth, Picasso) ผลงานคาบเกี่ยวระหว่างยุคสมัย Classicism กับ Surrealism ถนัดวาดภาพหน้าตรง Portrait

ไดเรคชั่นของ Bresson เทคนิคชื่อว่า actor-model’ ให้นักแสดงเล่นฉากเดิมซ้ำๆหลักสิบถึงร้อยรอบ จนกว่าร่างกายเหน็ดเหนื่อยหมดสิ้นเรี่ยวแรง เหลือสภาพกลายเป็น ‘หุ่น’ เคลื่อนไหวโดยไร้ซึ่งจิตวิญญาณหรือการแสดงใดๆ ซึ่งนั่นในมุมมองของผู้กำกับ เรียกว่า ‘จิตวิญญาณแท้จริงของมนุษย์’

แม้หนังจะมีบทพูดมากมาย แต่ผู้กำกับก็ไม่ให้นักแสดงต้องเสียเวลาท่องจำ ตัวเขาจะพูดบอกประโยคแล้วให้พูดตามเปะๆ ซึ่งหลายฉากที่เป็น Long-Take ช่องว่างระหว่างรอฟังคำถาม ก็จะพอดีเปะๆกับตอนผู้กำกับพูดประโยคถัดไป แต่ถ้ามันช้าเร็วเกินไป ก็จะใช้การตัดต่อสลับเปลี่ยนไปยังภาพของตัวละครอื่นอย่างแนบเนียน

ถ่ายภาพโดย Léonce-Henri Burel จากเคยเป็นผู้ช่วยตากล้องของ Abel Gance เรื่องดังๆอย่าง J’accuse (1919), Napoléon (1927) ฯ ร่วมงานกับ Bresson ตั้งแต่ Diary of a Country Priest (1951) ไปจนถึง The Trial of Joan of Arc (1962)

แม้ปกติแล้ว ‘สไตล์ Bresson’ จะนิยมถ่ายภาพ Close-Up ก็เฉพาะการกระทำเคลื่อนไหวของนักแสดงเท่านั้น อาทิ มือจับ เท้าเดิน ฯ แต่ถ้าเป็นใบหน้าของนักแสดง เฉพาะกับหนังเรื่องนี้เหมือนพยายามหลีกเลี่ยงเต็มที่ (คงเพื่อไม่ให้คล้ายกับ The Passion of Joan of Arc) เห็นบ่อยสุดคือระยะ Medium Shot

เกร็ด: ทรงผมของตัวละคร ไม่ได้อ้างอิงจากปี 1431 แต่คือเทรนด์แฟชั่นต้นทศวรรษ 60s เป็นความจงใจของผู้กำกับ ให้ผู้ชมรุ่นใหม่สามารถสังเกตแยกแยะความแตกต่างของตัวละคร ที่อยู่เหนือกาลเวลานี้ได้

หลายครั้งของหนังมีภาพลักษณะเหมือนการแอบถ่าย มองลอดจากช่องว่างของกำแพง/ประตู เป็นการเฝ้าสังเกตมองหาในช่วงเวลาส่วนตัว ไหนพระเจ้าที่เธอมองเห็น ทำไมฉันถึงมิอาจรับสัมผัสถึงการมีตัวตนของพระองค์

นี่ถือเป็นอีกลายเซ็นต์หนึ่ง ‘สไตล์ Bresson’ ชอบที่จะด้อมๆแอบถ้ำมอง สนใจเรื่องของผู้อื่น ทำให้เกิดสัมผัสของความหวาดระแวง วิตกจริต และเหมือนคนโรคจิตยังไงชอบกล

ช็อตสุดท้ายของหนัง ภาพของเสาไม้ตั้งโด่เด่หลังสิ้นสุดพิธีเผาไหม้ แต่ทั้งๆที่ควรเหลือร่างอันไหม้เกรียมหรือเศษเถ้าธุลี กลับสูญหายอย่างไร้ร่องลอยใดๆ นี่น่าจะเป็นการสื่อว่า Jeanne ได้ลาลับจากโลกที่โหดร้ายใบนี้ ขึ้นสู่สรวงสวรรค์เคียงข้างพระเจ้าผู้สร้างเรียบร้อยแล้ว

ตัดต่อโดย Germaine Artus ขาประจำช่วงหลังๆของ Bresson ใช้บริการตอน Raymon Lamy ติดพันโปรเจคอื่น

ใน The Passion of Joan of Arc เพราะเป็นหนังเงียบ การสื่อสารด้วย Title Card ตัดสลับไปมากับภาพนักแสดง เป็นอะไรที่ยุ่งยากลำบาก ผู้กำกับ Dreyer เลยมุ่งเน้นนำเสนอเรื่องราวออกทางอารมณ์สีหน้าของตัวละครมากกว่า

ขณะที่หนังเรื่องนี้เมื่อสามารถใช้เสียงพูดแทนการสื่อสาร จึงสามารถใช้ Long-Take ควบคู่กับการตัดต่อสลับไปมาระหว่าง Jeanne, Bishop Cauchon, บาทหลวงที่คอยส่งสัญญาณให้, เสมียรจดบันทึกข้อความ ฯ

แต่ใช่ว่าหนังทั้งเรื่องมุ่งเน้นแต่นำเสนอการพิจารณาคดียาวเหยียด ประมาณทุกๆ 5-10 นาที เหมือนเพื่อเป็นการให้ผู้ชมได้พักหายใจ ก็จะปล่อย Jeanne กลับห้องขัง ส่วนบาทหลวงก็ซุบซิบหาข้อสรุปว่าจะเอาอย่างไรดี

ไฮไลท์การตัดต่อคงเป็นช่วงท้ายตอนเผาทั้งเป็น ใช้ลีลาภาษาภาพยนตร์จัดเต็ม และนำเสนอภาพของสองสัตว์
– สุนัขตัวหนึ่งเดินเข้ามาเงยหน้ามอง Jeanne ด้วยสายตาเหมือนจะเห็นอกเห็นใจ
– นกโบยบิน คือ จิตวิญญาณของ Jeanne ที่กลายเป็นอิสระเสรี

หนังไม่มีเพลงประกอบใดๆ แต่ใช้ Sound Effect ทั้งหลายทั้งปวงแทน Soundtrack ทั้งหมด อาทิ ระฆังก้องกังวาล, รัวกลอง (ขณะกำลังเดินเข้าสู่ลานประหาร), เสียงเผาไหม้ท่อนฟืน, ฝูงชน, เสียงฝีเท้า ฯ

“In my Trial of Joan of Arc I have tried to avoid ‘theater’ and ‘masquerade’, but to arrive at a non-historical truth by using historical words.”

แม้ใจความของหนังจะไม่ต่างกับ The Passion of Joan of Arc คือการตั้งคำถามตัวตน และท้าพิสูจน์ศรัทธาความเชื่อมั่น เมื่อมีคนอ้างว่าพบเห็น ได้ยิน สัมผัสถึงการมีตัวตนของพระเจ้าผู้สร้าง เป็นคุณจะเชื่อหรือเปล่า?

แต่ด้วยไดเรคชั่น วิสัยทัศน์ของผู้กำกับที่แตกต่าง ทำให้สัมผัสความเข้าใจที่คุณจะได้รับจะแตกต่างกัน
– ฉบับของ Dreyer ใบหน้าของ Renée Jeanne Falconetti สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของ Jeanne d’Arc ทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจเธอได้ถึงระดับจิตวิญญาณ ทำไมถึงมีศรัทธามั่นคงแน่แน่วแข็งแกร่งขนาดนี้
– ขณะที่หนังเรื่องนี้ มอบสัมผัสอันว่างเปล่าของโลกอันโหดร้ายใบนี้ ผู้คนแค่ด้วยคำพูดเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหองอวดดีเห็นแก่ตัว อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า โลกหลังความตายเท่านั้นคือหนทางออกสู่ความสุขนิรันดร์

นี่คือสไตล์ลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Robert Bresson ที่หลังจากถูกจับเป็นเชลยสงครามในค่ายกักกัน ชีวิตวันๆเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานหมดสิ้นหวัง ระหว่างนั้นอาจได้พบแสงสว่างแห่งความเชื่อศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งหลังจากเอาตัวรอดผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมาได้ ทัศนคติโลกใบนี้คือความโหดร้ายยังคงไม่เปลี่ยน แต่สร้างภาพยนตร์ผลงานศิลปะ ก็เพื่อชักชวนให้ผู้ชมมองเห็นมุ่งสูสู่อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าในโลกหลังความตายด้วยกัน

หนังออกฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ามา 2 รางวัล
– Jury Special Prize ร่วมกับ L’Eclisse (1962)
– OCIC Award

นั่งฟังตัวละครแสดงโลกทัศนคติเกี่ยวกับพระเจ้า แค่คิดผมก็รู้สึกเสียเวลาแล้วละ ที่ยอมทนดูเพราะอยากเห็นไดเรคชั่นของผู้กำกับ Robert Bresson จะมีความน่าสนใจบ้างหรือเปล่าแต่ก็ผิดหวังโคตรๆ ยังดีที่หนังแค่ชั่วโมงเดียว นานกว่านี้คงได้กด Fast Forward แน่ๆ

แนะนำโดยเฉพาะกับชาวคริสเตียน หนังเรื่องนี้คงมีประโยชน์ในการพิสูจน์ศรัทธาของพวกคุณมากกว่าผมแน่ๆ, แฟนๆผู้กำกับ Robert Bresson คุณอาจจะชื่นชอบก็ได้นะ

จัดเรต pg ไม่มีภาพรุนแรง เว้นแต่คำพูด สีหน้าไม่พึงพอใจ และความ blasphemous

TAGLINE | “The Trial of Joan of Arc ภาพยนตร์แห่งศรัทธาของผู้กำกับ Robert Bresson สร้างขึ้นเพื่อท้าพิสูจน์ความเชื่อเรื่องพระเจ้าในศาสนาของตนเองเท่านั้น”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | WASTE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of