The Ugly American (1963)

The Ugly American

The Ugly American (1963) hollywood : George Englund 

ภาพยนตร์เชิงการเมืองที่เป็นจุดกำเนิดของคำว่า ประเทศสารขัณฑ์, อเมริกันอันตราย หรือไอ้แซมเถื่อน นำแสดงโดย Marlon Brando และมี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช รับบทนายกรัฐมนตรีของประเทศสารขัณฑ์, ถ้าคุณเป็นคนไทย “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

สารขัณฑ์ (Sarkhan) เป็นชื่อประเทศสมมติในนวนิยายเรื่อง The Ugly American แต่งโดย William Lederer และ Eugene Burdick มีภาคต่อเล่มถัดมาชื่อ Sarkhan, คำอธิบายในนิยาย ประเทศสารขัณฑ์ตั้งอยู่ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างประเทศพม่ากับประเทศไทย ตอนเหนือติดประเทศจีน และบางส่วนติดกับประเทศเวียดนาม มีประชากรประมาณ 20 ล้านคน เมืองหลวงคือกรุงไฮโด (ไฮโธ) หันหน้าไปทางมหาสมุทรแปซิฟิก (มันตรงไหนกันเนี่ย!)

นับตั้งแต่หนังเรื่องนี้ออกฉาย ชื่อประเทศสารขัณฑ์ได้ถูกนำมาใช้พูดกันติดมากของคนไทย ใช้ในเชิงเปรียบเทียบในกรณีไม่ต้องการออกชื่อประเทศไทยโดยตรง

ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Stewart Stern, นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับชาวอเมริกันในประเทศสารขัณฑ์ที่พยายามต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ต่อมาได้รับความพ่ายแพ้อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความหยิ่งยะโสโอหัง และการปฏิเสธที่จะเรียนรู้ เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น

นำแสดงโดย Marlon Brando อดีตนักหนังสือพิมพ์ที่ได้กลายมาเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศสารขัณฑ์ Ambassador Harrison Carter MacWhite, เหตุผลที่ชายคนนี้ได้รับแต่งตั้งเป็นทูต เพราะเคยมีประสบการณ์ในช่วงสงคราม เครื่องบินตกในประเทศสารขัณฑ์ และเคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับ Deong วีรบุรุษของสารขัณฑ์มาแล้ว, แม้ขณะนั้นวุฒิสภาของอเมริกา จะมีวิตกว่า Deong อาจกลายเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ความเชื่อมั่นในเพื่อนเก่า คงไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้แน่

การแสดงของ Brando ด้วย Method Acting ยังคงโดดเด่นเช่นเคย แม้จะมีลักษณะเดิมๆ (กับคนที่เห็นมาบ่อยแล้ว) ใช้ความรู้สึกภายในถ่ายทอดออกมาผ่านคำพูด สีหน้า ท่าทาง การกระทำ ตัวละครรู้สึกยังไง ผู้ชมก็จะรู้สึกเช่นนั้นกับเขาด้วย, ไฮไลท์คือ ตอนที่ตัวละครนี้ตระหนักได้ ว่าทุกสิ่งที่ตนเข้าใจมานั้นผิดหมด เขาอึ้งจนพูดไม่ออก สีหน้าซีดเผือก สูญเสียความมั่นใจทั้งหมดที่เคยมีมา วินาทีนั้นเขาต้องตั้งสติ เริ่มต้นคิดทำความเข้าใจทุกสิ่งอย่างใหม่หมด ลดทิฐิที่เคยมี เปิดใจกว้าง ให้โอกาส รับทุกสิ่งอย่าง นี่เป็นวินาทีของ Brando ที่โดดเด่นที่สุด เทียบเท่ากับตอน On the Waterfront (1954) ฉากนั้นเลย

Eiji Okada รับบท Deong วีรบุรุษของประเทศสารขัณฑ์ สหายรักเพื่อนร่วมเป็นตายของ MacWhite ในช่วงสงคราม, นี่เป็นตัวละครที่มีนิสัยแบบเดียวกับ MacWhite แต่มีแนวคิด ทัศนคติที่ตรงกันข้าม

Okada เป็นนักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่จะรู้จักเขาจากเรื่อง Woman in the Dune (1964) แต่ก่อนหน้านี้ ก็ถือว่าเป็นนักแสดงญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติคนหนึ่ง ผลงานดัง อาทิ Jun’ai Monogatari (1957) ที่ผู้กำกับคว้ารางวัล Silver Bear, Hiroshima mon amour (1959) หนังฝรั่งเศส-ญี่ปุ่น ของผู้กำกับ Alain Resnais นำแสดงโดย Emmanuelle Riva, ในหนัง Okada พูดภาษาไทยด้วยนะครับ (ได้ยินแวบๆ แต่สดับไม่ได้ใจความเท่าไหร่) มันฟังดูแปลกๆที่ให้นักแสดงเอเชีย พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่ฝืนๆ แต่สีหน้าอารมณ์ของเขา มันออกมาได้เด่นชัดกว่า, คือผมไม่อยากเทียบ Okada กับ Brando นะครับ เพราะก็เห็นๆอยู่ว่าสู้ไม่ได้ (จริงๆแอบหวัง ถ้าได้ Toshiro Mifune มาประกอบ อาจจะสมน้ำสมเนื้อกับ Brando อย่างสุดๆเลย)

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช รับบทเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศสารขัณฑ์, ต้องบอกว่าถึงจะมีบทไม่เยอะมาก (เมื่อเทียบกับ Brando หรือ Okada) แต่กลับสามารถแย่งซีน ขโมยความโดดเด่นไปได้ทั้งหมด สีหน้าท่านอาจไม่แสดงออก แต่คำพูด ท่าทาง เข้มข้น หนักแน่น สมจริง, นี่คงเป็นตัวตนแท้จริงของท่านคึกฤทธิ์เลยกระมัง และอาจมีความชื่นชอบด้วย เพราะ Kwen Sai เป็นนายกฯที่สามารถวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝั่งอเมริกาทั้งหมด หรือฝั่งคอมมิวนิสต์ทั้งหมด เหลือที่ว่างไว้ให้ตัวเองยืน จักได้ไม่ถูกฆ่าตัดหัวเสียบประจานที่ตลาด

ในวันฉายรอบปฐมทัศน์หนังเรื่องนี้ Brando พูดถึง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ว่า “dissembler, liar and thief.” ก่อนจะอธิบายว่า ‘คุณคึกฤทธิ์บอกผมว่า เขาแสดงไม่ได้ จากนั้นอยู่ดีๆก็แสดงได้ (โกหกหน้าด้านๆ) แถมเกินหน้าเกินตา ขโมยซีนไปผมไปอีก’ (Mr. Kukrit told me he couldn’t act, and then proceeded to prove he could act and, in fact, acted me off the screen. He stole the whole show.)

เกร็ดแซวๆ: มีขณะหนึ่งที่ตัวละครของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ พูดกับตัวละครของ Brando เกี่ยวกับ Julius Caesar นั่นเป็นการอ้างอิงถึงของหนังเรื่อง Julius Caesar (1955) ที่ Brando รับบทเป็น Mark Anthony

หนังถ่ายทำที่เมืองไทยเป็นส่วนใหญ่ อาทิ พระบรมหาราชวัง, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สำหรับสถานทูตอเมริกา ผมไม่แน่ใจว่าใช่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ที่สามเสนหรือเปล่านะ

งานสร้างไม่มีความโดดเด่นให้น่าพูดถึงเท่าไหร่
ถ่ายภาพโดย Clifford Stine
ตัดต่อโดย Ted J. Kent
เพลงประกอบโดย Frank Skinner

หนังเรื่องนี้สร้างขึ้น ในยุคสงครามเย็น ขณะที่ทั่วโลกจับตามองมายังประเทศแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีหลายประเทศพ่ายแพ้แก่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่แพร่ขยายอำนาจลงมาจากจีนไปแล้ว อเมริกาจึงพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อจะถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองไว้ โดยไม่สนวิธีการ รวมถึงเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศนั้นๆ ทั้งทางลับและเปิดเผย

ชื่อประเทศสารขัณฑ์ ผู้แต่งนิยายคงต้องการหมายรวมถึงกลุ่มประเทศอินโดจีนทั้งหมด เวียดนาม กัมพูชา ลาว และพม่า มากกว่าจะใช่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียว

ใจความของหนัง นำเสนอมุมมอง ทัศนคติของคนชาติอเมริกา และคนพื้นเมือง (ประเทศสารขัณฑ์) ที่มีความแตกต่างกันในทุกๆด้าน และกำลังเกิดความขัดแย้งรุนแรง จากการไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน, คนชาติอเมริกาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง ทิฐิ เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ เชื่อมั่นในความเป็นประชาธิปไตยของตนเองอย่างถึงที่สุด, คนพื้นเมืองประเทศสารขัณฑ์ มีวิถีชีวิตเรียบง่าย พึ่งพาธรรมชาติ ต้องการที่จะเป็นเอกราช ปกครองตนเอง ประชาชนมีความเท่าเทียม โดยไม่ต้องก้มหัวให้กับใคร

ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย มองภาพกว้างๆจะเห็นคือ อเมริกา vs ประเทศสารขัณฑ์ แต่แท้จริงแล้วมันคือ ประชาธิปไตย vs คอมมิวนิสต์, วิธีการที่อเมริกาใชั คือการเข้าจากหัว (ผู้นำประเทศ) ทำให้ดูเหมือนเป็นการพยายามเข้ามาแทรกแซง มีอิทธิพลในการบริหารจัดการประเทศ (แบบที่เคยเกิดขึ้นกับคิวบา) ผิดกับวิธีการที่คอมมิวนิสต์ใช้ คือค่อยๆแทรกซึม ปะปนไปกับฝูงชน เติบโตขึ้นพร้อมๆไปกับคนระดับรากหญ้า (ที่ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้), ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับประเทศนั้นๆแล้ว ว่าผู้นำฝั่งไหนจะมีอิทธิพล ศักยภาพ ประชาชนให้ความเคารพเชื่อมั่นสูงกว่า

หนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า อเมริกาประสบความล้มเหลวในการเข้าถึง เอาชนะใจประชาชน และต่อมาก็ล้มเหลวแพ้สงครามในระดับภูมิภาคอินโดจีนอย่างเต็มรูปแบบ

บทวิจารณ์ของฝั่งอเมริกา ตอนที่หนังออกฉาย ได้รับคำวิจารณ์ค่อนข้างเสียๆหายๆ เรื่องงานสร้างไม่มีอะไรให้น่าพูดถึง ส่วนเนื้อเรื่องทางการเมือง มักถูกติงว่าไม่เคารพต่อนิยายต้นฉบับเลย (ผมไม่เคยอ่านนิยายนะครับ เห็นว่าเนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะไม่ตรง) และหลายคนรับไม่ได้กับความจริง สิ่งที่หนังที่ถ่ายทอดออกมา (คนอเมริกาก็ชาตินิยมกันทั้งนั้น)

อ่านบทวิจารณ์สมัยนี้ หลายคนชมว่านี่เป็นหนังที่ค่อยๆดูดีขึ้นตามกาลเวลา เพราะสะท้อนภาพตัวตนของผู้นำอเมริกาในยุคนั้นได้อย่างชัดเจน และเป็นหนังที่ทำให้ตระหนักถึง ‘สาเหตุของการเกิดสงครามเวียดนาม’ ที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้สุดขายหน้า หมดรูปมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่

เกร็ด: ฝรั่งเขาไม่มองว่า ประเทศสารขัณฑ์คือประเทศไทยนะครับ, Sarkhan แทบทั้งนั้นจะคิดว่าเป็นการเปรียบถึงประเทศเวียดนาม เพราะทุกอย่างในหนังสื่อไปทาง จุดเริ่มต้นของสงครามเวียดนาม และตอนนั้นคอมมิวนิสต์คืบคลานเข้าครอบงำเวียดนามเหนือสำเร็จแล้วด้วย

บทวิจารณ์ของคนไทย รู้สึกว่า แทบทั้งนั้นจะออกไปทางต่อต้านอเมริกาที่เข้ามาจุ้นจ้านกับประเทศสารขัณฑ์ หรือพูดง่ายๆก็คือ เสือกเรื่องชาวบ้านไปทั่ว (เพราะเราสมมุติตัวเองเป็นประเทศสารขัณฑ์ จึงคิดแทนเสียทุกอย่าง) นี่เป็นทัศนคติของคนที่ไม่สามารถวางตัวเป็นกลางได้นะครับ คนสมัยก่อนก็น่าเห็นใจอยู่ เพราะระหว่าง ประชาธิปไตยแบบอเมริกา กับคอมมิวนิสต์แบบจีน/รัสเซีย มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเลือกข้างว่าจะเอาฝังไหน, คือจะบอกว่า ฉันไม่ใช่ประชาธิปไตย ก็จะถูกมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์/ฉันไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ก็ถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยโดยทันที

ในยุคสมัยนี้ ถ้าคุณโตพอแล้ว ผมอยากจะให้ลองมองแบบว่า ทั้งสองระบอบมันก็มีทั้งข้อดีและข้อไม่ดี ไม่มีฝั่งไหนดีเลิศประเสริฐศรี แล้วอีกฝั่งเลวบัดซบจริงๆนะครับ, มันอยู่ที่บริบท การตีความนำไปใช้ ผู้นำประเทศ และการยอมรับของประชาชนในประเทศนั้นๆ, มองอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ ทำไมระบอบคอมมิวนิสต์ถึงยังยิ่งใหญ่ยืนยงอยู่ได้ ไม่ล่มสลาย? ก็เพราะผู้นำประเทศและประชาชนยอมรับ เชื่อมั่นในระบบ, ‘ใช่ว่าจะมีระบอบการปกครองหนึ่งใด ที่เหมาะสมกับทุกประเทศในโลก’

ถ้าในช่วงสงครามเย็น อเมริกาแพ้รัสเซีย/ประชาธิปไตยแพ้คอมมิวนิสต์ ผมเชื่อว่ามีแนวโน้มสูงมาก ที่ประเทศไทยคงอาจกลายเป็นคอมมิวนิสต์เต็มตัว (เพราะประเทศเรามักจะโอนอ่อนเข้าฝ่ายพวกมากอยู่เสมอ) นี่น่าคิดนะครับว่าประเทศจะดำเนินไปเป็นยังไง สิ่งหนึ่งที่รู้ได้ แทนที่จะมานั่งเถียงว่า คอมมิวนิสต์เลวยังไง ก็จะกลายเป็น ประชาธิปไตยเลวยังไง

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้นะครับ แต่ยากสักหน่อยที่จะตกหลุมรัก เพราะนี่เป็นหนังการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันชัดเจน แต่ละข้างก็สุดโต่งในความเชื่อ อุดมการณ์ ไม่มีใครยอมใคร แม้ตอนจบจะสามารถปรับความเข้าใจกันเสียใหม่ได้ แต่ก็เท่านั้นแหละ มันกลายเป็นเรื่องของคน 2 คน มากกว่าประเทศสองประเทศที่เข้าใจกัน, เวลาคนฝั่งซ้ายขวาทะเลาะกัน ไม่เห็นมันจะน่าอภิรมย์ตรงไหนเลยนะครับ

10 ปีหลังจากที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีของประเทศสารขัณฑ์ ท่านก็ได้เป็นนายกฯตัวจริงของประเทศไทย เรื่องนี้พอได้เข้าหูผู้กำกับ George Englund ก็พูดแซวว่า “So I guess, that was not a bad bit of casting on my part.”

เกร็ด: ตอนที่หนังมาถ่ายทำที่เมืองไทย Marlon Brando ได้มีโอกาสเข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ด้วยนะครับ และตอนหนังฉาย พระองค์ยังได้เสด็จฯทอดพระเนตร รอบปฐมทัศน์ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2506 (ก่อนวันที่อเมริกาฉายเสียอีก – 2 เมษายน 1963)

ในหลวง

แนะนำอย่างยิ่งกับนักการเมือง, คนที่เป็นผู้นำตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงชั้นสูง, นักเรียน-นักศึกษา-อาจารย์ คณะนิติศาสตร์, รัฐศาสตร์, บริหารการจัดการ, เศรษฐศาสตร์ … เกือบจะครบแล้ว เอาว่าแนะนำให้ “คนไทย” ที่สนเรื่องของการเมือง “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เลยแล้วกัน นี่อาจไม่ใช่หนังเกี่ยวกับคนไทย แต่เป็นหนังที่สะท้อนแนวคิดของคนอินโดจีน ต่ออเมริกา/คอมมิวนิสต์ สมัยนั้นได้อย่างสมจริง

เวลาดูหนังเรื่องนี้ พยายามวางตัวเป็นกลาง นี่เป็นหนังที่ผมเห็นว่า จงใจนำเสนอผ่านมุมมองของคนกลางอยู่แล้ว ไม่ได้เข้าข้างอเมริกาหรือประเทศสารขัณฑ์แม้แต่น้อย ถ้าคุณเอนเอียงไปทางซ้าย/ขวาหลังจากดูหนังเรื่องนี้ ถือว่าเป็นความผิดของคุณเองนะครับ ไม่ใช่ความผิดของหนัง

จัดเรต 15+ เรื่องความขัดแย้งทางการเมือง เหมาะกับคนที่โตขึ้นมาหน่อยนะครับ

TAGLINE | “The Ugly American ถ้าต้องเลือกระหว่างอเมริกาประชาธิปไตย กับ จีน/รัสเซียคอมมิวนิสต์ คนฉลาดเขาไม่เลือกข้างนะครับ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of