The Umbrellas of Cherbourg (1964)

The Umbrellas of Cherbourg

The Umbrellas of Cherbourg (1964) French : Jacques Demy ♥♥♥♥♡

ร้านขายร่มแห่งหนึ่งในเมือง Cherbourg หญิงสาวได้พบเจอกับความรัก แล้วแยกจาก จำต้องตัดสินใจบางอย่างเพื่อมีชีวิตต่อไป, หนังรางวัล Palme d’Or ของ Jacques Demy หนึ่งในผู้กำกับยุค French New Wave มีเรื่องราวแสนเรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุด ดำเนินเรื่องด้วยการร้องเพลงสุดประหลาด อันจะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม

French New Wave คนส่วนใหญ่คงรู้จัก Jean-Luc Godard กับ François Truffaut เป็นอย่างดี แต่ยังมีผู้กำกับอีกหลายคนที่เป็นตัวแทนของยุคสมัยนี้ หนึ่งในนั้นคือ Jacques Demy ด้วยความหลงใหลในหนังเพลง Hollywood, เรื่องราวเทพนิยาย (fairy tales), ดนตรีแจ๊สและโอเปร่า ทำให้เขาพัฒนาสไตล์การเล่าเรื่องที่มีความโดดเด่นเป็นของตนเอง ทดลองสร้างหนังเพลงในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

Les Parapluies de Cherbourg ถือเป็นผลงานประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงที่สุดของ Jacques Demy นักวิจารณ์หลายสำนักยกย่องให้เป็น หนังเพลงอันดับ 1 ของยุโรป เทียบเคียงได้กับ Singin’ in the Rain (1952) ของฝั่งอเมริกา [สงสัยเพราะเรื่องหนึ่งเป็นฝน อีกเรื่องเป็นร่ม] แต่เรื่องไหนยิ่งใหญ่กว่ากัน นั่นผมก็ตอบไม่ได้ Singin’ in the Rain เป็นหนังที่ผู้ชมเข้าถึงได้ง่ายกว่า ส่วน The Umbrellas of Cherbourg เข้าถึงยาก แต่ทรงพลังกว่า

ก่อนหน้าหนังเรื่องนี้ Demy กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวมาแล้ว 2 เรื่อง Lola (1961) ถูกเรียกว่า ‘หนังเพลงที่ไม่มีเพลง’ (musical without music) นำแสดงโดย Anouk Aimée ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard, อีกเรื่องคือ Bay of Angels (1963) นำแสดงโดย Jeanne Moreau

The Umbrellas of Cherbourg คือผลงานลำดับที่ 3 จุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1961 น่าจะหลังเสร็จจาก Lola ได้ร่างบทหนังที่มีชื่อว่า La Belle Amour มีพื้นหลังเป็นร้านขายแผ่นเสียงกับร้านขายถุงมือ ร่วมงานกับ Michael Legrand เพื่อเขียนบทสนทนาและแต่งเพลงประกอบไปพร้อมๆกัน, ในปีถัดมา นำโปรเจคไปหาทุนสร้างที่เทศกาลหนังเมือง Cannes แต่ไม่สำเร็จ เขาจึงไปสร้างหนังเรื่อง Bay of Angels ขึ้นก่อน แล้วถึงได้หวนกลับมาพัฒนาหนังเรื่องนี้ต่อ

ในฝรั่งเศสยุคก่อนหน้านี้ หนังเพลงที่นำเข้าจากของ hollywood ถือว่าประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ไม่มีสตูดิโอไหนสนใจให้ทุนสนับสนุน นั่นทำให้ Demy ต้องมองหาที่พึ่งแหล่งอื่น, ได้พบกับ Pierre Lazareff เจ้าของหนังสือพิมพ์ France-Soir ที่แนะนำให้รู้จักกับ Mag Bodard โปรดิวเซอร์คนใหม่ที่มีความชื่นชอบแนวคิดในการทำอะไรที่แตกต่างไม่เหมือนใคร สามารถจัดหาทุนสร้างให้ได้ถึง 1.3 ล้านฟรังก์ (ไปขอจาก 20th Century Fox ได้ก้อนใหญ่เลย)

นำแสดงโดย Catherine Deneuve นักแสดงในตำนานของฝรั่งเศส ที่เข้าวงการมาตั้งแต่อายุ 13 แต่เพิ่งมาแจ้งเกิดเต็มตัวกับหนังเรื่องนี้, ผลงานดังของเธอ อาทิ Repulsion (1965) ของ Roman Polanski, Belle de Jour (1967) และ Tristana (1970) ของ Luis Buñuel, เข้าชิง Oscar: Best Actress กับหนังเรื่อง Indochine (1992) ฯ Deneuve ตบปากรับคำเล่นหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 1961 แต่ความล่าช้าของโปรเจค และเธอท้องลูกคนแรก ทำให้กว่าจะได้เริ่มงานจริงๆก็ปี 1963

รับบท Geneviève Emery หญิงสาวแรกรุ่น ไร้เดียงสา อ่อนต่อโลก อาศัยอยู่กับแม่สองคน มีร้านขายร่มอยู่ที่ Cherbourg, เธอตกหลุมรักครั้งแรกกับชายคนหนึ่ง แต่โชคชะตาทำให้ต้องพลัดพราก และเธอท้องกับเขา … ฉันจะทำยังไงดี? จะหาเงินที่ไหนมาดูแลเลี้ยงลูก? เมื่อคิดได้ เด็กสาวจึงเติบโตขึ้น เรียนรู้เข้าใจชีวิต โลกความจริงมันไม่ได้สวยงามดั่งใจฝัน

สิ่งที่ทำให้ Deneuve ได้รับการจดจำ ไม่ใช่การแสดงของเธอที่ถือว่ายังไม่ผลิดอกออกผลนัก แต่เป็นใบหน้าอันอ่อนหวาน ไร้เดียงสา ที่เป็นธรรมชาติของความเยาว์วัย เวลาเธอยิ้มโลกสดใส เวลาเศร้าโศกมันช่างเจ็บปวดรวดร้าว เป็นนักแสดงที่ผู้ชมเห็นแล้วจะรู้สึกหลงรักเอ็นดู สงสารเห็นใจเธอเป็นที่สุด

Nino Castelnuovo นักแสดงสัญชาติอิตาลี (มีผลงาน Rocco and His Brothers) รับบท Guy Foucher ชายหนุ่มทำงานเป็นช่างซ่อมรถ อาศัยอยู่ในห้องเช่า กับป้าสูงวัย Elise (นำแสดงโดย Mireille Perrey) ที่ช่วยเหลือตนเองแทบจะไม่ได้แล้ว โดยมี Madeleine (รับบทโดย Ellen Farner) หญิงสาวที่เป็นผู้อาศัยให้การช่วยเหลือ ดูแลป้าอย่างใกล้ชิด

Guy ตกหลุมรัก Geneviève ทุ่มเทกายใจ ต้องการแต่งงานกับเธอ แต่ขณะนั้นโชคชะตาเล่นตลก ถูกเรียกตัวไปเป็นทหาร เข้าร่วมสงคราม Algerian War, เวลาและระยะทางทำให้ความคิดของคนเปลี่ยนไป กลับมาบ้าน Geneviève ได้จากไปแล้ว คำสัญญาที่ทั้งคู่เคยให้ไว้มันก็แค่ลมปาก ชายหนุ่มรู้สึกสิ้นหวัง แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป หลังจากล้มลงก็ต้องลุกขึ้นใหม่ ก้าวเดินต่อไป

Anne Vernon รับบท Ms. Emery แม่ของ Geneviève เป็นคนที่รักและหวงแหนลูกสาวอย่างมาก คงเพราะนี่เคยเป็นเหตุการณ์ที่ตนเคยประสบเจอเข้ากับตัวเอง (ดั่งสำนวน อาบน้ำร้อนมาก่อน) ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตเป็นอย่างไร ความรักมันก็แค่เรื่องเพ้อฝัน แม้จะมีครั้งหนึ่งที่ลูกสาวไม่เชื่อตนเอง แต่ภายหลังก็ยอมรับ เข้าใจในสิ่งที่แม่พยายามบอกกับเธอ

Marc Michel รับบท Roland Cassard ชายหนุ่มผู้มีการงานมั่นคง ร่ำรวยเงินทอง ตกหลุมรัก Geneviève ต้องการได้เธอมาครอบครอง โดยไม่สนว่าเบื้องหลังจะเคยเป็นยังไง, การที่ Geneviève ตัดสินใจเลือก Roland เหมือนเพราะว่าลูกในท้องที่เป็นภาระ ตัวเองคนเดียวไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ทั้งๆที่ในใจอาจมิได้รักเขา แต่ก็ไม่สามารถคิดทำสิ่งอื่นได้ นี่คือโลกความจริงอันโหดร้าย ไม่มีทางได้เป็นดั่งฝัน

สำหรับวิธีการถ่ายทำใช้การพากย์เสียงทับทั้งหมด นักแสดงแค่ขยับปากให้ตรงกับประโยคที่เตรียมไว้ถือว่าใช้ได้ งานที่เหลืออยู่ในห้องอัดเสียง จะให้ใครร้อง ทำนองดนตรีเป็นอย่างไร, เสียงที่ได้ยินในหนัง จึงไม่ใช่เสียงของนักแสดงเลยนะครับ เครดิตประกอบด้วย
– Danielle Licari พากย์เสียง Geneviève Emery
– José Bartel พากย์เสียง Guy Foucher
– Christiane Legrand พากย์เสียง Ms. Emery
– Claire Leclerc พากย์เสียง Aunt Elise
– Georges Blaness พากย์เสียง Roland Cassard

ถ่ายภาพโดย Jean Rabier, สิ่งที่ได้รับการพูดถึงอย่างยิ่งในหนังเรื่องนี้ คือความจัดจ้านของสีสันอันสวยสดงดงาม ที่มีความคมเข้ม ฉูดฉาด ทั้งจากเสื้อผ้าตัวละคร ฉากพื้นหลัง ที่เป็นลักษณะเทรนด์แฟชั่นของโลกยุค 50s-60s, หนังใช้ฟีล์ม Eastmancolor ที่กาลเวลาทำให้คุณภาพสีซีดลง แต่ถ้าคุณได้ดูฉบับ Restoration เมื่อปี 2013 จะเห็นภาพที่คมชัด ใหม่เอี่ยม สีสดหนังใกล้เคียงกับต้นฉบับที่สุด (ควบคุมการบูรณะโดย Agnès Varda ภรรยาของ Demy)

การเคลื่อนกล้อง, Long-take และ Direction ของการกำกับ ถือว่าเป็นความท้าทายของตากล้องในยุค French New Wave ที่ถือว่าเป็นลายเซ็นต์ของยุคสมัยนี้ ที่ต้องลีลาการเคลื่อนไหวตามติดตัวละคร แล้วยังต้องลื่นไหล สวยงาม แฝงนัยยะที่ลงตัว, ผมชอบสุดคือฉากที่ Geneviève บอกกับแม่ว่าเธอท้อง กล้องมีการเคลื่อนไหวหมุนไปมาระหว่างทั้งสอง และกระจกที่เดี๋ยวก็เป็น Geneviève เดี๋ยวก็เป็นแม่ (กระจกสะท้อน สิ่งที่อยู่ในใจ อีกตัวตนของมนุษย์)

ฉากแรกของหนัง Opening Credit ถือว่ามีความคลาสสิกสวยงามมากๆ เริ่มจาก Iris Shot ลืมตาขึ้น เห็นภาพมุมกว้างของเมือง Cherbourg กล้องแพนลงแนวดิ่ง (Tilting) จนกล้องตั้งฉาก 90 องศากับพื้น (Bird Eye View) จากนั้นฝนตก ผู้คนกางร่มเดินผ่านไปมา พร้อมๆกับเครดิตหนังที่ปรากฎขึ้นต่อเนื่อง ตอนจบกล้องแพนกลับขึ้นไปเห็น Cherbourg เต็มตาอีกครั้ง แต่คราวนี้ขณะฝนตก, ผมถือว่านี่เป็น Opening Credit ที่ใช้มนุษย์แทน Special Effect ได้สร้างสรรค์ สวยงามมากๆ ที่สุดเรื่องหนึ่ง

ตัดต่อโดย Anne-Marie Cotret และ Monique Teisseire, หนังมีการแบ่งเรื่องราวออกเป็น 3 ส่วน/องก์ละประมาณครึ่งชั่วโมง เริ่มต้นคือแยกจาก, ช่วงกลางคือเว้นว่าง, และช่วงท้ายคือการกลับมา ซึ่งแต่ละช่วงจะมีเรื่องราว มุมมอง และไคลน์แม็กซ์ของตนเอง

– องก์แรก ใช้มุมมองของทั้ง Guy และ Geneviève สลับกัน, ทั้งสองรักกันปานจะกลืนกิน จบที่การพลัดพรากแยกจาก
– องก์สอง ใช้มุมมองของ Geneviève ล้วนๆ, ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก และตัดสินใจทำในสิ่งที่ขัดกับความตั้งใจของตนเอง
– องก์สาม ใช้มุมมองของ Guy ล้วนๆ, กลับมาอย่างสิ้นหวัง หมดอาลัย สิ้นลม ทำใจ และเริ่มต้นลุกขึ้นใหม่

สำหรับ 5 นาทีสุดท้าย ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการหวนระลึกครั้งสุดท้ายของ Guy และ Geneviève การพบเจอโดยบังเอิญ รับรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามก็มีวิถีทาง ชีวิต ครอบครัว และมีความสุขในสิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบัน แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับทั้งคู่แล้ว, สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันวาน มันคืออดีตที่หอมหวานปนขมขื่น ที่พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องหวนคืนกลับไป ไม่จำเป็นต้องมีคำขอโทษ ไม่ต้องขอร้องขออภัย เพราะทุกอย่างได้จบสิ้นสุดผ่านไป พูดคุยมองตารับรู้และเข้าใจ ต่อจากนี้ต่างคนจะสามารถก้าวเดินออกไป ตามเส้นทางของตนได้ โดยหมดห่วงเสียที

Demy ได้พบกับคอมโพเซอร์คู่ใจ Michel Legrand ครั้งแรกเมื่อปี 1960 จากการแนะนำของ Agnes Varda ที่ได้โน้นน้าวใจให้เขามีส่วนร่วมในโปรเจคหนังเพลง ไม่นานนักทั้งคู่ก็สนิทกันจนกลายเป็นพี่น้อง (the brother of creation),  Legrand ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Demy อาศัยอยู่ด้วยกัน ใช้เวลากว่า 8 เดือน เพื่อแปลงบทสนทนา ประโยคคำพูดธรรมดาให้กลายเป็นคำร้องมีสัมผัส สร้างเมโลดี้และทำนองเพลงประกอบ

จะเห็นว่าทุกฉากก่อนเริ่มต้น จะมีเสียงเพลงประกอบดังขึ้นเสมอ (เป็นเสียงกลองขึ้นก่อนตามสไตล์ Jazz) ระหว่างสนทนารูปแบบของเพลงจะไม่เปลี่ยนไป แต่ทำนองจะผันแปรตามอารมณ์ คำพูดของตัวละคร, ผมเชื่อว่าถ้าเราฟังเฉพาะทำนองประกอบอย่างเดียว โดยไม่ฟังคำที่ตัวละครพูดสนทนา ก็ยังสามารถเข้าใจอารมณ์ของฉาก/หนังได้เช่นกัน, นี่คือความมหัศจรรย์ของหนังเรื่องนี้เลยนะครับ ที่ทำนองเพลง มีลักษณะเหมือนกับเสียงพูด มีเนื้อเรื่องราว ได้ยินฟังอย่างเดียวก็สามารถเข้าใจหนังทั้งเรื่องได้

ไม่เชื่อลองฟังเพลงนี้ (ที่ได้เข้าชิง Oscar) ชื่อ I Will Wait for You แบบไม่มีคำร้อง มีแต่ทำนองเพลงและไวโอลิน ลองดูสิว่าคุณจะสามารถเข้าใจอารมณ์ได้ไหม เป็นภาษาสื่อได้ว่าอย่างไร

น่าเสียดาย ปีนั้นสาขาเพลงพ่ายให้กับ Doctor Zhivago, The Sound of Music (เจอแต่ของแข็งทั้งนั้นเลย!)

ใจความของหนังเรื่องนี้พบเจอ ตกหลุมรัก พลัดพราก สิ้นหวัง ทำใจได้ และเริ่มต้นใหม่ นี่คือวัฏจักรของชีวิต, เฉกเช่นเดียวกับฤดูกาลที่เคลื่อนผ่าน หนังจะมีการขึ้นชื่อเดือนและปี ซึ่งในช็อตที่มีตัวอักษรขึ้น ภาพจะแสดงถึงฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ทั้งฝนตก, หิมะตก, แดดออก ฯ ซึ่งไม่ว่าจะฤดูกาลไหนก็จำเป็นต้องใช้ ‘ร่ม’ ทั้งนั้น เพื่อกันแดด กันฝน กันหิมะตก ฯ หรือป้องกันตัวเองจากทุกอย่างรอบข้าง

จะมองว่าใจความอีกอย่างหนังคือการ ‘ป้องกัน’ บางสิ่งบางอย่างก็ได้ อาทิ
– แม่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกสาว
– หญิงสาวตัดสินใจบางอย่างเพื่อปกป้องลูก
– ชายหนุ่มไปเป็นทหารเพื่อปกป้องประเทศชาติ

แต่แท้จริงแล้วทุกสิ่งอย่าง ที่ทุกคนทำไปก็เพื่อ ‘ปกป้องตัวเอง’ ไม่ให้ทุกข์เศร้าทรมาน, เช่นกันกับ คนที่สามารถล้มแล้วลุกขึ้นได้ จะคือคนที่มีภูมิคุ้มกัน เสมือนเกราะปกป้องจิตใจ เพื่อไม่ให้ความผิดพลาด เจ็บปวดนั้น กลับมาเกิดขึ้นกับตนเองอีก

นอกจากคว้ารางวัล Palme d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes แล้วหนังเรื่องนี้ยังเป็นตัวแทนของฝรั่งเศส เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film ติด 5 เรื่องสุดท้ายเมื่อปี 1964 และปีถัดมาเมื่อได้เข้าฉายในอเมริกา เข้าชิงอีก 4 สาขา แต่ไม่ได้สักรางวัล
[เข้าชิงปี 1964]
– Best Foreign Language Film
[เข้าชิงปี 1965]
– Best Original Screenplay
– Best Original Music เพลง I Will Wait for You
– Best Original Score (Substantially Original)
– Best Adaptation or Treatment Score

ผมก็ไม่เข้าใจ Oscar ปีนั้นเท่าไหร่ สาขาเพลงประกอบจะมี Best Original Score (เพลงดั้งเดิม) กับ Best Adaptation Score (เพลงดัดแปลง) แต่หนังเรื่องนี้ดันได้เข้าชิงทั้งสองสาขา เป็นไปได้ยังไง!

ส่วนตัวหลงรักหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่รับชม แต่ไม่กลายเป็นเรื่องโปรดแบบ Singin’ in the Rain เพราะความยากในการรับชม, กับผู้ชมหนังครั้งแรกจะรู้สึกว่าเสียงพูด/ร้องไม่ได้มีความไพเราะอะไรเลย นั่นเพราะคุณฟังภาษาฝรั่งเศสไม่ออก ไม่คุ้นเคยกับสำเนียง และมัวแต่อ่านซับตามให้ทัน เลยไม่ทันได้ยินสำเนียงที่มีความคล้องจองกันอย่างลงตัว ผมแนะนำให้ลองดูหนังรอบสองทันทีเลยนะครับ เพราะเมื่อคุณเข้าใจพล็อตหนังแล้ว ทีนี้จะเริ่มไม่สนใจคำแปล เข้าใจเนื้อเรื่องโดนทันที คราวนี้จะเอาเวลาไปซึมซับ ได้ยินสำเนียงทำนองที่คล้องจองลื่นหูขึ้น เมื่อนั้นคุณจะเริ่มตกหลุมหลงรักหนังเรื่องนี้โดยไม่รู้ตัว

ความสวยงามอีกอย่างหนึ่งของ The Umbrellas of Cherbourg คือเรื่องราวที่สุดแสนเรียบง่าย กินใจ แต่ทรงพลังยิ่งใหญ่, มันอาจเพราะวิธีการของหนังนี้ด้วย ที่ทำให้เกิดความทรงพลังอย่างประหลาด เพลงประกอบและคำร้องได้ควบคุมบรรยากาศ อารมณ์ของหนังไว้อยู่หมัด ซึ่งพอผู้ชมคุ้นเคยปรับตัวได้กับวิธีการเล่าเรื่อง เมื่อถึงจุดไคลน์แม็กซ์ในแต่ละองก์ จะสามารถรับรู้ สัมผัสถึงอารมณ์ของเรื่องราวขณะนั้นได้โดยทันที

มีหนังเรื่องหนึ่งที่ผมโคตรอยากแนะนำ ถ้าคุณชอบหนังเรื่องนี้ลองหา L’Atlante (1934) ของ Jean Vigo มารับชมดูนะครับ, นี่ไม่ใช่หนังเพลง แต่มีความธรรมดาเรียบง่ายไม่ต่างจากหนังเรื่องนี้ แล้วตอนจบลึกซึ้ง ทรงพลัง เป็นหนึ่งในหนังที่ผมยกย่องว่า มีความสวยงามที่สุดในโลก

แนะนำกับคอหนังเพลง ดูเรื่องนี้อาจจะแปลกๆหน่อย พยายามปรับตัวรับให้ได้ แล้วคุณจะเห็นความสวยงามโคตรๆ, ผู้ชื่นชอบแจ๊ส, French New Wave, และแฟนหนัง Catherine Deneuve สุดสวย ไม่ควรพลาด

จัดเรตทั่วไป ดูได้ทั้งบ้าน

TAGLINE | “Les Parapluies de Cherbourg เรียบง่าย กินใจ เป็นหนังเพลงที่ทรงพลังที่สุดในโลก”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of