The Verdict

The Verdict (1982) hollywood : Sidney Lumet ♥♥♥♥

แทนที่ทนายความ Paul Newman จะยินยอมรับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กลับเลือกต่อสู้คดีบนชั้นศาล ทั้งรู้ว่าอาจไม่มีโอกาสเอาชนะ แต่ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย! ผู้กระทำผิดสักวันต้องชดใช้ ผลการตัดสินของคณะลูกขุน ได้มอบประกายความหวังเล็กๆแก่มนุษยชาติ

คำตัดสินของลูกขุนเป็นอะไรที่เกิดความคาดหมายอย่างมากๆ -สงสัยทุกคนคงเคยรับชม 12 Angry Men (1957)- เพราะกฎหมายไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบ บางครั้งมองผ่านๆก็รับรู้ว่าใครถูก-ผิด แต่ด้วยการพลิกแพลง เล่นลิ้น อาจทำให้ความจริงกลายเป็นสิ่งลวงตา คนบริสุทธิ์ถูกใส่ร้าย โจรฆ่าคนตายรอดโทษประหาร

ระบบยุติธรรมแม้สร้างขึ้นเพื่อใช้ตัดสินถูก-ผิด ดี-ชั่ว แต่เมื่อมีผลประโยชน์ เงินๆทองๆเข้ามาเกี่ยวข้อง มันจึงตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ใช้สำหรับกดขี่ข่มเหง ควบคุมครอบงำ ข้ออ้างความถูกต้องชอบธรรม … เพียงกฎธรรมชาติ/กฎแห่งกรรมเท่านั้นที่มีความเที่ยงแท้ ไม่มีใครสามารถต่อต้านขัดขืน

มันเหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หลังจากรับชม 12 Angry Men (1957) มักต้องติดตามด้วย The Verdict (1982) เพราะต่างกำกับโดย Sidney Lumet แถมทั้งสองเรื่องได้รับการโหวตติดอันดับ AFI’s 10 Top 10 – Courtroom Drama เรื่องแรกที่สอง เรื่องสองที่สี่ นั่นทำให้ใครต่อใครมองว่าผกก. Lumet คือเจ้าพ่อหนังแนว Courtroom Drama … หลังจากนี้ยังมี Night Falls on Manhattan (1996), Find Me Guilty (2006) และซีรีย์ 100 Centre Street (2001–02) แต่คงไม่เขียนถึงแล้วนะครับ


ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Barry Reed (1927-2002) นักเขียน/ทนายความ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Alameda, California ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง อาสาสมัคร U.S. Army ไต่เต้าถึงยศจ่าสิบเอก (Staff Sergeant), หลังปลดประจำการเข้าศึกษาแพทยศาสตร์ College of the Holy Cross ตามด้วยเนติบัณฑิต Boston College กลายเป็นทนายผู้มีความเชี่ยวชาญคดีความด้านการแพทย์ เคยได้รับแต่งตั้งประธาน Massachusetts Trial Lawyers Association และยังร่วมก่อตั้ง American Society of Law and Medicine

นอกจากความรู้ความสามารถด้านกฎหมาย Reed ยังชื่นชอบเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์, นิตยสาร American Bar Association Journal, หนังสือกฎหมาย The Heart and the Law (1968), The Law and Clinical Medicine (1970), และนวนิยายกึ่งชีวประวัติ The Verdict (1980)

โปรดิวเซอร์ Richard Zanuck และ David Brown ขณะนั้นอยู่ภายใต้สังกัด 20th Century Fox ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์หนังสือ The Verdict (1980) สำหรับดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ มูลค่าสูงถึง $150,000 เหรียญ! ในตอนแรกมอบหมายนักเขียน David Mamet (ว่าที่เจ้าของรางวัล Pulitzer Prize จากบทละครเวที Glengarry Glen Ross (1984)) และติดต่อผู้กำกับ Arthur Hiller

ด้วยความที่ Mamet แม้มีประสบการณ์จากละครเวที แต่ยังไม่ค่อยเชี่ยวชำนาญดัดแปลงบทภาพยนตร์ ร่างแรกจึงค้างคาตอนจบ ไม่ได้แสดงผลการลงมติคณะลูกขุน สองโปรดิวเซอร์พยายามเรียกร้องให้เขาครุ่นคิดเขียนบทสรุป แต่จนแล้วจนรอดตัดสินใจเองไม่ได้ แถมผกก. Hiller ก็ขอถอนตัวออกไป

แซว: David Mamet เป็นคนตั้งชื่อหนัง The Verdict ทั้งๆที่บทร่างแรกค้างคาตอนจบ ไม่มีผลการตัดสินใดๆ ขนาดว่าโปรดิวเซอร์ Zanuck ยังแซวเล่นๆว่าควรใส่เครื่องหมายคำถามทิ้งท้ายด้วยไหม The Verdict?

Zanuck & Brown เลยมอบหมายนักเขียนคนใหม่ Jay Presson Allen สร้างความสนใจให้นักแสดง Robert Redford แนะนำผู้กำกับ James Bridges ร่วมกันพัฒนาบทร่างหลายฉบับ แต่ยังไม่ได้รับความพึงพอใจ หลังจาก Bridges เลยขอถอนตัวออกไป Redford แอบติดต่อ Sydney Pollack โดยไม่ได้พูดคุยบอกกล่าวสองโปรดิวเซอร์ นั่นสร้างความไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง ถึงขนาดขับไล่ออก ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวโปรเจคอีกต่อไป

และในที่สุด Zanuck & Brown ติดต่อหาผู้กำกับมือปืนรับจ้าง Sidney Lumet ให้อิสระเลยว่าอยากเลือกเอาบทหนังของใคร แคสติ้งนักแสดงคนไหน ไม่ขอเข้าไปยุ่งย่ามก้าวก่าย เชื่อมั่นในศักยภาพอีกฝ่าย


Sidney Arthur Lumet (1924-2011) ผู้กำกับภาพยนตร์/โทรทัศน์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania แต่มาเติบโตย่าน Lower East Side, Manhattan ในครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพมาจาก Poland, บิดาเป็นนักแสดง/ผู้กำกับละครเวที Yiddish Art Theatre ฐานะค่อนข้างยากจน ทำให้บุตรชายต้องขึ้นเวทีตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เคยให้เสียงละคอนวิทยุ ขึ้นแสดง Broadway, Off-Broadway และหนังสั้น, การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง อาสาสมัครทหาร U.S. Army ประจำการอยู่อินเดียและพม่า

หลังสิ้นสุดสงครามโลก ผันตัวจากหน้าเวทีสู่เบื้องหลัง ก่อตั้งเวิร์คช็อบ (Workshop) สอนการแสดง High School of Performing Arts กำกับโปรดักชั่น Off-Broadway เข้าสู่วงการโทรทัศน์จากเป็นผู้ช่วย Yul Brynner พัฒนาเทคนิคถ่ายทำ “lightning quick” สำหรับกำกับซีรีย์ด้วยความรวดเร็ว อาทิ Danger (1950-55), Mama (1949-57), You Are There (1953-57), บางตอนของ Playhouse 90 (1956-60), Kraft Television Theatre (1947-58) และ Studio One (1947-58) รวมๆแล้วมีเครดิตกว่า 250+ ตอน!

สไตล์การกำกับของ Lumet มีคำเรียกจากนักวิจารณ์ “Hardboiled Straight-Shooter” เพราะได้รับการฝึกฝนจากยุคสมัย Golden Age of Television ในช่วงทศวรรษ 50s จึงมีความรวดเร็ว เน้นประสิทธิภาพ เอ่อล้นด้วยพลังงาน (Energetic Style of Directing) นิยมทำการซักซ้อม (Rehearsal) ตระเตรียมตัวล่วงหน้าให้พร้อม ถ่ายทำจริงจึงแค่ไม่กี่เทค หัวข้อความสนใจมักมีลักษณะ Psychodramas, ศึกษาตัวละคร (Character Study), บ่อยครั้งตัวเอกปฏิลักษณ์ (Antiheroes), ตั้งคำถามความเป็นธรรมทางสังคม (Social Justice) และมักมีพื้นหลังมหานคร New York City

Someone once asked me what making a movie was like. I said it was like making a mosaic. Each setup is like a tiny tile. You color it, shape it, polish it as best you can. You’ll do six or seven hundred of these, maybe a thousand. Then you literally paste them together and hope it’s what you set out to do.

Sidney Lumet

หลังจากพิจารณาบทหนังทั้งหมดที่มี ผกก. Lumet ตัดสินใจเลือกฉบับแรกสุดของ David Mamet นำมาปรับแก้ไขรายละเอียดเพียงเล็กๆน้อยๆ และยังได้เข้าไปพูดคุย(กับ Mamet) ร่วมกันครุ่นคิดหาทางออก พัฒนาตอนจบที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน … แต่เห็นว่าเมื่อหนังตัดต่อเสร็จ ผู้บริหารสตูดิโอ Fox พยายามเรียกร้องขอให้เปลี่ยนแปลงตอนจบ อย่างน้อย Frank ควรตอบรับโทรศัพท์ของ Laura แต่โปรดิวเซอร์ Zanuck เลือกเข้าข้างผกก. Lumet เพราะได้มอบสิทธิ์ขาดให้อีกฝ่ายตั้งแต่แรก เลยไม่มีการปรับแก้ไขอะไร

เกร็ด: ผกก. Lumet มีโอกาสอ่านนวนิยาย The Verdict (1980) หลังจากบทหนังของ Mamet แสดงความคิดว่าถ้าตนเองอ่านนวนิยายเล่มนี้ก่อน คงไม่มีทางตอบรับโปรเจคนี้แน่ๆ จินตนาการไม่ออกเลยว่าจะดัดแปลงภาพยนตร์ได้อย่างไร


เรื่องราวของทนายความ Frank Galvin (รับบทโดย Paul Newman) ผู้มีปัญหาด้านการดื่ม (Drinking Problem) ได้รับฉายา ‘Ambulance Chaser’ (ทนายที่มักเข้าหาลูกค้าในห้องฉุกเฉิน/งานศพ ทั้งๆไม่ใช่คนรู้จัก แค่เผื่อว่าจะได้รับการว่าจ้าง) ไม่มีลูกค้าติดต่องานมาสักพัก จนกระทั่งวันหนึ่งอดีตคู่หู Mickey Morrissey (รับบทโดย Jack Warden) นำงานทุรเวชปฏิบัติ (Medical Malpractice) จากความผิดพลาดทางการแพทย์ ที่แค่เพียงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างลูกความกับโรงพยาบาล เพียงเท่านี้ก็จะได้รับค่าจ้างมหาศาล

ในตอนแรก Frank ก็ตั้งใจจะไกล่เกลี่ยข้อพิพาทดังกล่าว แต่หลังจากพบเห็นสภาพหญิงสาวผู้ประสบเหตุ นอนแน่นิ่งเป็นผัก (Vegetative State) ไม่ต่างจากตกตายทั้งเป็น จู่ๆบังเกิดความเห็นอกเห็นใจ ต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเธอ ปฏิเสธเงินก้อนโต $210,000 เหรียญ เพื่อนำคดีความขึ้นต่อสู้บนชั้นศาล ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของผู้ใด


Paul Leonard Newman (1925 – 2008) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Shaker Heights, Ohio ในครอบครัว Jewish ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แสดงเป็นตัวตลกในละครเวทีของโรงเรียน โตขึ้นอาสาสมัครทหารเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สังกัด Pacific Theater ไม่ได้ขับเรือรบเพราะตาบอดสี, ปลดประจำการออกมาเข้าเรียน Kenyon College จบ Bachelor of Arts ต่อมากลายเป็นลูกศิษย์ของ Lee Stransberg ที่ Actors Studio, เริ่มทำงานเป็นนักแสดง Broadway สู่วงการภาพยนตร์ด้วยการแข่งขันกับ James Dean เรื่อง East of Eden (1955) แม้จะไม่ได้บทแต่กลายเป็นตัวตายตัวแทน (หลัง Dean พลันด่วนเสียชีวิต) Somebody Up There Likes Me (1956) กับ The Left Handed Gun (1958), เริ่มมีชื่อเสียงกับ Cat on a Hot Tin Roof (1958), The Long, Hot Summer (1958), ผลงานเด่นอื่นๆอาทิ Exodus (1960), The Hustler (1961), Cool Hand Luke (1967), Butch Cassidy and the Sundance Kid (1969), The Sting (1973), The Verdict (1982), คว้ารางวัล Oscar: Best Actor เรื่อง The Color of Money (1986) ฯ

รับบททนายความ Frank Galvin ผู้มีปัญหาด้านการดื่ม หลายปีก่อนเคยทำงานสำนักงานทนายความขนาดใหญ่ แต่พบความฟ่อนเฟ่ะ เน่าเละเทะภายใน พยายามจะเปิดโปงกลับโดนจับติดคุก ถูกไล่ออก ภรรยาฟ้องหย่า กลายเป็นหมาหัวเน่า ไม่มีใครอยากว่าจ้างงาน จนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือจากอดีตคู่หู Mickey Morrissey ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททุรเวชปฏิบัติ (Medical Malpractice) แต่ก็มิอาจอดกลั้นต่อสภาพความจริง ปฏิเสธเงินก้อนโต เพื่อต่อสู้คดีความบนชั้นศาล

เกร็ด: Drinking Problem ไม่ได้มีความหมายแค่ติดสุรา ยังเป็นศัพท์แสลงของบุคคลผู้มีปัญหา สังคมไม่ให้การยินยอมรับ

Newman คือตัวเลือกแรกของผกก. Lumet เมื่อโทรศัพท์พูดคุย ชักชวนมาอ่านบท ก็ตอบตกลงทันทีโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ (เหตุผลที่ Robert Redford พยายามล็อบบี้ผู้กำกับ เพราะต้องการปรับเปลี่ยนพื้นหลังตัวละคร ไม่ต้องการรับบทชายขี้เมา) ใช้เวลาสามสัปดาห์ในการซักซ้อมการแสดง (Rehearsal) รู้สึกมีอิสรภาพในการพัฒนาตัวละคร จนบังเกิดความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า หลายต่อหลายฉากสำคัญๆสามารถเทคเดียวผ่าน!

I’d rather have the freedom to do the kind of pictures like The Verdict (1982) … I enjoyed kicking the beejeezus out of the press in Absence of Malice (1981).

Paul Newman

ผมมีภาพจำ Newman หล่อ เท่ห์ บุคลิกภาพทรงเสน่ห์ โดยเฉพาะดวงตาสีฟ้า ดูสุขุมเยือกเย็น ‘King Cool’ แต่ตั้งแต่บุตรชายเสียชีวิตเพราะเสพยาเกินขนาดเมื่อปี ค.ศ. 1978 ทำให้เขาเลือกบทบาท กล้าเล่นตัวละครขี้แพ้ ติดเหล้า เสพยา ดวงตาเศร้าๆ ท่าทางอิดโรย ขาดความเชื่อมั่น ทำอะไรล้มเหลวไปเสียทุกสิ่งอย่าง

ผมถือว่า Frank Galvin คือการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของ Newman ภาพที่เคยจดจำเลือนหายไปกับตัวละคร อาจยังรูปหล่อแต่ดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า กล้าทำสิ่งอับอายขายขี้หน้า จมปลักอยู่กับสุรา มันช่างเจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน (ที่พบเห็นพระเอกในดวงใจเล่นเป็นตัวละครตกอับ หมดสิ้นสภาพ) รู้สึกสงสาร เป็นห่วงเป็นใย ส่งแรงใจให้ได้รับโอกาสครั้งใหม่ (Second Chance) ได้รับชัยชนะในคดีความรองบ่อนนี้

เกร็ด: การแสดงของ Paul Newman ได้รับการโหวตติดอันดับ #19 ชาร์ท 100 Greatest Performance จากนิตยสาร Premiere Magazine เมื่อปี 2006


James Neville Mason (1909-84) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Huddersfield, West Riding of Yorkshire โตขึ้นเข้าเรียนเป็นสถาปนิกที่ Peterhouse, Cambridge เวลาว่างๆไปรับงานแสดงเป็นตัวประกอบในโรงละครเวทีใกล้บ้าน จนกระทั่งเข้าตาผู้กำกับ Alexander Korda ชักชวนให้มารับบทเล็กๆใน The Private Life of Don Juan (1933) แต่แค่สามวันก็ตัดฉากเขาทิ้งทั้งหมด กระนั้นก็ทำให้ได้รับโอกาสแสดงในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆติดตามมา เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Man in Grey (1943), The Wicked Lady (1945), Hatter’s Castle (1942), The Seventh Veil (1945), Odd Man Out (1947) โด่งดังระดับนานาชาติกับ Julius Caesar (1953), A Star Is Born (1954), North by Northwest (1959), Lolita (1962), The Verdict (1982) ฯ

รับบททนายความ Ed Concannon เจ้าของสำนักงานทนายความขนาดใหญ่ เป็นบุคคลมากด้วยประสบการณ์ รายล้อมด้วยลูกน้องยอดฝีมือ เชื่อว่าทุกสิ่งอย่างล้วนอยู่ในความควบคุม สามารถสรรหาข้ออ้างทางกฎหมายขึ้นมาโต้ตอบกลับ Frank Galvin แถมยังได้รับความช่วยเหลือจากผู้พิพากษา Judge Hoyle แต่คำตัดสินของคณะลูกขุน อะไรก็บังเกิดขึ้นได้ขณะนั้น

ในตอนแรก Mason ถูกทาบทามให้รับบททนายความ Mickey Morrissey แต่ผกก. Lumet ครุ่นคิดว่าเขาคงไม่ตอบรับบทพระรอง เลยมอบให้กับ Jack Warden, ต่อมา Burt Lancaster ที่เคยตกลงเล่นเป็น Ed Concannon ขอถอนตัวออกไป กลายเป็นส้มหล่นใส่ Mason ถือเป็นผลงานสำคัญเรื่องสุดท้าย ได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor

น้ำเสียง สำเนียง สไตล์การพูดของ Mason ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ภาพลักษณ์ของเขาทำให้ผมต้องขยี้ตามอง ดูเหี่ยวย่น แก่ชราถึงเพียงนี้แล้วหรือ (อายุขณะนั้น 72 ปี) ท่าทางอาจไม่ได้กระฉับกระเฉง เพียงใช้คำพูดแสดงถึงประสบการณ์ เล่นลิ้น พลิกแพลง เอ่อล้นด้วยความเชื่อมั่น จนกระทั่งเหตุการณ์คาดไม่ถึง ไฟรนก้น ตกตะลึงกับความพ่ายแพ้


Tessa Charlotte Rampling (เกิดปี 1946) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Sturmer, Essex วัยเด็กถูกส่งไปโรงเรียนประจำ พอโตเป็นสาวทำงานโมเดลลิ่ง เคยปรากฎตัวในโฆษณาของ Cadbury เข้าตาแมวมองชักชวนสู่วงการภาพยนตร์ ได้เป็นตัวประกอบไร้เครดิต A Hard Day’s Night (1964), The Knack …and How to Get It (1965), แจ้งเกิดกับ Georgy Girl (1966), The Damned (1969), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Night Porter (1974), Stardust Memories (1980), The Verdict (1982), และได้เข้าชิง Oscar ครั้งแรกกับ 45 Years (2015)

รับบท Laura Fischer หญิงสาวแปลกหน้า พบเจอในบาร์ ถูกชะตากับ Frank Galvin ไม่นานก็พาขึ้นห้อง ร่วมรักหลับนอน แต่เธอไม่เคยออดอ้อน เรียกร้องขอโน่นนี่นั่น แสดงความเข้มแข็ง ปฏิเสธโอนอ่อนตามใจเขา แท้จริงแล้วสามีเก่าคือ Ed Concannon เลยอาจเกิดความเข้าใจผิด ครุ่นคิดว่าแอบเป็นสายลับแฝงตัวมา … ใช่หรือไม่นั้น หนังจงใจเปิดกว้าง ให้อิสระผู้ชมในการครุ่นคิดตีความ

เกร็ด: บาร์ที่ Frank Galvin แรกพบเจอ Laura คือสถานที่แห่งเดียวกับภาพยนตร์ Serpico (1973) เมื่อครั้ง Frank Serpico ได้รับการแนะนำให้รู้จักคู่หูคนใหม่ ร้านชื่อ Vazac’s Bar ตั้งอยู่ 108 Avenue B ณ Manhattan (ปัจจุบันน่าจะปิดกิจการไปแล้ว)

Rampling เป็นนักแสดงที่มีสายตายั่วราคะอย่างมากๆ รูปร่างผอมเพียว สมัยยังสาวๆคงสวยสังหาร (Femme Fatale) สำหรับบทบาท Laura ขึ้นอยู่กับผู้ชมจะตีความว่าเธอคือสายลับ หรือเพียงแค่ความบังเอิญ นำสิ่งล่อล้วงจาก Frank ไปมอบให้ Ed Concannon หรือไม่? แต่ฉากโดนตบหน้าในที่สาธารณะ มันช่างรุนแรง เจ็บปวด พูดไม่ออกบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนโดนทรยศหักหลัง ตกอยู่ในความสิ้นหวัง

ส่วนตัวไม่ได้มอง Laura ว่าเป็นสายลับเลยนะครับ แค่ความบังเอิญ จับพลัดจับพลู น่าจะตกหลุมรัก Frank เข้าจริงๆ เดินทางไปพบเจออดีตสามี Ed Concannon อาจเพื่อเซ็นใบหย่า เตรียมตัวจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเขา แล้วกลับถูกเข้าใจผิดๆ แถมไม่ได้รับโอกาสพูดคำอธิบายใดๆ แต่ยังคงห่วงโหยหา หวังว่าเขาจะยินยอมรับโทรศัพท์ครั้งสุดท้าย!

ทีแรกผมครุ่นคิดว่าตัวละครนี้คงเป็นแค่วัตถุทางเพศ ‘sex object’ สำหรับเปรียบเทียบคู่ขนานกับการพิจารณาคดีความ จนกระทั่งเมื่อเปิดเผยความสัมพันธ์ลับๆ/อดีตสามี Ed Concannon เลยตระหนักว่าตัวละครนี้อาจเคลือบแฝงถึงการถูกควบคุมครอบงำ (ในสังคมชายเป็นใหญ่) โหยหาอิสรภาพ ต้องการเป็นตัวของตนเอง ภายนอกดูเข้มแข็งแกร่ง แต่สภาพจิตใจไม่แตกต่างจาก Frank เลยสามารถส่งเสริมสนับสนุน ให้กำลังใจ เติมเต็มกันและกัน


ถ่ายภาพโดย Andrzej Bartkowiak (เกิดปี 1950) ผู้กำกับ/ตากล้องสัญชาติ Polish เกิดที่ Łódź, ร่ำเรียนภาพยนตร์จาก Polish Film School จากนั้นอพยพสู่สหรัฐอเมริกา เริ่มจากทำงานโฆษณา จนกระทั่งได้ร่วมงานขาประจำผกก. Sidney Lumet เป็นตากล้องถ่ายทำ Prince of the City (1981), The Verdict (1982), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Terms of Endearment (1983), Twins (1988), Falling Down (1993), Speed (1994), Lethal Weapon 4 (1988), กำกับภาพยนตร์อาทิ Romeo Must Die (2000), Doom (2005) ฯ

งานภาพของหนังคละคลุ้งด้วยบรรยากาศทะมึน อึมครึม ท้องฟ้ามืดครึ้ม ตรงกับช่วงฤดูหนาว (พบเห็นหิมะตก นักแสดงสวมใส่ชุดกันหนาว) แทบไม่พบเห็นโทนสีสันสดใส หลากหลายมุมกล้องสะท้อนสภาพจิตใจตัวละคร และการขยับเคลื่อนดำเนินไปก็มีความเชื่องช้า(น่าหลับ) มอบสัมผัสเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า

แม้ว่าสีสันจะมีความกลมกลืน แต่ผมแนะนำให้สังเกตสีแดง ซึ่งจะแทรกแซมหลายๆซีเควนซ์ ล้วนแฝงนัยยะซ่อนเร้นอะไรบางอย่าง อาทิ ผ้าพันคอของ Laura, ห้องทำงานของ Bishop, ชุดนางพยาบาล Kaitlin Costello (ตอนขึ้นให้การบนชั้นศาล) ฯ

เป็นธรรมเนียมของผกก. Lumet ที่จะทำการซักซ้อม ตระเตรียมการ (Rehearsal) ซึ่งเรื่องนี้ใช้เวลาถึงสามสัปดาห์ (โดยเฉลี่ยจะแค่ 1-2 สัปดาห์เท่านั้น) ส่วนการถ่ายทำจริง 43 วัน เห็นว่าเสร็จล่วงหน้าก่อนกำหนดหนึ่งสัปดาห์!

พื้นหลังของหนังคือ Boston, Massachusetts แต่ก็มีหลายฉากถ่ายทำยัง New York City อาทิ

  • Massachusetts State House บริเวณโถงทางเดินในศาล และโรงพยาบาล
    • แต่ฉากในชั้นศาล ก่อสร้างขึ้นในสตูดิโอ Kaufman Astoria Studios ตั้งอยู่ Queens, New York City
  • โรงเรียนที่พบเจออดีตนางพยาบาล South Boston High School ตั้งอยู่ Boston
  • ซีเควนซ์ที่ Frank Galvin วิ่งติดตามหาบ้าน/สำนักงาน Dr. Gruber และที่อยู่ผู้พิพากษา Judge Hoyle ต่างอยู่ละแวก Byooklyn, New York
  • บาร์ Vazac’s Bar ตั้งอยู่ 108 Avenue B, East Village, Manhattan
  • ห้องสมุดในมหาวิทยาลัย Fordham University ตั้งอยู่ Bronx, New York

แวบแรกที่ผมเห็นเครื่องเล่นพินบอล ก็มักนึกถึง French New Wave ขึ้นมาโดยพลัน! มักสื่อถึงความหัวขบถ ดื้อรั้น ชื่นชอบความเสี่ยง กระทำในสิ่งคาดเดาไม่ได้ (เหมือนลูกพินบอล) ซึ่งในบริบทของ The Verdict (1982) สามารถเพิ่มความร้อนรน กระวนกระวาย เกมที่สามารถระบายอารมณ์อัดอั้น ‘escapist’ หลบหนีจากโลกความจริงที่โหดร้าย (มุมกล้องจงใจถ่ายให้เห็นโลกภายนอก ดูหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก ต้นไม้มีเพียงกิ่งก้านไร้ใบ ดูไร้ชีวิตชีวา)

กล้องวางลงบนพื้น ระหว่างระบายอารมณ์ เขวี้ยงขว้างสิ่งข้าวของ แสดงอาการท้อแท้สิ้นหวังของ Frank Galvin เรียกได้ว่าอยู่ในจุดตกต่ำสุดของชีวิต ไร้งาน ไร้เงิน มีปัญหาด้านการดื่ม ไม่รู้จะทำอะไรยังไงต่อไป

การนั่งบนโต๊ะ แถมตำแหน่งศีรษะอยู่สูงกว่าลูกความทั้งสองนั่งบนโซฟา(สีแดง) นี่แสดงถึงการอวดอ้าง วางอำนาจ พยายามควบคุมครอบงำ ชี้นำทางอีกฝั่งฝ่าย … นี่ถือเป็นความลุ่มหลงระเริงของตัวละคร ทั้งๆฉากก่อนหน้ามีสภาพไม่ต่างจากหมาหัวเน่า แต่เมื่อมีโอกาสมาถึง ก็ทำตัวหัวสูง เล่นตัว เย่อหยิ่ง สร้างภาพให้ดูดี แม้งน่าหมั่นไส้ชะมัด!

ด้วยความที่สีสันของหนังออกไปทางโทนเข้มๆ น้ำเงิน-น้ำตาล-เทา แต่บ่อยครั้งจะพบเห็นสีแดงแรงฤทธิ์โดดเด่นชัดขึ้นมา ซึ่งสิ่งข้าวของใดเลือกใช้สีนี้ มันจึงดึงดูดสายตา เคลือบแฝงนัยยะอะไรบางอย่าง สิ่งชั่วร้าย บุคคลอันตราย หายนะ … สำหรับช็อตนี้ผ้าพันคอของ Laura นอกจากเป็นบุคคลในความสนใจของ Frank ยังอาจมีลับลมคมในบางอย่างปกปิดซ่อนเร้นไว้

และผมแอบรู้สึกว่าพัดลมที่ตั้งอยู่ด้านหลัง Laura อาจเป็นความจงใจ เปรียบดั่งสายลมพัดผ่านมาและพานผ่านไป อาจไม่ได้ครุ่นคิดจะจริงจังกับใคร

Frank พบเห็นอะไรในช็อตนี้ถึงทำให้เขาเปลี่ยนใจ ไม่ยินยอมไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แต่กลับเลือกต่อสู้คดีบนชั้นศาล? ผมครุ่นคิดว่าระหว่างที่โพลารอยด์กำลังปรากฎภาพหญิงสาว มันดูราวกับมีชีวิต ลมหายใจ (จากกระดาษขาวๆ ค่อยปรากฎภาพคมชัดขึ้นมา) นั่นทำให้เขาตระหนักถึงความเป็น-ตาย ก่อนหน้านี้ตนเองก็เคยมีสภาพไม่แตกต่างกัน (ไม่ใช่ว่าร่างกายเป็นผักนะครับ แต่คือสภาพจิตใจของ Frank ที่เคยหดหู่ ท้อแท้สิ้นหวัง ไร้งาน ไร้เงิน ไม่มีคนสนใจ ไม่ต่างจากตกตายทั้งเป็น)

ผมชอบการเปรียบเทียบสองช็อตนี้ที่เห็นได้ชัดถึงความแตกต่างระหว่างจำเลย vs. โจกท์, การต่อสู้ระหว่างสำนักทนายความ vs. บุคคล (มีเพียง Frank และคู่หู Mickey), ในห้องทำงานรายล้อมรอบด้วยผู้คน vs. ห้องสมุดเต็มไปด้วยตำรากฎหมาย, โทนสีอบอุ่นสดใส vs. แสงน้ำเงินหนาวเหน็บเย็นยะเยือก, ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนตัวเล็กๆจะสามารถต่อสู้เอาชนะองค์กรใหญ่ๆ

นี่เป็นช็อตที่น่าสนใจทีเดียว เพราะเมื่อ Frank พาสาวคนใหม่ขึ้นห้องพัก ไฟที่ลืมปิดบนหัวเตียงมีภาพอดีตภรรยา นั่นแสดงว่าเขายังคงจมปลักอยู่กับอดีต ครุ่นคิดถึง ห่วงโหยหา ซุกซ่อนอยู่ในจิตใจมืดมิด … แต่การมาถึงของ Laura ทำให้เขาราวกับกำลังจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่

มีนักวิจารณ์ให้คำชื่นชมอย่างมากๆกับซีเควนซ์ที่สองทนายความ Frank Galvin และ Ed Concannon เข้าพบเพื่อนัดหมายกำหนดการกับ Judge Hoyle สังเกตว่าผู้พิพากษากำลังรับประทานอาหาร(น่าจะมื้อเช้า) ผมมองถึงความไม่ยี่หร่าต่อคดีความนี้ และมีการมอบถ้วยกาแฟกับ Frank สื่อถึงการมอบโอกาสครั้งสุดท้าย ถ้ายังดื้อรั้น ดึงดัน หลังจากนี้ไปพบกันบนชั้นศาล

a terrific use of objects, making for a believable judge in his personal, comfortable and suitable place, as well as a Physical Action (motion) that demonstrates the subtext of the Judge’s objective (in support of the insurance company, the doctor and their attorney) without an abundance of expository dialogue.

Richard D. Pepperman

การหายตัวไปของ Dr. Gruber แม้หนังไม่คำอธิบายใดๆ แต่ผู้ชมสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นฝีมือสำนักงานทนายความ Ed Concannon ใช้เส้นสาย อำนาจบางอย่างที่อีกฝ่ายมิอาจต่อรอง จึงยินยอมทอดทิ้ง ปฏิเสธขึ้นให้การในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคดีความนี้

สังเกตว่าช็อตนี้ในห้องทำงาน กล้องวางบนพื้นอีกแล้ว แสดงถึงความสิ้นหวัง จุดตกต่ำ แถมยังมีขณะหนึ่ง Frank หันหน้าเข้าหากำแพง เผชิญหน้าทางตัน ยังไม่รู้จะครุ่นคิดทำอะไรต่อไป

ปฏิกิริยาของ Frank เมื่อรับรู้ว่า Dr. Thompson แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ติดต่อขอความช่วยเหลือเร่งด่วนคือชายสูงวัยผิวสี แสดงท่าทีผิดหวังอย่างรุนแรง นี่ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นพวกเหยียดผิวนะครับ แต่รับรู้ความฟ่อนเฟ่ะ เน่าเละเทะของระบบยุติธรรมสมัยนั้น ลูกขุนส่วนใหญ่เป็นคนขาว (พบเห็นคนดำเพียงสองจากสิบสองคน) และยุคสมัยนั้นแม้มีการเรียกร้องสิทธิเสมอภาค แต่สังคมอเมริกันก็ไม่ได้จะยินยอมรับกันสังเท่าไหร่

ความน่าขบขันก็คือฟากฝั่ง Ed Concannon พยายามพูดอธิบายลูกน้องว่าไม่ควรแสดงพฤติกรรมรังเกียจเดียจฉันท์ ไม่ใช่ว่าสังคมไม่ให้การยอมรับ แต่เขาเข้าใจปัญหา รับรู้ช่องโหว่ของระบบ และตระหนักถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากแพทย์สูงวัยผิวสีคนนี้ … เพราะแทนที่คำให้การของ Dr. Thompson จะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีของ Frank แต่กลับจะสร้างความเสียหายให้มากกว่า!

ด้วยความสิ้นหวังอย่างสุดๆของ Frank จึงต้องการออดอ้อน แสดงด้านอ่อนแอ เรียกร้องความสงสารเห็นใจแฟนสาว Laura แต่เธอกลับปฏิเสธเล่นตามเกม ฉันไม่ใช่แม่พระ/บาทหลวงรับฟังคำสารภาพบาปทุกวันอาทิตย์ สังเกตว่าเธอยืนอยู่ริมหน้าต่าง พูดจี้แทงใจดำ พร้อมจะจากไปถ้าเขาทำตัวเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสา … ผลปรากฎว่า Frank รีบวิ่งเข้าห้องน้ำ กักขังตนเอง ขอเวลาสงบจิตสงบใจ รวบรวมพละพลังกาย-ใจ และความครุ่นคิดที่จะไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้โดยทันที

บางคนอาจมองว่าการกระทำของ Laura ราวกับเล่นเกมจิตวิทยากับ Frank เพื่อไม่ให้เขายินยอมรับความพ่ายแพ้ มีเรี่ยวแรงทำหน้าที่บนชั้นศาล เพื่อว่าเธอจะสามารถติดต่อรองกับ Ed Concannon บลา บลา บลา…

ระหว่างการพิจารณาคดีวันแรกๆ สังเกตว่ากล้องจะตั้งสูงกว่าระดับสายตา ก้มลงมาให้พบเห็นพื้นห้อง และเหมือนว่ามีการใช้เลนส์มุมกว้าง (Wide Angle) ทำให้ห้องแห่งนี้ดูโอ่โถง ใหญ่โตกว่าปกติ สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย คดีความง่ายๆ ประเดี๋ยวก็เสร็จสิ้น

แต่การพิจารณาคดีความวันสุดท้าย จะมีการตั้งกล้องต่ำกว่าระดับสายตา เงยขึ้นพบเห็นเพดาน และมีการใช้เลนส์กล้องที่มีความยาวเพิ่มขึ้น ทำให้ห้องแห่งนี้ดูคับแคบ เล็กลง และมีแสงสว่างจากภายนอกตัดกับเงามืด เพราะนี่คือช่วงเวลาแห่งเปิดเผยความจริงทั้งหมด!

ปล. ใครเคยรับชม 12 Angry Men (1957) น่าจะร้องอ๋อโดยทันที มันช่างเป็นแนวคิด/วิธีการที่มักคุ้นเคยยิ่งนัก … เอาจริงๆลายเซ็นต์นี้พบเห็นแทบทุกผลงานของผกก. Lumet

ย้อนกลับไปที่การพิจารณาคดีความวันแรกสักเล็กน้อย มันจะขณะที่ผู้พิพากษา Judge Hoyle โดยปกติแล้วควรวางตัวเป็นกลาง แต่กลับทำตัวเป็นทนายความเสียเอง ซักไซร้ไล่เรียงแพทย์ที่ปรึกษา Dr. Thompson เร่งรีบตัดจบโดยไม่สนห่าเหวอะไรทั้งนั้น สังเกตมุมกล้องทั้งเงยขึ้น-ก้มลง แสดงถึงการใช้อำนาจ ควบคุมครอบงำบุคคลอื่น

วันสุดท้ายของการพิจาณาคดี ระหว่างการให้การของนางพยาบาล Kaitlin Costello (สวมใส่ชุดสีแดง) ระหว่างที่ทนายความ Ed Concannon กำลังซักไซร้ไล่เรียง เดินทางยืนอยู่เบื้องหน้า กล้องถ่ายมุมก้ม-เงย สัมผัสได้ถึงพลังอำนาจ ความพยายามควบคุมครอบงำ (แบบเดียวกับช็อตผู้พิพากษาที่ผมเพิ่งอธิบายไป) และในบริบทนี้ผมขอเรียกว่า #MeToo เธอยังเปิดเผยเรื่องราวการถูกกดขี่เข่มเหงจากบุรุษเพศ (ถูกนายแพทย์บีบบังคับให้ลงรายงานตามคำสั่ง!)

ตาดีได้ ตาร้ายเสียง สองวงกลมแดงๆนั้นคือ Tobin Bell (แฟนไชร์ Saw) และ Bruce Willis (Die Hard) ช่วงนั้นพวกเขาเพิ่งเริ่มต้นอาชีพนักแสดง ยังไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก

ผกก. Lumet ถ่ายทำตอนจบไว้สองแบบ ตั้งใจไว้เผื่อเลือกระหว่างการตัดต่อ

  1. หลังเสร็จสิ้นการพิจารณาคดี Frank Galvin (และ Mickey Morrissey) เดินออกจากศาลโดยไม่เหลียวแลหลัง หันไปมองใคร
  2. ตอนจบที่หนังเลือกใช้ คือระหว่างเดินออกจากห้องพิจารณาคดี หันมาจับจ้องมอง Laura Fischer แล้วกลับไปรอคอยโทรศัพท์ในห้องทำงาน

เอาจริงๆผมไม่รู้สึกว่าการจบค้างๆคาๆแบบนี้มันจะมีประโยชน์สักเท่าไหร่ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองไม่ได้สลักสำคัญอะไรต่อเนื้อเรื่องราว เพียงภาพสะท้อน เปรียบเทียบคู่ขนาน เปิดกว้างให้ผู้ชมจินตนาการความเป็นไปได้ว่า Frank จะยินยอมยกโทษให้อภัย Laura เหมือนที่คณะลูกขุนตัดสินเข้าข้างโจทก์ให้ชนะคดีความ

เผื่อบางคนอาจไม่เข้าใจประเด็นนี้ เราสามารถเปรียบเทียบนางพยาบาล(ที่ถูกนายแพทย์บีบบังคับให้ปรับเปลี่ยนตัวเลขในรายงาน) = Laura (เหมือนว่าจะถูกควบคุมครอบงำโดยทนายความ Ed Concannon) เช่นนั้นแล้วการตัดสินของคณะลูกขุน สามารถสะท้อนคำตอบ Frank จะคืนดีกับเธอหรือไม่?

ตัดต่อโดย Peter C. Frank จากเคยอยู่แผนกตัดต่อเสียง (Sound Edtor) ภาพยนตร์ Prince of the City (1981), Reds (1981), ย้ายมาตัดต่อฟีล์ม The Verdict (1982), Dirty Dancing (1987) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองทนายความ Frank Galvin เริ่มต้นจากช่วงเวลาตกต่ำขีดสุดในชีวิต ไร้งาน ไร้เงิน ก่อนได้รับโอกาสครั้งสำคัญที่จะพิสูจน์ตัวตนเอง (Second Chance) เชื่อมั่นในความถูกต้อง เที่ยงธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ แม้จะถูกใครต่อใครส่ายหัว ไม่เห็นด้วยต่อการกระทำ แต่ผลการตัดสินของคณะลูกขุน อะไรๆก็สามารถบังเกิดขึ้นได้

  • อารัมบท, จุดตกต่ำสุดในชีวิตของ Frank Galvin
  • การมาถึงของโอกาส
    • อดีตคู่หู Mickey Morrissey ส่งต่องานทุรเวชปฏิบัติ (Medical Malpractice) ที่แค่เพียงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างลูกความกับโรงพยาบาล เพียงเท่านี้ก็จะได้รับค่าจ้างมหาศาล
    • ในตอนแรก Frank ก็ตั้งใจจะแค่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แต่แล้วจู่ๆปฏิเสธเงินก้อนโต ต้องการต่อสู้ดำเนินคดีความบนชั้นศาล
    • แนะนำทนายฝั่งจำเลย Ed Concannon พร้อมกับลูกน้องมากมาย
    • Frank เกี้ยวพาราสี Laura จนได้พาขึ้นห้อง ร่วมรักหลับนอน
  • ช่วงเตรียมตัวก่อนขึ้นศาล
    • หลังจากนัดหมายผู้พิพากษา Judge Hoyle กำหนดวันพิจารณาคดีความ
    • Frank พยายามออกติดตามหา Dr. Gruber คาดว่าอีกฝ่ายคงถูกซื้อตัวไปแล้ว เลยพยายามติดต่อ Dr. Thompson ให้ช่วยมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
    • Frank แสดงด้านอ่อนแอให้กับ Laura แต่เธอกลับไม่เล่นเกม ตรงกันข้ามมีท่าทีแข็งกระด้าง
  • เรื่องวุ่นๆบนชั้นศาล
    • เริ่มต้นจากสุนทรพจน์ของ Frank ต่อลูกขุน
    • รับฟังความคิดเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ Dr. Thompson
    • คำให้การของนายแพทย์ Dr. Towler ต่ออุบัติเหตุบังเกิดขึ้น
    • ลับลมคมในของ Laura แอบนัดพบเจอกับ Ed Concannon
    • Frank ติดตามจนพบเจอนางพยาบาล Kaitlin Costello ขึ้นให้การบนชั้นศาล
    • เสร็จสิ้นการไต่สวนพยาน-หลักฐาน Frank ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อคณะลูกขุน
    • และคำตัดสินของคณะลูกขุน
  • ปัจฉิมบท, หลังจากห้องพิจารณาคดี Frank ชายตามอง Laura ก่อนกลับสู่ห้องทำงาน รับ-ไม่รับโทรศัพท์ดังขึ้น

การดำเนินไปของคดีความ สะท้อนเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง Frank กับ Laura ผมจงใจทำตัวหนาในแต่ละองก์สำหรับเป็นจุดสังเกต เชื่องโยงเหตุการณ์

  • Frank ตัดสินใจรับทำคดีทุรเวชปฏิบัติ = พบเจอ/ตกหลุมรัก Laura
  • ช่วงเตรียมตัวก่อนขึ้นศาล = Laura พยายามช่วยเหลือ สร้างกำลังใจให้เขาไม่ย่นย่อต่ออุปสรรคขวากหนาม
  • ค้นพบความจริงเกี่ยวกับคดีความ (สามารถพาประจักษ์พยานมาขึ้นให้การ) = เปิดเผยตัวตนแท้จริงของ Laura
    • นางพยาบาลถูกนายแพทย์บีบบังคับให้ปรับเปลี่ยนตัวเลขในเอกสาร = (อดีตสามี) Ed Concannon เหมือนว่าจะมีอำนาจบางอย่างที่สามารถควบคุมครอบงำ Laura

เพลงประกอบโดย John Alfred Mandel (1925-2020) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan ในครอบครัวเชื้อสาย Jews มารดาวาดฝันอยากเป็นนักร้องอุปรากร ค้นว่าบุตรชายมีน้ำเสียง ‘perfect pitch’ ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เลยส่งไปเรียนเปียโน ก่อนเปลี่ยนเป็นทรัมเป็ต และทรัมโบน จบจากโรงเรียน Manhattan School of Music ตามด้วย Juilliard School, จากนั้นเข้าร่วมวงดนตรี แต่งเพลง ออกอัลบัม ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ The Russians Are Coming, the Russians Are Coming (1966), M*A*S*H (1970), Caddyshack (1980), The Verdict (1982) ฯ

โดยปกติแล้วผกก. Lumet มักไม่ค่อยนิยมใช้บทเพลงประกอบ ถ้าเลือกได้จะไม่ใส่มาเลยด้วยซ้ำ! ในกรณีมิอาจหลีกเลี่ยงก็มักแทรกแซมตามช่องว่าง ระหว่างเปลี่ยนฉาก (จะไม่มีคลอประกอบพื้นหลัง หรือดังขึ้นในช่วงขณะบีบเค้นคั้นทางอารมณ์) เปรียบดั่งสร้อยของบทกวี สำหรับเสริมสร้างบรรยากาศโดยรวมเท่านั้น

ผมค่อนข้างผิดหวังกับ Main Theme แม้สามารถบรรยากาศทะมึน อึมครึม สัมผัสแห่งความสิ้นหวัง แต่ดันมีความละม้ายบทเพลงจากภาพยนตร์เรื่องอื่นมากเกินไป [โดยเฉพาะ The Lion in Winter (1968) ของ John Barry] มันอาจไม่เหมือนเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเคลือบแคลง สงสัย … จริงๆเพลงประกอบมันไม่ใช่ส่วนสำคัญในหนังของผกก. Lumet ส่วนนี้จึงพอมองข้าม ไม่ต้องเสียเวลาหงุดหงิดให้มากความ

The Verdict (1982) นำเสนอเรื่องราวของทนายความผู้มีปัญหาด้านการดื่ม ไร้งาน ไร้เงิน ขาดสภาพคล่อง ถูกทอดทิ้งขว้าง จุดตกต่ำสุดในชีวิต วันหนึ่งกำลังได้รับโอกาสสอง (Second Chance) แค่เพียงไกล่เกลี่ยข้อพิพาททุรเวชปฏิบัติ ถ้าทำสำเร็จก็สามารถกินหรูอยู่สบายหลายปี แต่เขากลับปฏิเสธความโชคดีดังกล่าว เลือกทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่นในความถูกต้อง เที่ยงธรรม สามัญสำนึกความเป็นมนุษย์ และจรรยาบรรณวิชาชีพ

ในขณะที่ Serpico (1973) นายตำรวจ Frank Serpico อัดอั้นด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดเมื่อพบเห็นพฤติกรรมคอรัปชั่นของเพื่อนตำรวจ! ทนายความ Frank Galvin จาก The Verdict (1982) ก็ไม่ต่างกันนัก ในอดีตเมื่อพบเห็นความคอรัปชั่นในสำนักงานทนายความ ต้องการจะเปิดโปง แต่กลับถูกจับกุม ติดคุกติดตาราง เลยตกอยู่ในสภาพท้อแท้สิ้นหวัง เกือบจะสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม แต่ด้วยจิตสามัญสำนึก อุดมการณ์อันแรงกล้า แม้กาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน ยังคงโหยหาความถูกต้องชอบธรรม

เรื่องราวของ Frank Galvin ก็แทบไม่แตกต่างจากลูกขุนผู้เกรี้ยวกราดทั้งสิบเอ็ดคนจาก 12 Angry Men (1957) ใครต่อใครรอบข้าง แม้แต่ผมเองยังมองไม่เห็นโอกาสชนะคดีความ พยายามต่อไปก็สูญเสียเปล่า อับอายขายขี้หน้าประชาชี ถ้าไม่เพราะโชคชะตา บทนำพา และการตัดสินของคณะลูกขุนที่มีความเที่ยงตรง ชอบธรรม นั่นสามารถสร้างประกายความหวังให้กับผู้ชม เพราะนั่นคือสิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบันนี้

ฟากฝั่งของ Frank Galvin มีเพียงอดีตคู่หู Mickey Morrissey และแฟนสาวชั่วคราว Laura Fischer ผิดกับจำเลยทำการว่าจ้างสำนักงานทนายความ Ed Concannon ผู้มากด้วยประสบการณ์ รายล้อมด้วยลูกน้องยอดฝีมือ แถมยังได้รับความช่วยเหลือจากผู้พิพากษา Judge Hoyle, เหล่านี้คือลักษณะการเผชิญหน้าระหว่างบุคคล (Individual) vs. ระบบ/องค์กร (System/Organization) ระบบอำนาจนิยม (Authoritarianism) รวมถึงสังคมชายเป็นใหญ่/ปิตาธิปไตย (Patriarchy) ผ่านเรื่องราวของนางพยาบาล(และ Laura) ถูกควบคุมครอบงำนายแพทย์ (และทนายความ Ed Concannon) โดยไม่รู้ตัวแฝงใจความ Feminist และ Anti-Racism อยู่เล็กๆ

ผมเป็นคนที่หมดศรัทธาต่อระบบศาลมานานมากๆแล้ว การรับชม The Verdict (1982) ยิ่งทำให้พบเห็นภาพคอรัปชั่นภายในองค์กรอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น วิธีการที่ทนายหรือแม้แต่ผู้พิพากษาใช้หากินกับลูกความ ล้วนเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ กฎหมายเป็นเพียงข้ออ้างข้างๆคูๆ ถูๆไถๆสีข้างถลอก พลิกแพลง เล่นลิ้น อาจทำให้ความจริงกลายเป็นสิ่งลวงตา คนบริสุทธิ์ถูกใส่ร้าย โจรฆ่าคนตายรอดโทษประหาร … จริงๆมันไม่ใช่ระบบที่มีปัญหา แต่คือบุคคลผู้ใช้มันต่างหาก พยายามมองหาช่องโหว่ แล้วกอบโกยผลประโยชน์ใส่ตน

ช่วงตลอดทศวรรษ 70s ผมสังเกตว่าผกก. Lumet สรรค์สร้างผลงานหลายๆเรื่องที่สะท้อนความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ คอรัปชั่นแทรกซึมไปทุกแห่งหน แสดงอารมณ์อัดอั้น ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด (ดั่งภาพยนตร์ Serpico (1973)) มาจนถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ในทศวรรษ 80s เริ่มดูเหน็ดเหนื่อย เอื่อยเฉื่อย หมดสิ้นเรี่ยวแรง จิตใจห่อเหี่ยวแห้ง ใกล้หมดสิ้นความเชื่อมั่นศรัทธา ทำได้เพียงมองหาประกายความหวังเล็กๆ เชื่อว่ามันยังต้องหลงเหลืออยู่สักแห่งหนใด


ด้วยทุนสร้าง $16 ล้านเหรียญ เสียงตอบรับถือว่าดียอดเยี่ยม ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $54 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย และยังได้เข้าชิง Golden Globe และ Academy Award อีกหลายสาขา

  • Academy Award
    • Best Picture
    • Best Director
    • Best Actor (Paul Newman)
    • Best Supporting Actor (James Mason)
    • Best Adapted Screenplay
  • Golden Globe Award
    • Best Motion Picture – Drama
    • Best Director
    • Best Actor – Drama (Paul Newman)
    • Best Supporting Actor (James Mason)
    • Best Adapted Screenplay

เมื่อปี ค.ศ. 2013, สมาคม Writers Guild of American ทำการโหวต 101 Greatest Screenplays ever Written โดยภาพยนตร์ The Verdict (1982) ติดอันดับ 91

ระหว่างรับชมผมไม่ได้มีเชื่อสักนิดเลยว่าการตัดสินของคณะลูกขุนจะออกมาทิศทางนั้น ผลลัพท์เลยกลายเป็นความมหัศจรรย์ คาดไม่ถึงอย่างรุนแรง! นั่นทำให้รู้สึกว่าความพยายามของตัวละครประสบความสำเร็จ มอบประกายความหวังเล็กๆให้กับผู้ชม

เช่นเดียวกับการพลิกบทบาทของ Paul Newman, ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า James Mason, ตกหลุมรักแรก Charlotte Rampling, การดำเนินเรื่องอาจค่อนข้างเชื่องช้า แต่เรื่องราว/บทสนทนามีความน่าค้นหา แนวทางผกก. Lumet ฮุคหมัดเด็ดที่ทำให้ใครๆครุ่นคิดถึง 12 Angry Men (1957) ขึ้นมาโดยพลัน!

จัดเรต pg กับการดื่มสุรา คำหยาบคาย

คำโปรย | ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย! คำตัดสินของ The Verdict ได้มอบประกายความหวังเล็กๆแก่มนุษยชาติ
คุณภาพ | ประกายวั
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: