The Virgin Suicides

The Virgin Suicides (1999) hollywood : Sofia Coppola ♥♥♥♥

ทำไมเด็กหญิงอายุ 13 ปี ถึงตัดสินใจกระทำอัตวินิบาตกรรม? ผลงานกำกับเรื่องแรกของ Sofia Coppola ร่วมงานครั้งแรกกับ Kirsten Dunst ชักชวนผู้ชมให้สังเกต จับจ้องมอง ครุ่นคิดหาเหตุผล คล้ายๆแบบ Elephant (2003) สุดท้ายก็ไม่รู้ว่ามันเกิดห่าเหวอะไรขึ้น

The Virgin Suicides (1999) มีความละม้ายคล้าย Elephant (2003) ตรงที่ผู้ชมทำได้เพียงสังเกต จับจ้องมอง พยายามขบครุ่นคิด แต่ไม่สามารถเข้าใจเหตุผล เพราะเหตุใด? ทำไม? เด็กวัยรุ่นถึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย (The Virgin Suicides) หรือกราดยิงสังหารหมู่เพื่อนนักเรียน (Elephant) พวกเขาเก็บสะสมความเครียดอะไร? ชีวิตต้องทนทนทุกข์ยากลำบากขนาดนั้นหรือยังไง?

ก่อนจะรับชม Lost in Translation (2003) ผมตัดสินใจมองหาผลงานก่อนหน้า The Virgin Suicides (1999) ภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิดของ Sofia Coppola ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าตัวเคยครุ่นคิดอัตวินิบาตไหม แต่ชีวิตครอบครัว (บิดา Francis Ford Coppola เลื่องชื่อในความเข้มงวด เอาจริงเอาจัง ‘perfectionist’) ได้รับการเลี้ยงดูดั่งไข่ในหิน อาจทำให้บุตรสาวรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมคล้ายๆกัน … กระมัง

ส่วนตัวมีความชื่นชอบหนังอย่างมากๆ เต็มไปด้วยสัมผัส Impressionism มอบอิสรภาพในการขบครุ่นคิด แต่เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์สมัยนั้นกลับออกมากลางๆ บอกว่ามีความเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้เกินไป ไม่ต่างจากเด็กชายเหล่านั้น (นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นบุรุษเพศ) พยายามสังเกต จับจ้องมอง (Male Gaze) ครุ่นคิดค้นหาเหตุผลการกระทำของสาวๆ แต่สุดท้ายก็ส่ายหัวกุมขมับ ไม่เข้าใจว่ามันเกิดเหตุการณ์ห่าเหวอะไร … จริงๆการที่ผู้กำกับหญิง พยายามนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองของบุรุษ ผมรู้สึกว่ามันก็น่าสนใจพอสมควรเลยนะ

ใครเคยรับชมภาพยนตร์ Picnic at Hanging Rock (1975) น่าจะรับรู้สึกมักคุ้นในวิธีการนำเสนอ ด้วยสัมผัส ‘dreamlike’ และเรื่องราวความสูญเสีย/หายตัวไปอย่างลึกลับ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครอื่นจะสามารถปรับตัว ยินยอมรับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น


Sofia Carmina Coppola (เกิดปี 1971) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ เกิดที่ New York City เป็นบุตรของ Francis Ford Coppola และ Eleanor Jessie Neil ยังไม่ทันถึงขวบก็ปรากฎในภาพยนตร์ The Godfather (1972), เติบโตขึ้นที่บ้านฟาร์ม Rutherford ด้วยความที่เครือญาติต่างเป็นนักแสดง/ศิลปิน ช่วงวัยเด็กจึงมีความชื่นชอบหลาย ถ่ายรูป ดนตรี เสื้อผ้าแฟชั่น แต่หาได้มีความสนใจทำงานภาพยนตร์สักเท่าไหร่

ช่วงวัยรุ่นถูกบิดาผลักดันให้เป็นนักแสดง อาทิ The Outsiders (1983), Rumble Fish (1983), The Cotton Club (1984), Peggy Sue Got Married (1986) และโดยเฉพาะ The Godfather Part III (1990) เพราะ Winona Ryder ถอนตัวออกไป เลยได้รับบทบาทสำคัญ Mary Corleone แต่กลับถูกนักวิจารณ์โจมตีเสียๆหายๆ ถึงขนาดชนะรางวัล Golden Raspberry: Worst Supporting Actress และ Worst New Star นั่นทำให้ความกระตือรือร้นด้านการแสดงหมดสูญสิ้นไป (แต่ก็ยังมีรับเล่นอีกประปราย อาทิ Inside Monkey Zetterland (1992), หนึ่งในสาวรับใช้ Queen Padmé Amidala ภาพยนตร์ Star Wars: Episode I – The Phantom Menace (1999), รวมถึง Music Video หลายๆเรื่องของสามี Spike Jonze)

เมื่อปี ค.ศ. 1995, Coppola ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนนักดนตรี Thurston Moore วง Sonic Youth ให้อ่านนวนิยาย The Virgin Suicides (1993) แต่งโดย Jeffrey Eugenides บังเกิดความชื่นชอบประทับใจ กลายเป็นแรงผลักดันให้ตนเองครุ่นคิดอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ทดลองทำหนังสั้น Lick the Star (1998) และซุ่มพัฒนาบท The Virgin Suicides คาดหวังจะให้เป็นโปรเจคขนาดยาวเรื่องแรก

When I was in my mid-20s, I came across The Virgin Suicides. I remember seeing the cover – it was just all this blonde hair. I read it and loved it. It felt like Jeffrey Eugenides, the writer, really understood the experience of being a teenager: the longing, the melancholy, the mystery between boys and girls. I loved how the boys were so confused by the girls, and I really connected with all that lazing around in your bedroom. I didn’t feel like I saw that very much in films, not in a way I could relate to.

I really didn’t know I wanted to be a director until I read The Virgin Suicides and saw so clearly how it had to be done. I immediately saw the central story as being about what distance and time and memory do to you, and about the extraordinary power of the unfathomable.

Sofia Coppola

The Virgin Suicides (1993) นวนิยายเรื่องแรกแจ้งเกิดของ Jeffrey Eugenides (เกิดปี 1960) นักเขียน(ชาย)ชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัล Pulitzer Prize for Fiction จากผลงาน Middlesex (2002)

Eugenides ได้แรงบันดาลใจนวนิยาย The Virgin Suicides จากพี่เลี้ยงเด็กของพี่ชาย เล่าให้ฟังว่าตนเองและน้องสาวที่ต่างยังเป็นวัยรุ่น ครุ่นคิดวางแผนจะฆ่าตัวตาย เขาถามกลับด้วยความฉงนสงสัย เพราะอะไร? ได้รับคำตอบ “We were under a lot of pressure”.

ด้วยความที่ Eugenides เป็นผู้ชาย จึงเขียนนวนิยายเล่มนี้ผ่านมุมมองบุรุษ ด้วยความพยายามสังเกต จับจ้องมอง ครุ่นคิดหาเห็นผล เพราะอะไร? ทำไม? เด็กหญิงสาววัยรุ่นห้าคน (อายุตั้งแต่ 13-17) พี่น้อง Lisbon ถึงครุ่นคิดกระทำการอัตวินิบาตกรรม โดยมีพื้นหลัง Grosse Pointe, Michigan ช่วงระหว่างทศวรรษ 1970s

ตีพิมพ์ตอนแรงลงนิตยสาร The Paris Review เมื่อปี ค.ศ. 1990, สามารถคว้ารางวัล Aga Khan Prize for Fiction เมื่อปี ค.ศ. 1991, และรวมเล่มตีพิมพ์ ค.ศ. 1993

The novel is not meant to be a definitive answer to the question of why the Lisbon sisters committed suicide. It is more of a meditation on the nature of adolescence and the power of memory.

I wanted to write a story about the mystery of adolescence. I wanted to explore the idea that there are things about teenagers that we can never fully understand, even if we are teenagers ourselves.

Jeffrey Eugenides

เสียงตอบรับอันดีเยี่ยมของนวนิยาย The Virgin Suicides (1993) ทำให้ได้รับการแปลมากกว่า 34 ภาษา รวมถึงสตูดิโอ Muse Productions ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ มอบหมายการดัดแปลงบทให้ Nick Gomez แต่ผลลัพท์ยังไม่เป็นที่พึงพอใจของโปรดิวเซอร์

สำหรับ Coppola ซุ่มพัฒนาบท The Virgin Suicides จนแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1998 แต่เมื่อติดตามหาลิขสิทธิ์ภาพยนตร์พบว่าอยู่กับสตูดิโอ Muse Productions โชคดีที่บทของ Gomez ถูกปฏิเสธจากโปรดิวเซอร์ เธอจึงมีโอกาสยื่นเสนอบทของตนเอง (โดยไม่ได้ใช้เส้นสาย หรือขอความช่วยเหลือจากบิดาประการใด)


พื้นหลัง Grosse Pointe, Michigan เมื่อปี ค.ศ. 1975 เรื่องราวของห้าพี่น้อง Lisbon อายุตั้งแต่ 13-17 ปี อาศัยอยู่กับครอบครัวนับถือคาทอลิกอย่างเคร่งครัด วันหนึ่งน้องสาวคนเล็ก Therese พยายามฆ่าตัวตายด้วยการเชือดข้อมือในอ่างอาบน้ำ โชคยังดีสามารถรอดชีวิต จิตแพทย์ให้คำแนะนำควรเปิดโอกาสให้เด็กๆพบปะเพื่อนวัยเดียวกัน … แต่จนแล้วจนรอด Therese กลับสามารถกระทำอัตวินิบาตได้สำเร็จด้วยการกระโดดลงมาจากชั้นสอง

เด็กหญิง Lux Lisbon (รับบทโดย Kirsten Dunst) อายุ 14 ปี อยู่ในช่วงวัยระริกระรี้ ชอบหยอกเย้า เล่นหูเล่นตา พยายามอ่อยเหยื่อหนุ่มๆไม่ซ้ำหน้า จนกระทั่งมีโอกาสพบเจอเทพบุตรสุดหล่อ Trip Fontaine (รับบทโดย Josh Hartnett) แต่เธอกลับเล่นตัว แสร้งทำเป็นไม่แยแส ทำให้เขาลุ่มหลงใหล ตกหลุมรัก พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ร่วมเพศสัมพันธ์

หลังจาก Trip สำเร็จสมหมายปองกลางสนามฟุตบอล ก็ทอดทิ้งเธออย่างไร้เยื่อใย ทำให้ Lux ที่กลับบ้านยามเช้าตรู่ ถูกครอบครัวกักขังหน่วงเหนี่ยว ปิดกั้นบุตรสาวทั้งสี่ไม่ให้ไปโรงเรียน พบปะใครอีกต่อไป หนุ่มๆบ้านตรงข้ามจึงทำได้เพียงส่องกล้อง จับจ้องมอง แอบสื่อสารกันอย่างลับๆ ก่อนที่พวกเธอทั้งสี่จะตัดสินใจปลิดชีพตนเอง … เพราะอะไร? ทำไม? ชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดค้นหาคำตอบ


Kirsten Caroline Dunst (เกิดปี 1982) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Point Pleasant, New Jersey ถูกมารดาผลักดันให้เป็นนางแบบเด็กตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จึงมีโอกาสปรากฎตัวหนังสั้นของ Woody Allen เรื่อง Oedipus Wrecks (1989), ภาพยนตร์ The Bonfire of the Vanities (1990), รวมถึงเคยรับเชิญตอน 159: Dark Page ซีรีย์ Star Trek: The Next Generation, หลังครอบครัวหย่าร้าง ค.ศ. 1993 ติดตามมารดามาอาศัยอยู่ Los Angeles โด่งดังกับ Interview with the Vampire (1994), Little Women (1994), Jumanji (1995), The Virgin Suicides (1999), กลายเป็น Superstar จากบทบาท Mary Jane Watson แฟนไชร์ Spider-Man (2002-09), ผลงานอื่นๆ อาทิ Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004), Melancholia (2011), Hidden Figures (2016), The Beguiled (2017), The Power of the Dog (2021) ฯ

รับบท Lux Lisbon เด็กหญิงอายุ 14 ปี มีความสวยสาว(ที่สุดในบรรดาพี่น้อง Lisbon) แถมยังชื่นชอบหยอกเย้า เล่นหูเล่นตา เลยมักถูกหมายปองจากหนุ่มๆไม่ซ้ำหน้า รวมถึงอยู่ในช่วงวัยต่อต้านบิดามารดา (rebellious) จึงมักกระทำสิ่งต่างๆโดยไม่สนห่าเหวอะไร เพียงตอบสนองความพึงพอใจ ดูแล้วไม่น่าจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย แต่กลับทำด้วยวิธีการอันเลวร้าย และเป็นคนสุดท้าย

เกร็ด: Lux ไม่ใช่สบู่ลักส์ ดั้งเดิมภาษาละติน แปลว่า แสง ความสว่าง ซึ่งเข้ากับพฤติกรรมแสดงออก มีความเจิดจรัส เปร่งประกาย ทำตัวราวกับนางฟ้า โหยหาอิสรภาพ ต้องการโบยบินสู่สรวงสวรรค์

ผกก. Coppola ทำการออดิชั่นคัดเลือกนักแสดงรับบทนำ ก่อนตัดสินใจเลือก Dunst ด้วยสันชาติญาณล้วนๆ ‘gut choice’ เพราะมองเห็นสิ่งซ่อนเร้นในดวงตา ดูลึกลับ ซ่อนเร้นความรู้สึกบางอย่าง และโดยเฉพาะท่าทางระริกระรี้ มีความกระตือร้น เลยให้นิยามเธอว่า “all-American blonde cheerleader”

We were in Toronto during preproduction and Kirsten was there shooting some teen comedy, I think. At that point she’d been doing more broad comedies, but I’d seen Interview With the Vampire, and she stands out. What I love about her is that she looks like this all-American blonde cheerleader but has this depth behind her eyes that contrasts her look. I just clicked with her right away. She just totally gets me and got how I wanted to do it. Back then she was just a kid, but it was the beginning of our friendship.

Sofia Coppola

สำหรับ Dunst ภาพยนตร์ The Virgin Suicides (1999) ถือเป็นบทบาทเปลี่ยนผ่านจากนักแสดงเด็กสู่วัยรุ่น ไม่ได้เน้นขายความสวยเซ็กซี่ แต่ด้วยบทพูดที่แสนน้อยนิด จำต้องแสดงออกผ่านสีหน้าท่าทาง ถ่ายทอดความรู้สึกด้วยภาษากาย นั่นคือความท้าทายด้านการแสดงครั้งแรกๆเลยก็ว่าได้ โชคดีร่วมงานผกก. Coppola ผู้หญิงด้วยกันจึงมีความเข้าใจ รับรู้สึกปลอดภัยในการทำงาน

It was my first role that was more of a sexy thing. I was also unsure about how large the role was gonna be, because a lot of it was without dialogue. What’s going on with these people is written on their faces, When I met Sofia, I immediately knew that she would handle it in a delicate way. What also concerns me with sex scenes—with directors—is how they’re going to shoot them. And the way Sofia did it was very abstract, so I was really comfortable.

Kirsten Dunst

ผมครุ่นคิดว่า ผกก. Coppola คงคือบุคคลแรกๆพบเห็นศักยภาพของ Dunst ที่ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก ช่วงทศวรรษ 2000s หลายๆคน(รวมถึงผมเอง)จดจำเธอจากบทบาทสวยใส Mary Jane Watson แฟนสาวเอาแต่ใจของ Spider-Man แต่นั่นช่างห่างไกลความสามารถแท้จริง ยังต้องสะสมประสบการณ์ รอคอยเวลาและโอกาส เมื่อตอนคว้ารางวัล Cannes: Best Actree จากผลงาน Melancholia (2011) เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงอย่างมากๆ และเมื่อเข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress จาก The Power of the Dog (2021) การันตีความเป็นนักแสดงยอดฝีมือ … เชื่อมั่นว่าสักวันต้องคว้ารางวัล Oscar ได้แน่ๆ


ถ่ายภาพโดย Edward Lachman (เกิดปี 1948) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Morristown, New Jersey บิดาเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์ แต่กลับมีความสนใจการวาดรูป เข้าศึกษาศิลปะ Harvard University แล้วไปเรียนต่อฝรั่งเศส University of Tours ก่อนกลับมา Ohio University, เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากเป็นผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) The Lords of Flatbush (1974), ผลงานเด่นๆ อาทิ La Soufrière (1977), Tokyo-Ga (1985), Mississippi Masala (1991), The Virgin Suicides (1999), Erin Brockovich (2000), Far from Heaven (2002), I’m Not There (2007), Carol (2015) ฯ

I studied photography, so one of the main things I immediately grasped was the look of the film and how I wanted to shoot it. I loved the cinematographer Ed Lachman from his work with Todd Haynes. He was always looking at the frame like a photograph, and he really helped me find the look of the film and supported how I thought, which is lucky for a first-time director.

Sofia Coppola

ด้วยความที่ผกก. Coppola เคยร่ำเรียนด้านการถ่ายภาพ จึงมีมุมมองวิสัยทัศน์ในการนำเสนออย่างชัดเจน เลือกใช้บริการตากล้อง Ed Lachman เพราะถ่ายภาพออกมาเหมือนรูปภาพถ่าย (Photograph) จัดแสงฟุ้งๆ ใช้โทนสีอ่อนๆ (soft lighting & pastel colors) มอบสัมผัสล่องลอยเหมือนฝัน ‘dreamlike’ รับอิทธิพลจากผลงานภาพถ่ายชานเมืองของ Bill Owens และ Takashi Homma

ขณะเดียวกันการนำเสนอผ่านมุมมองบุรุษ ทำให้มีลักษณะของ ‘male gaze’ จับจ้องมองสรีระ เรือนร่างกาย พื้นที่ส่วนตัวของสาวๆ ด้วยความฉงนสงสัย อยากรู้อยากเห็น บางครั้งมองผ่านกล้องส่องทางไกล (Voyeurism) แต่ก็พบเพียงภาพเคลื่อนไหว และเสียงบรรยายแสดงความครุ่นคิดเห็น (ไม่สามารถรับรู้เข้าใจ เข้าไปในโลกส่วนตัวของสาวๆ)

แม้ว่าพื้นหลังของหนังคือ Grosse Pointe, Michigan แต่เลือกใช้สถานที่ถ่ายทำยัง Toronto, Ontario โดยบ้านของครอบครัว Lisbon ตั้งอยู่ถนน 28 Dunloe Road (ปัจจุบันถูกทุบทำลายไปแล้ว), ส่วนโรงเรียน Monarch Park Collegiate Institute, และสนามฟุตบอล Varsity Stadium ภายใน University of Toronto


หนังเริ่มต้นด้วยการร้อยเรียงชุดภาพ ชุมชนโดยรอบบ้านครอบครัว Lisbon มองผิวเผินเหมือนแค่ ‘Establishing Shot’ ปรับอารมณ์ผู้ชมให้เข้ากับบรรยากาศ แต่ทุกช็อตล้วนแฝงนัยยะซ่อนเร้นอะไรบางอย่าง

  • ภาพช็อตแรก Lux กำลังดูดไอติมแท่ง (popsicle) นั่นมักคือท่าทางที่สตรีนิยมใช้ยั่วเย้ายวนบุรุษ
  • ช็อตถัดมาพบเห็นเพื่อนบ้านกำลังรดน้ำต้นไม้ มองผิวเผินเหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าครุ่นคิดต่อจากช็อตก่อนหน้าที่ Lux ทำท่ายั่วเย้ายวน น้ำฉีดจากสายยางมันจึงดูเหมือน…พุ่งออกมา (เลือกตำแหน่งที่น้ำพุ่งได้ตรงนั้นเลยนะ!)
  • สองสาวพาสุนัขเดินเล่น แต่สามารถมองกลับกันว่า เจ้าหมาออกเดินนำพวกเธอทั้งสอง นี่เป็นการเปรียบเทียบเชิงประชดประชัน สะท้อนถึงผู้นำ/หัวหน้าครอบครัว (Mr. & Mrs. Lisbon) มักพยายามออกเดินนำลูกๆ ให้ดำเนินไปตามทิศทางคาดหวังของตนเอง
  • เจ้าหน้าที่นำป้ายตัดต้นไม้มาติด โดยอ้างว่ามันล้มป่วยภายใน (จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน) ถ้าปล่อยไว้สักวันคงเหี่ยวเฉาตาย สามารถสื่อนัยยะถึงครอบครัว Lisbon ภายนอกดูไม่ได้มีความผิดปกติอะไร แต่จิตใจของเด็กสาวทั้งห้ากลับฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ ค่อยๆตกตายอย่างช้าๆ
  • เด็กชายโยนบาสเกตบอลสองครั้ง … การโยนลูกบาสลงห่วง นัยยะไม่ต่างจากเพื่อนบ้านรดน้ำต้นไม้ แต่ปริมาณสองครั้งสามารถสื่อถึงโศกนาฎกรรมทั้งสองครั้งที่บังเกิดขึ้นกับครอบครัว Lisbon

Obviously, Doctor, you’ve never been a 13-year-old girl.

Cecilia Lisbon

หนึ่งในประโยคไฮไลท์ของหนัง คำพูดดังกล่าวไม่ใช่แค่จี้แทงใจดำจิตแพทย์ (รับบทโดย Danny DeVito) แต่ยังบุรุษทุกคน รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่(บางคน)ที่ไม่เคยให้ความสนใจอะไร จึงไม่มีทางสามารถทำความใจปัญหา ทั้งทางร่างกาย-จิตใจของเด็กสาว เพียงสังเกต จับจ้องมอง ครุ่นคิดคาดการณ์ ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง … ไม่ต่างจากภาพยนตร์ที่ให้อิสระผู้ชมในการขบครุ่นคิด แต่ชีวิตจริงมันมีความละเอียดอ่อน สลับซับซ้อนยิ่งกว่านี้อีกนะครับ

เกร็ด: ดั้งเดิมนั้น Hanna R. Hall (นักแสดงรับบท Cecilia) มาออดิชั่นเพื่อรับบท Lux แต่ขณะนั้นเธอเพิ่งอายุ 13-14 ยังดูเด็กเกินไป แต่เพราะผกก. Coppola ประทับใจการทดสอบหน้ากล้อง เลยมอบบทบาท Cecilia ถือว่าโดดเด่นไม่แพ้กัน

โดยปกติแล้วชื่อหนังปรากฎขึ้นครั้งเดียวก็เพียงพอแล้วละ! แต่การขึ้นตัวอักษร The Virgin Suicides มากมายหลากหลายลวดลาย สามารถสะท้อนสภาวะทางอารมณ์ สภาพจิตวิทยาของสาวๆ เต็มไปด้วยความตึงเครียด เก็บกดดัน วันว่างๆไม่รู้จะทำอะไร จึงขีดๆเขียนๆตัวอักษรชุดเดิมซ้ำๆ จนไม่หลงเหลือช่องว่างเว้น ไร้ซึ่งอิสรภาพ ต้องการออกไปจากสถานที่แห่งนี้ โบกโบยบินสู่ท้องฟ้าไกล

เสียงบรรยายนิรนามพยายามอธิบายใจความของหนัง แต่ละคนล้วนมีความคิดเห็นต่อเหตุการณ์พยายามฆ่าตัวตายของ Cecilia แตกต่างกันออกไป ไม่มีใครสามารถให้ข้อสรุป เอาแต่วิพากย์วิจารณ์ เพราะมันหาใช่เรื่องของตน จึงไม่ใคร่สนใจครุ่นคิดช่วงค้นหาวิธีแก้ปัญหา

แต่หนึ่งในความคิดเห็นของเพื่อนบ้าน(ตรงข้าม)ที่ใช่มากๆ “She just wanted out of that house”. มุมกล้องถ่ายเงยขึ้นเห็นโคมไฟบนเพดาน รวมถึงหน้าต่างด้านหลังดูคล้ายกรอบห้อมล้อม โหยหาอิสรภาพไปจากบ้านหลังนั้น

มันช่างเป็นความย้อนแย้งอันน่าทึ่ง บิดา Mr. Lisbon ครูสอนคณิตศาสตร์ผู้มีความเข้มงวดกวดขัน มีงานอดิเรกคือสะสมโมเดลเครื่องบิน (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ) พยายามพูดอธิบายหลักการวิทยาศาสตร์ แต่กลับไม่มีใครใคร่สนใจอยากรับฟังสักเท่าไหร่

พฤติกรรมของ Mr. Lisbon ที่พยายามยัดเยียดวิชาความรู้เกี่ยวกับหลักการบินให้กับเด็กๆ โดยไม่สนใจว่าพวกเขาจะอยากรู้อยากเห็นหรือไม่ นี่สะท้อนถึงความเห็นแก่ตัว เอาตัวใจ ไม่ยี่หร่าอะไรใคร … อาจถือเป็นสาเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สาวๆครุ่นคิดกระทำอัตวินิบาต

ฟางเส้นสุดท้ายของ Cecilia คือการพบเห็นเพื่อนคนนี้ชื่อ Joe ถูกเพื่อนๆกลั่นแกล้ง ‘bully’ เรียกร้องให้ทำท่าทางตลกๆ แถมยังขับร้องเพลง แล้วทุกคนส่งเสียงหัวเราะขบขัน นั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอหวนระลึกนึกย้อนกลับหาตนเอง ไม่มีใครให้การยินยอมรับ เลยต้องการดิ้นหลบหนีออกไปจากงานเลี้ยงปาร์ตี้แห่งนี้

เพราะเคยพบเห็นเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม กระโดดลงมาจากชั้นสองแล้วไม่เป็นอะไร Cecilia จึงครุ่นคิดลอกเลียนแบบตาม น่าจะเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่โชคร้ายที่เบื้องล่างดันมีรั้วเหล็กทิ่มแทงทะลุหัวใจ ทำให้บังเกิดเหตุโศกนาฎกรรมอย่างไม่มีใครคาดคิดถึง

ปล. ท่าทางที่บิดาโอบอุ้มบุตรสาว Cecilia นำแรงบันดาลใจจาก Pietà (แปลว่า Pity) งานศิลปะคริสเตียน (Christian Art) พระแม่มารีย์โอบอุ่มร่างไร้จิตวิญญาณพระเยซูคริสต์ลงจากไม้กางเขน

ผมขี้เกียจหาข้อมูลว่า Mr. Lisbon กำลังรับชมเบสบอลคู่ไหน เมื่อไหร่ ผลการแข่งขันเป็นอย่างไร แต่แนะนำให้สังเกตรูปภาพติดฝาผนังทั้งสอง ซ้ายมือฟากฝั่งบาทหลวงต้นไม้ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน (สะท้อนจิตวิญญาณอันหนาวเหน็บ) ส่วนอีกภาพเหนือศีรษะบิดาน่าจะช่วงฤดูใบไม้ร่วง (สังเกตจากสีส้มๆสัญลักษณ์ของ Autumn) และโทนสีเหลืองซีดๆของห้อง มอบสัมผัสแห้งแล้ง เหี่ยวเฉา ร่วงโรยรา

ทำไมจู่ๆบิดาถึงให้ความสนใจกีฬาเบสบอล พูดคุยไม่รู้เรื่องกับบาทหลวง? ผมครุ่นคิดว่านั่นคือวิธีการที่เขาจะสามารถหลบหลีกหนี (Escapist) เบี่ยงเบนความสนใจ ครุ่นคิดอะไรอย่างอื่น เพื่อไม่ให้ตนเองรู้สึกเศร้าโศกเสียใจกับการสูญเสีย เช่นเดียวกับเหตุการณ์หลัง Lux กลับบ้านเช้า ทำให้บุตรสาวทั้งสี่ถูกกักบริเวณอยู่ในบ้าน เหมือนว่าเขาได้สร้างโลกส่วนตัวขึ้นมา ไม่สนใจห่าเหวอะไรกับโลกภายนอกอีกต่อไป

ส่วนสภาพของมารดา อ้างว่าประจำเดือน แต่จริงแล้วคือนั่งซมซานอยู่บนเตียง สภาพท้อแท้สิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยาก ในห้องที่มอบสัมผัสหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก … บาทหลวงที่อุตส่าห์เสียสละเวลามาเยี่ยมเยือน กลับไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางจิตใจได้ทั้งนั้น!

สำหรับสาวๆทั้งสี่ การสูญเสีย Cecilia ไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกเธอเปลี่ยนแปลงไปมากนัก (เพราะก็ไม่ได้ใคร่สนใจ Cecilia อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว) ถึงอย่างนั้นหลังงานศพ พวกเธอก็นอนแผ่พังพาบ โชว์เรือนร่าง เรียวขา โดยไม่ยี่หร่าอะไรใครทั้งนั้น

สังเกตโทนสีสันห้องของสาวๆ ช่างมีความผิดแผกแตกต่าง ตรงกันข้ามกับซีนของบิดา-มารดา ที่ต่างตกอยู่ในสภาพท้อแท้สิ้นหวัง เหี่ยวแห้ง หนาเหน็บ โลกของพวกเธอยังเต็มไปด้วยสีสัน ชมพูสดใส อาจดูหม่นๆลงนิดหน่อย แต่อีกไม่นานประเดี๋ยวก็พานผ่านไป

ไม่รู้ว่าหนุ่มๆได้สมุดบันทึก ไดอารี่ของ Cecilia จากแห่งหนไหน ซึ่งระหว่างที่พวกเขากำลังอ่านข้อความ จะปรากฎภาพจินตนาการ เพ้อฝันล่องลอย ด้วยเทคนิคซ้อนภาพ, Split-Screen, หลายครั้งโคลสอัพใบหน้า-ถ่ายระยะไกลออกมา (Medium Shot) ฯ และหลายสิ่งอย่างล้วนแฝงนัยยะเชิงสัญลักษณ์ทางเพศ อาทิ

  • ม้ายูนิคอร์น (Unicorn) บริเวณศีรษะของมันมีเขาแหลมยื่นออกมา นั่นมักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ลึงค์ อวัยวะเพศชาย
  • การกระโดดสูง โยกชิงช้า รวมถึงท้องฟากฟ้า ล้วนคือสัญลักษณ์ของการโหยหาอิสรภาพ ไปให้ถึงจุดสูงสุด(ทางเพศ)
  • การเด็ดใบไม้ เขารักฉัน-เขาไม่รักฉัน นี่แสดงถึงความหมกมุ่นในเรื่องรักๆใคร่ๆของสตรีเพศ

แม้ว่า Cecilia จะเสียชีวิตจากไปแล้ว แต่มีอยู่สองสามครั้งที่เธอปรากฎตัวขึ้น ในห้องนอน ปลายเตียงนอน ปีนป่ายอยู่บนต้นไม้ ฯ ราวกับวิญญาณยังคงล่องลอย ไม่ได้ไปผุดไปเกิด (ยังคงสวมชุดเดียวกับตอนเสียชีวิต) แต่เราสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ถึงเหตุการณ์บังเกิดขึ้น ยังคงตราฝังอยู่ในความทรงจำของหนุ่มๆไม่รู้ลืมเลือน

ช็อตนี้น่าจะเป็นการเคารพคารวะ The Graduate (1967) ซึ่งการนอนอาบแนนอยู่ในสระน้ำของ Trip Fontaine ยังสามารถสื่อถึงชีวิตที่ล่องลอย เรื่อยเปื่อย ไร้จุดมุ่งหมาย ใช้เพียงความหล่อเหลา ป่นปี้สาวๆไปวันๆ

ทีแรกผมก็โคตรสงสัยว่าชายภาพขวาคือใคร? แต่ด้วยภาษาภาพยนตร์ที่ทุกครั้งก่อนปรากฎภาพ มักพบเห็นภาพใบหน้าของ Trip Fontaine (รับบทโดย Josh Hartnett) นี่แปลว่าเขาคนนี้ก็คือวัยผู้ใหญ่ Trip Fontaine (รับบทโดย Michael Paré) เล่าเรื่องราวความทรงจำย้อนหลัง หลายปีถัดไป

ซึ่งคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ Trip Fontaine จักทำให้ผู้ชมตระหนักถึงอุปนิสัยใจคอ พฤติกรรมเห็นแก่ตัว หมกมุ่นมักมาก ขาดความรับผิดชอบ ปากพูดบอกว่ารัก แต่สนเพียงรักข้ามคืน (One Night Stand) อาจคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หญิงสาวกระทำอัตวินิบาตกรรม

I didn’t care how she got home. It was weird. I mean, I liked her. I liked her a lot. But out there on the field, it was just different then. That was the last time I saw her.

Trip Fontaine

ความผิดหวังของ Trip ที่ไม่สามารถเกี้ยวพา Lux แบบที่เคยทำกับหญิงสาวทั่วๆไป จึงมานั่งหน้าเศร้า เหงาหงอย เสียงบรรยายบอกว่าได้รับฟังคำเสี้ยมสอนจากบิดา แต่ทำไมมีสองคน? หรือว่าลุง? หรือว่าสามีของพ่อ? แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องสร้างอิทธิพลต่อบุตรชายในเรื่องเพศเป็นอย่างมากๆ

ความรักเปรียบดั่งพายุเฮอริเคน (ตามคำบรรยายสารคดีที่พวกเขากำลังรับชม) มีความรุนแรงเกรี้ยวกราด สามารถทำลายล้างทุกสรรพสิ่งอย่างราบเรียบหน้ากลอง แต่ถ้าสองพายุที่มีความแตกต่างขั้วตรงข้าม ร้อน-เย็นมาพบเจอกัน (แฝงนัยยะตรงๆถึง Trip & Lux) กลับทำพายุค่อยๆลดระดับ ก่อนสูญสลาย นี่เป็นการบอกใบ้ถึงอนาคตหลังจากทั้งสองได้เสพสมหวัง เติมเต็มความต้องการของกันและกัน พวกเขาก็จะแยกย้าย ทางใครก็ทางมัน

รายการโทรทัศน์ที่ครอบครัว Lisbon และ Trip กำลังรับชมอยู่ขณะนี้คือ The Wild, Wild World of Animals (1973–78) แต่ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าตอนไหน ซีซันไหน แต่เราสามารถเปรียบเทียบจระเข้ได้กับชายที่เป็นส่วนเกินในสถานที่แห่งนี้ Trip Fontain กำลังเฝ้ารอคอยอย่างใจเย็น คาดหวัง วาดฝันจะขยุ้มเหยื่อ หรือก็คือ Lux

แม้ในตอนแรกครอบครัว Lisbon จะมีห้าพี่น้อง แต่หลังจากสูญเสีย Cecilia ทำให้หลงเหลือเพียงสี่ดรุณี นั่นทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ Little Woman โดยเฉพาะฉบับปี 1994 ที่ Kirsten Dunst เล่นเป็นน้องสาวคนเล็ก (เรื่องนี้ ขณะนี้ก็ถือเป็นน้องสาวคนเล็กด้วยเช่นกัน)

แซว: ภาพถ่ายนี้ก่อนเดินทางไปร่วมงานคืนสู่เหย้า ขณะที่พี่ๆต่างโพสท่า หันหน้าเล่นกล้อง Lux ตัวแสบกลับเหม่อมองเบื้องบน ทำท่าราวกับนางฟ้า ไม่ยี่หร่าอะไรใคร

ผมคงไม่อธิบายอะไรมากเกี่ยวกับซีเควนซ์คืนสู่เหย้า (Homecoming) แค่รู้สึกว่ามันมีบรรยากาศคล้ายๆภาพยนตร์สุดสยอง Carrie (1976) ยังไงๆชอบกล ประดับด้วยดาวระยิบระยับ ปรับโฟกัสจนเป็นแสงเลือนลาง

ทำไม Trip ถึงพา Lux มาร่วมเพศสัมพันธ์ยังสนามฟุตบอล? เพราะพวกเขายังอายุไม่ถึงเกณฑ์ … ยามค่ำคืนปกคลุมด้วยความมืดมิด เหมาะสำหรับทำสิ่งลับๆล่อๆสองต่อสอง และพอรุ่งเช้าเมื่อเขาทอดทิ้งเธอไป สถานที่แห่งนี้ยังมอบสัมผัสเวิ้งว่างเปล่าให้หญิงสาว โดดเดี่ยวตัวคนเดียวบนโลกกว้างใหญ่

ช็อตที่ผมรู้สึกว่าตราตรึงทางการแสดงที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ของ Kirsten Dunst ตื่นเช้ามาโบกแท็กซี่กลับบ้าน กล้องถ่ายจากภายนอกพบเห็นภาพสะท้อนกระจกเคลิ่อนพานผ่าน ปากคาบมงกุฎ ดวงตาแห่งความผิดหวัง ทำไมโลกใบนี้มันช่างโหดร้ายทารุณ หลังจากนี้ฉันจะทำอะไรยังไงต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สี่ดรุณีถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว ห้ามไปโรงเรียน พบปะเพื่อนชาย แถม Lux ยังโดนสั่งให้ทำลายของสะสม แผ่นเสียงเพลงโปรดปราน ลากลงจากสรวงสวรรค์ มอดไหม้ในขุมนรก อ้อนวอนเท่าไหร่มารดาก็ไม่รับฟัง … นี่เป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุอย่างชัดเจน แสดงถึงความเผด็จการในครอบครัว ลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับความเชื่อผิดๆ ไม่ครุ่นคิดยินยอมรับสภาพความเป็นจริง

สิ่งที่สี่สาวพยายามปกป้อง ไม่ใช่แค่ต้นไม้โปรดของ Cecilia (วิญญาณของเธอเคยปีนป่าย กลายเป็นรุกขเทวดาไปแล้วกระมัง) มันยังคือสัญลักษณ์ครอบครัว Lisbon แม้ภายในจะมีความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ ใกล้จะตกตายลงไป แต่ถ้ามีใครมาตัดทิ้ง ก็เท่ากับเป็นการทำลายชีวิตพวกเธอ ไม่หลงเหลืออะไรสำหรับพึ่งพักพิงอีกต่อไป

The Virgin Suicides

แต่ความพยายามดังกล่าวก็ประสบความล้มเหลว สุดท้ายแล้วต้นไม้ย่อมถูกตัดทิ้ง นั่นทำให้สภาพจิตใจของสาวๆตกต่ำทรามลง ไม่รู้จะอดรนทนมีชีวิตอยู่ทำไม เพียงกาลเวลาเคลื่อนพานผ่านไป พระอาทิตย์ขึ้น-ตกดิน นั่นคือเหตุผลของการถ่ายภาพหน้าบ้าน ‘Time-Lapse’ ช็อตงดงามที่สุดของหนัง!

ซีเควนซ์ความตายของสี่ดรุณี ผกก. Coppola พยายามนำเสนอด้วยวิธีการที่อาจสร้างความสับสน ชวนงุนงง แบบเดียวกับเด็กชายหนุ่มทั้งหลาย หลังพาพวกเธอขับรถเล่นสนุกสนาน วันถัดมาขณะกำลังจะทำเซอร์ไพรส์ พบเห็นขาห้อยลงมา นอนราบกับพื้น ฯ ถ้าไม่เพราะคำพูดอธิบายคงไม่รับรู้ว่าบังเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

  • พี่สาวคนโต Therese รับประทานยานอนหลับ
  • พี่สาวคนรอง Mary เอาศีรษะใส่เตาไฟ
  • น้องคนกลาง Bonnie แขวนคอจากเพดาน
  • น้องคนรองสุดท้าย Lux เสียชีวิตจากการรวมแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ในโรงจอดรถ

ผมไม่คิดว่าการตายของแต่ละคนจะแฝงนัยยะอะไร แต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง (รวมถึง Cecilia เชือดข้อมือ/กระโดดลงจากชั้นสอง) น่าจะเพื่อแสดงอัตลักษณ์ตัวตน ให้ผู้ชม/เด็กชายหนุ่ม/คนอื่นๆทั่วไป จดจำพวกเธอแต่ละคนว่า(มีการตายที่)แตกต่างกัน

เมื่อตอนที่บิดา-มารดา Mr. & Mrs Lisbon ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านหลังนี้ จะมีเสียงเหมือนการให้สัมภาษณ์ของฝ่ายแม่ พูดอย่างไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ “There was plenty of love in our house. I never understood why.” สังเกตว่าภาพช็อตนี้ถ่ายให้รถบดบังใบหน้าของพวกเขา เพื่อสื่อถึงบางสิ่งอย่างบดบังความครุ่นคิด ไม่เคยพยายามทำความเข้าใจโศกนาฎกรรมบังเกิดขึ้น

ร้อยเรียงภาพบ้านครอบครัว Lisbon ที่เหลือเพียงความว่างเปล่า ไร้ชีวิตชีวา โทนสีฟ้าๆมอบสัมผัสหนาวเหน็บ บรรยากาศวังเวง ยิ่งเพลงประกอบ ‘Empty House’ มอบสัมผัสล่องลอยของ Psychedelia เครื่องดนตรีไฟฟ้าราวกับเสียงร้องโหยหวน คร่ำครวญ เจ็บปวดทุกข์ทรมาน

เพราะความที่พวกผู้ใหญ่(ในละแวกนั้น)ไม่รู้จะทำอะไรยังไงกับเหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับครอบครัว Lisbon ผู้คนยังมีความหวาดกลัว วิตกกังวล ใครบางคนเลยครุ่นคิดไอเดีย จัดเลี้ยงปาร์ตี้ในตีมงาน ‘asphyxiation’ สวมหน้ากากแก๊ส สร้างความอึดอัด หายใจไม่ออก ปกปิดซุกซ่อนเร้นใบหน้าแท้จริง … มันช่างเป็นความคิดที่สุดแสนอัปลักษณ์ จอมปลอม โดยเฉพาะแสงสีเขียวดูโฉดชั่วร้าย อันตราย แสดงถึงความไม่ยี่หร่าต่อโศกนาฎกรรมบังเกิดขึ้น

ผิดกับเด็กชายหนุ่มทั้งสี่ พวกเขาตระหนักว่าตนเองบังเกิดความรู้สึกบางอย่างต่อพี่น้อง Lisbon จึงไม่สามารถลบลืมเลือน ยังคงหวนรำลึก ครุ่นคิดถึง จับจ้องมองบ้านหลังเก่าของพวกเธอ จากนั้นกล้องค่อยๆเคลื่อนไหล (อาจจะสื่อถึงกาลเวลาเคลื่อนพานผ่านไป) ก่อนแหงนเงยขึ้นบนท้องฟากฟ้า เชื่อมั่นว่าสาวๆทั้งห้าคงได้รับอิสรภาพ โบยบินล่องลอยสู่สรวงสวรรค์

บทความวิเคราะห์จาก Criterion แสดงความคิดเห็นตอนจบนี้ต่างออกไป สี่ชายหนุ่มเหม่อมองบ้านหลังเก่าของพี่น้อง Lisbon แต่การเคลื่อนเลื่อนกล้องต้องการสื่อว่าพวกเขากำลังจับจ้องในทิศทางไม่ถูกต้อง พยายามชี้นำว่าให้เหม่อมองขึ้นท้องฟ้า (ก่อนหน้านี้มันจะมีช็อตที่ Lax ซ้อนภาพท้องฟ้า ราวกับเทวดาบนสรวงสวรรค์) … นี่สอดคล้องกับใจความของหนัง ไม่มีใครเข้าใจว่าบังเหตุการณ์อะไรขึ้น เพราะเรามัวแต่จับจ้องมองในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง

Coppola’s camera shifts from matching shots of the watching boys and the house to a sidelong view of the boys alone, their gazes directed offscreen. You’re focusing on the wrong thing, she seems to be telling them, telling us. Look here instead. The camera then diverts our gaze away to show us what the boys are failing to see, to understand: this isn’t their story, it’s the Lisbons.

นักวิจารณ์ Megan Abbott จาก Criterion Collection

ตัดต่อโดย Melissa Kent (The Rainmaker), James Lyons (Velvet Goldmine, Far from Heaven)

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองกลุ่มเด็กชาย อายุ 13-17 รุ่นราวคราวเดียวกัน (บางครั้งเล่าผ่านเสียงบรรยายความทรงจำ หลายปีให้หลังจากพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่) คอยสังเกต จับจ้อง ถ้ำมองห้าพี่น้อง Lisbon ที่อาศัยอยู่บ้านพักตรงข้าม พยายามขบครุ่นคิด แสดงความเห็น ทำไมพวกเธอถึงตัดสินใจกระทำอัตวินิบาตกรรม?

  • อารัมบท ความตายของน้องสาวคนเล็ก
    • แนะนำห้าพี่น้อง Lisbon
    • น้องสาวคนเล็ก Cecilia ทำการเชือดข้อมือในอ่างอาบน้ำ
    • จิตแพทย์ให้คำแนะนำบิดา-มารดา ควรเปิดโอกาสให้ลูกๆได้พบปะเพื่อนชายรุ่นราวคราวเดียวกัน จึงมีการจัดงานเลี้ยงปาร์ตี้ ชักชวนเด็กชายหนุ่มในละแวกนั้น
    • แต่ระหว่างานเลี้ยง Cecilia กลับปลีกตัวออกไป แล้วกระโดดลงมาจากชั้นสอง โชคร้ายถูกรั้วลวดหนามทิ่มแทงเสียชีวิต
  • เปิดเทอมใหม่ หัวใจว้าวุ่น
    • เปิดเทอมใหม่ สี่พี่น้องเดินทางไปโรงเรียน
    • เทพบุตรหนุ่ม Trip Fontaine ตกหลุมรัก Lux ที่พยายามเล่นตัว แต่ก็หาโอกาสสานสัมพันธ์
    • Trip ครุ่นคิดแผนการโน้มน้าว Mr. Lisbon ขออนุญาตสาวๆร่วมงานคืนสู่เหย้า (Homecoming)
    • ในงานคืนสู่เหย้า Trip และ Lux ได้รับเลือกเป็น King and Queen
    • ค่ำคืนนั้น Trip ร่วมรักกับ Lux ยังสถานฟุตบอล แต่พอตื่นเช้าเขากลับทอดทิ้งเธออย่างไร้เยื่อใย
  • โศกนาฎกรรมพี่น้อง Lisbon
    • มารดา Mrs. Lisbon ไม่ยินยอมรับพฤติกรรมสำส่อนของ Lux จึงกักขังบุตรสาวทั้งสี่อยู่ในบ้าน ห้ามออกไปไหน
    • เด็กชายหนุ่มทั้งหลายจึงทำได้เพียงสังเกต จับจ้อง ถ้ำมองพวกเธอผ่านกล้องส่องทางไกล
    • วันหนึ่งได้รับสัญญาณจึงพาพวกเธอออกมาท่องเที่ยวภายนอก
    • แต่แล้ววันถัดมา พวกเธอทั้งหมดกลับกระทำการอัตวินิบาตกรรม
    • ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป แต่เหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับพี่น้อง Lisbon กลับยังคงติดฝังในความทรงจำของพวกเขาตลอดไป

ผมเองก็แอบสับสนกับมุมมองดำเนินเรื่อง เพราะบางครั้งได้เสียงพูดของเด็กๆ บางครั้งปรากฎภาพผู้ใหญ่ ใครก็ไม่รู้กำลังอธิบายอะไรบางอย่าง (แต่พอจะคาดเดาได้ว่าชายเหล่านั้น ก็คือเด็กๆที่เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่) แต่หลังจากรับชมหนังจบผมก็ตระหนักว่า มันไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องไปสนใจรายละเอียดเหล่านั้น สามารถมองแบบเหมารวม ‘บุรุษจับจ้องมองสตรี’ เป็นเทคนิคการเล่าเรื่องที่คล้ายๆกับ ‘unreliable narrator’


เพลงประกอบโดยคู่ดูโอ้ Air จากฝรั่งเศส ประกอบด้วยนักศึกษาสถาปัตยกรรม Nicolas Godin และนักเรียนคณิตศาสตร์ Jean-Benoît Dunckel ต่างเคยเป็นสมาชิกวง Orange ก่อนแยกมาเป็นคู่ดูโอ้เมื่อปี ค.ศ. 1995 ออกอัลบัมแจ้งเกิด Premiers Symptômes (1997) ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม จึงได้รับการติดต่อจาก Sofia Coppola ชักชวนมาร่วมทำเพลงประกอบภาพยนตร์ The Virgin Suicides (1999)

I was in London at Rough Trade when I saw Air’s Premiers Symptômes album. I liked the cover, so I picked it up and asked the workers if it was any good, and they said, “Oh, yeah.” The more I listened while writing, the more I felt it had this dreamy quality that was the mood of the whole movie and would help it feel like a memory piece, so I asked them if they’d do the score.

Sofia Coppola

ผกก. Coppola แม้ไม่ได้ต้องการให้หนังบันทึกประวัติศาสตร์ สัมผัสหวนระลึก (Nostalgia) หรือไทม์แคปซูลยุค 70s แต่ก็มีบทเพลงดังๆมากมายเต็มไปด้วย (พยายามเลือกบทเพลงที่มีเนื้อคำร้องสอดคล้องเหตุการณ์ขณะนั้นๆ) ส่วนเพลงประกอบของวงดูโอ้ Air จะเน้นสร้างสัมผัสล่องลอย เหมือนฝัน ‘dreamlike’ จับต้องไม่ได้ ด้วยการใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้า (Electronic) ทำออกมาในลักษณะ Progressive Rock ที่มีกลิ่นอาย Ambient และ Chill-Out Music

Bathroom Girl บทเพลงดังขึ้นระหว่าง Cecilia เชือดข้อมือในห้องน้ำ ถูกนำส่งขึ้นรถพยาบาล กล้องเคลื่อนไหลไปตามท้องถนน (Opening Credit) เหม่อมองท้องฟากฟ้า ราวกับเด็กสาวกำลังโหยหาอิสรภาพแห่งชีวิต

A Dream Goes on Forever (1974) แต่ง/ขับร้องโดย Todd Rundgren ดังขึ้นในงานเลี้ยงปาร์ตี้ที่บ้านของพี่น้อง Lisbon สำหรับหนุ่มๆ บ้านหลังนี้ราวกับสรวงสวรรค์ สถานที่แห่งความเพ้อฝัน มีโอกาสเข้ามาพบเห็นพื้นที่ส่วนตัวของสาวๆ แต่อาจไม่ใช่สำหรับ Cecilia ดูเธอไม่สนใจ ยี่หร่าอะไรใคร จมปลักอยู่ในโลกของตนเอง

แต่สำหรับเนื้อคำร้องบทเพลง มันเหมือนรำพันถึงโศกนาฎกรรม ความสูญเสีย เหตุการณ์บังเกิดขึ้นวันนี้จักคงอยู่ในความทรงจำของหนุ่มๆตราบจนวันตาย

A million old soldiers will fade away
But a dream goes on forever
I’m left standing here, I’ve got nothing to say
All is silent within my dream

A thousand true loves will live and die
But a dream lives on forever
The days and the years will go streaking by
But the time has stopped in my dream

We all have our everyday hopes and fears
And you’ll find no exception in me
But that doesn’t get me through a sea of tears
Over life’s biggest tragedy

You’re so long ago and so far away
But my dream lives on forever
I guess I believe that I’ll see you one day
For without it there is no dream

You’re so far away and so long ago
But my dream goes on forever
And how much I loved you you’ll never know
‘Til you join me within my dream

Magic Man (1975) แต่งโดย Ann & Nancy Wilson ขับร้องโดย Heart วงดนตรีหญิง Hard Rock ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากๆในช่วงทศวรรษ 70s ด้วยการผสมผสาน Folk Rock เข้ากับ Power Pop ได้อย่างกลมกล่อม, สำหรับบทเพลงนี้เขียนเนื้อร้องจากมุมมองหญิงสาว ถูกเกี้ยวพาราสีโดยชายสูงวัย (เรียกว่า Magic Man) ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือแฟนหนุ่ม/ผู้จัดการวง Michael Fisher ที่พยายามจีบนักร้องนำ Ann Wilson … ถือว่าเข้ากันได้ดีกับการแนะนำตัวละคร Trip Fontaine

Cold, late night so long ago
When I was not so strong you know
A pretty man came to me
I never seen eyes so blue
You know, I could not run away it seemed
We’d seen each other in a dream
Seemed like he knew me, he looked right through me, yeah

“Come on home, girl” he said with a smile
“You don’t have to love me yet, let’s get high awhile
But try to understand, try to understand
Try, try, try to understand, I’m a magic man”

Winter nights we sang in tune
Played inside the months of moon
“Never think of never let this spell last forever”
Well, summer lover passed to fall
Tried to realize it all
Mama says she’s worried, growing up in a hurry

“Come on home, girl” Mama cried on the phone
“Too soon to lose my baby yet, my girl should be at home”
But try to understand, try to understand
Try, try, try to understand, he’s a magic man, Mama, ah
He’s a magic man

“Come on home, girl” he said with a smile
“I cast my spell of love on you, a woman from a child”
But try to understand, try to understand
Oh, oh, try, try, try to understand,
He’s a magic man, oh, he’s got the magic hands

Oh’s over top

“Come on home, girl” he said with a smile
“You don’t have to love me yet, let’s get high awhile”
But try to understand, try to understand
Try, try, try to understand, he’s a magic man, yeah, oh

ยังอีกบทเพลงของ Air ชื่อว่า Crazy on You (1975) อยู่ในอัลบัม Dreamboat Annie ดังขึ้นหลังจาก Trip เดินทางรับประทานอาหารที่บ้านของ Lux แต่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากนั่งดูโทรทัศน์ ระหว่างกำลังจะขับรถกลับบ้านอย่างคนอกรัก จู่ๆเธอตรงเข้ามากอดจูบ แสดงอาการคลุ้มคลั่งรัก

If we still have time, we might still get by
Every time I think about it, I wanna cry
With bombs and the Devil, and the kids keep comin’
No way to breathe easy, no time to be young

But I tell myself that I was doin’ all right
There’s nothin’ left to do at night
But go crazy on you
Crazy on you
Let me go crazy, crazy on you, oh

My love is the evenin’ breeze touchin’ your skin
The gentle, sweet singin’ of leaves in the wind
The whisper that calls after you in the night
And kisses your ear in the early moonlight
And you don’t need to wonder, you’re doing fine
My love, the pleasure’s mine

Let me go crazy on you
Crazy on you
Let me go crazy, crazy on you, oh

Wild man’s world is cryin’ in pain
What you gonna do when everybody’s insane?
So afraid of one who’s so afraid of you
What you gonna do?

Ooh, crazy on you
Crazy on you
Let me go crazy, crazy on you

I was a willow last night in a dream
I bent down over a clear running stream
Sang you the song that I heard up above
And you kept me alive with your sweet flowing love

Crazy
Yeah, crazy on you
Let me go crazy, crazy on you, oh
Crazy on you
Crazy on you
Let me go crazy, crazy on you, yeah

Crazy on you
Crazy on you
Let me go crazy, crazy on you, oh

ในงานคืนสู่เหย้า มีหลายบทเพลงไพเราะๆ ทั้งแนว Psychedelia, Soft Rock, Progressive Rock อาทิ

  • Strange Magic (1975) แต่งโดย Jeff Lynne ทำการแสดง/ขับร้องโดยวง Electric Light Orchestra (ELO) รวบรวมอยู่ในอัลบัม Face the Music
    • เพลงแรกดังขึ้นในงานคืนสู่เหย้า
  • I’m Not in Love (1975) แต่งโดย Graham Gouldman & Eric Stewart ขับร้องโดยวงร็อคสัญชาติอังกฤษ 10cc
  • Come Sail Away (1977) แต่งโดย Dennis DeYoung ขับร้องโดยวงร็อคสัญชาติอเมริกัน Styx
    • ดังขึ้นตอนประกาศรางวัล King & Queen

บทเพลงที่สร้างความประทับใจให้ผมมากสุดก็คือ Strange Magic (1975) โดยเฉพาะเนื้อคำร้อง ‘strange magic’ ได้ยินซ้ำๆ เวียนวนอยู่อย่างนั้น จากรำคาญกลายเป็นติดหู ราวกับถูกสะกดจิต แล้วรู้สึกเคลิบเคลิ้มหลงใหล ซึ่งสอดคล้องเข้ากับแนวคิด Psychedelia มึนเมา ล่องลอย ต้องมนต์ … แค่ท่อนแรกก็บอกใบ้จุดตั้งต้นของการเสพยา ทำให้ล่องลอย โบยบินสู่ดวงอาทิตย์

You’re sailing softly through the sun
In a broken stone-age dawn
You fly so high

I get a strange magic
Oh, what a strange magic
Oh, it’s a strange magic

Got a strange magic
Got a strange magic

You’re walking meadows in my mind
Making waves across my time
Oh no, oh no

I get a strange magic
Oh, what a strange magic
Oh, it’s a strange magic

Got a strange magic
Got a strange magic

Oh, I’m never gonna be the same again
Now I’ve seen the way it’s got to end
Sweet dreams, sweet dreams

Strange magic
Oh, what a strange magic
Oh, it’s a strange magic

Got a strange magic
Got a strange magic

It’s magic
It’s magic
It’s magic

Strange magic
Oh, what a strange magic
Oh, it’s a strange magic

Got a strange magic
Strange magic (strange magic)
Strange magic (strange magic)
Strange magic

Got a strange magic
Strange magic (strange magic)
Strange magic (strange magic)
Strange magic

Got a strange magic
Got a strange magic
You know I got a strange magic
Yeah, I got a strange magic
Ooh-ooh-ooh-ooh strange magic

เช้าวันถัดมาหลังจากงานคืนสู่เหย้า Highschool Lover คือบทเพลงของคนอกหัก เพียงเสียงเปียโนเศร้าๆ เขาได้เราแล้วก็จากไป ปล่อยให้สาวๆหลงเหลือเพียงความว่างเปล่า ต้องเผชิญหน้าการลงโทษจากครอบครัวที่เลวร้าย รุนแรง ตกอยู่ในสภาพหมดสิ้นหวังอาลัย

บทเพลงนี้ยังดังขึ้นตอน ‘Tims-Lapse’ หน้าบ้านครอบครัว Lisbon นำเสนอวันเวลาเคลื่อนเลยผ่าน แต่ความมีชีวิตชีวาได้สูญหายไป หลงเหลือเพียงความเวิ้งว่างเปล่า

สำหรับบทเพลงที่ใช้สื่อสารระหว่างหนุ่มๆกับสาวๆ ผ่านโทรศัพท์บ้านแทนการพูดคุย (เพื่อไม่ให้บิดา-มารดา แอบรับฟังการสนทนา) ประกอบด้วย

  • Hello It’s Me (1972) แต่ง/ขับร้องโดย Todd Rundgren
    • Hello, it’s me
      I’ve thought about us for a long long time
      Maybe I think too much but something’s wrong
  • Alone Again (Naturally) (1971) แต่ง/ขับร้องโดย Gilbert O’Sullivan
    • To think that only yesterday
      I was cheerful, bright and gay
      Looking forward to who wouldn’t do
      The role I was about to play

      In my hour of need
      I truly am indeed
      Alone again, naturally
  • Run to Me (1972) แต่งโดย Barry Gibb, Robin Gibb & Maurice Gibb ขับร้องโดย Bee Gees
    • Run to me whenever you’re lonely (to love me)
      Run to me if you need a shoulder
      Now and then, you need someone older,
      So darling, you run to me.
  • So Far Away (1971) แต่ง/ขับร้องโดย Carole King
    • So far away
      Doesn’t anybody stay in one place anymore
      It would be so fine to see your face at my door
      Doesn’t help to know you’re so far away, 

ทั้งสี่บทเพลงล้วนมีใจความคล้ายๆกัน เกี่ยวกับความเหงาหงอย โดดเดี่ยวอ้างว้าง โหยหาใครสักคนเคียงข้างกาย ฝ่ายชายบอกให้พวกเธอมาหา แต่หญิงสาวกลับบอกว่าระยะทางช่างเหินห่างไกล

ตอนผมเป็นวัยรุ่นยังทันการแลกเพลงด้วยเทป/ซีดีกับสาวๆ คล้ายแบบนี้อยู่นะครับ แต่สมัยนี้ผมว่าคงไม่อินเท่าไหร่แล้วกระมัง เพราะว่าแค่ส่งลิ้งค์ Youtube, Spotfy ผ่านโปรแกรมแชทไลน์ มันรวดเร็ว ไร้ความพยายาม ดูไม่ค่อยโรแมนติกด้วยละ

กล้องแพนนิ่งไปรอบๆบ้านครอบครัว Lisbon ที่ถูกทิ้งร้างว่างเปล่า ‘Empty House’ มอบสัมผัสล่องลอยของ Psychedelia เครื่องดนตรีไฟฟ้าราวกับเสียงร้องโหยหวน คร่ำครวญ เจ็บปวดทุกข์ทรมาน สร้างความสยดสยอง ขนลุกขนพอง สั่นสะท้านทรวงใน … ในหนังมันจะมีเสียงนาฬิกา ‘tick-tock’ นับถอยหลังเวลาก่อนเริ่มหลงลืมเหตุการณ์บังเกิดขึ้น แต่ก็แอบแปลกใจเล็กๆที่ไม่ได้แทรกใส่เข้ามาเป็น ‘Ambient’ ร่วมกับบทเพลงนี้

ตอนงานเลี้ยงหน้ากากแก๊ส ก็ใช้บทเพลงนี้เช่นเดียวกัน สร้างสัมผัสโลกหลังความตาย เฉดสีเขียวแทนสิ่งชั่วร้าย พวกผู้ใหญ่ทำราวกับไม่เคยมีเหตุการณ์ใดๆบังเกิดขึ้น เพิกเฉย เฉื่อยชา ประเดี๋ยวกาลเวลาคงทำให้ทุกสิ่งอย่างเลือนหายไปจากความทรงจำ

ทิ้งท้ายกับ Ending Song ชื่อว่า Playground Love แต่งโดย Jean-Benoît Dunckel & Nicolas Godin ขับร้องโดย Gordon Tracks (หนึ่งในชื่อของ Thomas Mars)

I’m a high school lover
And you’re my favorite flavor
Love is all, all my soul
You’re my playground love

Yet my hands are shaking
I feel my body remains
Themes no matter, I’m on fire
On the playground, love

You’re the piece of gold
The flushes all my soul
Extra time, on the ground
You’re my playground love

Anytime, anyway
You’re my playground love

ทำไมเด็กสาววัยรุ่นอายุ 13-17 ปี ถึงตัดสินใจกระทำอัตวินิบาตกรรม? ถ้าจากบริบทของหนัง ผมพอจะขบครุ่นคิดได้ 2-3 เหตุผล

  • การเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดกวดขัน เอาจริงเอาจังเกินไป โดยเฉพาะมารดา Mrs. Lisbon นับถือคาทอลิกอย่างเคร่งครัด ปฏิเสธโอนอ่อนผ่อนปรน แถมใช้วิธีการรุนแรง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน จนสร้างความตึงเครียดกดดันให้ลูกๆทั้งหมด ไม่ต่างจากนกในกรง นักโทษในเรือนจำ
  • สภาพสังคมรอบข้าง โรงเรียน ชุมชน (จริงๆสะท้อนการเมืองทศวรรษ 70s ด้วยเช่นกัน) เต็มไปด้วยความคาดหวัง แรงกดดัน เสียงซุบซิบนินทา ไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง
  • Cecilia คือน้องสาวคนเล็ก เลยไม่ค่อยได้รับการเอาใจใส่จากบิดา-มารดา พี่ๆทั้งสี่ (รวมถึงหนุ่มๆที่มาร่วมงานเลี้ยงด้วยกระมัง) เลยรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว เหมือนอยู่ตัวคนเดียว เลยพยายามฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องความสนใจ
  • Lux เป็นคนหัวขบถ โหยหาอิสรภาพ รักคลั่งไคล้ Trip Fontaine แต่กลับถูกเขาทรยศหักหลังจากร่วมเพศสัมพันธ์ ทอดทิ้งขว้างอย่างไร้เยื่อใย ทำให้หญิงสาวขาดที่พึ่งพักพิง ไม่หลงเหลือใครข้างกาย พอถูกลงโทษทำอะไรไม่ได้ ยอมตายเสียดีกว่ากลายเป็นนกในกรง

จริงๆหนังยังซ่อนเร้นอะไรๆอีกมากมาย แต่นั่นคืออิสรภาพผู้ชมในการขบครุ่นคิดวิเคราะห์ เพราะชีวิตจริงซับซ้อนกว่านี้มากๆ ไม่มีทางที่เราจะสามารถหาข้อสรุป ทำความเข้าใจได้ทุกสิ่งอย่าง แค่เพียง ‘ตาบอดคลำช้าง’ ขึ้นอยู่กับมุมมองของตัวเราเองเท่านั้นแล

The Virgin Suicides is about how deeply people can affect you, and how little images can get the biggest importance, and never go away. It’s about how you remember things, and how you construct memories. It’s about how you see things from a distance, and how that can be more powerful than seeing things up close.

Sofia Coppola

ผกก. Coppola เคยสูญเสียพี่ชายคนโต Gian-Carlo Coppola จากอุบัติเหตุทางเรือเมื่อปี ค.ศ. 1986 ขณะนั้นเธออายุ 15 ขวบ โตพอจะรับรู้เรื่อง เคยร่ำร้องไห้ เศร้าโศกเสียใจ แต่กาลเวลากลับทำให้ความทรงจำค่อยๆเลือนลาง เจือจางหาย สรรค์สร้าง The Virgin Suicides (1999) โดยไม่ได้ระลึกถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับเหตุการณ์ดังกล่าว … เพิ่งมาตระหนักได้ภายหลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำ

I didn’t realise it at the time, it was personal: when I was 15, my eldest brother Gio died suddenly in a boating accident. This gave me a connection to The Virgin Suicides, which is also about loss.

ถ้าเราสามารถมองข้ามเรื่องราวการฆ่าตัวตายของสาวๆ The Virgin Suicides (1999) จะมีความละม้ายคล้าย As I Was Moving Ahead Occasionally I Saw Brief Glimpses of Beauty (2000) โคตรหนังทดลองห้าชั่วโมงของ Jonas Mekas ที่ทำการแปะติดปะต่อกระเบื้องโมเสกความทรงจำ โดยปกติแล้วไม่มีทางที่คนเราจะหวนรำลึกได้ทุกสิ่งอย่าง แค่รับประทานอะไรเมื่อวานก็อาจหลงลืมไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ยกเว้นเฉพาะเหตุการณ์สำคัญๆ รู้สึกเขย่าขวัญ หวาดหวั่น สั่นสะท้านทรวงใน อย่างการฆ่าตัวตายของสาวๆบ้านตรงข้าม นั่นจักตราฝังจิตใจ ใครจะไปหลงลืมลง

If the novel and the movie’s structure are about boys telling, Coppola’s visual strategy is about girls showing.

Megan Abbott นักวิจารณ์จาก Criterion Collection

คำกล่าวของนักวิจารณ์ Megan Abbott สะท้อนตัวตน/ความสนใจผกก. Coppola ที่ต้องการสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะมีหลายสิ่งอย่างต้องการพูดบอก ระบายออกมา เกี่ยวกับครอบครัว บิดา-มารดา พี่น้องผองเพื่อน ที่มักสร้างแรงกดดัน เต็มไปด้วยความคาดหวัง ใช้คำพูดบีบบังคับโน่นนี่นั่น ตีกรอบห้อมล้อม ไม่เคยให้ความสนใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา พฤติกรรมหัวขบถของ Lux (และผกก. Coppola) ก็เพราะโหยหาเสรีภาพ ต้องการโบยบินออกจากกรงขัง(ของครอบครัว)

เรื่องราวของ The Virgin Suicides (1999) อาจไม่จัดเข้าพวก ‘coming-of-age’ แต่สำหรับผกก. Coppola คือการได้ค้นพบตัวตน ความสนใจในสิ่งที่อยากทำ แม้เคยครุ่นคิดไว้ว่าจะไม่กำกับภาพยนตร์ แต่สุดท้ายแล้วเพราะเกิด-เติบโตในกองถ่ายของบิดา ลูกไม้จึงไม่สามารถหล่นออกไปไกลต้น

What does The Virgin Suicides mean to me now? It makes me remember shooting in Toronto with Kirsten and all the cast. Also, I have fond memories of it just not being a total disaster.

I don’t know if I wouldn’t have a film career if it wasn’t for that book. Turning it into a film really opened me up, gave me the bug. I think I was just wandering in my 20s, trying to figure out what I wanted to do, trying different things and having that angst of not feeling comfortable in your own skin yet. It was scary directing a film, but I was so connected with the material I felt like I had no choice. The Virgin Suicides made me a film-maker.


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยัง Directors’ Fortnight เทศกาลหนังเมือง Cannes แม้ไม่ได้รางวัลอะไรติดไม้ติดมือกลับมา แต่เสียงตอบรับในฝรั่งเศสถือว่าดียอดเยี่ยม สามารถติดอันดับ 7 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีของนิตยสาร Cahiers du Cinéma (ชาร์ทนี้การันตีความเป็นหนังประเภท ‘intelligent film’)

ด้วยทุนสร้าง $6.1 ล้านเหรียญ เริ่มเข้าฉายจำกัด 18 โรงภาพยนตร์ แล้วขยับขยายสู่ 275 โรงภาพยนตร์ สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $4.9 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $10.4 ล้านเหรียญ ดูแล้วน่าจะไม่สามารถคืนทุนทำกำไร

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K UHD ตรวจอนุมัติโดยผู้กำกับ Coppola และตากล้อง Lachman สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ได้ทาง Criterion Channel

โดยปกติแล้วเป็นไปได้ยากที่ลูก-หลาน ผู้กำกับรุ่นสอง-สาม จะสามารถประสบความสำเร็จ เติบโตห่างไกลต้นไม้ใหญ่ Sofia Coppola ก็เคยถูกร่มเงาของบิดา ทำให้ชื่อเสียงด้านการแสดงเละเทะไม่เป็นท่า แต่หลังผันตัวมาทำงานเบื้องหลัง อาจไม่โด่งดังระดับตำนานเทียบเท่า แต่ผลงานของเธอถือว่าโดดเด่น ทรงคุณค่า มีความเป็นส่วนตัว/ศิลปิน และสร้างอิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์ไม่น้อยเชียวละ

สิ่งที่ผมชื่นชอบมากๆของ The Virgin Suicides (1999) คือการให้อิสรภาพในการครุ่นคิดตีความ มันราวกับว่าผกก. Coppola สามารถก้าวออกจากร่มเงาบิดา ค้นพบสิ่งที่ตนเองชื่นชอบสนใจ ภาพยนตร์เรื่องนี้ราวกับได้รับการปลดปล่อย ความตายคือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่

แซว: จะว่าไป The Virgin Suicides (1999) เป็นหนังที่เหมาะกับช่วงเทศกาลโรคระบาด กักขังตนเองอยู่ในห้องพัก ไม่ได้ออกไปพบปะผู้คน/โลกภายนอก แต่ต้องระวังว่ารับชมแล้วอย่างเคร่งเครียดจริงจังเกินไป โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่ม-สาวควรมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำ

จัดเรต 18+ กับเรื่องราวอัตวินิบาตกรรม หมกมุ่นมักมาก สายตาบุรุษจับจ้องเรือนร่างสตรีเพศ

คำโปรย | Sofia Coppola สังเกตการกระทำอัตวินิบาตกรรมของเด็กสาวใน The Virgin Suicides ทำให้ค้นพบบางสิ่งอย่างละม้ายคล้ายกับตนเอง
คุณภาพ | รร
ส่วนตัว | เศร้าสลด

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: