The Wages of Fear (1953)

The Wages of Fear

The Wages of Fear (1953) : French – Henri-Georges Clouzot

งานที่เงินดี ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป กับค่าจ้างที่มากพอถึงขั้นเอาไปตั้งตัว-เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ ชาย 4 คนจึงขอเสี่ยงกับงานที่ถ้าพลาดก็ถึงตายได้ หนังสัญชาติ French กำกับโดย Henri-Georges Clouzot ที่จะพาคุณลุ้นระทึกถึงขั้นนั่งไม่ติดเก้าอี้ จะมีใครที่ทำงานนี้สำเร็จหรือไม่ การันตีด้วยรางวัล Palme d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และอันดับ 9 จาก The 100 Best Films Of World Cinema ของนิตยสาร Empire

Henri-Georges Clouzot เชื่อว่าถ้าเขาได้มีโอกาสไปทำหนังใน Hollywood อาจได้รับการยกย่องเทียบเท่า Alfred Hitchcock ก็เป็นได้ เพราะความที่ Clouzot ชอบเล่นกับจิตวิทยาของตัวละคร บีบคั้นความรู้สึกไปให้ถึงที่สุด อย่างหนังเรื่อง Les Diaboliques ที่ว่ากันว่า Hitchcock แย่งซื้อลิขสิทธิ์ในการดัดแปลงหนังช้าไปไม่กี่ชั่วโมง Clouzot ได้สร้างออกมายอดเยี่ยมมากๆ ถึงขนาดกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Hitchcock สร้างหนังเรื่อง Psycho (1960), สำหรับ The Wages of Fear เป็นการตั้งคำถามท้าทายจิตใจของคนดู ว่าถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นจะเลือกทำงานที่เสี่ยงตายเพื่อค่าแรงระดับนั้นหรือไม่ ซึ่งหนังนำเสนอการเปลี่ยนแปลงจิตใจของตัวละคร ต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานเสี่ยงตายนี้ และตอนจบที่สอนคนว่า อย่าชะล่าใจเพราะคิดว่าอันตรายหมดลงแล้ว เพราะบนโลกเรานี้ “อะไรๆก็เกิดขึ้นได้” นี่ทำให้ผมต้องจัดหนังเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ดัดแปลงมาจากนิยาย Le salaire de la peur (The Salary of Fear) เขียนโดย Georges Arnaud นักเขียนชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์เมื่อปี 1950 เรื่องราวเกิดขึ้นใน Mexico เมื่อบริษัทขุดน้ำมันสัญชาติอเมริกาทำงานผิดพลาด ทำให้น้ำมันพุ่งออกมาจากพื้นดินเกิดไฟลุกโชติช่วง การจะดับไฟให้ได้ ทำให้ต้องจ้างคนงานชาวยุโรปเพื่อขับรถบรรทุกขนส่ง nitroglycerine ระยะทาง 300 ไมล์ ผ่านเส้นทางที่อันตราย เทือกเขาสูงชันและขรุขระ คงจะมีแต่คนที่ไม่มีอะไรจะเสียเท่านั้นถึงจะยอมเสี่ยงตายแลกกับเงิน $2,000

มีนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะนักวิจารณ์หนังจากอเมริกา บอกว่าหนังเรื่องนี้มีใจความ anti-American ตอนผมดูไม่ได้สังเกตประเด็นนี้ แต่ก็ใช่นะครับ เพราะหนังพูดถึงบริษัทสัญชาติอเมริกัน เลือกจ้างคนที่ไม่ได้อยู่ในสหภาพแรงงาน ใช้ค่าแรงที่สูงมากดึงดูด ล่อใจคนที่ต้องการเงินโดยไม่กลัวความเสี่ยงที่อาจถึงแก่ชีวิต กระนั้นหนังไม่ได้บอกว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหน (ในนิยายคือ Mexico จึงคิดว่าน่าจะ South America) แต่มันเป็นการเสียดสีที่ตรงมากๆ ว่าบริษัทอเมริกาจ้างแรงงานคนท้องถิ่นโดยไม่คำนึงถึงความเท่าเทียมและความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงาน เหตุนี้เวอร์ชั่นที่ฉายในอเมริกาจึงโดนตัดออกไปหลายฉากเลย

สำหรับ 4 ผู้โชคดีที่ได้รับโอกาสขับรถบรรทุกสายด่วนลงนรก ประกอบด้วย

Yves Montand รับบทเป็น Mario ชายหนุ่มผู้มีจิตใจแข็งแกร่ง เขาไม่ลังเลอะไรทั้งนั้นเมื่อได้ตัดสินใจไปแล้ว และเขาทำทุกอย่างเพื่อให้ไปถึงเส้นชัย ผมไม่มองว่าเขาเป็นคนทรยศเพื่อนนะครับ Jo ต่างหากที่เคยทรยศเขาก่อน ฉากในบ่อน้ำมันจึงมองเหมือนเป็นการเอาคืนก็ได้ แต่เขาก็เสียใจที่ทำแบบนั้นไปนะ ไม่งั้นคงไม่พา Jo ไปด้วยจนถึงเส้นชัยหรอก

Charles Vanel รับบทเป็น Jo ชายสูงวัยที่เก่งแต่ปาก ทีแรก Jo ไม่ได้เป็น 1 ใน 4 ที่ได้รับโอกาสให้ขับรถบรรทุก แต่เพราะ Jo ไปทำอะไรสักอย่างกับ 1 ในนั้น (อาจจะมอมเหล้า, น็อกให้สลบ, พูดกล่อม ฯ) ทำให้เขาได้รับสิทธิ์แทน แต่กลายเป็นว่าพอเริ่มภารกิจ หมอนี่กลับกลายเป็นคนขี้ขาด ตาขาว โอ้อวดอะไรไว้ พอทำจริงดัดปอดแหก ผ่านไปประมาณครึ่งทางจะเห็นว่าตัวละครนี้หมดสภาพแบบดูไม่ได้เลย ผมไม่เห็นใจตัวละครนี้นะครับ รู้สึกสมน้ำหน้า ทำตัวเองแท้ๆ แต่ชะตากรรมของเขาก็ถือว่าโหดร้ายไปเสียหน่อย

Folco Lulli รับบท Luigi นักแสดงชาวอิตาเลียน ผมชอบหมอนี่นะครับ ตอนแรกคิดว่าคงดีแต่ปาก แต่ที่ไหนได้ นี่แหละคนจริง ถึงไม่ใช่คนที่ฉลาดแต่มีประสบการณ์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่ง โดยเฉพาะตอนที่ล้อรถติดหล่ม (ไม้หัก) เขาสามารถแก้ปัญหาผ่านไปได้อย่างชาญฉลาด เป็นคนจริงใจไม่ทิ้งเพื่อน เทียบกับ Jo แล้ว เป็นเหรียญคนละด้านกันเลย

Peter van Eyck นักแสดงชาวเยอรมัน รับบท Bimba หมอนี่มีลับลมคมในเยอะมาก ตอน Luigi ถามว่าเขาอายุเท่าไหร่ หมอนี่ตอบ 100 ปี … เหตุที่เขาไม่กลัวตายเพราะภูมิหลังเคยได้เห็นความตายมาแล้ว (พ่อถูกประหาร) เขาเป็นตัวแทนของคนฉลาด ใช้ nitroglycerine ระเบิดหิน วิธีของเขายังไง Luigi หรือตัวละครอื่นๆก็คิดไม่ได้แน่นอน ถึงเราจะไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับตัวละครนี้ แต่ก็ไว้ใจ เชื่อใจได้แน่นอน

ทั้ง 4 มีประเด็นที่ทำให้ต้องการเงินต่างออกไป Mario กับ Jo ก็เพื่อหนีออกไปจากสถานที่ไกลปืนเที่ยงนี้ Luigi มีความจำเป็นต้องใช้เงินเพราะเขาป่วยหนัก ใช้เงินรักษาตัวเอง ส่วน Bimba … ไม่รู้สิครับ (เหมือนหนังจะไม่ได้บอกว่าเขาต้องการเงินไปทำอะไร)

สำหรับตัวละครหญิงสาวหนึ่งเดียวในหนัง Véra Clouzot รับบทเป็น Linda ผู้หญิงที่ไม่มีความสำคัญอะไรต่อหนังเลย บทนี้ feminist คงด่ายับ เพราะวันๆเธอไม่ทำอะไรเลย นอกจากถูกพื้นและยั่วผู้ชาย ในบริบทของหนังจะเปรียบได้กับยุคที่ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า และผู้หญิงไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ชายแม้แต่น้อย

ถ่ายภาพโดย Armand Thirard ในยุค 50s การถ่ายภาพนักแสดงพูดคุยกันในรถ จะมี 2 วิธี คือใช้ฉากหลังที่หมุนได้ (พิมพ์ภาพหรือวาดภาพใส่ กระดาษ/ผ้า/ไวนิล แล้วใช้หมุนเอา) หรือใช้ rear projector ฉายภาพที่ถ่ายไว้ก่อนแล้วขึ้นไปบนฉากด้านหลัง ผมไม่แน่ใจหนังเรื่องนี้ใช้วิธีไหน (น่าจะ rare projector) หนังมีฉากที่ถ่ายตัวละครในรถบรรทุกคุยกันเยอะมาก ซึ่งจะตัดสลับกับภาพที่ถ่ายจากสถานที่จริง ตัดต่อโดย Madeleine Gug, Etiennette Muse และ Henri Rust ผมเห็นว่าหนังเรื่องนี้มีการเฟดและเคลื่อนภาพไปทางซ้ายขณะเปลี่ยนฉาก

ผมรู้สึกหนังยาวไปหน่อยนะครับ ความยาว 148 นาที เอาจริงๆตัดออกได้เยอะ ช่วงแรกที่เป็นการเกริ่น เห็นว่าเวอร์ชั่นที่ฉายอเมริกาตัดส่วนนี้ออกไป (โดยเฉพาะฉากที่มีการพูดถึงบริษัทอเมริกา) ช่วงหลังตั้งแต่เริ่มขับรถบรรทุก มีประเด็นเล็กๆน้อยๆเยอะมาก หลายอย่างตัดออกได้ แต่คงเพราะผู้กำกับต้องการให้คนดูสัมผัสกับบรรยากาศ ความตึงเครียดและความผ่อนคลายของตัวละครได้ไปพร้อมๆกัน จึงใส่รายละเอียดเล็กๆพวกนี้เข้ามา ซึ่งเวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คนดูจะไม่ทันตั้งตัว ผมก็คนหนึ่งตอนฉากรถบรรทุกระเบิด มันมานิ่งๆ เงียบๆ ตู้ม! … เห้ย! จริงดิ! คิดภาพตามไม่ทัน ใจตอนนั้นยังไม่ทันเตรียมพร้อม ก็ตกวูบลงตาตุ่มเลย หนังไม่ให้เวลานึกทบทวนหรือคิดเสียใจแม้แต่น้อย เรื่องราวดำเนินต่อไปทันที ทิ้งความรู้สึกอันหนักอึ้งไว้ในใจ (นึกย้อนกลับไปจะพบ Death Flag ที่ชัดเจนมากๆ อยู่ซีนก่อนหน้านั้นนะครับ หาเจอหรือเปล่าเอ่ย)

เพลงประกอบโดย Georges Auric (La Belle et la Bête) เอาจริงๆผมแทบไม่ได้ยินเพลงประกอบของหนังเลยนะครับ ได้ยินแต่เสียงเครื่องยนต์ กระหึ่มมากๆ เพลงในหนังจะมีแค่ที่ตัวละครร้องออกมาและจากเสียงเพลงวิทยุเท่านั้น เพลง Waltz ตอนจบ The Blue Danube ของ Richard Struss เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมมากๆ หนัง Hollywood มักจะทำตอนจบแบบนี้ไม่ได้แน่นอน (มาถึงจุดนั้นแล้วพระเอกต้องรอดสิน่า) เพลงนี้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เพลิดเพลิน หมดห่วง รู้สึกเหมือนนกราวกับบินได้ ภาพตัดสลับระหว่างการเต้นรำและการขับรถที่โยกไปมา สุดท้ายรถบรรทุกก็บินได้… จริงๆนะ

กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหนัง เชื่อว่าหลายคนคงมีข้อสรุปประมาณว่า ‘กับงานที่เสี่ยงตาย ต่อให้เงินดีแค่ไหนมันก็ไม่คุ้ม’ เอาจริงๆมันก็ไม่แน่นะครับ เพราะคุณไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์หมาจนตรอกแบบในหนังจริงๆ จะไปคิดเผื่อมันไม่ได้แน่ ซึ่งถ้าชีวิตคุณจับพลัดจับพลูไปอยู่ในสถานที่แบบนั้น มีชีวิตไปวันๆแบบไม่มีเป้าหมาย ถ้ามี “โอกาส” เข้ามา ไม่ว่าความเสี่ยงจะมากแค่ไหน ผมเป็นคนประเภทเลือกเอาความเสี่ยงนะครับ เพราะมันทำให้รู้สึกเหมือนกำลังมีชีวิต ไม่ใช่ซอมบี้ … ขอเปรียบอีกแบบแล้วกัน สมมติว่าคุณถูกจับด้วยข้อหาอะไรสักอย่าง ต้องจำคุกตลอดชีพไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน วันดีคืนดีได้รับข้อเสนอว่า ให้ไปกอบกู้โลกเสี่ยงตายแลกกับอิสระภาพ คุณจะยอมทำหรือเปล่า? (พล็อตคล้ายๆ Suicide Squad)

ว่าไปมันก็มีหนังที่มีแนวคิดคล้ายๆ The Wages of Fear เกิดขึ้นเยอะมากเลยนะครับ remake ของ hollywood มี 2 เรื่อง Violent Road (1958) กับ Sorcerer (1977) ผมไม่เคยดูทั้งสองเรื่องเลยบอกไม่ได้ว่าดีแย่อย่างไร, หนังแนว Superhero แทบทั้งนั้นจะมีใจความประมาณ ออกไปเสี่ยงตายเพื่อกู้โลก พวกเขาไม่ได้ค่าตอบแทนใดๆทั้งนั้น และการต่อสู้มันก็เป็น/ตาย จริงๆ มันคือบริบทเดียวกับ The Wages of Fear นะครับ เพียงแต่ประเด็นของหนัง Superhero ไม่ได้เล่นกับจิตวิทยาของตัวละครเลย เพราะฮีโร่พวกนี้จะต้องมีความเข้มแข็งทางจิตใจที่ไม่ว่ายังไงพวกเขาก็ไม่กลัว และความเสี่ยงก็เพื่ออุดมการณ์ เพื่อผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับคนที่ชอบดูหนังแนววิเคราะห์จิตวิทยาตัวละคร, แฝงข้อคิดดีๆ, บรรยากาศลุ้นระทึก, แฟนหนังของ Hitchcock ไม่ควรพลาด หนังยาวไปนิดแต่หยุดดูไม่ได้แน่นอน จัดเรต PG-13 เพราะมีการทรยศหักหลังของตัวละครที่ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง และชะตากรรมของตัวละครก็น่ารันทดไปเสียหน่อย

คำโปรย : “งานที่เงินดี ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป The Wages of Fear พาเราลงลึกไปถึงจิตใจของตัวละคร ต่องานเสี่ยงตายที่แลกมาด้วยเงินมหาศาล โดยผู้กำกับ Henri-Georges Clouzot”
คุณภาพ : SUPERB 
ความชอบLOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of