The Way We Were (1973)

The Way We Were

The Way We Were (1973) hollywood : Sydney Pollack ♥♥♥

คงมีเพียง Robert Redford เท่านั้นกระมัง สามารถเป็นคู่รักขั้วตรงกันข้ามของ Barbra Streisand ในภาพยนตร์ที่ตั้งใจจะสะท้อนความเห็นต่างทางการเมือง แต่กลับแปรสภาพเหลือเพียงโรแมนติกหวานซึ้ง ตราตรึงวัยรุ่นหนุ่มสาวยุคสมัยนั้นมากยิ่งทีเดียว, เข้าชิง Oscar 6 สาขา คว้ามา 2 รางวัล

ทั้งๆที่ผู้กำกับ Sydney Pollack สามารถควบคุมสองม้าศึกวัยกำลังคึกคะนอง Robert Redford และ Barbra Streisand ให้เชื่องอยู่หมัด แต่แทนที่จะเร่งรีบนำพาสู่เส้นชัย กลับเถลไถลมุ่งหน้าออกทะเล แบบนี้ก็จบเห่จมน้ำตายกันพอดี!

ผมอยากที่จะซาบซึ้งในรส Passion ความรักโรแมนติกของคู่พระ-นาง แต่ก็มิอาจสัมผัสรับรู้สึกเช่นนั้นได้ เพราะบางสิ่งอย่างของหนัง อยู่ดีๆก็สาบสูญหายไปอย่างไร้ร่องลอย ทอดทิ้งความโคตรฉงนสงสัย อะไรคือชนวนเหตุให้พวกเขาเลิกร้างราต่อกัน?

ประเด็นคือว่า มีฟุตเทจจำนวนหนึ่งที่ถูกผู้กำกับ Pollack ตัดทิ้งไปในกระบวนการตัดต่อ

“I made the decision at the time that I was going to sacrifice some of those little moments both for an overall shape that felt righter to me and for a certain amount of pace to the picture”.

– Sydney Pollack

และด้วยความตั้งใจว่า เมื่อเรื่องราวมาถึงจุดที่ผู้ชมตระหนักขึ้นได้แล้ว คู่พระ-นางไม่สามารถสานสัมพันธ์กันไปต่อ หนังก็ควรจบสิ้นลงทันที

“This story reaches a point where you know these two characters are finished. And it’s at the end of the projection room”.

ซึ่งสิ่งที่สาบสูญหายไป ให้คำนิยามโดยนักเขียนบท Arthur Laurents

“But the climax is missing!”

นั่นสร้างความร้าวฉานให้สองนักแสดงนำเล็กๆ Redford ตัดสินใจไม่แสดงภาคต่อ ขณะที่ Streisand ให้สัมภาษณ์บอกว่า

“There weren’t many movies made about this period of time and the Black List and that’s why it killed me to have those scenes taken out”.

Arthur Laurents (1917 – 2011) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Brooklyn, New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jews สำเร็จการศึกษาจาก Cornell University ทำงานเป็นนักเขียนสคริปรายการวิทยุให้สถานี CBS แค่ผลงานแรกก็ประสบความสำเร็จล้นหลาม พอเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จับใบแดงกลายเป็นทหาร โชคดีได้อยู่ในสังกัดหน่วยข่าวกรอง กลายเป็นเพื่อนสนิทของ George Cukor, William Holden หลังจากนั้นหันมาบทละครเวที Broadway อาทิ West Side Story (1957), Gypsy (1959), Hallelujah, Baby! (1967), บทภาพยนตร์ อาทิ Rope (1948), Anastasia (1956), The Way We Were (1973), The Turning Point (1977) ฯ

เพราะความที่ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย Cornell University เคยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Young Communist League ทั้งยังพูดต่อต้านผู้นำเผด็จการ Francisco Franco เป็นเหตุให้ช่วงทศวรรษการล่าแม่มดของ House Un-American Activities Committee ถูกเรียกตัวไปซักทอด ตั้งคำถามถึงทัศนคติทางการเมือง ต่อมาจึงถูก Blacklist ขณะออกทัวร์การแสดงอยู่ยุโรป แต่ไม่นานก็สามารถปลดแบนข้อกล่าวหา เดินทางกลับเข้าประเทศอเมริกาได้

Laurents ตั้งใจนำเรื่องราวชีวิตของตนเอง พัฒนาเป็นบทภาพยนตร์ที่แสดงทัศนคติทางการเมือง ไม่เห็นด้วยกับ House Un-American Activities Committee และสร้างตัวละคร Katie Morosky ไร้ซึ่งความหวาดกลัวเกรงต่อทัศนคติเห็นต่างของสังคม

นำโปรเจคไปเสนอโปรดิวเซอร์ Ray Stark ได้รับอนุมัติไฟเขียวโดยทันทีหลังอ่านจบ Treatment และเสนอแนะผู้กำกับ Sydney Pollack เพราะความประทับใจจาก They Shoot Horses, Don’t They? (1969)

Sydney Irwin Pollack (1934 – 2008) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Lafayette, Indiana ในครอบครัว Russian-Jewish ตอนเด็กวาดฝันอยากเป็นหมอ (พ่อเป็นเภสัชกรขายยา) แต่เปลี่ยนใจมาเรียนการแสดงที่ Neighborhood Playhouse School of the Theatre ได้อาจารย์ Sanford Meisner หลังกลับจากรับใช้ชาติ ทำงานเป็นผู้ช่วยกำกับบทของ John Frankenheimer, จากนั้นกำกับซีรีย์เป็นตอนๆ อาทิ The Twilight Zone (1961), The Fugitive, The Alfred Hitchcock Hour, ภาพยนตร์เรื่องแรก The Slender Thread (1965), แจ้งเกิด They Shoot Horses, Don’t They? (1969), ประสบความสำเร็จสูงสุด Tootsie (1982) และ Out of Africa (1985)

Laurents พัฒนาบทหนังโดยมี Ryan O’Neal กับ Barbra Streisand ไว้ตั้งต้น แต่พอ Pollack ตบปากรับทำโปรเจคนี้ ทอดทิ้งแทบทุกสิ่งอย่างแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่จากความสนใจของตนเอง นั่นสร้างความร้าวฉานรุนแรงให้ Laurents จนขอถอนตัวออกไป จากนั้นบทหนังก็ผ่านมือนักเขียนถึง 11 คน อาทิ Dalton Trumbo, Alvin Sargent, Paddy Chayefsky, Herb Gardner ฯ แต่ผลลัพท์ไม่น่าพึงพอใจแม้แต่น้อย เป็นเหตุให้ Pollack ต้องหวนกลับไปไหว้วานร้องขอ Laurents กลับมาสานต่องานเก่าให้สำเร็จเสร็จ แต่มันก็แทบไม่หลงเหลือเค้าความตั้งใจดั้งเดิมอยู่สักเท่าไหร่

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด, Katie Morosky (รับบทโดย Barbra Streisand) หวนกลับมาพบเจอเพื่อนเก่า Hubbell Gardiner (รับบทโดย Robert Redford) เคยเล่าเรียนหนังสือในสถาบันเดียวกัน อาจจะเพราะเธอตกหลุมรักเขามาตั้งแต่ครานั้น เลยออกตัวแรงพาขึ้นห้อง แม้ในสภาพสลบไสลแต่เมื่อมีหญิงสาวนอนเปลือยอยู่เคียงกาย มีหรือสันชาติญาณจะไม่นำพาไป จากนั้นทั้งคู่ค่อยๆตกหลุมรักใคร่ แม้จะมีขัดแย้งไม่ชอบพอกันบ้างก็ยังสามารถเข็นลากชีวิตต่อไป จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ Hollywood Blacklist เป็นเหตุให้ทั้งสองเข้าใจตัวตนของกัน และตัดสินใจแยกทางใครทางมัน

Barbara Joan ‘Barbra’ Streisand (เกิดปี 1942) นักร้อง นักแสดงหญิง สัญชาติอเมริกัน หนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถคว้า Emmy, Grammy, Oscar และ Tony ได้ครบทุกสถาบัน เกิดที่ Brooklyn ในครอบครัวชาว Jews แม่เป็นนักร้องเสียง Soprano จึงได้ลูกคอติดมา โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักร้องตามไนท์คลับ แสดงละครเพลง Broadway ออกรายการโทรทัศน์, ภาพยนตร์แจ้งเกิด Funny Girl (1968), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Way We Were (1973), A Star Is Born (1976), Yentl (1983), The Prince of Tides (1991) ฯ

รับบท Katie Morosky หญิงสาวชาว Jews ผู้มีความสุดโต่งในทัศนคติการเมือง ฝักใฝ่ Marxist สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ ใช้ชีวิตอย่างตึงเครียดจริงจัง แทบไม่เคยพบเห็นรอยยิ้ม หรือได้ยินเสียงหัวเราะ จนกระทั่งออกตัวแรงเพื่อแสดงความรักต่อ Hubbell Gardiner ใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะเข้าใจว่า พวกเขาแตกต่างกันสุดขั้วจนมิสามารถครองคู่ร่วมอยู่กันได้

นี่น่าจะเป็นการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของ Streisand ถ่ายทอดโลกทัศนคติสุดโต่งของตัวละครได้อย่างจัดจ้าน ร่าน เกรี้ยวกราด รุนแรง ดั่งพายุเฮอร์ริเคนพลังทำลายล้างสูง ดูเพี้ยนๆหลุดโลกแต่ไม่คลุ้มคลั่งระดับเสียสติแตก นั่นต้องชมความสามารถในการกำกับของ Pollack หาจุดสมดุลให้กับการแสดงได้อย่างลงตัว เพียงพอดีงาม

Charles Robert Redford Jr. (เกิดปี 1936) นักแสดง ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Santa Monica, California สมัยเด็กชื่นชอบศิลปะและกีฬา โตขึ้นเข้าเรียน University of Colorado ไม่ทันจบหนีไปเที่ยวยุโรป ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี กลับมาเรียนวาดรูปที่ Pratt Institute, Brooklyn ตามด้วยการแสดงที่ American Academy of Dramatic Arts, New York City เริ่มจากเป็นนักแสดง Broadways ตามด้วยแสดงซีรีย์โทรทัศน์ จนได้เข้าชิง Emmy Award: Best Supporting Actor, ภาพยนตร์เรื่องแรก Tall Story (1960) เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Chase (1966), Barefoot in the Park (1967), โด่งดังกับ Butch Cassidy and the Sundance Kid (1969), Downhill Racer (1969), The Sting (1973), All the President’s Men (1976) ฯ กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Ordinary People (1980) คว้า Oscar: Best Director

รับบท Hubbell Gardiner ชายหนุ่มหล่อ ผู้ที่วันๆใช้ชีวิตอย่างเสเพล เรื่อยเปื่อย ไร้ซึ่งมุมมองทางการเมืองฝักใฝ่ฝ่ายใด หลังเรียนจบรับใช้ชาติเป็นทหารเรือ ปลดประจำการออกมาได้รับการโน้มน้าวชักจูง จนกลายเป็นนักเขียน แล้วมุ่งสู่ Hollywood พัฒนาบทภาพยนตร์ หลังจากผ่านพ้นเทศกาล Hollywood Blacklist หันมาสร้างบทซิทคอม

หล่อนั้นใช่ แต่ดูแก่เกินวัยไปหน่อยไหม? … มองข้ามประเด็นนี้ไป ภาพลักษณ์หนุ่มเพลย์บอย นิสัยรักอิสระของ Redford มีความเหมาะสมกับตัวละครอย่างยิ่ง ทั้งยังดวงตาที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกภายในจิตใจออกมา สำหรับคนที่อ่านออกจะพบเห็นความรัก เอ็นดู ทะนุถนอม อยากจะมอบหัวใจให้หมดทุกสิ่ง แต่ก็พยายามอดกลั้นฝืนความรู้สึกแท้จริง เพราะรับรู้ว่ามันไม่มีทางอย่างยิ่งสามารถกลับมาคืนดีได้เหมือนเดิม

ตอนที่ Redford ได้รับข้อเสนอบทบาทนี้ บอกปัดปฏิเสธโปรดิวเซอร์ไปหลายครั้ง เพราะรู้สึกว่าตัวละครของเขาค่อนข้างไร้มิติไปเสียหน่อย

“I thought it was a good script. I thought it was great for Barbra, but the character in the initial script was, I felt, one-dimensional”.

ด้วยเหตุนี้บทหนังจึงได้รับการพัฒนาต่อ ด้วยพยายามสร้างให้ตัวละคร Hubbell มีความเทียบเท่า ขั้วตรงกันข้ามกับ Katie จนในที่สุดบทร่างหลังๆ Redford จึงยินยอมตบปากรับคำร่วมแสดงนำ

สิ่งน่าทึ่งในการร่วมงานของ Streisand กับ Redford คือต่างคนมีวิธีเข้าถึงบทบาทแตกต่างตรงข้ามกันด้วย
– Streisand ชอบที่จะครุ่นคิดวิเคราะห์ทุกฉากทุกตอน ในปริมาณที่สุดโต่ง เพื่อให้สามารถถ่ายทอดการแสดงออกมาอย่างสมจริงจังที่สุด
– ขณะที่ Redford เป็นนักแสดงประเภทสหัชญาณ (Intuitive Actor) ไม่ต้องครุ่นคิดอะไรมากก็สามารถถ่ายทอดการแสดงออกมาได้อย่างสมจริง

ผู้กำกับ Pollack เล่าถึงการทำงานร่วมกันกับทั้งคู่ว่า Streisand เป็นคนที่จะสามารถทำความเข้าใจตัวละครเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ Redford เทคแรกๆจะเล่นดีมาก จากนั้นค่อยๆหมดความกระตือรือล้นลง

“The more rehearsing we did, she would begin to go uphill and he would peak and go downhill. So I was like a jockey trying to figure out when to roll the camera and get them to coincide”.

ถึงจะแตกต่างตรงกันข้ามทั้งในชีวิตจริงและภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ Streisand กับ Redford ก็ให้ความเคารพนับถือกันและกันอย่างมืออาชีพ

“[Working with Robert Redford was] really fun. We had an interesting connection. We’re so different. He was fascinated by, kept asking me about Brooklyn. He was a guy from the Midwest. We’re such opposites but we were kind of fascinated with each other. We actually decided not to talk about it too much; to let the examination and the really being interested in one another come out on screen”.

– Barbra Streisand

“Working with Barbra I hold as one of the high points of my film experience. I knew her before, particularly as a performer. On that level I thought she was talented, innovative, and sure. Sure of her ability, her craft, but also sure what she wanted from it. Her power as a performer created an inner beauty that made the prospect of working with her attractive. For someone so determined and in such control of herself, there are certain to be stories about how difficult she was, but such stories abound in our business and are probably best ignored. Well, guess what? She was a pain in the ass. Just kidding!”

– Robert Redford

ถ่ายภาพโดย Harry Stradling Jr. (1925 – 2017) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอเมริกัน ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นของ Harry Stradling Sr. เคยได้เข้าชิง Oscar: Best Cinematography สองครั้งจาก 1776 (1972) และ The Way We Were (1973)

จุดเด่นของงานภาพ คือความสดของสีที่แม้จะหลากหลากแต่กลมกลืนตระการตา และหนังใช้ประโยชน์จาก Anamorphic Widescreen (2.39:1) ได้อย่างคุ้มค่าเฉลียวฉลาด

เสื้อผ้าแฟชั่น/ทรงผมตัวละคร/งานออกแบบฉาก ถือว่ามีความไฮโซระดับอลังการ เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมายมหาศาล บางอย่างไม่ค่อยสำคัญก็จะถูกเบลอพื้นหลังไว้ มีเพียงฉันและเธอเท่านั้นสำคัญที่สุดในโลกทัศน์(ของเรา)

ช็อตนี้เป็นตัวอย่างการถ่ายภาพที่ใช้ประโยชน์ของ Anamorphic Widescreen ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ แม้มีเพียงสองตัวละครยืนอยู่ แล้วเว้นพื้นที่ว่างด้านข้างเอาไว้ ทำประโยชน์อะไรๆได้เยอะ

หรือแม้แต่การยัดเยียดตัวละครเข้าไปในเฟรม เพราะความที่ Anamorphic Widescreen มันกว้างมากๆ ถ้าเลือกตำแหน่งจัดวางดีๆ ย่อมสามารถนำทุกคนวางเรียงแบบไม่ซ้อนทับหน้ากันได้เลย มุมกล้องนี้ต่ำกว่าระดับสายตานิดหน่อยด้วย (อ้างอิงจาก Ozu-style อย่างแน่นอน)

สังเกต: ใบหน้าของ Streisand ขณะเป็นสาวเสิร์ฟ สะท้อนปรากฎบนพื้นหลังที่เป็นกระจก

ขณะที่ฉากถ่ายทำภายในห้อง ชวนให้ผมนึกถึงลีลาของ Raoul Coutard (ตากล้องขาประจำของ Jean-Luc Godard) ใช้ประโยชน์จากความคับแคบได้อย่างเฉลียวฉลาดเช่นกัน, อย่างฉากนี้ครั้งแรกที่ Katie พา Hubbell สภาพเมามายมายังห้องพักของตน กำลังจะไปเสิร์ฟกาแฟ พบเห็นเขาไม่ได้อยู่ในห้องน้ำแล้ว ภาพถ่ายมุมมองบุคคลที่ 1 (สายตาของหญิงสาว) พบเห็นประตูเปิดออก เคลื่อนมาเห็นหมวก รองเท้า เสื้อคลุม เรียงรายกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ก่อนมาจบลงค้างนิ่งชั่วครู่ที่ประตูห้องนอนเปิดอ้า

นัยยะความหมายของฉากนี้ คล้ายคลึงกับ Citizen Kane (1942) ไม่น้อยเลยนะ
– ภายในห้องกำลังหน้าบึ้งตึงเครียด กับรายการข่าวทางวิทยุที่กำลังรับฟัง
– มองลอดผ่านหน้าต่างบานเลื่อน พบเห็นคนที่อยู่ข้างนอกกำลังเล่นวอลเลย์บอลชายหาดอย่างสนุกสนาน หาได้ยี่หร่าต่อสถานการณ์ใดๆ

พบเห็นฉากลักษณะนี้ ชวนให้นึกถึง The Magnificent Ambersons (1942) และ Smiles of a Summer Night (1955) ครั้งแรกๆของการรวบรวมบุคคลระดับไฮโซทั้งหลาย ยัดใส่ไว้ในช็อตเดียว เพื่อทำกิจกรรมบางสิ่งอย่างร่วมกัน

คนที่อ่านภาษาภาพยนตร์ออก เห็นช็อตนี้น่าจะทำความเข้าใจแนวโน้มของสิ่งเกิดขึ้นถัดไปได้ไม่ยาก จัดวางองค์ประกอบ/รูปของหญิงสาวคนรักไว้สุดปลายเท้าขนาดนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

ช็อตนี้น่าจะเป็นการกวาดกล้องเจ๋งสุดของหนัง เริ่มจากพบเห็น Hubbell กำลังวิ่งเลียบชายหาด (ถ่ายติดบ้านอีกหลักหนึ่ง) เคลื่อนไหลภาพมาหยุดลงตำแหน่งนี้ พบเห็น Katie นั่งอยู่ระเบียงบ้าน วางแก้วน้ำดื่มลง สูบพ่นควันบุหรี่ออกมา

สังเกตว่ารั้วระเบียงได้ทำการแบ่งครึ่งภาพออกเป็นสองส่วน ซึ่งความหมายของฉากนี้คือ หญิงสาวกำลังครุ่นเครียดที่จะปลดปล่อยชายคนรักให้เป็นอิสระจากพันธการของตนเอง

ตัดต่อโดย John F. Burnett, เล่าเรื่องในมุมมองของ Katie Morosky เริ่มจากตอนที่มีโอกาสพบเจอ Hubbell Gardiner เป็นเหตุให้หวนระลึกนึกย้อนอดีต (Flashback) ความทรงจำสมัยยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ดำเนินไปจนถึงงาน Prom Night ค่ำคืนสุดท้ายที่ได้พบเจอ จากนั้นตัดกลับมาปัจจุบัน ดำเนินเรื่องต่อไปข้างหน้า

หลายครั้งทีเดียวที่หนังมีการซ้อนภาพค้างไว้ระหว่างเปลี่ยนฉาก Cross-Cutting ด้วยระยะเวลาค่อนข้างนานพอสมควรจนสังเกตพบไม่ยาก จึงถึงว่ามีนัยยะสำคัญซ่อนเร้นอยู่, ช่วงท้ายช็อตนี้ หลังจาก Katie คลอดลูกสาว เธอทิ้งตัวลงนอนทอดอาลัย (เพราะต้องเลิกราหย่าขาดกับ Hubbell) ภาพซ้อนผืนน้ำ Tilt Up พบเห็นสะพาน ตัดไปสวนสาธารณะอันแห้งแล้ง ปกคลุมด้วยหิมะ และเด็กๆกำลังลื่นไถลเล่นสนุกสนาน รวมๆแล้วคงหมายถึงความรวดร้าวทุกข์ทรมาน แต่ชีวิตยังจำต้องดำเนินเดินเคลื่อนต่อไป

มีสอง Sequence สำคัญ ที่ Pollack ตัดออกไปจากหนัง
– Katie มีโอกาสหวนกลับไปมหาวิทยาลัยที่ตนเคยร่ำเรียน พบเห็นวัยรุ่นสาวคนหนึ่งกำลังกล่าวสุนทรพจน์แสดงมุมมองทัศนคติทางการเมือง เหตุการณ์นี้ทำให้เธอหวนระลึกถึงตนเองเมื่อครั้นยังเป็นสาววัยละอ่อน
– ฉากการสนทนาระหว่าง Hubbell กับ Katie พูดบอกว่า เขาอาจไม่ได้งานทำที่ Hollywood (และอาจถูก Blacklist) เพราะมีภรรยาที่เคยเป็นสมาชิก Young Communist League โน้มน้าวไม่ให้เธอเดินทางไป Washington D.C. เข้าข้างฝั่ง Hollywood Ten

เพลงประกอบโดย Marvin Hamlisch (1944 – 2012) ยอดฝีมือสัญชาติอเมริกัน ผู้คว้ารางวัล EGOT (Emmy, Grammy, Oscar, Tony) +Pulizer Prize ผลงานเด่น อาทิ The String (1973), The Way We Were (1973), The Spy Who Loved Me (1977), Sophie’s Choice (1982), A Chorus Line (1985) ฯ

ไวโอลินประสานเสียงชักชวนให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย ลุ่มหลงใหล ตามด้วยเสียงบรรเลงเปียโนนุ่มๆ นำเอาความทรงจำสุดพิเศษจากอดีต หวนคืนกลับมาให้ระลึกถึง โหยหา แต่กลับมีความรวดร้าวระทม หม่นหมอง ซึมเศร้า เพราะปัจจุบันมิอาจเค้าสุขสมหวัง ได้อย่างตั้งใจเคยเพ้อฝัน น้ำตาแม้มิอาจหลั่งไหลออกมา แต่ก็ซึมสะท้านคั่งค้างอยู่ภายใน

เกร็ด: Marvin Hamlisch คือคนแรกและคนเดียวที่สามารถกวาด 3 รางวัลเพลงประกอบของ Academy Award ได้ในปีเดียว (ปัจจุบันเหลือแค่ 2 รางวัลเท่านั้น)
– Best Music, Original Song จาก The Way We Were (1973)
– Best Music, Original Dramatic Score จาก The Way We Were (1973)
– Best Music, Scoring Original Song Score and/or Adaptation จาก The Sting (1973)

The Way We Were ทำนองโดย Marvin Hamlisch, คำร้องโดย Alan Bergman, Marilyn Bergman, ขับร้องโดย Barbra Streisand ไต่ขึ้นอันดับ 1 ชาร์ท Billboard Hot 100 ทั้งหมด 3 สัปดาห์ (มีหล่นอันดับ 2 สัปดาห์ที่ 2 แต่ก็สามารถไต่กลับอันดับ 1 ค้างอยู่อีก 2 สัปดาห์), สิ้นปีได้อันดับ 1 ชาร์ท Billboard Year-End Hot 100, ยอดขายระดับ Platinum (เกิน 1 ล้านก็อปปี้), และกวาดรางวัลจากสามสถาบัน
– Golden Globe Award: Best Original Song
– Oscar: Best Original Song
– Grammy Award: Song of the Year

กาลเวลาเคลื่อนผ่าน บทเพลงนี้ยังได้รับการจัดอันดับ
– AFI’s 100 Years…100 Songs อันดับ 8
– Songs of the Century จัดโดย RIAA & NEA อันดับ 298
– Grammy Hall of Fame

ทีแรก Hamlisch ไม่ได้ต้องการนำ Main Theme ไปใช้กับฉากสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง แต่หลังจากรอบทดลองฉายไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ เลยเปลี่ยนใจนำกลับมาใช้อีกครั้ง บันทึกเสียงใหม่ด้วยเงินของตนเอง (สตูดิโอไม่ยอมจ่ายให้ เพราะค่าใช้จ่ายสูงถึง $15,000 เหรียญ) ผลลัพท์ออกมาแทนความรู้สึกของตัวละครได้อย่างเหมาะสมควรอย่างยิ่ง

ความแตกต่างสุดขั้วของคนสอง มักสร้างความลุ่มหลงใหล คลุ้มคลั่งไคล้ รักดั่งเฮอร์ริเคน ให้กับหนุ่มสาวในช่วงแรกๆอันหวานแหวว แต่เมื่อแต่งงานอยู่อาศัยร่วมชายคากันไปสักพัก ก็มักพบว่าโลกไม่ได้มีเพียงพวกเขาเราสอง สังคม/เพื่อนพวกพ้องของแต่ละฝั่ง มิอาจยินยอมรับฟังบุคคลผู้มีความคิดเห็นผิดแผกแปลกจากกลุ่ม ในที่สุดเมื่อเริ่มรับรู้เข้าใจ จักพบว่าไม่มีหนทางประณีประณอมโลกทัศนคติของอีกฝ่าย เป็นเหตุให้ต้องคลายสัมพันธ์เลิกราหย่าร้างแยกจาก แต่ก็อาจยังเคารพรักกันด้วยสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณ จากใจอันบริสุทธิ์แท้

นี่ไม่ใช่โศกนาฏกรรมความรัก แต่คือวังวนของสองบุคคลผู้ยึดถือมั่นในโลกทัศนคติส่วนตน สุดโต่งในความคิด จึงไม่อาจฝืนจริตประณีประณอม โอนอ่อนผ่อน วางตนเป็นกลาง ให้ต่างสามารถเดินมาบรรจบ พบ ครองคู่อยู่กินอย่างสุขสงบสันติชั่วนิรันดร์

ในเรื่องของความรัก ส่วนตัวเชื่อว่ามันก็มีเยอะนะ บุคคลที่อยู่สองฝั่งขั้วตรงข้าม จะตกหลุมรักใคร่ แต่งงานครองคู่อยู่กิน จนมีลูกหลานสืบทอดต่อวงศ์ตระกูล แต่เมื่อสะท้อนเปรียบเทียบกับแวดวง ทัศนคติทางการเมือง เอาจริงๆผมแทบมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำว่า ซ้ายจัด-ขวาจัด ประชาธิปไตย-คอมมิวนิสต์ อนุรักษ์นิยม-เสรีนิยม พวกสุดโต่งจริงๆจะสามารถยินยอมรับกันได้ (คนที่อ้างว่าประณีประณอมกันได้ นั่นไม่ใช่พวกสุดโต่งอย่างแน่นอน!)

เพราะโลกมันก็แบบนี้มานมนาน ‘The Way We Were’ เต็มไปด้วยเหรียญสองด้าน หัว-ก้อย หยิน-หยาง ชาย-หญิง ฯ ไม่ว่าเราจะทำคุณประโยชน์ความดีงามสักขนาดไหน ย่อมต้องมีใครอย่างน้อยหนึ่งคนที่เป็นอริศัตรู ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีพระเทวทัต สั่งสอนสัจธรรม กรรมใดใครก่อ-กรรมนั้นย่อมคืนสนอง

เทศกาลล่าแม่มด Hollywood Blacklist ถือกำเนิดขึ้นจากความหวาด-ขลาด-สะพรึงกลัว ว่ามหาประเทศแห่งระบอบประชาธิปไตย จะถูกครอบงำกลืนกินจากศัตรูลัทธิคอมมิวนิสต์ เอาจริงๆมันก็ขัดแย้งกันเองแบบเง่าๆ อ้างเอาว่าอเมริกาคือดินแดนแห่งเสรีชน แต่กลับกีดกั้นกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง หาข้ออ้างจับขึ้นบัญชีดำ ขับไล่ไสส่งออกนอกประเทศ

กาลเวลาเคลื่อนเลยผ่าน แม้เมื่อทศวรรษที่สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ สงครามเย็นกำลังยะเยือกเหน็บชา แต่อเมริกาก็ประสบพบปัญหาอื่น นั่นคือความคอรัปชั่นภายในกำลังค่อยๆได้รับการเปิดเผยออก เอกสารลับเพนตากอน 1973, เทปดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ของ Richard Nixon (มีฉากที่สะท้อนกึกก้องกับเหตุการณ์นี้อยู่ในหนังชัดเจน) ความทันสมัยของภาพยนตร์เรื่องนี้ในยุคสมัยนั้น ทำการสะท้อนเหตุการณ์จากอดีต ความทรงจำที่เคยถูกบันทึกไว้ว่าทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มองย้อนกลับกลายเป็นเรื่องราวอันน่าอัปยศอดสู นี่เป็นสิ่งจักต้องร่ำเรียนรู้ จดจำ ถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ อย่าให้มันหวนมาเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีก

แต่ก่อนบุคคลผู้มีสองสุดขั้วทางความคิด เคยสามารถอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันได้ แต่ปัจจุบันนั้น(นี้)พอเห็นต่างต้องเข่นฆ่ากันให้ตายไปฟากฝั่งหนึ่ง นี่คงถือเป็นวิวัฒนาการของโลกอีกเช่นกัน เพราะเมื่อมนุษย์มีความเป็น ‘ปัจเจกชน’ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มที่จะไม่ยินยอมรับฟังความคิดเห็นจากใคร ต่างคนต่างส่งเสียงโหวกแหวก แหกปากตะโกนเรียกจนสะดับไม่ได้ยินเป็นภาษา โอ้ละหนาสังคมตกอยู่ในความอลม่านว้าวุ่นวาย ตะเกียกตะกายรีบร้อนไปไหนกันก็ไม่รู้

ด้วยทุนสร้าง $15 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ในอเมริกาประมาณ $49 ล้านเหรียญ สูงเป็นอันดับ 5 ของปี รองจาก The Sting, The Exorcist, American Graffiti และ Papillon

เข้าชิง Oscar 6 สาขา คว้ามา 2 รางวัล
– Best Actress (Barbra Streisand)
– Best Cinematography
– Best Art Direction-Set Decoration
– Best Costume Design
– Best Music, Original Song บทเพลง The Way We Were ** คว้ารางวัล
– Best Music, Original Dramatic Score ** คว้ารางวัล

ทั้งความสำเร็จและล้มเหลวของภาพยนตร์เรื่องนี้ ล้วนเกิดจากตัวผู้กำกับ Sydney Pollack เอ่อล้นด้วยศักยภาพด้านกำกับการแสดง แต่กลับตัดสินใจผิดพลาดในทิศทางเป้าหมายของหนัง, ถึงกระนั้นสำหรับวัยรุ่นหนุ่มสาว คงได้’ฟิน’ไปกับคู่ของ Robert Redford และ Barbra Streisand ขั้วตรงข้ามที่สามารถเติมกันเต็มอย่างลงตัว แต่ก็มิอาจใช้ชีวิตครองคู่อยู่ร่วมกัน

นอกจากความประทับใจในด้านการแสดงของสองสุดยอดฝีมือแห่งยุค ก็มีโปรดักชั่น ออกแบบฉาก เสื้อผ้าหน้าผม และบทเพลงประกอบอันไพเราะเสนาะก้องกังวาล นั่นคงเป็นเหตุผลที่บันดาลให้หนังประสบความสำเร็จอันล้นหลาม และยังคงได้รับการจดจำอย่างยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

แนะนำคอหนังรักโรแมนติก, สนใจเหตุการณ์ล่าแม่มดของ House Un-American Activities Committee, นักออกแบบ แฟชั่นดีไซเนอร์ ชื่นชอบชุดสวยๆช่วงทศวรรษ 30s-40s, แฟนๆผู้กำกับ Sydney Pollack และนักแสดงนำ Robert Redford, Barbra Streisand ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับทัศนคติสุดโต่งซ้าย-ขวา

TAGLINE | “The Way We Were ถึงมีการแสดงอันเลิศหรูเว่อของ Barbra Streisand และ Robert Redford แต่ล้มเหลวสุดๆกับการตัดสินใจของ Sydney Pollack”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: