The Wedding Banquet

The Wedding Banquet (1993) Taiwanese : Ang Lee ♥♥♥♥♡

บิดา-มารดาพยายามเรียกร้องขอให้บุตรชายหาคู่ครองแต่งงาน แต่เขาเป็นเกย์และมีคู่ขาคนรักอยู่แล้ว จึงครุ่นคิดแผนจัดงานแต่งหลอกๆกับหญิงสาวคนหนึ่ง ตั้งใจให้เป็นแค่ปาร์ตี้เล็กๆ กลับขยับขยายจนเรื่องราวบานปลายไปใหญ่, คว้ารางวัล Golden Bear จากเทศกาลหนังเมือง Berlin

ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่สองของ(ว่าที่)ปรมาจารย์ผู้กำกับอังลี่ ในไตรภาคป๊ะป๋ารู้ดี ‘Father Knows Best’ นำเสนอเรื่องราวผู้อพยพชาวจีนที่มาปักหลักอาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา (ตัวของอังลี่เองเคยมาร่ำเรียนภาพยนตร์อยู่หลายปี ภายหลังก็ลงหลักปักฐาน แต่งงาน น่าจะได้สัญชาติอเมริกันด้วยแล้วกระมัง) มันเหมือนพวกเขาพยายามหลบหนีบางสิ่งอย่าง แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็ต้องย้อนกลับไปเผชิญหน้า ยินยอมรับความจริง เรียนรู้ที่จะก้าวข้ามผ่านอคติเคยมีมา

ชื่อของผู้กำกับอังลี่ สร้างความคาดหวังให้ผมระดับหนึ่งว่าจะได้รับชมผลงานที่ประณีต ละเมียดไม ซึ่งต้องบอกเลยว่าไม่ผิดหวัง! แม้เพิ่งแค่ผลงานลำดับที่สอง รายละเอียดหลายๆอย่างดูเฉิ่มเชย ล้าหลังไปบ้าง (มีกลิ่นอายทศวรรษ 90s อยู่ไม่น้อยทีเดียว) แต่เรื่องราวมีความสลับซับซ้อน ซ่อนเร้นนัยยะ ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบในเชิงสัญลักษณ์

  • เกาเหว่ยถัง (高伟同) คือชาวไต้หวันอพยพสู่สหรัฐอเมริกา
  • แฟนหนุ่มไซมอน (Simon) คือชาวอเมริกัน
  • ภรรยาเหวยเหวย (顧葳葳) อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่

ลองไปครุ่นคิดดูก่อนนะครับว่าความสัมพันธ์ชาย-ชาย ระหว่างเกาเหว่ยถัง-ไซมอน สามารถสื่อถึงอะไร? งานแต่งกำมะลอระหว่างเกาเหว่ยถังกับเหวยเหวย แฝงนัยยะอย่างไร? และช่วงท้ายเมื่อทั้งสามกอดกันกลม จักมีความหมายเช่นไร?


หลี่อัน, 李安 (เกิดปี 1954) หรือที่ใครๆรู้จักในชื่ออังลี่ ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ชาว Taiwanese เกิดที่เมืองแต้จิ๋ว เขตผิงตง บนเกาะไต้หวัน ครอบครัวเป็นสมาชิกกองทัพสาธารณรัฐจีน อพยพหลบหนีพรรคคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามกลางเมืองครึ่งหลัง (1942-49), บิดาเป็นครูใหญ่โรงเรียน Provincial Tainan First Senior High School คาดหวังให้บุตรชายเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัย แต่หลังสอบไม่ผ่านสองครั้งเลยถูกส่งไป National Taiwan University of Arts ค้นพบความหลงใหลด้านศิลปะและการแสดงจากภาพยนตร์ The Virgin Spring (1960)

เมื่อปี 1979, ออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา เข้าเรียน University of Illinois at Urbana–Champaign (UIUC) ติดตามด้วย Tisch School of the Arts ณ New York University (NYU) รุ่นเดียวกับ Spike Lee ในตอนแรกสนใจด้านการแสดง ก่อนเปลี่ยนมาสาขาการกำกับ (เพราะพูดภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยชัด) โปรเจคจบ Fine Line (1984) สามารถคว้ารางวัล Wasserman Award: Outstanding Direction

หลังเรียนจบก็พยายามมองหาโอกาสในการทำงานภาพยนตร์ แต่ไม่มีใครไหนอยากว่าจ้างผู้กำกับชาวเอเชียสักเท่าไหร่ อังลี่เลยต้องว่างงานอยู่ถึงหกปี เป็นพ่อบ้านให้ภรรยา Jane Lin นักชีววิทยาโมเลกุล พบเจอแต่งงานระหว่างร่ำเรียน UIUC แต่เขาก็ไม่ได้ใช้เวลาว่างให้เสียเปล่า มองหาไอเดียน่าสนใจ ซุ่มพัฒนาบทหนังได้ถึงสองเรื่อง Pushing Hands และ The Wedding Banquet ส่งเข้าประกวดคว้ารางวัลที่หนึ่งและสองจากรัฐบาลไต้หวัน เลยมีโอกาสดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ Pushing Hands (1991) ติดตามด้วย The Wedding Banquet (1993)

สำหรับ The Wedding Banquet มีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 1986 เมื่อเพื่อนเก่า เฟิงกวงหยวน, 馮光遠 (เกิดปี 1953) เดินทางมาเยี่ยมเยียนอังลี่ เล่าให้ฟังถึงเพื่อนอีกคนหนึ่ง (ไม่ระบุนาม) เห็นว่าย้ายมาอาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา เพื่อปกปิดรสนิยมรักร่วมเพศ (Homosexual) ความสัมพันธ์ชาย-ชาย กับคนรักหนุ่มอเมริกัน โดยไม่ต้องการเปิดเผยความจริงต่อครอบครัว

หลังจากทั้งสองค่อยๆพัฒนาบทร่วมกันสองปี อังลี่ก็ได้ชักชวน James Schamus (เกิดปี 1959) เพื่อนนักเขียนชาวอเมริกัน ให้มาร่วมขัดเกลาบทหนัง (ทั้ง Pushing Hands, The Wedding Banquet และอีกหลายๆเรื่องหลังจากนี้) เพื่อแทรกใส่มุมมองชาวอเมริกัน/ต่างชาติ เพิ่มเติมเข้าไปในเรื่องราว

first drafted in Chinese, then translated into English, re-written in English, translated back into Chinese, and eventually subtitled in Chinese and English and a dozen other languages.

James Schamus

เรื่องราวของเกาเหว่ยถัง (รับบทโดย เจ้าเหวินซวน) นักธุรกิจหนุ่มชาวไต้หวัน อพยพสู่ Manhattan, สหรัฐอเมริกา เพื่อปกปิดรสนิยมทางเพศ ครองรักอาศัยอยู่กับแฟนหนุ่มไซมอน (รับบทโดย Mitchell Lichtenstein) จนกระทั่งถูกครอบครัวพยายามเร่งเร้าให้แต่งงาน บิดาต้องการอุ้มหลานสืบทอดเชื้อสายวงศ์ตระกูล พวกเขาจึงครุ่นคิดแผนงานแต่งกำมะลอ เจ้าสาวคือเหวยเหวย (รับบทโดย ชินซูเหม่ย) นักเรียนศิลปะจากจีนแผ่นดินใหญ่ กำลังมองหาโอกาสและใบอนุญาตทำงาน (Green Card)

แผนการของพวกเขาคือจัดงานแต่งเล็กๆ ทำพิธีที่ศาลากลางเมือง และรับประทานอาหารค่ำยังร้านอาหารจีนหรูๆ แต่จับพลัดจับพลูเจ้าของภัตตาคารแห่งนั้นคือลูกน้องเก่าของบิดา เคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาในช่วงสงครามกลางเมืองจีน จึงอาสาจัดงานเลี้ยงอย่างใหญ่โต เชิญแขกเหรื่อ เพื่อนสนิท คนรู้จักหลายร้อยคน พวกเขาทั้งสามจึงจำต้องอดรนทน เฝ้ารอคอยช่วงเวลาแห่งอิสรภาพที่คงอีกไม่นานเกินรอ


เจ้าเหวินซวน, 趙文瑄 (เกิดปี 1960) นักแสดงชาวจีน เกิดที่ไต้หวัน สำเร็จการศึกษาสาขาเครื่องกล Ming Chi University of Technology แล้วมาทำงานที่ Northwest Airlines ก่อนกลายเป็นพนักงานต้อนรับ/แอร์โฮสเตสสายการบิน China Airlines หลังพบเห็นประกาศรับสมัครนักแสดงที่สามารถพูดภาษาจีนและอังกฤษ เลยทดลองยื่นใบสมัคร บินสู่สหรัฐอเมริกาพบเจอผู้กำกับอังลี่ แม้ไม่มีประสบการณ์ด้านการแสดง แต่ก็ได้รับโอกาสแจ้งเกิดโด่งดังในวงการทันที

รับบทเกาเหว่ยถัง นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากไต้หวัน อาศัยอยู่สหรัฐอเมริกาเพราะต้องการปกปิดสถานะเป็นเกย์ หวาดกลัวว่าครอบครัวจะยินยอมรับความจริงไม่ได้ แต่นั่นก็ทำให้เขาถูกคะยั้นคะยอ บีบบังคับให้หาคู่แต่งงาน เลยครุ่นคิดแผนจัดงานหลอกๆ จดทะเบียนยังศาลากลางเมือง และรับประทานอาหารค่ำยังร้านอาหารจีนหรูๆ

แต่โชคชะตาก็นำพาเรื่องวุ่นๆให้เขาบังเกิดความตึงเครียดยิ่งกว่าเก่า เมื่อเจ้าของภัตตาคารแห่งนั้นคือลูกน้องเก่าบิดา อาสาจัดงานเลี้ยงแต่งงาน เชิญแขกเหรื่อ พรรคพวกเพื่อน ต้องเล่นละคอนตบตาต่อหน้าคนหลายร้อยพัน แถมหลังจากนั้นแทบตกอยู่ในสภาพหมดสิ้นหวัง เพราะค่ำคืนนั้นดันพลาดพลั้งทำเหวยเหวยตั้งครรภ์ ความสัมพันธ์กับไซมอนก็ใกล้ถึงจุดแตกหัก

ทีแรกอังลี่ครุ่นคิดจะเล่นบทบาทนี้ด้วยตนเอง เพราะคาดว่าคงหาคนรับบทเกย์ แล้วพูดสองภาษาจีน-อังกฤษไม่ได้! การพบเจอเจ้าเหวินซวน ราวกับเมล็ดพันธุ์ชั้นดี แม้ไม่เคยมีความสามารถทางการแสดง แต่หน้าที่ผู้กำกับก็คือสอนนักแสดงให้เป็นนักแสดง (Ang Lee believes that the director is to teach the actors to act.)

การแสดงของเจ้าเหวินซวน ชวนให้ผมนึกว่าเขาเป็นนักแสดงมืออาชีพ มีผลงานมาแล้วมากมาย (แต่นี่คือเรื่องแรกแจ้งเกิด!) แม้อาจดูเก้งก้างไปบ้างเมื่อตอนกอดจูบ ชิดใกล้กับทั้งเพื่อนนักแสดงชาย-หญิง แต่ลักษณะกระอักกระอ่วน โล้เล้ลังเลใจ ภายในเต็มไปด้วยความขัดแย้ง อึดอัดอั้น เก็บกดดัน สามารถถ่ายทอดผ่านสีหน้าท่าทางได้อย่างชัดเจนมากๆ


Mitchell Wilson Lichtenstein (เกิดปี 1956) นักแสดง/ผู้กำกับ เปิดเผยว่าเป็นเกย์ สัญชาติอเมริกัน ร่ำเรียนด้านวรรณกรรมและการแสดงยัง Bennington College ติดตามด้วย Yale School of Drama มีผลงานละครเวที ซีรีย์ ภาพยนตร์ อาทิ Streamers (1983), The Wedding Banquet (1993) ฯ

รับบทไซมอน (Simon) คู่ขาชาวอเมริกันของเกาเหว่ยถัง เป็นนักกายภาพบำบัด หลงใหลการถ่ายภาพ และวัฒนธรรมจีน เพราะความรักต่อเกาเหว่ยถัง อาศัยอยู่ด้วยกันมาหลายปี จึงครุ่นคิดแผนงานแต่งกำมะลอ คอยให้ความช่วยเหลืออยู่เคียงชิดใกล้ คาดหวังเมื่อพิธีแต่งงานสิ้นสุดลงไป พวกเขาจักได้ครองคู่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุข … แต่ชีวิตก็ไม่มีอะไรดำเนินตามแผน บังเกิดความขัดแย้งรุนแรงเมื่อรับทราบว่าเหวยเหวยตั้งครรภ์ ถึงอย่างนั้นเมื่อมีโอกาสสนทนาสองต่อสองกับบิดา (ของเหว่ยถัง) จิตใจก็เริ่มอ่อน และสามารถยินยอมรับความสัมพันธ์แบบทรีซัม

ผมรู้สึกว่าผู้กำกับอังลี่ พยายามไม่ทำให้ตัวละครนี้ดูเป็น ‘stereotype’ คนอเมริกันในสายตาชาวเอเชีย แต่จนแล้วจนรอดผมก็มองไม่เห็นถึงความแตกต่างสักเท่าไหร่ ราวกับวัตถุทางเพศของพระเอกสำหรับระบายความใคร่ โดยเฉพาะตอนแสดงอาการไม่พึงพอใจ แล้วขึ้นเสียงพูดภาษาอังกฤษต่อหน้าบิดา-มารดา นั่นไม่ใช่ฉากที่แย่ แต่ดู cliché เกินไป (มันคือพฤติกรรมที่ชาวเอเชียมักมองอเมริกัน ว่าเป็นคนไม่ค่อยมีมารยาททางสังคม)

นอกจากภาพลักษณ์ที่เป็นเกย์ (พี่แกก็เปิดเผยตนเองว่าเป็นเกย์) มองผ่านๆก็ดูกลมกลืนเข้ากับครอบครัวชาวจีน ไม่ใช่อเมริกันจ๋า (ผมทอง ผิวขาว) ที่โดดเด่นชัดเกินไป (อาจด้วยการปรับแสง-สี ขณะถ่ายภาพร่วมด้วย) ส่วนการแสดงของ Lichtenstein ผมถือว่าแค่พอใช้ (ให้คะแนน B-) ดูสบายๆ ผ่อนคลาย ไม่ได้จริงจังกับบทบาทสักเท่าไหร่ เวลาหน้านิ่วคิ้วขมวด ก็แสดงอาการเกรี้ยวกราดอยู่ไม่นาน สามารถปล่อยปละละวางไม่เก็บมันมาหมกมุ่นครุ่นคิดมาก (นี่ก็ลักษณะ ‘stereotype’ ของชาวอเมริกันเช่นกันนะครับ)


ชินซูเหม่ย, 金素梅 (เกิดปี 1965) นักร้อง นักแสดงจากไต้หวัน เกิดที่เทศมณฑลไถจง บิดาเป็นชาวแมนจู อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ โตขึ้นเข้าสู่วงการจากเป็นนักร้อง Mandopop, ตามด้วยนักแสดงซีรีย์ ภาพยนตร์ The Wedding Banquet (1993), กระทั่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับเลยออกจากวงการเมื่อปี 1999 พักรักษาตัวจนอาการดีขึ้น เลยผันตัวมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งไต้หวัน

รับบทเหวยเหวย นักเรียนศิลปะจากจีนแผ่นดินใหญ่ มีความสามารถด้านการวาดรูปพอใช้ได้ เช่าห้องพักอาศัยอยู่ในโกดังเก็บของของเกาเหว่ยถัง กำลังพยายามหาหนทางแสวงโชคเอาตัวรอดในสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยนิสัยหัวร้อนเอาใจ จึงยังไม่สามารถหาเงินหางานทำได้สักที

เหวยเหวยเหมือนจะแอบชื่นชอบเกาเหว่ยถัง แม้รับรู้ว่าเขาเป็นเกย์แต่ก็ยังพยายามเกี้ยวพาราสี ถึงขนาดยินยอมจะจ่ายค่าเช่าห้องด้วยเรือนร่างกายตนเอง กระทั่งวันหนึ่งได้รับโอกาสสุดประหลาด แลกกับใบอนุญาตทำงาน (Green Card) ด้วยการแต่งงานปลอมๆกับเกาเหว่ยถัง ถึงอย่างนั้นเมื่อได้รับความเอ็นดูจากบิดา-มารดา (ของเกาเหว่ยถัง) ก็เริ่มรู้สึกผิดที่หลอกหลวงพวกเขา นั่นรวมถึงการพลั้งเผลอปล่อยให้ตนเองตั้งครรภ์ (ใช้กำลังข่มขืนเกาเหว่ยถังในค่ำคืนแต่งงาน) ตั้งใจจะทำแท้ง ก่อนที่จะ…

ตัวละครเหว่ยๆถือเป็นตัวแทน ‘ผู้อพยพ’ ที่ตัดสินใจมาแสวงโชค(หรือหลบหนีอะไรบางอย่าง)ยังสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ชนชาวเอเชียจะได้รับการยินยอมรับ แม้มีทักษะฝีมือก็ใช่ว่าจักสามารถค้นหางานทำ (เป็นปกติของชาวอเมริกันที่เต็มไปด้วยพฤติกรรมเหยียดหยาม ‘Racism’ ต่อคนผิวสี)

ขณะที่อุปนิสัยตัวละครก็ค่อนข้างผิดแผกแตกต่างจากชาวจีนแท้ๆ มีความแรดร่าน เอาแต่ใจ สนเพียงทำสิ่งตอบสนองตัณหา ความต้องการส่วนตน ดูแล้วสิ่งที่เธอโหยหาคือโอกาส ความสำเร็จ ไม่ต้องการถูกควบคุมครอบงำโดยกฎกรอบ ได้รับอิสรภาพในการครุ่นคิดตัดสินใจ

การแสดงของชินซูเหม่ย อาจไม่ได้รับการจับจ้องเพราะเต็มไปด้วยจริตจัดจ้าน สังคม(สมัยนั้น)ยังไม่ค่อยให้การยินยอมรับหญิงสาวลักษณะนี้ แต่ตัวละครเต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนไหว พบเห็นร่ำร้องไห้บ่อยครั้ง นั่นแปลว่าภายนอกพยายามสร้างภาพให้เข้มแข็งแกร่ง แต่จิตใจนั้นอ่อนเรี่ยวแรง โหยหาบางสิ่งอย่าง ใครบางคนสำหรับพึ่งพักพิง ช่วยเหลือชี้แนะนำ จนกว่าจะปีกกล้าขาแข็ง โบกโบยบินด้วยเรี่ยวแรงของตนเอง


หลางซง, 郞雄 (1930-2002) นักแสดงชาวจีน เกิดที่ซู่เฉียน มณฑลเจียงซู, เข้าร่วมกองทัพปฏิวัติแห่งชาติจีน (ก๊กมินตั๋น) ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ ในช่วงสงครามกลางเมืองครึ่งหลัง (1945-49) แล้วอพยพหลบหนีภัยสู่เกาะไต้หวัน ได้เข้าร่วมคณะการแสดง มีผลงานละครเวที ซีรีย์ ภาพยนตร์มากมายจนกลายเป็นตำนาน กระทั่งได้รับการอัญเชิญโดยผู้กำกับอังลี่ แสดงภาพยนตร์ Pushing Hands (1991), The Wedding Banquet (1993), Eat Drink Man Woman (1994) ส่งให้เป็นที่รู้จักโด่งดังระดับนานาชาติช่วงบั้นปลายชีวิต

รับบทบิดาของเกาเหว่ยถัง อดีตเคยเป็นนายพลกองทัพปฏิวัติแห่งชาติจีน ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ ในช่วงสงครามกลางเมืองครึ่งหลัง (1945-49) แล้วอพยพหลบหนีภัยสู่เกาะไต้หวัน รับทราบข่าวจากทางบ้านว่าครอบครัวถูกเข่นฆ่ากวาดล้างจนแทบไม่หลงเหลือใคร จึงกลายเป็นภาระหน้าที่ธำรงเชื้อสายวงศ์ตระกูล แถมภรรยาสามารถบุตรได้เพียงคนเดียว จึงคาดหวัง/บีบบังคับให้เกาเหว่ยถังต้องแต่งงาน และมีหลานสืบสกุลต่อไป

(ผมจงใจเขียนครึ่งย่อหน้าแรกให้เหมือนกันเพื่อจะถึงความสัมพันธ์ที่ละม้ายคล้ายระหว่างตัวละคร กับชีวิตจริงของหลางซง นี่เป็นความตั้งใจของผู้กำกับอังลี่อย่างแน่นอน เพราะสามารถทำให้คุณปู่เล่นเป็นตัวของตนเอง ไม่ต้องปรุงปั้นแต่งอะไรกับบทบาทมากนัก)

บิดาเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ ซื่อตรง มั่นคงในระเบียบวินัย ด้วยเหตุนี้จึงเลี้ยงดูบุตรชายอย่างเคร่งครัด นั่นคงคือเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกอึดอัด เก็บกดดัน จึงต้องการดิ้นหลบหนี โบยบินสู่อิสรภาพ(ยังสหรัฐอเมริกา) นั่นรวมไปถึงรสนิยมชาย-ชาย เพราะวิธีการดังกล่าวแม้ทำให้ภายนอกดูเข้มแข็งแกร่ง แต่ก็ขาดสัมผัสอันนุ่มนวล อ่อนโยน จึงโหยหาความรักจากบุรุษเพศเดียวกัน (ชอบความรุนแรง กระแทกกระทั้น)

พบเห็นการแสดงของหลานซง ทำให้ผมโคตรอยากรับชมให้ครบไตรภาค ‘Father Knows Best’ ผู้กำกับอังลี่สรรค์สร้างภาพยนตร์ทั้งสาม Pushing Hands (1992), The Wedding Banquet (1993), Eat Drink Man Woman (1994) เพื่อเคารพคารวะนักแสดงคนโปรดผู้นี้ ให้แจ้งเกิดโด่งดังระดับนานาชาติ (ก่อนหน้านี้หลานซงมีชื่อเสียงระดับตำนานแค่ในไต้หวัน รีไทร์ไปแล้วด้วยนะครับ จนกระทั่งอังลี่อัญเชิญกลับมาแสดงภาพยนตร์อีกครั้ง)

เป็นบุคคลที่มีพลังด้านการแสดง Charisma ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า แค่ท่ายืน-เดิน-วิ่ง มีความสง่าผ่าเผย เริดเชิดหน้าชูตา เต็มไปด้วยเย่อหยิ่ง ทะนงตน ภาคภูมิในตนเอง แม้ร่างกายอิดๆออดๆใกล้ถึงวันลงโลง แต่ก็ไม่แสดงความอ่อนแอให้บุตรชายพบเห็น นั่นรวมถึงความจริงที่สามารถสื่อสาร/รับฟังภาษาอังกฤษ ปกปิดซุกซ่อนเร้นมันไว้ข้างใน อย่างน้อยสุดถ้าภารกิจของตนเองสำเร็จลุล่วง อะไรอย่างอื่นก็ไม่สำคัญ นอนตายตาหลับ ไม่อับอายขายขี้หน้าบรรพบุรุษก็เพียงพอแล้ว!


กุยย่าเหล่ย, 歸亞蕾 (เกิดปี 1944) นักร้อง นักแสดงชาวจีน เกิดที่ฉางชา มณฑลหูหนาน อพยพติดตามครอบครัวสู่เกาะไต้หวัน ร่ำเรียนการแสดงยัง National Taiwan University of Arts แจ้งเกิดโด่งดังภาพยนตร์ The Rain of Sorrow (1965), ผลงานเด่นๆ อาทิ Home, Sweet Home (1966), You Can’t Tell Him (1971), The Wedding Banquet (1993), Eat Drink Man Woman (1994) ฯลฯ

รับบทมารดาของเกาเหว่ยถัง แม้เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ พูดพร่ำไม่ยอมหยุด แต่มีความโอนอ่อนผ่อนปรน อัธยาศัยดีงาม รักเอ็นดูเหวยเหวยเหมือนลูกในไส้ เมื่อรับทราบความจริงเกี่ยวกับบุตรชาย (หลังเปิดเผยว่าเป็นเกย์) แม้จิตใจคงตกหล่นยังตาตุ่มก็ยังพออดรนทนไหว และพยายามอย่างยิ่งจะโน้มน้าวให้พวกเขาคิดหน้าคิดหลัง อย่าทำแท้งหลานในครรภ์ที่ยังไม่รู้เดียงสา

บทบาทของกุยย่าเหล่ย แม้ถูกกลบเกลื่อนโดย Charisma ของหลานซง แต่เธอก็มีถึงสองช่วงเวลาเจิดจรัส สร้างความสั่นสะท้านทรวงใน

  • เมื่อรับฟังบุตรชายเล่าบอกความจริง พูดเสียงสั่นเครืออย่าคุยเรื่องนี้กับบิดาเป็นอันขาด!
  • เจ็บจี๊ดสุดๆคือตอนรีบวิ่งไปหากระเป๋าสตางค์ เพราะกลัวว่าทั้งสองกำลังจะกระทำการคิดสั้น (ทำแท้งหลาน) แต่เมื่อชักช้าไปไม่ทันกาล ทั้งตัวละครและผู้ชมต่างตกอยู่ในสภาพห่อเหี่ยวหมดสิ้นหวัง

แม้หนังพยายามทำเหมือนว่ามารดาดูเป็นคนอ่อนนอกแข็งใน (เพราะสามารถยินยอมรับความจริงทั้งหลายบังเกิดขึ้น) แต่การที่เธอรับรู้สิ่งต่างๆเหล่านั้น ย่อมสร้างความเจ็บปวดรวดร้าว ทนทุกข์ทรมาน การไม่แสดงออกภายนอก ไม่ได้แปลว่าไม่รับรู้สึกอะไร! ผิดกับบิดาที่จิตใจเข้มแข็งกว่ามาก เมื่อรับรู้ความจริงยังสามารถปกปิดซ่อนเร้นไว้ภายใน


ถ่ายภาพโดย หลินเหลียงจง, 林良忠 ตากล้องจากไต้หวัน เกิดที่นครไถจง หลังสำเร็จการศึกษาสาขาวรรณกรรมฝรั่งเศส Tamkang University เดินทางสู่สหรัฐอเมริกาเข้าเรียนสาขาถ่ายภาพ New York Film Academy จบออกมาได้เป็นตากล้อง Pushing Hand (1991), The Wedding Banquet (1993), Eat Drink Man Woman (1994) ฯ

แม้งานภาพของหนังมีความฉูดฉาด ดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าผลงานยุคหลังๆของอังลี่ แต่ยังเต็มไปด้วยละเอียด ละเมียดไมในไดเรคชั่นการกำกับ โดยเฉพาะการจัดแสง-สีสัน-เงามืด สะท้อนสภาวะทางจิตใจตัวละคร ส่วนใหญ่พบเห็นโทนน้ำเงิน (มอบสัมผัสความหนาวเหน็บ เก็บกดความรู้สึกไว้ภายใน) ยกเว้นเจ้าสาวและงานแต่งงาน อร่ามด้วยสีแดงแรงฤทธิ์ (สีมงคล สัญลักษณ์ชนชาวจีน)

สิ่งหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจให้ผมมากๆ คือการทำให้ไซมอน ซึ่งเป็นคนขาวชาวอเมริกันมีความกลมกลืนจนบางครั้งแทบจะแยกไม่ออกกับคนผิวเหลืองเอเชีย! (ถ้าเป็นหนังที่สร้างโดยผู้กำกับคนขาว มักจะมีการแบ่งแย่ง/สร้างความแตกต่างของสีผิวอย่างเด่นชัดเจน) ซึ่งสะท้อนทัศนคติผู้กำกับอังลี่อย่างชัดเจนมากๆ เพราะเราต่างก็เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน ทำไมต้องแบ่งแยก สร้างความแตกต่าง … นี่น่าจะใช้การจัดแสงเข้าช่วยด้วยนะครับ ให้ภาพออกมาเข้มๆ ผิวขาวผมทองที่โดดเด่นก็เลยถูกกลืนไปกับพื้นหลัง

พื้นหลังของหนังถ่ายทำยัง Manhattan, New York City ซึ่งเป็นย่านที่ผู้กำกับอังลี่คงเคยพักอยู่อาศัย จึงมีความรู้จักมักคุ้น สามารถนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองผู้อพยพชาวเอเชียได้อย่างน่าสนใจทีเดียว


Opening Credit ร้อยเรียงภาพการออกกำลังกายในฟิตเนสของเกาเหว่ยถัง มองผิวเผินเหมือนแค่ต้องการ(สร้างภาพ)ให้ร่างกายเข้มแข็งแกร่ง ชื่อชอบกำลัง/ความรุนแรง บอกใบ้ถึงความเป็นเกย์อยู่เล็กๆ แต่ผมสังเกตทุกอิริยาบทในสถานที่แห่งนี้ล้วนแฝงนัยยะความหมายอย่างลึกล้ำ

  • ใช้มือดึงลูกเหล็ก สามารถสื่อถึงความต้องการทำอะไรๆด้วย(สองมือของ)ตนเอง
  • แต่เขาต้องยกแบกภาระของครอบครัวไว้เบื้องหลัง หรือคือการต้องแต่งงาน มีทายาทสืบสกุล
  • นอนคว่ำในทิศทางตรงกันข้ามหญิงสาวแล้วยกเท้าขึ้นลงเกือบๆตรงบริเวณใบหน้าของเธอ (บอกใบ้ถึงการไม่ชื่นชอบเพศตรงกันข้าม)
  • ส่วนช็อตสุดท้ายของฉากนี้ เหมือนว่าเกาเหว่ยถังจะโยนดัมเบลทิ้งลงพื้น แสดงถึงอาการไม่พึงพอใจสิ่งที่มารดาพยายามบีบบังคับให้เขากระทำ

หลังเสร็จจากออกกำลัง ก็จะเป็นการแนะนำตัวละครไซมอน กำลังทำกายภาพบำบัดให้ผู้ป่วยรายหนึ่ง พร้อมพูดสำนวนจีน

Nature is eternality.

เหมือนต้องการสื่อถึงธรรมชาติชีวิต ก็คือการเป็นตัวของตนเอง! นี่ล้อกับฉากก่อนหน้านี้ที่มารดาพยายามพูดโน้มน้าว บีบบังคับให้บุตรชายหาคู่ครองแต่งงาน แต่นั่นหาใช่สิ่งที่จะมาเร่งรีบ ฝืนธรรมชาติ ขัดแย้งต่อความต้องการส่วนบุคคล

ซีนเล็กๆของการที่เกาเหว่ยถังจ่ายเงินให้นักดนตรีข้างถนนเพื่อหยุดเล่นแอคคอร์เดียน สะท้อนถึงชาวตะวันตกนิยมใช้เงินในการแก้ปัญหา แต่มันไม่ใช่ทุกสิ่งอย่างจักสามารถซื้อ-ขาย แก้ไขได้ด้วยวิธีนี้ หนึ่งในนั้นคือปัญหาที่เขากำลังประสบอยู่ ถูกมารดาเร่งเร้าให้หาคู่แต่งงาน (เป็นการเปรียบเทียบ ความน่ารำคาญของนักดนตรีข้างถนน = ครอบครัวของเกาเหว่ยถัง ล้อด้วยป้ายด้านหลัง WE WANT YOU)

เพื่อนำเสนอความลุ่มร้อนอบอ้าวในโกดังเก็บของ/ห้องเช่าของเหวยเหวย จึงมีการจัดแสงให้ดูฟุ้งๆ ปรับโฟกัสเบลอหน่อยๆ พร้อมเหงื่อไคลไหลย้อยเปียกปอนเสื้อผ้า ผลงานของเธอเต็มไปด้วยภาพวาดนามธรรม (Abstraction) ดูแล้วน่าจะสะท้อนสภาวะทางจิตใจของตัวละคร เต็มไปด้วยความอึดอัด เก็บกดดัน เลยกรีดกรายเส้นสาย ใช้สีเข้มๆสื่อถึงความหมองหม่น มืดมน ไร้หนทาง ไม่รู้จะทำอะไรต่อไป

การตีความภาพวาดแอ็ปสแต็กต้องดูอารมณ์ที่สัมผัสได้เป็นหลักนะครับ เพราะหลายครั้งมักคาดเดาไม่ออกว่าศิลปินวาดรูปอะไร ขึ้นอยู่ที่จินตนาการของผู้ชมเองเลย … อย่างภาพนี้ผมรู้สึกว่าน่าจะเป็นนก (มันจะมีอีกภาพที่ดูเหมือนต้นไม้ กิ่งไม้) เหมือนมันได้รับบาดเจ็บ หรือมีบางสิ่งอย่างฉุดเหนี่ยวรั้ง ทำให้ไม่สามารถโบกโบยบินสู่อิสรภาพ

ปล. สภาพอากาศอันลุ่มร้อน สามารถสื่อถึงความรู้สึกภายในจิตใจตัวละครได้เช่นกัน ทั้งของเหวยเหวย (ร้อนรนที่จะไม่สามารถเอาตัวรอดในสหรัฐอเมริกา) และเกาเหว่ยถัง (ร้อนรนที่ครอบครัวพยายามจ้ำจี้จ้ำไช)

ทำไมท้องฟ้ามันดูม่วงๆ นี่น่าจะเป็นการใส่ฟิลเลอร์เพื่อสร้างบรรยากาศหม่นๆ ระหว่างเกาเหว่ยถังกำลังทำสิ่งที่ตนเองไม่รู้สึกอภิรมณ์ใจนัก นั่นคือนัดเดท/รับประทานอาหารกับหญิงสาวที่มารดาจับคู่ให้ นักร้องอุปรากร เรียนจบด็อกเตอร์ สูง 5 ฟุต 8 นิ้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะสรรหาได้ด้วยนะ!

บทเพลงที่ขับร้องคือ Madame Butterfly (1904) อุปรากรสามองก์ ประพันธ์โดย Giacomo Puccini ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องสั้น Madame Butterfly (1898) แต่งโดย John Luther Long เนื้อหากล่าวถึงโศกนาฏกรรมความรักระหว่างหญิงสาวชาวญี่ปุ่นกับนายทหารเรือชาวอเมริกัน เคยตกหลุมรักกันในช่วงสงคราม แต่งงาน มีบุตรชาย แต่ภายหลังเขากลับมาพร้อมภรรยาฝรั่ง เธอเลยคิดสั้นฆ่าตัวตาย, ในไทยได้มีการสร้างเป็นละครเวทีโจโจ้ซัง และดัดแปลงเป็นบทละครเรื่องสาวเครือฟ้า

การขับร้องบทเพลงนี้ ผมมองเป็นการกลั่นแกล้งของหญิงสาวต่อเกาเหว่ยถัง เปรียบตัวเองดั่ง Madame Butterfly เมื่อได้พบเจอ(ว่าที่)คนรักครั้งนี้ แต่เขากลับมีคู่ครองขาอยู่แล้ว สังเกตว่าเธอดูจะกระหยิ่มยิ้ม เชิดหน้าชูตา ส่วนเขาก้มหน้าก้มตาด้วยความละอายใจ

มันมีสถานที่/ช่วงเวลามากมาย ที่ไซมอนจะแนะนำงานแต่งกำมะลอกับเกาเหว่ยถัง แต่หนังเลือกที่จะใช้ห้องนอน ยามดึกดื่น ค่ำคืนมืดมิด พร้อมแสงสีน้ำเงินมอบสัมผัสหนาวเหน็บ เพื่อสื่อถึงแผนการดังกล่าวเป็นสิ่งไม่ถูกต้องเหมาะสม เพียงสนองความต้องการของพวกเขาทั้งสองแค่นั้น!

ระหว่างการจัดบ้านใหม่เพื่อรอต้อนรับบิดา-มารดา นอกจากกวาดเก็บสิ่งล่อแหลม สลับสับเปลี่ยนรูปเปลือยมาเป็นคัดอักษรจีน ภาพคู่ไซมอนมาเป็นเหวยเหวย ครั้งหนึ่งเธอหยิบกล้องโพลารอยด์ซึ่งสามารถสื่อถึงการ ‘สร้างภาพ’ กระทำสิ่งปัจจุบันทันด่วน เพื่อลวงหลอก ตบตา หาใช่ตัวตนแท้จริงของพวกเขาไม่

ฉากที่บิดาเล่าถึงอดีตความหลัง เหตุผลการเข้าร่วมกองทัพปฏิวัติแห่งชาติจีนก็เพื่อหลบหนีการแต่งงาน สังเกตว่าทั้งสองยืนอยู่ในสวน หันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน (บิดายืนข้างหน้า, บุตรชายยืนด้านหลัง) ก็เพื่อสื่อถึงความละม้ายคล้ายคลึงในโชคชะตากรรมของพวกเขา

ซึ่งหลังจากเล่าจบตัดมาภาพมุมกว้าง สังเกตว่ามีการถ่ายให้ติดลำต้นไม่ใหญ่ ซึ่งสามารถสื่อถึงความมั่นคงของวงศ์ตระกูล หรือจะมองว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นก็ได้เช่นกัน (ตอนกำหมัดชกหน้าอก ก็เหมือนการส่งมอบภาระหน้าที่จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง คล้ายๆสำนวน Pushing Hand)

ไดเรคชั่นของผู้กำกับอังลี่ในฉากนี้ถือว่ามีความละเมียดไมเป็นอย่างมาก สามารถแบ่งออกเป็นสามช่วงขณะ

  • มารดามอบสิ่งข้าวของขวัญมากมาย เครื่องประดับ อั่งเปา ชุดเจ้าสาวสีแดง ให้กับเหวยเหวย โดยทั้งสองนั่งอยู่เบื้องหน้า และมีบิดาอยู่เบื้องหลัง … นี่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชนชาวจีนแต่ไรมา
  • ไซมอนมอบของขวัญให้กับบิดา-มารดา ยาบำรุงร่างกายและเครื่องสำอางค์ โดยพวกเขาต่างยืนค้ำศีรษะบิดานั่งอยู่ระหว่างกลาง … สื่อถึงแนวคิดของคนรุ่นใหม่ กลับตารปัตรจากธรรมเนียมปฏิบัติของคนรุ่นเก่า สร้างความอ้ำๆอึ้งๆให้พวกเขา เพราะการรับ-มอบของขวัญ หมายถึงการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
  • และเมื่อเหวยเหวยแต่งตัวเดินออกมา บรรดาสมาชิกในครอบครัวต่างตรงรี่เข้าไปหา ทอดทิ้งให้ไซมอนยืนเกาะกำแพงอยู่อย่างโดดเดี่ยว … สะท้อนทัศนคติของพวกเขาที่ยังยึดติดกับขนบวิถี ธรรมเนียมประเพณี ยังไม่สามารถยินยอมรับไซมอนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

ปล. ผมครุ่นคิดว่า Sequence นี้น่าจะถ่ายทำแบบ Long Take แต่ถูกตัดต่อเพื่อแทรกปฏิกิริยาของเหวยเหวยระหว่างเห็นเงินและเปลี่ยนเสื้อผ้า

ฉากพิธีแต่งงานในศาลากลางเมือง New York นอกจากจะเป็นการเสียดสีชาวอเมริกันที่ชอบออกสำเนียงผิดๆถูกๆ เหวยเหวยก็จงใจพูดไม่ครบประโยค (โดยเฉพาะ better and richer, no poorer และไม่ยอมเอ่ยประโยค till death do us part) สังเกตว่าบิดา-มารดาที่นั่งอยู่ด้านหลัง มุมกล้องพยายามถ่ายให้พวกเขาอยู่ตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างหนุ่ม-สาว ได้แต่จับจ้องมองอย่างเศร้าสลด หดหู่ … แม้นี่คือการแต่งงานที่เรียบง่าย ถูกต้องตามกฎหมาย แต่มันไม่ได้มีคุณค่าความสำคัญใดๆทางจิตวิญญาณเลยสักนิด!

ระหว่างกำลังเดินออกจากศาลากลางเมือง พานผ่านโถงทางเดินที่ไร้ผู้คน (มอบสัมผัสอันเวิ้งว่างเปล่า) บิดาทำสีหน้านิ่วคิ้วขมวด ส่วนมารดาก็มิอาจอดรนทน ร่ำร้องไห้แล้วโอบอดเหวยเหวย รู้สึกผิดหวังในพิธีแต่งงานที่ควรเป็นช่วงเวลาสำคัญสุดในชีวิตของหนุ่ม-สาว กลับไม่มีอะไรเลย ไม่น่าจดจำ ไร้คุณค่าความหมายใดๆ แถมเหมือนเป็นการดูถูกฝ่ายหญิง แสดงถึงความไม่จริงจัง แนวคิดของคนรุ่นใหม่ช่างน่าผิดหวังโดยสิ้นเชิง (ในความคิดเห็นคนรุ่นเก่า)

ทั้งๆที่งานเลี้ยงแต่งงานควรเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ครึกครื้นเครง แต่บรรยากาศภัตตาคารแห่งนี้กลับดูเหงาหงอยเศร้าซึม หนาวเหน็บเย็นยะเยือกใจ (เป็นร้านที่มีความโอ่งโถง แต่สาดแสงสีน้ำเงิน และบริเวณรอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด)

แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเจ้าของภัตตาคารแห่งนี้ คือลูกน้องเก่า/อดีตคนขับรถของนายพล จู่ๆก็ตรงเข้ามาสั่งจานเพิ่ม ไม่ยินยอมรับค่าอาหารใดๆ แถมเมื่อพูดคุยสอบถามไปเรื่อยๆก็อาสาจัดงานเลี้ยงแต่งงานให้หนุ่ม-สาว ทำให้บิดาจากเคยหน้าคิ้วขมวดกลายเป็นยิ้มเริงร่า ตรงกันข้ามเกาเหว่ยถังก้มหน้าขมวดคิ้วโดยพลัน!

Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000) เมื่อตอนเจ้ามังกรน้อย อวี้เจียวหลง (รับบทโดยจางจื่ออี๋) ออกท่องยุทธจักร แล้วประมือกับจอมยุทธ์จนโรงเตี๊ยมพังพินาศ นี่เป็นฉากที่ทำให้ผมครุ่นคิดเล่นๆว่าถ้าอังลี่กำกับหนังตลก คงสร้างความขบขันไม่น้อยทีเดียว

The Wedding Banquet (1993) เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนออารมณ์ขันของอังลี่ได้อย่างเหนือชั้นมากๆ (สร้างก่อนหน้า Crouching Tiger หลายปีด้วย!) ต้องชมในความช่างสังเกตรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ แล้วนำมาปรับประยุกต์เข้ากับภาษาภาพยนตร์ได้อย่างกลมกล่อมมากๆ โดยเฉพาะฉากแต่งตัวเจ้าสาว มาจนถึงถ่ายภาพแต่งงาน เต็มไปด้วยลูกเล่นลีลา เพลงประกอบกวนบาทา ดวงตาอันกลับกลอก แอ่นแล้วแอ่นอีก น้ำตาหยดเดียวอาจทำลายการแต่งหน้าสามชั่วโมง … ไม่มีมุกไหนที่แป๊กเลยนะ น่าเหลือเชื่อมากๆ

สำหรับฉากงานเลี้ยงแต่งงาน มีการจัดโต๊ะจีน ตกแต่งสถานที่ด้วยโทนสีแดง ลวดลายมังกรทอง แต่เจ้าบ่าว-เจ้าสาว กลับสวมสูท ชุดแต่งงานตะวันตก นี่เป็นความพยายามผสมผสานวัฒนธรรมจากสองซีกโลก รวมถึงขนบประเพณีดั้งเดิม-รูปแบบวิถีชีวิตใหม่

เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของเกาเหว่ยถัง จงใจครุ่นคิดสร้างกิจกรรมมากมายเพื่อกลั่นแกล้งคู่เจ้าบ่าว-เจ้าสาว จดจำเหตุการณ์ในวันนี้ไม่รู้ลืม หนึ่งในนั้นก็คือแย่งกินหัวเป็ดทอดกรอบ (มั้งนะ) ด้วยการใช้ปากงับเหยื่อ … ผมยังครุ่นคิดไม่ออกว่ามันจะสื่อถึงอะไร?

นี่คือเกมที่ถ้าเป็นคู่รักกันจริงๆ ก็น่าจะจำลีลาการจุมพิตของอีกแฟนหนุ่ม/สามี (จริงๆเหรอ?) ซึ่งการที่เหวยเหวยตอบผิด นั่นเพราะไม่ได้สนิทสนมกับเกาเหว่ยถังขนาดนั้น เพื่อนๆเลยต้องตบมุกด้วยการให้เด็กน้อยขึ้นมาจูจุ๊บ ซึ่งคงมอบสัมผัสที่แตกต่างอย่างชัดเจน เลยกระมัง!

ทีแรกผมก็ไม่ได้สังเกตหรอกนะ แต่พอหนังตัดมาภาพช็อตนี้บ่อยครั้งและพอพูดประโยค

You’re witness the results of 5000 years of sexual repression.

เห้ย! นั่นหน้าคุ้นๆ ผู้กำกับอังลี่แอบหลบซ่อนตัวและแสดงความคิดเห็นที่น่าทึ่งไม่น้อยเลยนะ! ก็จริงอย่างที่ว่าไว้ หนุ่ม-สาวชาวจีนในอดีตต่างถูกควบคุมครอบงำ รักใครชอบใครก็ไม่ได้ ไร้สิทธิ์เสียงครุ่นคิดแสดงออก คู่ครองก็มักถูกจับคู่คลุมถุงชน ต้องปฏิบัติตามคำสั่งเสียของบิดา-มารดา

งานเลี้ยงที่ควรเลิกรา แต่เพื่อนๆของเกาเหว่ยถังก็รักกันขนาดนั้น จึงไม่ยินยอมเลิกราโดยง่าย บุกเข้ามาในห้องหอจัดไปอีกสองเกมคลาสสิก

  • จริงๆมันควรเป็นเปลือยกายกินซูชิ แต่แค่สวมเสื้อผ้าปิดตากินลูกเชอรี่ก็พอแล้วมั้ง เพื่อเป็นการเล้าโลมอารมณ์
  • และเกมผีผ้าห่ม นอนคลุมโปงแล้วถอดเสื้อผ้า แล้วปล่อยให้เจ้าบ่าว-เจ้าสาวร่วมรักหลับนอนกันตามสบาย

เพราะความมึนเมาด้วยส่วนหนึ่งเหวยเหวยจึงสามารถ ‘ข่มขืน’ เกาเหว่ยถัง ผมใช้คำนี้เพราะฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมพร้อมใจ แม้ร่างกายมีปฏิกิริยาอารมณ์ แต่เขาก็ไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถโต้ตอบขัดขืนใดๆ … แต่ก็แล้วแต่มุมมองนะครับ จะมองว่าเกาเหว่ยถึงสมยินยอมก็ได้เช่นกัน

หลังจากไซมอนรับรู้การตั้งครรภ์ของเหวยเหวย ก็แสดงอาการเกรี้ยวกราด ไม่พึงพอใจเกาเหว่ยถังอย่างรุนแรง กล้องแพนติดตามขณะเดินไปเดินมา วนซ้ายวนขวา เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก (ภายนอก-ภายในบ้าน) ขึ้นเสียงโหวกเหวกโวยวายโดยไม่สนหัวบิดา-มารดา ครุ่นคิดว่าพวกเขาคงรับฟังไม่เข้าใจ … เป็นฉากที่มีไดเรคชั่นชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้าเสียจริง!

คำพูดของบิดาน่าสนใจมากๆ คือบอกให้มารดาเงียบงัน ไม่ต้องออกปากแสดงความคิดเห็น ปล่อยให้พวกเด็กๆแก้ปัญหากันเอาเอง เรื่องบางเรื่องผู้สูงวัยอย่างเราๆไม่ควรเข้าไปจุ้นจ้าน … นั่นเพราะบิดารับรู้ปัญหาของพวกเขา (ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง) จึงไม่ต้องการเอ่ยกล่าวสนทนาใดๆ พึงพอใจในสิ่งที่ได้รับก็เพียงพอแล้ว

You can’t put your foot in your mouth if you keep quiet.

บิดาล้มป่วยกระทันหันจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล แม้อาการไม่หนักมากแต่ก็สร้างความหวาดหวั่นกลัวให้เกาเหว่ยถัง จึงตัดสินใจพูดบอกความจริงต่อมารดา นี่เป็นอีกซีนเล็กๆเต็มไปด้วยรายละเอียดซ่อนเร้น

  • ตอนแรกต่างนั่งสนทนาตรงเก้าอี้ เกาเหว่ยถังพยายามพูดบอกใบ้ว่าตนเองเป็นเกย์ แต่มารดากลับครุ่นคิดเป็นอย่างอื่น ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อสารออกมา
  • เกาเหว่ยถังพลันลุกขึ้นหันหน้าชกกำแพง เพราะหมดปัญญาจะหาคำเบี่ยงเบน บอกใบ้ว่าตนเองเป็นเกย์กับมารดา
  • วินาทีพูดบอกว่าตนเองเป็นเกย์ เดินมายืนหยุดหันหลังริมภาพฝั่งซ้าย (ปฏิเสธการเผชิญหน้า) เงาของเขาบดบังแสงสว่างที่สาดส่องมารดา (สร้างความมืดมิดภายในจิตใจมารดา)
  • จากนั้นเกาเหว่ยถังเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวาย ส่วนมารดาก็สอบถามว่าไซมอนทำให้ลูกกลายเป็นแบบนี้หรือเปล่า
  • เกาเหว่ยถังหันหน้าชนกำแพงอีกครั้ง เล่าถึงเหตุการณ์ทั้งหมด งานแต่งหลอกๆ ไม่ได้คาดคิดว่าเรื่องราวจะบานปลายถึงขนาดนี้
  • เมื่อมารดาพูดว่า ห้ามบอกเรื่องนี้กับบิดาเด็ดขาด! นั่นคือสิ่งที่ทั้งสองต่างเห็นด้วย เกาเหว่ยถังจึงหันหน้ากลับมาหลังพิงกำแพง แล้วกล้องค่อยเคลื่อนมาหาไซมอนกับเหวยเหวย แอบหลบอยู่ตรงหัวมุม รับรู้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดบังเกิดขึ้น

ใครเคยรับชม Eat Drink Man Woman (1994) ผลงานลำดับถัดไปของผู้กำกับอังลี่ ก็อาจมักคุ้นเกี่ยวกับแนวคิดการทำอาหาร รวมถึงการล้างจานที่ล้วนแฝงนัยยะซ่อนเร้นบางอย่าง

เราสามารถเปรียบเทียบสามช่วงเวลา ปรุงอาหาร->รับประทาน->ล้างจาน ได้กับก่อนวันงาน->พิธีแต่งงาน->หลังงานแต่ง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้(ล้างจาน)สามารถสื่อถึง

  • บิดาล้างจาน แต่กลับทำตกแตก สามารถเทียบแทนสภาพจิตใจของเขา/คนรุ่นเก่า ต่อความผิดหวังในพฤติกรรมของลูกๆ (จริงๆยังมีอีกหลายฉากที่ใช้การนำเสนอเชิงสัญลักษณ์ เทียบแทนความรู้สึกของบิดาที่แอบล่วงรับรู้ความจริง แต่ไม่เคยพูดบอกแสดงออกมา)
  • ไซมอนและเกาเหว่ยถัง หลังล้างจานเสร็จยืนหันหน้า-หลัง คุยกันว่าหลังจากบิดา-มารดาเดินทางกลับไต้หวัน พวกเขาก็คงถึงวันต้องแยกย้าย เลิกร้างราต่อกัน

ในห้องนอนของเกาเหว่ยถังและเหวยเหวย ค่ำคืนนี้มีความหนาวเหน็บ (ด้วยแสงสีน้ำเงิน) เย็นยะเยือกเป็นพิเศษ นั่นเพราะหญิงสาวตัดแล้วใจแล้วจะทำแท้ง จึงร้องขอให้เขาร่วมออกเดินทางไปหาหมอด้วยกัน ความมืดปกคลุมใบหน้าทั้งสองอย่างมิดชิด

หนึ่งในฉากที่ทำให้ผมน้ำลายฟูมปาก! ไซมอนพาบิดามาออกกำลังกายยามเช้า ระหว่างนั่งพักเหนื่อยอยู่ริมชายฝั่ง จู่ๆได้รับซองอั่งเปา ของขวัญวันเกิด (แต่สำหรับคนจีน นี่คือสัญลักษณ์การยินยอมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว) ไม่เพียงเท่านั้นบิดายังพูดภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อ สร้างความตกตะลึงให้ไซมอน ก่อนตระหนักว่าทุกสิ่งที่ตนเองเคยพูดสนทนา ล้วนเข้าหูผู้เฒ่าคนนี้ทั้งหมดสิ้น!

แต่วินาทีไฮไลท์คือตอนที่บิดาพูดภาษาจีน ไซมอนฟังไม่เข้าใจ แต่ผู้ชมสามารถอ่านซับไตเติ้ล (นี่คือวิธีการที่ผู้กำกับอังลี่ใช้สื่อสารกับผู้ชม ไม่ต่างจาก ‘Breaking the Fourth Wall’ แต่ด้วยการสนทนาผ่านคำพูดคุยคนละภาษา) รับรู้เหตุผลของการเสียสละ แม้จะต้องแลกมาด้วยคำโป้ปดหลอกลวง ‘สร้างภาพ’ ถ้าสุดท้ายแล้วสามารถบรรลุเป้าหมายความต้องการ อะไรอย่างอื่นก็ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก

For the family, If I didn’t let them lie, I’d never have got my grandchild.

เอาจริงๆถ้าหนังไม่มีคำแปลซับไตเติ้ล ผมก็คิดว่าผู้ชมน่าจะมีความเข้าใจที่ไม่แตกต่างกันนัก นี่เป็นอีกหนึ่งความน่าอัศจรรย์ของผู้กำกับอังลี่ ในการผสมผสานการสื่อสารผ่านภาษาจีน-อังกฤษ คลุกเคล้าเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกล่อมลงตัว (กล่าวคือถ้าเป็นคนจีนหรือพูดภาษาอังกฤษ รับชมแบบไม่มีซับไตเติ้ล ก็น่าจะสามารถดูหนังรู้เรื่อง!)

หนังไม่ได้อธิบายเหตุผลที่จู่ๆเหวยเหวยล้มเลิกแผนการทำแท้ง มีเพียงแค่อยากรับประทานแฮมเบอร์เกอร์ อาหารฟาสฟู้ด (อาจสื่อถึงการตัดสินใจที่รวดเร็วทันด่วน) ขนมปังสองอันประกบเนื้อบดตรงกลาง (นั่นอาจคือคำตอบ ‘ทรีซัม’ ที่เธอครุ่นคิดก็เป็นได้)

ผมไม่ค่อยแน่ใจคำตอบนี้ในยุคสมัยนั้นนัก เพราะมันน่าจะยังเป็นประเด็นต้องห้าม คนทั่วๆไปไม่สามารถยินยอมรับลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าว ปัจจุบันก็ยังเป็นข้อถกเถียงในสังคมที่อ้างหลักศีลธรรม มโนธรรม ทั้งๆที่พุทธศาสนาไม่ได้มีข้อข้ามเรื่องผัวเมียหลายคน (แค่ไม่ร่วมประเวณีกับบุคคลผู้มี ‘เจ้าของ’ ไม่ให้อนุญาต นั่นคือผิดศีลข้อสาม) ดูผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศสารขัณฑ์เป็นแบบอย่างก็ได้นะครับ

ก่อนที่บิดา-มารดา จะเดินทางกลับไต้หวัน จะมีการร้องเรียงอิริยาบทผ่อนคลายของตัวละครทั้งหลาย

  • มารดากำลังรดน้ำต้นไม้ บ่นพรำว่าเมื่อตนเองไม่อยู่มันคงจะแห้งเหี่ยวเฉา ขาดความสดชื่น
    • สามารถสื่อถึงความวุ่นวายในช่วงเวลาที่เธอมาอาศัยอยู่กับลูกๆ
  • บิดาและเกาเหว่ยถัง ต่างหลับปุ๋ยอย่างผ่อนคลาย (สวนนอกบ้าน-ภายในห้อง) ต่อจากนี้จะไม่มีเรื่องวุ่นๆให้พวกเขาเหน็ดเหนื่อยหน่ายหัวใจ
  • ไซมอนทำหน้าที่ดูแลเกาเหว่ยถัง (แทนมารดา) หยิบโทรศัพท์กลับวางลงบนเครื่อง
  • ขณะที่เหวยเหวย ทำการวาดรูปภาพใหม่เสร็จสิ้น แสดงอาการผ่อนคลาย หรือคือเหตุการณ์วุ่นๆนี้กำลังสิ้นสุดลง
    • น่าเสียดายไม่ถ่ายให้เห็นว่าเธอวาดภาพอะไร แต่มองคร่าวๆน่าจะเกี่ยวกับต้นไม้ เพื่อล้อกับการรดน้ำต้นไม้ของมารดา (รูปธรรม-นามธรรม)

นี่เป็นช็อตที่เล็กๆแต่มีความหมายลุ่มลึกมากๆ เกาเหว่ยถังเดินขึ้นบันได้เพื่อจะเข้าห้องน้ำ พอดิบพอดีบิดาเปิดประตูสวนออกมา พูดทักทาย แล้วเขาก็เดินเข้าไป … นี่สามารถสื่อถึงการสืบสาน รักษา ต่อยอด จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง จากบิดาสู่บุตรชาย พิธีกรรมปลดเปลื้องภาระในลำไส้ (มีทายาทสืบสกุลเกา) ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว

ฉากในสนามบิน TWA Terminal, JFK International Airport มีความโอ่งโถง รโหฐาน แต่สาดด้วยแสงสีน้ำเงิน และบริเวณรอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด (แทบไม่ต่างจากบรรยากาศภัตตาคารแห่งนั้น) นี่เป็นการสร้างบรรยากาศสำหรับการร่ำรา ช่วงเวลาแห่งความสุขได้หมดสิ้นลง

และช็อตนี้ที่ทุกคนต่างห้อมล้อมรอบ เพื่อเชยชมอัลบัมงานแต่งงาน บิดา-มารดานั่งอยู่เบื้องหน้า (คนรุ่นเก่า) หนุ่มๆและหญิงสาวทั้งสามยืนอยู่เบื้องหลัง(คนรุ่นหลัง) โน้มตัวเข้าหาชิดใกล้ มุมกล้องนี้เหมือนทุกคนกำลังอยู่ในเฟรมภาพถ่าย ครอบครัวเดียวกัน เป็นอันหนึ่งเดียว!

ช็อตสุดท้ายของหนัง เป็นอีกครั้งที่ทำให้ผมน้ำลายฟูมปาก แทบอยากจะคุกเข่าคารวะผู้กำกับอังลี่ ครุ่นคิดได้ยังไงว่ะ! บิดา-มารดาค่อยๆก้าวย่างอย่างช้าๆมาตรงศุลกากร ด่านตรวจคนขาออก ณ สนามบิน แล้วบิดาก็ยกมือสองทั้งข้างขึ้น(อย่างสโลโมชั่น)ให้เจ้าหน้าที่ตรวจอาวุธในร่างกาย

หลังจากเรื่องราววุ่นๆที่เกิดขึ้นในหนัง บิดาได้พบเห็น ได้รับฟัง ได้เรียนรู้ความจริงทุกสิ่งอย่าง แต่เขาก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนแปลงอะไร ได้แค่ทำใจยินยอมรับสภาพ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นแสดงถึงการ ‘ศิโรราบ’ ต่อโชคชะตากรรม!

นอกจากนี้ถ้าเราสังเกตการค่อยๆยกมือทั้งสองข้างขึ้นอย่างช้าๆ (สโลโมชั่น) มันเหมือนการสยายกางปีก ตระเตรียมขึ้นเครื่อง โบกโบยบินสู่อิสรภาพ เพราะต่อจากนี้บิดาไม่จำเป็นต้องเจ้ากี้เจ้าการ บีบบังคับให้บุตรชายทำอะไรโน่นนี่นั่นอีกต่อไป หมดสิ้นภาระหน้าที่ของตนเอง เฝ้ารอคอยวันเวลาแห่งความตาย จิตวิญญาณล่องลอยสู่สรวงสวรรค์

ตัดต่อโดย Timothy S. Squyres (เกิดปี 1959) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำผู้กำกับอังลี่ตั้งแต่ The Wedding Banquet (1993), Eat Drink Man Woman (1994), Sense and Sensibility (1995), Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000), Hulk (2003), Lust, Caution (2007), Life of Pi (2012) ฯ

ดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของเกาเหว่ยถัง ตั้งแต่ได้รับจดหมาย (อัดเสียงใส่เทปคาสเซ็ต) จากทางบ้างเร่งเร้าให้หาคู่แต่งงาน มีทายาทสืบสกุล โดยเรื่องราวสามารถแบ่งง่ายๆออกเป็นสามองค์

  • ก่อนการมาถึงของบิดา-มารดา
    • แนะนำตัวละครเกาเหว่ยถัง, คู่ขาไซมอน และหญิงสาวเหวยเหวย
    • บริษัทจัดหาคู่ เกาเหว่ยถังกับนักร้องอุปรากร จบด็อกเตอร์ สูง 5 ฟุต 8 นิ้ว
    • ครุ่นคิดวางแผนงานแต่งกำมะลอ ตระเตรียมการให้เหวยเหวยย้ายเข้ามาในอพาร์ทเม้นท์
  • งานแต่งงานกำมะลอ
    • บิดา-มารดา เดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกา วันถัดมาก็พาไปยังศาลากลางเพื่อจัดงานแต่งงานเรียบๆง่ายๆ และตอนเย็นรับประทานอาหารยังภัตตาคารหรู จับพลัดจับพลูพบเจออดีตลูกน้อง อาสาจัดงานแต่งงานใหญ่โตให้สมศักดิ์ศรี
    • เรื่องวุ่นๆของระหว่างงานแต่งงาน
    • พอเข้าห้องหอก็ถูกระรานจากผองเพื่อน
  • ความวุ่นวายหลังงานแต่งงาน
    • บิดา-มารดา ยังคงอาศัยอยู่กับพวกเขาอีกสักพัก สร้างความเหนื่อยหน่าย ร้อนรน กระวนกระวาย
    • เมื่อเหวยเหวยตระหนักว่าตนเองตั้งครรภ์ ไซมอนก็ถึงจุดแตกหัก มิอาจอดรนทนอีกต่อไป
    • หลังจากบิดาล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล เกาเหว่ยถังพูดบอกความจริงกับมารดา
    • เหวยเหวยตั้งใจจะทำแท้ง
    • และการเดินทางกลับของบิดา-มารดา

ก่อนรับชมหนังผมครุ่นคิดว่างานแต่งงาน (The Wedding Banquet) น่าจะคือไคลน์แม็กซ์ช่วงท้าย แต่ที่ไหนได้แค่องก์สองเท่านั้นเอง! ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าความสนุกสนานจะลดน้อยลงนะครับ องก์สามกลับยิ่งพีคขึ้นเรื่อยๆเพราะหนุ่มๆสาวๆต่างเริ่มไม่สามารถอดกลั้นฝืนทน ปกปิดซุกซ่อนเร้นความจริงได้อีกต่อไป! เมื่อถึงจุดๆหนึ่งระเบิดเวลาก็เริ่มทำงาน ทำลายล้างผลาญ บดขยี้จี้แทงใจดำอย่างสาหัสสากรรจ์ แล้วสูงสุดก็หวนกลับสู่สามัญ


เพลงประกอบโดย Thierry Schollhammer (เกิดปี 1958) หรือชื่อในวงการ Mader เกิดที่ Saint-Paul-de-Vence ประเทศฝรั่งเศส, ค้นพบความชื่นชอบด้านดนตรีตั้งแต่อายุ 5 ขวบ หลงใหลบทเพลงแนว Impressionist ของ Maurice Ravel, Nino Rota, Ennio Morricone, Henry Mancini, เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากเป็นผู้ช่วย Michel Magne, ผลงานเด่นๆ อาทิ In the Soup (1992), The Wedding Banquet (1993), Eat Drink Man Woman (1994) ฯ

งานเพลงของหนังถือว่ามีความโดดเด่น เซ็กซี่เป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่เน้นจังหวะสนุกสนาน รุมบ้า (Rhumba) สร้างบรรยากาศครื้นเครง อลเวง ยียวนกวนบาทา เรียกเสียงฮากลิ้ง หัวเราะดังลั่นกว่าเก่า, ขณะที่บทเพลงหวานๆมักมีความเหงาๆเศร้าซึม จากการผสมผสานเครื่องดนตรีพื้นบ้านจีนเข้าไปสองสามชิ้น (พิณจีน, ขลุ่ยจีน ฯ) เพิ่มกลิ่นอายความเป็นตะวันออกที่อยู่ห่างไกล (เพราะดำเนินเรื่องยังสหรัฐอเมริกา ห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนของบรรดาตัวละครทั้งหลาย)

ตัวเลือก Mader ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยละ เพราะได้ทำการผสมผสานแอคคอร์เดียน (เครื่องดนตรีประจำชาติฝรั่งเศส) ซึ่งมอบสัมผัส Impressionist ในสไตล์ฝรั่งเศส คลุกเคล้าเข้าไปในหลายๆบทเพลง ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเป็นสากลร่วมสมัยให้กับหนัง

ขอเริ่มจากเพลงนี้แล้วกัน Ma & Pa Arrive แม้ความยาวไม่ถึงนาทีแต่ก็สร้างความสนุกสนาน ครื้นเครง เรื่องอลเวงจากการมาถึงของ Ma & Pa ทำให้สามชีวิตตกอยู่ในความปั่นป่วนสุดๆ … สังเกตว่าบทเพลงนี้จะมีกลิ่นอายความเป็นจีนแทรกอยู่เล็กๆด้วยนะครับ

The Banquet บทเพลงในงานเลี้ยงแต่งงาน ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ครื้นเครง อลเวงด้วยจังหวะรุมบ้า (Rhumba) อดไม่ได้จะขยับเท้า โยกศีรษะ พร้อมอมยิ้มไปความวุ่นๆวายๆที่บังเกิดขึ้น นี่ไม่ใช่งานเลี้ยงเพื่อเจ้าบ้าว-เจ้าสาวเลยนะ แต่คือบรรดาผองเพื่อน ญาติมิตรสหาย เพราะถือเป็นโอกาสได้กลั่นแกล้ง ก่อกวน สร้างความปั่นป่วน ต้องการให้กลายเป็นช่วงเวลาตราประทับฝังใจไม่รู้ลืม

The Maiden’s Prayer คือหนึ่งใน Variations ของ Main Theme โดยใช้การบรรเลงด้วยเปียโนเท่านั้น สังเกตว่าแทบทุกท่อนจะมีการไล่ระดับเสียงและเล่นรัวโน๊ตอยู่บ่อยครั้ง (จะรัวโน๊ตหลังจากไล่ระดับเสียงแล้ว) เพื่อสื่อถึงการเดินทาง ก้าวสู่จุดสูงสุด แล้วระเริงรื่นอยู่บนสรวงสวรรค์ (หรือจะมองว่าเป้าหมายคืออิสรภาพชีวิตก็ได้เช่นกัน)

นั่นแสดงว่าคำอธิษฐานของเหวยเหวย (จริงๆก็หนุ่มๆสาวๆนะแหละ) คือการปลดปล่อยตนเองจากพันธการ คำโกหกหลอกลวง ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เติมเต็มความต้องการของหัวใจอย่างแท้จริง!

Airport (เป็นการตั้งชื่อที่ตรงไปตรงมา แต่สื่อความหมายได้อย่างลุ่มลึกล้ำ) บทเพลงแห่งการร่ำจากลาที่อาจทำให้หลายคนหลั่งน้ำตา แม้ตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา หนุ่มๆสาวๆต่างเฝ้ารอคอย ต้องการขับไล่บิดา-มารดา ให้เดินทางกลับบ้านไวๆ เพื่อพวกเขาจักได้มีอิสรภาพในการใช้ชีวิตเสียที แต่เมื่อวินาทีนั้นมาถึงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด ภายนอกพยายามแสดงความเข้มแข็งแกร่ง จิตใจกลับอ่อนเรี่ยวแรง ห่วงหวงโหยหา ก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ศิโรราบต่อโชคชะตากรรม

ความโดดเด่นของบทเพลงนี้ คือการผสมผสานเครื่องดนตรีตะวันออก-ตะวันตก โดยใช้พิณจีนสลับกับแอคคอร์เดียน พร้อมการสั่นระริกรัวของแบนโจที่สะท้านทรวงใน บีบเค้นคั้นให้ธารน้ำตาหลั่งไหล ก่อนเสียงรัวกลองบองโกช่วงท้าย แทนก้าวย่างเดิน (สโลโมชั่นของบิดา-มารดา) และเสียงเต้นหัวใจที่ค่อยๆแผ่วเบาลง

The Wedding Banquet (1993) นำเสนอความขัดแย้ง ครุ่นคิดเห็นต่างระหว่างคนสองรุ่น สร้างความอึดอัดร้อนรน จนทำให้ฝั่งฝ่ายหนึ่งต้องการดิ้นหลบหนี โบกโบยบินสู่อิสรภาพ (อพยพจากไต้หวันสู่สหรัฐอเมริกา) เพื่อจักไม่ถูกควบคุมครอบงำ อยู่ภายใต้กฎกรอบ ขนบประเพณี ค่านิยมทางสังคม กระทำสิ่งใดๆที่สามารถตอบสนองความต้องการของหัวใจ

แต่มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่สามารถทอดทิ้งรากเหง้า ต้นกำเนิด ค่านิยมทางสังคม วิถีชีวิตที่ได้รับการเสี้ยมสอนมา อิสรภาพของเกาเหว่ยถัง จึงแลกมากับการต้องปกปิดความจริงต่อบิดามารดา ไม่สามารถเปิดเผยว่าตนเองเป็นเกย์ ชื่นชอบผู้ชาย มีคู่ขาอาศัยอยู่ร่วมกันมาหลายปี

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย! เมื่อถึงจุดๆหนึ่งในชีวิต ไม่มีใครสามารถอดรนทนสร้างภาพ กระทำสิ่งโป้ปดหลอกลวงโดยไม่รู้สึก(สำนึก)ผิดภายใน คล้ายกับระเบิดเวลาที่สะสมความอึดอัดอั้น เมื่อถึงวันที่มิอาจกลั้นไหว ย่อมปะทุทำลายทุกสรรพสิ่งอย่าง มิอาจปกปิดซุกซ่อนเร้นความเป็นจริงได้อีกต่อไป

เรื่องราวของคนสองรุ่น บิดา-เกาเหว่ยถัง หลายสิ่งอย่างมีความละม้ายคลึง แทบจะเรียกประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมก็ว่าได้!

  • บิดาไม่สามารถอดกลั้นต่ออุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ เลยเข้าร่วมกองทัพปฏิวัติแห่งชาติจีน แล้วอพยพหลบหนีลี้ภัยสู่เกาะไต้หวัน
  • เกาเหว่ยถังได้รับการเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดกวดขัน จนเต็มไปด้วยความอึดอัดอั้น พอเติบโตขึ้นเลยตัดสินใจออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ต่างคนต่างพยายามสร้างภาพภายนอกให้ดูแข็งแกร่ง ปกปิดบังความจริงบางอย่างไว้ภายใน ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายล่วงรับรู้ประการใด

  • เกาเหว่ยถัง ปกปิดบังว่าตนเองเป็นเกย์ ใช้ชีวิตกับคู่ขา จัดงานแต่งงานเพียงเพื่อสนองความต้องการของครอบครัว
  • บิดามีร่างกายอิดๆออดๆ พยายามไม่แสดงอาการเจ็บป่วยออกมา รวมถึงเรื่องสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ เข้าใจบทสนทนาระหว่างบุตรชายกับไซมอน รับล่วงรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าเกาเหว่ยถังเป็นเกย์

ในมุมชาวตะวันตกที่เชื่อในอิสรภาพ ไม่ชอบการปกปิดซุกซ่อนเร้น ครุ่นคิดเห็นอะไรก็พูดบอกแสดงออกมา เหตุการณ์แบบในหนังจึงสร้างความอึดอัดคับข้องใจ ตรงกันข้ามกับชาวตะวันออกที่ส่วนใหญ่นิยมสร้างภาพให้ดูดี ชอบเล่นละคอนตบตา พยายามกลบเกลื่อน ปฏิเสธเปิดเผยข้อเท็จจริง เพราะไม่ต้องการทำร้ายความรู้สึกของอีกฝั่งฝ่าย (แต่มันก็กลายเป็นความอึดอัดอั้นที่สะสมอยู่ภายในจิตใจ)

ผู้กำกับอังลี่พยายามนำเสนอว่า มุมมองจากทั้งสองฟากฝั่งโลกต่างมีเหตุ-มีผล ไม่มีถูก-ไม่มีผิด

  • มารดาได้รับการเปิดเผยจากบุตรชาย (ว่าเป็นเกย์) แรกเริ่มมีปฏิกิริยาอ้ำๆอึ้งๆ ไม่อยากยินยอมรับ แต่ก็ค่อยๆปรับตัวและทำใจได้
  • บิดาแม้ไม่ได้รับฟังคำพูดบอกจากปากบุตรชาย แต่ก็สามารถตระหนักรู้ พูดคุยกับไซมอน และมอบซองอั่งเปา (สัญลักษณ์ของการยินยอมรับเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว)

มันขึ้นอยู่กับทัศนคติส่วนบุคคลว่าจะเลือกใช้ชีวิตรูปแบบไหน กล้าแสดงออกอย่างอิสรภาพ หรือซุกซ่อนเร้นความต้องไว้ภายใน แค่ว่าอย่างน้อยที่สุดไม่ควรทำให้คนที่เรารักเศร้าโศกเสียใจ เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็ควรเผชิญหน้า/ยินยอมรับความจริง และเรียนรู้จักให้อภัยกันและกันในทุกๆสิ่งอย่าง

งานแต่งกำมะลอระหว่างเกาเหว่ยถังกับเหวยเหวย สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน-จีนแผ่นดินใหญ่ ที่มองจากภายนอกต่างคนต่างอยู่ ไม่มีการต่อสู้/ความขัดแย้งใดๆ แต่จิตใจยังคงเต็มไปด้วยอคติ การแบ่งแยก ทั้งๆก็มีสายเลือดจีนเหมือนกัน กลับไม่สามารถมองตากันติด รวมกันเป็นอันหนึ่ง … นั่นเพราะเกาเหว่ยถังฝักใฝ่ในไซมอน หรือคือประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกามากกว่า

ช็อตที่ไซมอน-เกาเหว่ยถัง-เหวยเหวยกอดกันกลม สะท้อนความเพ้อฝันของผู้กำกับอังลี่ ที่ต้องการสื่อถึงสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกา-ไต้หวัน-จีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้-ไกล เคยมีความขัดแย้ง ครุ่นคิดเห็นต่างทางการเมือง แต่เพราะเราเป็นสิ่งมีชีวิตร่วมโลกใบนี้ ก็ควรอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุข

ขณะที่คนรุ่นเก่าก่อน เพราะโลกปัจจุบัน(นั้น)ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปมากๆ แตกต่างจากอดีตที่พวกเขาเคยเติบโตอยู่อาศัย เด็กรุ่นใหม่มีความเฉลียวฉลาด ครุ่นคิดอ่าน เป็นตัวของตนเองสูงมากๆ การจะบีบบังคับให้ต้องกระทำตามโน่นนี่นั่น รังแต่จะทำให้เกิดอคติ ความขัดแย้ง ไม่ยินยอมรับกันและกัน … สิ่งหลงเหลือที่พวกเขาจะทำได้ก็คือพูดเล่าความหลัง หวนระลึกความทรงจำ ให้คำแนะนำ แล้วปล่อยไปตามวิถีของโลก วัฏจักรชีวิต ศิโรราบต่อโชคชะตากรรม

ไตรภาคป๊ะป๋ารู้ดี ‘Father Knows Best’ นำเสนอการเผชิญหน้าระหว่างคนสองรุ่น หนุ่มสาว-ผู้สูงวัย ความเป็นตะวันตก-ตะวันออก โหยหาอิสรภาพเสรี (Freedom) vs. ยึดถือมั่นในกฎกรอบประเพณี (Tradition) ต้องการเป็นตัวของตนเอง (Individual) vs. โหยหาการยินยอมรับจากสังคม (Society) ฯลฯ ความขัดแย้งเหล่านี้มักสร้างความอึดอัดคับข้องใจให้ทั้งสองฝั่งฝ่าย ซึ่งสามารถแก้ปัญหาโดยการพูดคุยเผชิญหน้า ยินยอมรับฟังความจริง ปล่อยวางอคติของตนเอง และรู้จักให้อภัยกันและกัน


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Berlin ได้เสียงตอบรับดีล้นหลาม สามารถคว้ารางวัล Golden Bear ร่วมกับ Woman Sesame Oil Maker (1993) ของผู้กำกับเซียเฟย … ถือเป็นปีทองของหนังจีนโดยแท้! เพราะไม่กี่เดือนหลังจากนี้ Farewell My Concubine (1993) ก็สามารถคว้ารางวัล Palme d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

ด้วยทุนสร้าง $750,000 เหรียญ (บางแหล่งข่าวปัดตัวเลขกลมๆ $1 ล้านเหรียญ) สามารถทำเงินทั่วโลก $23.6 ล้านเหรียญ ถ้าคิดเป็นสัดส่วนรายจ่าย:รายรับ ต้องถือว่าทำกำไรมากสุดแห่งปี (เมื่อเทียบกับ Jurassic Park (1993) ทุนสร้าง $60 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ $914 ล้านเหรียญ คิดเป็นอัตราส่วน 13.8 เท่านั้นเอง!)

ช่วงปลายปีมีลุ้นรางวัลมากมาย แถมยังได้รับเลือกเป็นตัวแทนไต้หวันลุ้นรางวัล Oscar สามารถเข้าถึง 5 เรื่องสุดท้าย แต่ไม่ใช่ตัวเต็งใดๆนะครับ

  • Oscar: Best Foreign Language Film พ่ายให้กับ Belle Epoque (1992)
  • Golden Globe Award: Best Foreign Language Film พ่ายให้ Farewell my Concubine (1993)
  • Golden Horse Film Festival
    • Best Feature Film ** คว้ารางวัล
    • Best Director ** คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actor (หลางซง) ** คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actress (กุยย่าเหล่ย) ** คว้ารางวัล
    • Best Original Screenplay ** คว้ารางวัล
    • Best Film Editing

การได้มีโอกาสรับชมผลงานยุคแรกๆของผู้กำกับอังลี่ ทำให้ผมตระหนักถึงวิสัยทัศน์ อัจฉริยภาพที่คนส่วนใหญ่มักข้าม (ผู้ชมฝั่งเอเชียมักมองว่าอังลี่สร้างหนังขายฝรั่ง, ส่วนชาวอเมริกันก็มักดูถูกเหยียดหยามคนผิวเหลือง) ส่วนผสมของโลกตะวันออก-ตะวันตก นำเสนอความขัดแย้งระหว่างสองสิ่งขั้วตรงข้าม (เพศสภาพ, เชื้อชาติพันธุ์, วิถีความเชื่อ, ขนบประเพณีวัฒนธรรม ฯลฯ) รวมไปถึงภายนอก-ใน ร่างกาย-จิตใจ เพื่อค้นมองหาอัตลักษณ์ตัวตน หนทางสายกลางในการแก้ปัญหาใดๆ

The Wedding Banquet (1993) เป็นภาพยนตร์ที่ผมเริ่มต้นด้วยความคาดหวังระดับหนึ่ง ครุ่นคิดว่างานแต่งงานคงเป็นไคลน์แม็กซ์ตอนจบ แต่กลับสิ้นสุดพิธีการในระยะเวลาเพียงแค่ชั่วโมงเดียวเอง! เรื่องราวหลังจากนั้นเป็นอะไรเกิดความคาดหมายมากๆ โดยเฉพาะสองฉากที่ทำเอาผมแทบน้ำลายฟูมปาก ขณะบิดาสนทนาภาษาอังกฤษกับไซมอน และช็อตสุดท้ายยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ถ้าคุณสามารถครุ่นคิดเข้าใจ จักพบเห็นถึงอัจฉริยภาพสมควรค่าเรียกว่า ‘ปรมาจารย์’ อังลี่

แนะนำคอหนังโรแมนติก (Romantic) คอมเมอดี้ (Comedy) เกี่ยวกับผู้อพยพ (Immigrant) รสนิยมรักร่วมเพศ (Homosexual), สะท้อนปัญหาครอบครัว (Family) ความคิดเห็นต่างของคนสองวัย (Generation Gap)

จัดเรต 13+ จากการสร้างภาพ เก็บกดอึดอัดอั้น และความสัมพันธ์ทรีซัม

คำโปรย | ผู้กำกับอังลี่จัดงานเลี้ยง The Wedding Banquet ได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ ละเมียดไมในทุกๆรายละเอียด
คุณภาพ | มี
ส่วนตัว | หลงใหลมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: