The Wizard of Oz (1939)

The Wizard of Oz

The Wizard of Oz (1939) hollywood : Victor Fleming ♥♥♥

เด็กสาวมีความฝันถึงโลกแฟนตาซี ในนั้นเธอต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อหาทางกลับบ้าน (ตื่นขึ้น), ความมหัศจรรย์ของ The Wizard of Oz คือเมื่อเด็กๆได้รับชมจะเรียนรู้จดจำนำไปเป็นแบบอย่าง ส่วนผู้ใหญ่ก็จะมองหาตำหนิ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ คือหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไร แต่มีความลับซ่อนอยู่มากมายให้ค้นหา, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เชื่อว่าคงมีผู้ใหญ่หลายคนที่หลังจากได้รับชมหนังเรื่องนี้แล้วก็ส่ายหัว ตั้งคำถามคลาสสิก ‘หนังมันดียังไง? ยิ่งใหญ่ตรงไหน?’ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยตั้งคำถามนี้ ได้ดู The Wizard of Oz มาก็หลายรอบตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เคยมีความชื่นชอบเลยสักนิด แต่แค่พอได้อ่านบทความจากนักวิจารณ์ วิเคราะห์หนัง เปิดโลกทัศน์ตัวเองก็เริ่มตระหนักได้ ความที่หนังยิ่งใหญ่ก็เพราะยังมีคนพูดถึงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะผ่านมากี่สิบกี่ร้อยปี จะชื่นชมหรือติเตียนก็ล้วนทำให้หนังเรื่องนี้มีคุณค่าทั้งนั้น

เพราะความที่คนส่วนใหญ่มองแค่พื้นผิวหน้าหนัง แล้วเอาบรรทัดฐานของตัวเองตั้ง ชอบไม่ชอบ ก็จักไม่เห็นคุณค่าสากลของหนัง อะไรที่คนเขาพูดถึงกัน หนังดียังไง? เลวยังไง? ลองเปิดใจศึกษา รับรู้ อ่านบทความวิเคราะห์นี้ก็น่าจะพอทำให้คุณเห็นภาพ เข้าใจหนังมากขึ้นอีกนิด ไม่แน่ว่าเมื่อนั้นก็อาจสามารถตระหนักถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของหนังเรื่องนี้ แบบที่ผมรู้สึกได้

ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมสำหรับเด็กเรื่อง The Wonderful Wizard of Oz เขียนโดย L. Frank Baum วาดภาพประกอบโดย W. W. Denslow ตีพิมพ์ครั้งแรกวันที่ 17 พฤษภาคม 1900 ขายหมด 10,000 เล่มในเวลา 5 เดือน ทำให้ได้รับการติดต่อสร้างเป็นละคร Broadways เมื่อปี 1902 จากนั้นมีนิยายภาคต่อเกิดขึ้นอีกมากมาย

เคยได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในยุคหนังเงียบมาแล้วครั้งหนึ่ง The Wizard of Oz (1925) กำกับและแสดงนำโดย Larry Semon โดยมี L. Frank Baum, Jr. แก้ไขดัดแปลงบทภาพยนตร์ ซึ่งเรื่องราวมีความแตกต่างจากต้นฉบับเป็นอย่างมาก อาทิ โดโรธีไม่ได้ใส่รองเท้าเงิน, ตกหลุมรักแต่งงานกับ Prince Kynd (ใครกัน?), ไม่มี 3 สหายร่วมเดินทาง หุ่นไล่กา หุ่นกระป๋อง และสิงโตขี้ขลาด ฯ ใครสนใจลองหารับชมใน Youtube ได้เลยนะครับ หนังกลายเป็นสาธารณะไปแล้ว ไม่ติดลิขสิทธิ์ใดๆ

ในปี 1938 Samuel Goldwyn เจ้าของ MGM ได้ซื้อลิขสิทธิ์นิยายเรื่องนี้ เพื่อดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์, ต้องถือว่าเป็นอิทธิพลจากความสำเร็จของ Snow White and the Seven Dwarfs (1937) ภาพยนตร์อนิเมชั่นแฟนตาซีจาก Walt Disney ที่จุดกระแสความนิยมในการดัดแปลงวรรณกรรมแฟนตาซีสำหรับเด็ก ทำให้มีภาพยนตร์เกี่ยวกับเด็กเกิดขึ้นมากมายในทศวรรษนั้น

เด็กสาวชาวนาโดโรธี และสุนัขโตโต้ อาศัยอยู่ในชนบทรัฐแคนซัส วันหนึ่งถูกพายุไซโคลนพัดบ้านทั้งหลัง ไปตกยังดินแดนมหัศจรรย์ โลกเวทย์มนต์แห่งออซ เรื่องราวการผจญภัยเพื่อหาทางกลับบ้านจึงได้เริ่มต้นขึ้น, โดโรธีพบเพื่อนร่วมทาง 3 คน หุ่นไล่กา หุ่นกระป๋อง และสิงโตขี้ขลาด ออกเดินทางสู่เมืองมรกต โดยมีภารกิจสุดท้าย แย่งชิงไม้กวาดจากแม่มดตะวันตกผู้ชั่วร้าย

โดโรธีพบกับสิงโตขี้ขลาด ภาพจากนิยายฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก

แรงบันดาลใจของผู้เขียนนิยาย L. Frank Baum ที่มีการวิเคราะห์อย่างกว้างขวาง มีเรื่องการเมืองผสมอยู่ด้วย เนื่องด้วยในทศวรรษนั้น 1890s ผู้เขียนเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองตัวยง
– โดโรธีเด็กหญิงเยาว์วัย อ่อนต่อโลก ไร้เดียงสา เป็นตัวแทนของชาวอเมริกัน
– หุ่นไล่กา เป็นตัวแทนของชาวนา ที่รู้ไล่ไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก (ไร้สมอง)
– หุ่นกระป๋อง เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมเหล็ก ที่คนส่วนใหญ่สนแต่เงิน ไม่สนงาน (ไร้ใจ)
– สิงโตขี้ขลาด มีนัยยะถึง William Jennings Bryan นักการเมืองพรรค Democratic ที่ต่อต้านระบบธนาคาร/ทองคำ ให้การสนับสนุนระบบเงิน (Silver) แต่ก็ทำได้แค่พูด ไม่เคยสำเร็จสักที (พวก Republicans เรียก Bryan ว่าเป็นคนขี้ขลาด)
– ถนนอิฐสีเหลือง เป็นตัวแทนของ ระบบทองคำ (สีเหลือง=ทอง)
– รองเท้าสีเงิน (ในหนังจะเปลี่ยนเป็นสีแดง/ทับทิม/ruby) เป็นตัวแทนของ ระบบเงิน (Silver)
– เมืองมรกต (Emerald City) เป็นตัวแทนของธนบัตร (Greenback Paper) คือเป้าหมายของนิยาย และจุดจบของเรื่องราว
– ไซไคลน มีนัยยะถึงการเปลี่ยนแปลงการทางการเมือง (Political Revolution) ที่จะเปลี่ยนอเมริกาจากประเทศล้าหลังจืดชืด ให้กลายเป็นประเทศที่มีความเจริญสีสัน

เท่าที่ผมเข้าใจจากบทวิเคราะห์นี้ อ้างอิงจากเหตุการณ์ในช่วงทศวรรษนั้นของอเมริกา ยุคเปลี่ยนผ่านระบบการเงินของประเทศ เพื่อหาสิ่งที่จะเป็นบรรทัดฐานค่าเงินใหม่ ระหว่างทองคำกับเงิน ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้นอยู่ที่ 16:1 (เงิน 16 ออนซ์ มีราคาเท่ากับทอง 1 ออนซ์) ฝ่ายหนึ่งต้องการให้ ทองคำเป็นมาตรฐานใหม่ อีกฝ่ายไม่ยอม ต้องการให้เงินเป็นมาตรฐานแบบเดิม, นัยยะของ Baum คือต่อต้านระบบทองคำ ถนนอิฐสีเหลือง มุ่งหน้าสู่เมืองมรกต = ระบบทองคำ นำไปสู่ธนบัตร อันจะเป็นจุดจบของระบบเศรษฐกิจ, เมืองมรกตปกครองด้วยพ่อมด (นักการเมือง) ที่ใช้อุปกรณ์บางอย่างหลอกลวงผู้คนให้คิดว่าเขามีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ แต่แท้จริงก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ในหนังมีประโยคหนึ่งที่พ่อมดพูดกับโดโรธีแบบตรงไปตรงมา “I’m a very bad Wizard.” นี่ถือว่าตรงอยู่เปรียบเทียบถึงใคร, แต่สุดท้าย ความตั้งใจของ Baum ก็ไม่เป็นผล เพราะพรรค Republicans ชนะการเลือกตั้งในช่วงนั้น และประกาศให้ทองคำเป็นมาตรฐานของประเทศ

เกร็ด: ปธน. อเมริกาในสมัยนั้นคือ William McKinley ถูกลอบสังหารก็เพราะเรื่อง ระบบเงินๆทองๆนี่แหละ และสมัยต่อมาคือ Theodore Roosevelt สนับสนุนมาตรฐานทองคำอย่างเต็มรูปแบบ (ทั้งคู่คือ Republicans)

กลับมาที่ภาพยนตร์ The Wizard of Oz ในช่วงระหว่างการสร้าง นี่ถือว่าเป็นหนังมีปัญหามากที่สุดเรื่องหนึ่ง ผู้กำกับคนแรกที่ได้รับมอบหมายคือ Richard Thorpe แต่ถ่ายได้ 12 วันถูกไล่ออก (เพราะขาดวิสัยทัศน์ในการถ่ายภาพสี), ต่อมาเป็น George Cukor ทำงานได้ 3 วัน ยังไม่เริ่มถ่ายทำ ก็ถอนตัวออกไป, Victor Fleming เข้ามาถ่ายทำส่วนใหญ่ของหนัง (จึงได้รับเครดิตผู้กำกับ) แต่ก็ถูกดึงตัวไปกำกับ Gone With the Wind (แทน Cukor ที่สติแตกไป) คนสุดท้ายคือ King Vidor เข้ามาถ่ายฉาก Munchkin กับฉากที่ Kansas

เช่นกันกับนักแสดง Buddy Ebsen คนแรกที่รับบท หุ่นกระป๋อง เพราะเวลาแต่งหน้ามีการใช้ฝุ่นเงินทาทั่วตัว ที่พอสูดลมหายใจเข้าไป ไม่นานป่วยหนักหามตัวส่งโรงพยาบาล ต้องถอนตัวออกไป, Margaret Hamilton ที่รับบทแม่มดร้ายจากตะวันตก ได้รับอุบัติเหตุผิวหนังไหม้ขณะจุดระเบิดควัน (เพื่อหายตัว) หรือแม้แต่ Toto เจ้าหมาน้อยก็ต้องพักนาน 2 สัปดาห์เพราะถูกคนในกองถ่ายล้มทับได้รับบาดเจ็บ

ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีวิบากกรรมสูงมาก ใช้ทุนสร้างสูงถึง $2.8 ล้านเหรียญ แล้วตอนฉายครั้งแรกทำเงินได้เพียง $3.0 ล้านเหรียญ หนังได้รับคำวิจารณ์ที่เยี่ยมยอด เข้าชิง Oscar ถึง 6 สาขา แต่ปีนั้นดันตรงกับ Gone With The Wind (1939) ที่กวาดเรียบ (เหลือให้ The Wizard of Oz แค่สองรางวัลสาขาเพลง) เรียกว่าเป็นปีที่ซวยซ้ำซวยซ้อน

แต่เพราะ MGM ตื้อไม่เลิก (เพราะลงทุนกับหนังไปเยอะ) มีการนำกลับมาฉายซ้ำใหม่ในปี 1949 จนสามารถทำกำไรได้ และไม่นานก็เริ่มได้ความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ จากยอดขาย VHS, CD, DVD จนได้รับการจัดอันดับ
– ติดอันดับ 41 ของ Sight & Sound: Director’s Poll 2002
– ติดอันดับ 144 ของ Sight & Sound: Critic’s Poll 2012
– ติดอันดับ 6 ของ AFI: Greatest American Films Of All Time 1998
– ติดอันดับ 10 ของ AFI: Greatest American Films Of All Time 2007
– ติดอันดับ 15 ของ TIMEOUT: The 100 Best Movies Of All Time
– ติดอันดับ 32 ของ Entertainment Weekly’s 100 Greatest Films

กระนั้น อะไรกันที่ทำให้หนังเรื่องนี้ ได้รับการยกย่องจดจำ พูดถึงได้เพียงนี้?

Roger Ebert นักวิจารณ์ชื่อดัง วิเคราะห์ให้เหตุผลถึงการที่ The Wizard of Oz ได้เติมเต็มช่องว่างที่อยู่ในใจเด็กๆหลายคน
1) สำหรับพวกเขา ‘บ้าน’ คือทุกสิ่งอย่าง คือศูนย์กลางของจักรวาล สิ่งที่อยู่ถัดจากรุ้งกินน้ำ มันคือโลกกว้างที่น่าหลงใหล แต่ขณะเดียวกันก็มีความน่าสะพรึงกลัว
2) การเอาตัวรอดต้องอาศัยเพื่อนร่วมทาง (ที่หลงทางไปด้วยกัน) อันประกอบด้วย หุ่นไล่กา, หุ่นกระป๋อง, สิงโตขี้ขลาด และโตโต้ สุนัขเพื่อนยาก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวแทนของมิตรสหาย สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ
3) การต่อสู้เพื่อเอาชนะความชั่วร้าย ธรรมะชนะอธรรม และตอนจบหญิงสาวได้กลับบ้านสู่อ้อมอกของครอบครัว (Happy Ending) ถือเป็นความคลาสสิกที่กลายเป็นอมตะ

เหล่านี้คือเหตุผลที่พอจะบอกได้ว่า ทำไมเด็กๆเมื่อรับชมหนังเรื่องนี้ จะเรียนรู้จดจำนำไปเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต พวกเขาไม่มีวันลืม ความเฉลียวฉลาดของหุ่นไล่กา ที่ทำให้ทุกคนเอาตัวรอดมาได้, ความมีน้ำใจของหุ่นกระป๋อง ที่ไม่ยอมทิ้งกัน, ความกล้าหาญของสิงโต ในวินาทีสำคัญ และความจงรักภักดีที่สุดของโตโต้ ฯ แต่สำหรับผู้ใหญ่ ผมเชื่อว่าคงมองเห็นอะไรมากกว่านี้แน่ๆ

นำแสดงโดย Judy Garland หรือชื่อเดิม Frances Ethel Gumm (1922 – 1969) นักร้อง นักแสดงหญิง สัญชาติอเมริกา ตอนอายุ 13 เซ็นสัญญากับ MGM ขณะนั้นอายุ 16 แล้ว, ก่อนหน้าที่จะแสดงหนังเรื่องนี้ ถือว่าเป็นคนมีชื่อเสียงพอสมควร แม้หน้าตาจะไม่ได้สวยมาก (ผู้กำกับ Charles Walters บอกว่าเธอเป็นผู้หญิงขี้เหล่มาก) แต่ก็ทำเงินให้กับสตูดิโอไม่น้อย, ความโด่งดังของ Garland เพราะความน่ารักน่าชัง ที่เหมือน ‘girl-next-door’ ซื้อบื้อไร้เดียงสา ซึ่งในช่วงวัยนี้ (จนถึงอายุ 20) ถือว่าผู้ชมรักใคร่เอ็นดู Garland เป็นอย่างยิ่ง เธอจึงได้รับความนิยมสูงมากๆ, ตัวละครโดโรธีใน The Wizard of Oz ถือว่าเป็นบทบาทที่ได้รับการจดจำ มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ตอนแรกเห็นว่าเธอตั้งใจจะใส่วิกด้วย แต่ได้รับเสียงไม่เห็นด้วยเยอะ จึงตัดสินใจถอดออก

ปล. Garland ถือว่าเป็นนักแสดงที่ทำเงินให้ MGM สูงที่สุดในยุคนั้น

รับบท Dorothy Gale เด็กหญิงไร้เดียงสา วาดฝันถึงโลกที่มีความสดใสเป็นธรรมกว่าที่เป็นอยู่, ตอนต้นเรื่อง โดโรธีแทบจะไม่เคยคิดทำอะไรได้ด้วยตนเองเลย หลายสิ่งถูกตำหนิติเตียนต่อว่า ผู้ใหญ่มองว่าเธอเป็นเด็กซุกซน นิสัยไม่ดี เอาแต่ใจ ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น สร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัว นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กหญิงวาดฝันถึงโลกหลังสายรุ้ง (Over the Rainbow) เพื่อออกไปจากบ้านแห่งนี้, การตัดสินใจด้วยตนเองครั้งแรก คือเก็บกระเป๋าหนีออกจากบ้าน เพราะทนไม่ได้ต่อความชั่วร้ายของผู้อื่น แต่ไม่ทันได้ไปไหนไกลพบกับนักมายากล ที่พอรู้ว่าเธอหนีออกจากบ้าน ก็พยายามหาทางโน้มน้าวให้เธอกลับบ้าน แต่บางสิ่งอย่างเกิดขึ้น ทำให้โดโรธีหลุดเข้าไปยังโลกแห่งเวทย์มนต์ ดินแดนแห่งออซ

ในดินแดนแห่งนั้น โดโรธีมีความตั้งใจของตนเองที่แน่วแน่คือ ‘กลับบ้าน’ แต่การเดินทางของเธอล้วนเกิดจาก การบอกกล่าว ชี้ชักนำของคนอื่น (ผู้ใหญ่) เช่น ให้เดินตามอิฐสีเหลืองสู่เมืองมรกต, พอถึงแล้วก็ถูกขอให้ไปต่อสู้กับแม่มดร้ายตะวันตก ฯ แทบไม่มีวินาทีไหนที่เธอใช้ความคิด ความต้องการของตนเองเลย จนกระทั่งตอนจบ วิธีเดียวที่จะสามารถกลับบ้านได้คือหลับตาอธิษฐาน นี่คือความต้องการที่สุดแท้ในใจของเธอ “There’s no place like home.” ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา

ตัวละครของ Garland ถือว่าเป็นหัวใจของหนัง สิ่งที่เธอนำเสนอออกมา ประกอบด้วยท่าทางอันรุกรี้รุกรน บางทีหวาดกลัวตัวสั้น (เห็นแล้วก็ตลกๆเหมือนกัน) น้ำเสียงอันโลเลไม่แน่ใจ มีความต้องการแต่ยังกล้าๆกลัว ไม่สามารถพูดกระทำบางอย่างออกมาได้ (คือ ยังต้องต้องการให้ผู้อื่นชี้ชักนำทาง) กับตัวละครนี้ เด็กๆคงหลงรักแบบไม่คิดอะไร แต่ผู้ใหญ่น่าจะตั้งคำถามว่า นี่เราบังคับ ชี้ชักนำเด็กๆมากไปหรือเปล่า?

อาจเพราะความสำเร็จ ชื่อเสียงที่โด่งดังเร็วเกินไป นอกจากผลงานภาพยนตร์แล้ว ชีวิตมุมอื่นๆของ Garland ก็ไม่มีอะไรประสบความสำเร็จเลย แต่งงาน 5 ครั้ง (4 ครั้งหย่าขาดกับสามี) มีลูกก็หวงแหนอย่างมาก (กลัวว่าจะมีใครขโมยลูกไป) เครียดหนักติดเหล้า พึ่งโคเคน เสพยาจนเสียชีวิต นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะเธอจากไปตอนอายุเพียง 47 ปีเท่านั้น

สำหรับตัวละครอื่นๆ เราสามารถเปรียบเทียบโลกความจริง (ที่แคนซัส) กับโลกความฝัน (ดินแดนแห่งออซ) ได้แบบตรงไปตรงมา เพราะนักแสดงรับบทเดียวกัน เป็นการสะท้อนความจริงที่อยู่ในความฝัน
– Frank Morgan รับบท Professor Marvel ที่ในดินแดนแห่งออซ เป็นพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ (The Wizard), คนเปิดประตู (Doorman), คนขับรถ (Cabbie) และรปภ. (Guard)
– Ray Bolger รับบท Hunk ที่ไม่ค่อยใช้สมองคิด จะคือหุ่นไล่กา ที่ต้องการสมอง
– Jack Haley รับบท Hickory ที่ไม่ค่อยมีน้ำใจ เป็นหุ่นกระป๋อง ที่ต้องการหัวใจ
– Bert Lahr รับบท Zeke ผู้ขี้ขลาด คือสิงโตที่ต้องการความกล้า
– Billie Burke รับบท Glinda แม่มดเหนือผู้นิสัยดี
– Margaret Hamilton รับบท Miss Almira Gulch และคือแม่มดตะวันออกผู้ชั่วร้าย

เกร็ด: แม่มดผู้ชั่วร้ายจากตะวันตก ได้รับความนิยมถึงขนาดติดอันดับ 4 จากการจัดอันดับ AFI’s 100 Years…100 Heroes & Villains ฝั่งตัวร้าย

ถ่ายภาพโดย Harold Rosson อีกหนึ่งตากล้องในตำนานที่มีผลงานอย่าง Treasure Island (1934), Duel in the Sun (1946), Singin’ in the Rain (1952) ฯ กับหนังเรื่องนี้มีการใช้ฟีล์ม Sepia กับฉากที่แคนซัส และฟีล์มสี Three-Strip Technicolor ในดินแดนแห่งออซ, งานภาพที่ออกมามีสีสันสวยสดใส โดยเฉพาะสีแดง (นี่คือเหตุผลที่ทำไมรองเท้าของโดโรธีต้องสีแดง เพื่อให้ตัดกับอิฐสีเหลือง และเห็นเด่นชัดในฟีล์ม)

ทุกฉากของหนังถ่ายทำในสตูดิโอของ MGM ที่ Culver City, California สามารถสังเกตพื้นหลัง คนส่วนใหญ่น่าจะรู้ได้ว่าเป็นภาพวาด Glass Painting, ความสวยงามอยู่ที่การออกแบบดินแดนมหัศจรรย์ออซ ให้มีสีสันสดใส ทั้งเขียว เหลือง แดง ฯ แต่ละตัวละครก็จะมีสีเอกลักษณ์ของตัวเอง อาทิ
– โดโรธี สวมชุดสีขาวฟ้าลายตาราง สดใส ที่ต้องสีนี้เพราะทำให้เธอดูเหมือนเด็กขึ้น (โดโรธีในนิยาย ดูแล้วน่าจะอายุแค่ 10 ขวบเท่านั้น)
– หุ่นไล่กา สวมชุดดำ ข้างในสีน้ำตาลอ่อน
– หุ่นกระป๋อง สีเงินทั่วตัว
– สิงโตขี้ขลาด สีน้ำตาลเข้ม ขนสัตว์ฟูฟ่อง (เห็นว่าหนักกว่า 10 กิโลกกรัม)
– แม่มดตะวันตกผู้ชั่วร้าย ตัวสีเขียว (สีเขียว, เมืองมรกต เป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายในหนังเรื่องนี้)

ตัดต่อโดย Blanche Sewell ที่มีผลงานดังคือ Grand Hotel (1932), Treasure Island (1934) และ Mutiny on the Bounty (1935) ในฉบับแรกที่ทดลองฉาย หนังมีความยาวกว่า 2 ชั่วโมง มีหลายบทเพลงถูกตัดออกไป ตอนนั้นเกือบรวมถึงเพลงอมตะอย่าง Over the Rainbow เพราะเรื่องราวของหนังที่แคนซัสมีความยาวค่อนข้างมาก กลัวว่าจะกินเวลาหนังมากไป แต่สุดท้ายถือว่าโชคดีที่ไม่ได้ตัดออก

มุมมองการเล่าเรื่อง เป็นของโดโรธีทั้งหมด ซึ่งเราสามารถมองได้ว่าดินแดนแห่งออซ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในความฝันของเธอ ที่เป็นภาพสะท้อนจากความต้องการแท้จริงที่อยู่ในจิตใจ

เพลงประกอบ Soundtrack ของหนังประพันธ์โดย Herbert Stothart อิงมาจากทำนองเพลง Over the Rainbow แต่ส่วนใหญ่ของหนังจะเป็นเพลงมีเนื้อร้อง แต่งทำนองโดย Harold Arlen และคำร้องโดย E.Y. Harburg

มี 2 เพลงประกอบของหนัง ที่ติดอันดับ AFI’s 100 Years…100 Songs
– “Over the Rainbow” อันดับ 1
– “Ding-Dong! The Witch Is Dead” อันดับ 82

Over the Rainbow (บางทีก็ถูกเรียกว่า Somewhere over the Rainbow) ขับร้องโดย Judy Garland ที่ได้กลายเป็นเพลงประจำตัว (ร้องจนวันตายเลยละ) และได้รับการพูดถึงตลอดศตวรรษที่ 20, ใจความของเพลงนี้คือการวาดฝัน ถึงโลกหลังสายรุ้ง จินตนาการว่าที่นั่นจะมีอะไรบ้าง นัยยะของสายรุ้งคือโลกกว้างที่อยู่ไกลเกินขอบเขตบ้าน ที่เมื่อเด็กน้อยโตขึ้น จักต้องออกไปเผชิญพบเจอ, ผมหยิบเอาครั้งสุดท้ายที่ Garland ได้ขับร้องเพลงนี้ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 1969 ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนปีเดียวกัน (ขณะอายุเพียง 47 ปี) น้ำเสียงขณะเด็กกับผู้ใหญ่ต่างกันมาก (คงเพราะเธอได้รู้จักกับโลกหลังสายรุ้งแล้วสินะ) ฟังเธอร้องตอนโตแล้วจะร้องไห้ มันแสดงถึงสิ่งที่เธอค้นพบจริงๆ ณ โลกหลังสายรุ้ง ไม่เห็นมันจะสวยงามดัง ดินแดนแห่งออซ แม้แต่น้อย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินเพลงนี้มาแล้วในหลากหลายโอกาส หลากหลายเวอร์ชั่น แต่มีฉบับหนึ่งที่ผมต้องขอแนะนำ เป็น Ukulele โดย Israel Kamakawiwo นักร้องสัญชาติ Hawaiian ผู้ยิ่งใหญ่ (ตัวใหญ่มากๆด้วย) ในอัลบัม Facing Future วางจำหน่ายปี 1993 ที่ทำการ cover เพลงนี้กับ What a Wonderful World ของ Louis Armstrong ในรูปแบบฟังสบายลื่นหู เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยิน นอกจากฉบับของ Garland ก็มีฉบับนี้แหละที่เป็นอมตะ

Kamakawiwo เสียชีวิตไปแล้วนะครับ แต่เขาคือตำนานแห่ง Hawaiian Music ใครยังไม่รู้จัก อย่างน้อยจดจำร่างไซส์ 350 กิโลกรัม (ประมาณ 700 ปอนด์) ของชายคนนี้ไว้แล้วกันนะครับ

อีกเพลงหนึ่งที่คงต้องพูดถึงด้วยคือ Ding-Dong! The Witch Is Dead เป็นหนึ่งใน Munchkinland Sequence ขับร้องโดย Billie Burke (หนึ่งในนักแสดง Munchkin) และ Judy Garland เดิมใช้ชื่อเพลงว่า Hail! Hail! The Witch is Dead! แต่มันคงฟังดูแรงไปเสียหน่อย เพราะการตายของตัวละคร ถือว่ามีความรุนแรงอย่างมากสำหรับเด็ก, ทั้ง 2 ครั้งที่มีตัวละครตาย หนังพยายามทำให้เด็กๆไม่รู้สึกว่ามีความรุนแรง ต้องการให้มองว่า ฆ่าแม่มดผู้ชั่วร้ายถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถึงขนาดมีการเดินพาเรด ยกย่องเชิดชูกันเลยทีเดียว (ความตั้งใจของเพลงนี้คือให้มันออกมาตลก แต่ผมก็ขำไม่ออกนะ!)

เพลงร้องของหนัง จะมีการบันทึกเสียงขึ้นก่อน แล้วใช้การเปิดบรรเลงประกอบขณะถ่ายทำฉากร้องเล่นเต้น ซึ่งมีบางเพลงที่นักแสดงร้องไว้แล้ว แต่ถอนตัวออกไป ทำให้มีหลายเพลงไม่ได้ใช้ หรือบางเพลงเป็นเสียงร้องของนักแสดงอื่น ถ้าใครสนใจก็ลองหาฟังใน Youtube ได้นะครับ ค้นคำว่า ‘the wizard of oz unused song’ จะเห็นว่ามีหลายเพลงเลยละ

“Well, I think that it wasn’t enough to just want to see Uncle Henry and Auntie Em, and if I ever go looking for my heart’s desire again, I won’t look any further than my own back yard, because if it isn’t there, I never really lost it to begin with.”

ผมถือว่าคำพูดประโยคนี้ของโดโรธี คือตำหนิของหนังที่ใหญ่มากๆ, จริงอยู่เด็กหญิงหนีออกจากบ้าน เธอได้พบบทเรียนชีวิตครั้งสำคัญที่รู้ว่าโลกภายนอกนั้นอันตราย ไม่ปลอดภัย ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา แต่การพูดประโยคนี้มีความหมายถึงการปฏิเสธโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ‘ถ้าฉันต้องการทำตามใจอยาก คงมองหาไม่เกินข้างหลังบ้าน’ เห้ย! แล้วแบบนี้ เด็กสาวโตขึ้นกลายเป็นผู้ใหญ่ จะมีความกล้าออกไปผจญกับโลกภายนอกได้อย่างไร?

เมื่อตอนต้นเรื่องขณะที่เด็กหญิงร้อง Over the Rainbow นั่นคือขณะที่ตัวเองกำลังเพ้อฝัน จินตนาการถึงโลกอันกว้างใหญ่ แต่แทนที่ตอนจบหลังกลับมาจากดินแดนแห่งออซ จะรู้สึกอิ่มเอิบ ประทับใจ กลายเป็นว่าจดจำเหมือนบทเรียนชีวิต นั่นเป็นสิ่งที่ตนไม่ควรเพ้อฝันหรือก่อกระทำอีก … นี่มันยังไงกัน สอนไม่ให้เด็กยึดติดในความเพ้อฝันแฟนตาซีเช่นนั้นหรือ?

Roger Ebert ก็เกิดความข้องใจในงานภาพเช่นกัน ต้นเรื่องกับภาพซีเปียพอเข้าใจได้ ว่าเปรียบเทียบชีวิตจริงอันจืดชืดน่าเบื่อ เมื่อโดโรธีหลงเข้าไปในโลกของความฝัน ดินแดนแห่งออซ งานภาพเปลี่ยนเป็นสีสันสวยสด แต่ตอนจบเมื่อเธอกลับมา งานภาพกลับมาเป็นซีเปียอีกครั้ง, นี่แสดงว่า โลกความจริงมันโหดร้าย หรืออะไรกัน?? (คือถ้าตอนจบที่แคนซัสเป็นภาพสี จะสมเหตุสมผลมากกว่า เพราะเป็นหลังหญิงสาวได้เรียนรู้ เข้าใจโลกแล้ว)

ใจความโดยหน้าหนัง คือการผจญภัยเพื่อหาทางกลับบ้านของหญิงสาว ที่ต้องใช้การพิสูจน์ตัวเอง เอาชนะความกลัวสามสิ่งที่มักเกิดขึ้นในใจของเด็กๆ พวกเรามีมันสมองหรือเปล่า? มีหัวใจไหม? และกล้าหาญเพียงพอหรือเปล่า? การช่วยเหลือผู้อื่นให้สามารถก้าวผ่าน คิด/กระทำได้ ก็เท่ากับเป็นการทำให้ตัวเอง ให้ก้าวผ่าน คิด/กระทำ กลายเป็นผู้ใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน

ในมุมของผู้ใหญ่ จะสังเกตว่าครอบครัวของโดโรธี แต่ละคนมักจะพยายามควบคุมเธอ เหมือนดั่งที่กฎหมายของสังคมควบคุมพวกเขา โลกของผู้ใหญ่ในหนังเรื่องนี้ ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ หาได้มีอิสระดั่งใจฝันไม่ ซึ่งพวกเขาก็จดจำและนำไปปฏิบัติ สั่งสอนโดโรธีว่า โลกในจินตนาการ อุดมคติแบบนั้นมันไม่มีหรอก พบเจอได้แค่ในจินตนาการเท่านั้น! … นี่ไม่ใช่หนังโลกสวยเลยนะครับ

นอกจากใจความของหนังที่ผมเล่ามาแล้ว หนังยังถูกมองว่ามีประเด็น LGBT อยู่ด้วย ที่ถือว่ามีอิทธิพลสำคัญยิ่งเลยละ, สิ่งที่โดโรธีโหยหา คือโลกซึ่งความต้องการภายใน (อาทิ บทบาททางเพศ, Gay, Lesbian, Queer ฯ) สามารถแสดงออกมาได้อย่างอิสระเสรีเต็มที่ นี่เป็นการแสดงถึงการยอมรับในเพศทางเลือก (ประมาณว่า โดโรธี เป็นตัวละครเชิงสัญลักษณ์ที่สามารถแทนได้ด้วย Gay, Lesbian, Bi ฯ), รัฐแคนซัสที่มีสีจืดจาง แสดงถึงโลกความเป็นจริงที่ปกปิดกั้น ส่วนดินแดนสีสันอย่างออซ คือตัวตนแท้จริงภายใน … ใครเป็น LGBT ดูหนังเรื่องนี้ลองพิจารณาประเด็นนี้ดูนะครับ ผมอ่านซ้ำหลายรอบยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เลย

มี 3 ประโยคที่กลายเป็นคำพูดติดปาก ติดอันดับ AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes
– “Toto, I’ve a feeling we’re not in Kansas anymore.” โดโรธีพูดกับโตโต้ (หมา) อันดับ 4
– “There’s no place like home.” โดโรธีพูดกับตนเอง อันดับ 23
– “I’ll get you, my pretty – and your little dog, too!” แม่มดตะวันตกผู้ชั่วร้ายพูดกับโดโรธี อันดับ 99

สาขาที่เข้าชิง Oscar ประกอบด้วย
– Best Picture
– Best Cinematography (Color)
– Best Art Direction
– Best Original Score **ได้รางวัล
– Best Song เพลง Over The Rainbow ** ได้รางวัล
– Best Special Effects

และ Judy Garland ได้รางวัลพิเศษ Best Performances by a Juvenile (การแสดงยอดเยี่ยมของนักแสดงรุ่นเยาว์) ปลอบใจที่ไม่ได้เข้าชิง

ก่อนหน้านี้ผมไม่ชอบ The Wizard of Oz เลยนะครับ รู้สึกว่ามัน Overrated ไปด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจอะไรๆหลายอย่างของหนัง ก็เกิดความชื่นชอบขึ้นมานิดนึง และตระหนักได้ว่า ภาพยนตร์แฟนตาซีสมัยนี้ แทบทุกเรื่องมีพื้นฐานอิทธิพลมาจาก The Wizard of Oz มองวิเคราะห์ได้แบบเดียวกันหมด (คือในชีวิตจริง เปรียบเทียบได้กับโลกแฟนตาซี) นี่ทำให้ผมขนลุกซู่เลยละ และรู้สึกว่าหนังควรค่าอย่างยิ่งที่จะทำความเข้าใจ เรียนรู้ศึกษา ยกย่องไว้ในตำแหน่งอันสมควร

แนะนำอย่างยิ่งกับเด็กเล็กๆ มีสาระได้ประโยชน์แน่นอน

ส่วนผู้ใหญ่ … ถ้าคุณไม่ชอบแนวนี้ แนะนำลองคิดตามหรือหาตำหนิของหนังดูนะครับ จะพบว่ามันเพลิดเพลินมากที่จะหาข้ออ้าง ชอบ/ไม่ชอบ หนังเรื่องนี้

จัดเรตทั่วไป หน้าหนังไม่มีพิษมีภัย

TAGLINE | “The Wizard of Oz แม้จะไม่ใช่หนังที่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบ แต่ไม่เคยมีใครหยุดพูดถึง เด็กๆรับชมจะเรียนรู้จดจำนำไปเป็นแบบอย่าง ส่วนผู้ใหญ่จะมองเห็นความคุณค่าในสิ่งที่ต่างออกไป”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of