There Was a Father (1942)

There Was a Father

There Was a Father (1942) Japanese : Yasujirō Ozu ♥♥♥

หน้าหนังนำเสนอความสัมพันธ์พ่อ-ลูก ที่ต้องอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากในการใช้ชีวิต แต่แท้จริงแล้วเนื้อในคือการชวนเชื่อ Propaganda ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ใช่เพื่อความสุขสะดวกสบายของตนเองในอนาคต แต่ประเทศ(ญี่ปุ่น)จะได้พัฒนาสู่ความยิ่งใหญ่

ครึ่งแรกของ There Was a Father ต้องชมเลยว่ามีเรื่องราวน่าสนใจมากๆ แฝงข้อคิดสาระ อุดมการณ์ที่น่ายกย่อง พ่อสอนให้ลูกตั้งใจเรียน รู้จักความอดทนต่อความยากลำบาก เด็กชายก็รับฟังทำตามอย่างไม่เคยขัดขืน แต่พอผ่านไปสักกลางเรื่องเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่เรียนจบแล้ว พ่อยังสอนกึ่งบังคับให้ … WTF! นี่มันไม่ใช่ลักษณะของหนัง Ozu แม้แต่น้อย เปิดเน็ตเช็ค ค.ศ. ที่สร้าง เริ่มสะกิดใจว่ามันหนังชวนเชื่อหรือเปล่า หาข้อมูลต่ออีกนิดก็ค้นพบข้อเท็จจริงไม่ผิดเลย มีภาพยนตร์ 2 เรื่องที่ Ozu สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกประกอบด้วย
– Brothers and Sisters of the Toda Family (1941)
– There Was a Father (1942)

แต่รับชมหนังเรื่องนี้ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยอย่างแรงกล้า ความตั้งใจจริงของ Ozu คือสร้างหนังชวนเชื่อจริงๆนะหรือ มีหลายจุดมากๆที่สองแง่สองง่าม แอบแฝงซ่อนเร้นไว้คือการชักชวนให้มีสติครุ่นคิด ตั้งคำถามต่อสงคราม เป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือเปล่า? ผู้ชมสมัยนั้นย่อมมองไม่เห็นแน่นอน แต่คนรุ่นถัดๆมาไม่แน่ว่าอาจสามารถรับรู้ทำความเข้าใจได้

สิ่งที่โคตรน่าทึ่งสุดในหนังเรื่องนี้ ถ้าคุณรับชมภาพยนตร์ของ Ozu มาหลายๆเรื่อง จะพบเห็นความสัมพันธ์ที่คล้ายคลึง ราวกับชีวประวัติของผู้กำกับ ทั้งๆที่เป็นหนังชวนเชื่อ แต่ Ozu ยังสอดไส้ความเป็นศิลปินของตนเองเข้ามาได้อย่างแนบเนียน นี่อาจไม่ใช่ผลงานระดับ Masterpiece แต่คงความยอดเยี่ยมและคุณค่าทางศิลปะอย่างสูงเลยละ

Yasujirō Ozu (1903 – 1963) ปรมาจารย์ผู้กำกับสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Fukagawa, Tokyo เป็นลูกคนรองจากพี่น้อง 5 คน ตอนอายุ 9 ขวบ พ่อส่งทั้งครอบครัวและแม่ไปอาศัยอยู่กับปู่ย่าที่ Matsusaka, Mie Prefecture เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการครองชีพ (ส่วนตัวเองเป็นเซลล์แมนขายปุ๋ยอยู่ Tokyo) ตอนเด็กๆแทนที่จะตั้งใจเรียน กลับชอบหนีไปดูหนังอย่าง Quo Vadis (1913), The Last Days of Pompeii (1913) กระทั่งได้รับชม Civilization (1918) ตัดสินใจโตขึ้นจะต้องกลายเป็นผู้สร้างภาพยนตร์, เรียนจบ ม.ปลาย อย่างยากลำบาก เพราะเป็นคนหัวช้า สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนก็ไม่ติด โชคดีมีลุงเป็นนักแสดง ได้ทำงานกับสตูดิโอ Shochiku (ขัดขืนคำสั่งของพ่อ) เป็นผู้ช่วยตากล้อง

ปี 1924 ตัดสินใจสมัครเป็นทหาร ไม่ใช่เพราะอยากเป็น แต่ต้องการหลีกเลี่ยงถูกเกณฑ์ทหาร ที่ใช้เวลาฝึกฝนนานกว่า หนึ่งปีถัดมาได้ยศสิบโทผลัดเป็นทหารกองหนุน กลับมาทำงานเลื่อนขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ไม่นานได้กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Sword of Penitence (1927) น่าเสียดายฟีล์มสูญหายไปแล้ว

แล้วสงครามก็เกิดขึ้น เริ่มที่ Second Sino-Japanese War (1937 – 1945) ครั้งแรก Ozu ถูกส่งไปประจำการที่ Nanjing, ประเทศจีนระหว่างปี 1937 – 1939 ร่วมต่อสู้ในยุทธการ Battle of Nanchang กับ Battle of Xiushui River

กลับมาญี่ปุ่นปี 1939 พัฒนาบทภาพยนตร์เรื่อง The Flavor of Green Tea over Rice แต่ถูกขึ้นหิ้งไว้ เพราะการเข้ามาแทรกแซงของกองเซนเซอร์ (เหมือนจะมีใจความขัดแย้งต่อ ‘national policy’ นโยบายทางทหารขณะนั้น) ทำให้ Ozu กึ่งๆถูกบังคับให้สร้าง Brothers and Sisters of the Toda Family (1941) และ There Was a Father (1942) เป็นภาพยนตร์ชวนเชื่อ ใจความเกี่ยวกับความสัมพันธ์พ่อ-ลูก ที่ถึงแยกจากไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ยังคงมีศรัทธาความเชื่อถือมั่นในกันและกันอย่างแรงกล้า

ปี 1943 เป็นอีกครั้งที่ Ozu ถูกกองทัพสั่งให้ไปถ่ายทำภาพยนตร์ชวนเชื่อที่ประเทศพม่า [Working Title คือ Deruhi e, Deruhi e (To Delhi, to Delhi)] แต่เพราะถูกประเทศอังกฤษผลักดันอย่างหนัก ยังไม่สามารถยึดครองได้ เลยอาศัยตกค้างอยู่ประเทศสิงคโปร์ วันๆไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อ่านหนังสือ เล่นเทนนิส และมีโอกาสรับชมภาพยนตร์อเมริกันยังไม่ได้เข้าฉายในญี่ปุ่น Fantasia (1940), Citizen Kane (1941) ทึ่งในความมหัศจรรย์ที่ปฏิวัติวงการ, หลังสงครามจบ Ozu ตัดสินใจทำลายบทหนัง ฟุตเทจที่ถ่ายทำมาจนหมดสิ้น ทำให้ถูกจับกุม ถอดถอนยศเหลือเพียงฐานะพลเรือน ทำงานในสวนยางพารา ถูกลอตเตอรี่ได้ตั๋วเรือกลับประเทศ แต่กลับมอบให้คนอื่นที่มีความต้องการมากกว่าตน

เล่ามาถึงตรงนี้น่าจะชัดเจนแล้วนะครับว่า Ozu เป็นคนที่ต่อต้านสงครามอย่างแรงกล้า คงเพราะตัวเขาเป็นคนรักสงบ เรียบง่าย จะให้ไปเข่นฆ่าใครก็หาใช่นิสัย แต่เพราะการตัดสินใจผิดพลาดเมื่อครั้นวัยรุ่น (มีแนวโน้มสูงว่า อาจตามคำร้องขอของพ่อ) ทำให้ต้องเข้าร่วมสงคราม กำกับภาพยนตร์ที่ไม่อยากสร้าง จนเมื่ออดรนทนไม่ไหว ใครจะหาว่าเป็นกบฎทรยศชาติก็ช่างแม้งแล้ว ชีวิตฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อทำอะไรแบบนี้

สำหรับ There Was a Father ร่วมงานกับ Tadao Ikeda (อีกหนึ่งขาประจำของ Ozu ที่ไม่ใช่ Kogo Noda) และ Takao Anai พัฒนาบทภาพยนตร์

เรื่องราวของพ่อ Shuhei Horikawa (รับบทโดย Chishū Ryū) ครูสอนคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมต้น ผู้เต็มเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ ความรับผิดชอบต่อสังคม ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนเพื่อรับผิดชอบโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นกับนักเรียนขณะไปทริปท่องเที่ยว สร้างความยากลำบากให้กับลูกชาย Ryohei (วัยเด็กรับบทโดย Haruhiko Tsuda) ที่ต้องเร่ร่อนออกเดินไปพร้อมกับพ่อ ถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำไม่ได้พบเจอหน้า จนกระทั่งเติบใหญ่เรียนจบ (รับบทโดย Shuji Sano) กลายเป็นครูสอนเคมี ก็ยังคงไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกันอีก แล้วเมื่อไหร่กันแน่ที่พวกเขาจะพบเจอความสงบสุขในใจ

Chishū Ryū (1904 – 1993) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tamamizu, Kyush หมู่เกาะทางใต้ของญี่ปุ่น พ่อเป็นพระที่ Raishōji โตขึ้นสอบเข้าสาขาพุทธศาสนาที่ Tōyō University ครอบครัวตั้งใจให้เป็นนักบวช แต่เจ้าตัวลาออกกลางคัน เลือกเข้าเรียนการแสดงที่สตูดิโอ Shōchiku, เริ่มต้นจากเป็นตัวประกอบเล็กๆ จนกระทั่งรู้จักกลายเป็นขาประจำกับ Yasujirō Ozu มีชื่อเสียงจาก The Only Son (1936) ทั้งๆที่อายุเพียง 32 แต่ได้รับบทพ่อ รับบทนำครั้งแรก There Was a Father (1942) โด่งดังสุดในชีวิตคงเป็น Tokyo Story (1953)

รับบท Shuhei Horikawa พ่อผู้เต็มเปี่ยมด้วยอุดมการณ์สุดยิ่งใหญ่ เลี้ยงลูกคาดหวังให้เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ เสียสละตนเองโดยไม่สนความเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากลำบาก เจ็บป่วยไม่สบายหาได้สนใจ ขอแค่นี้ชีวิตก็เป็นสุขแล้ว

เกร็ด: วิชาคณิตศาสตร์ที่อยู่บนกระดาน เป็นความพยายามพิสูจน์มุมของสามเหลี่ยมสองอันที่อยู่ภายใต้วงกลมและสามเหลี่ยมใหญ่ ว่ามีขนาดเท่ากัน, นี่น่าจะเป็นการแฝงนัยยะถึงพ่อ-ลูก ที่ถึงจะมีความแตกต่างทางวัยวุฒิ แต่ถ้ามีความเข้าใจไปในมุมมองเดียวกัน ก็สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันในโลกได้ (วงกลม=โลก)

ภาพลักษณ์ของ Ryū ยังดูหนุ่มแน่นหล่อเหลาอยู่เลยนะ ไม่น่าเชื่อว่าอีก 10 ปีต่อจากนี้ จะได้รับบทพ่อใน Tokyo Story เสียแล้ว, การแสดงรู้สึกว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ช่วงแรกๆดูรีบร้อนไปนิด พูดเร็วมากจนไม่รู้จะเร่งไปไหน (กลัวระเบิดจะลงสตูดิโอหรือยังไง?) แต่ช่วงหลังๆเมื่อลูกเรียนจบแล้ว ก็เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย พูดช้าเกินไปด้วยนะตอนกำลังเมา

สำหรับนักแสดงที่รับบทลูกชาย Ryohei มีสองคนตามช่วงวัยเด็ก/ผู้ใหญ่
– Haruhiko Tsuda จากนักแสดงเด็กหลายเป็นนักร้องวง Progressive Rock ชื่อ Shingetsu (แปลว่า New Moon) โด่งดังในทศวรรษ 70s
– Shûji Sano (1912–1978) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ขาประจำของ Ozu ผลงานเด่น อาทิ There Was a Father (1942), A Hen in the Wind (1948), Early Summer (1951)

Ryohei หลังจากสูญเสียแม่ ก็มีแต่พ่อเป็นที่พึ่งพักพิง จำต้องเชื่อฟังคำสั่งสอน ไม่เคยขัดขืน ไม่คิดโต้แย้ง ปฏิบัติทำตามอย่างอดทนกลั้นไว้ คาดหวังว่าสักวันโตขึ้นเมื่อไม่ต้องทนทุกข์ยากลำบากแล้ว คงจักได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข แต่ชีวิตก็หาเป็นดั่งความคิดฝันนั้นไม่

สองตัวละครพ่อ-ลูก คู่นี้ถือเป็น ‘อุดมคติ’ ของประเทศชาติ ถ้าครอบครัวไหนสามารถประพฤติปฏิบัติได้ดังนี้ คงการันตีได้ว่าประเทศชาติคงเจริญรุดหน้า พัฒนายิ่งใหญ่เหนือนานาอารยประเทศ, แต่ถามจริงเถอะ ในความรู้สึกของคุณเอง มันจะเป็นไปได้หรือเปล่า?

ถ่ายภาพโดย Yushun Atsuta
ตัดต่อโดย Yoshiyasu Hamamura
เพลงประกอบที่แทบไม่มีเท่าไหร่โดย Kyoichi Saiki

งานภาพของหนัง หลายครั้งมีความเป็น Abstract นามธรรมค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ได้ต้องครุ่นคิดวิเคราะห์ทำความเข้าใจมากนัก เพราะมีความตรงตัวอย่างสุดๆ อาทิ ฉากที่เรือคว่ำทำให้เด็กกลุ่มหนึ่งเสียชีวิต หนังไม่ได้ถ่ายให้เห็นขณะเรือล่ม แต่เป็นภาพหินซ้อนกันลักษณะเหมือนสุสาน และภาพเรือที่คว่ำหกคะเมนอยู่ สื่อถึงความตายได้เช่นกัน

ในด้านเทคนิค สิ่งที่ผมชื่นชอบสุดของหนังคือการตัดต่อ แทบทุกครั้งมีการเวียนวนเป็นวัฏจักร เริ่มต้นด้วย Establish Shot เห็นภาพ Long-Shot พ่อลูกเดินมานั่งอยู่บนโขดหิน ตัดไปทั้งสองพูดคุยสนทนากัน พอจบสิ้นก็ตัดกลับมา Long-Shot เดิม ถึงค่อยเปลี่ยนไปฉากอื่น มีลักษณะเหมือนกราฟรูประฆังคว่ำ/ลมหายใจเข้าออกเป็นอย่างยิ่ง

จุดใหญ่ๆที่ผมสังเกตได้ รู้สึกว่าหนังอาจมีใจความสื่อไปทางต่อต้านสงคราม (Anti-Wars) และถือเป็นการแสดงทัศนะของผู้กำกับ ประกอบด้วย

ภาพถ่ายพื้นหลังขณะพ่อพานักเรียนไปท่องเที่ยว เป็นพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ Kōtoku-in เลื่องชื่อในนาม Daibutsu (Great Buddha) ที่เมือง Kamakura นี่ย่อมสื่อถึงความต้องการสงบสันติสุข เดินทางสายกลาง ไม่ฝักใฝ่สงคราม ฆ่าล้างผู้อื่น

There Was a Father4

ทริปครั้งนี้เริ่มต้นด้วยความสนุกสนาน แต่มีเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่ง แอบไปล่องเรือล่มจมน้ำตาย, สะท้อนถึงทหารญี่ปุ่น (ที่ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม) ออกเดินทางล่องเรือจากเกาะญี่ปุ่นเพื่อไปรบทำสงคราม ด้วยสภาพจิตใจดีเยี่ยมเต็มเปี่ยม พบเจอกับสภาพความจริงและอาจถึงความตายที่ไม่มีใครช่วยเหลือได้

การลาออกของพ่อ เพื่อยอมรับความผิดพลาดของตนเอง ฟังดูเป็นอุดมการณ์ที่น่ายกย่องนับถือ แต่มองได้เป็นการเสียดสีผู้นำ/รัฐบาลญี่ปุ่น พาทหารมากมายไปรบตายเป็นเบือแต่ไม่เห็นมีใครออกมารับผิดสักคน

สองพ่อลูกไปตกปลาที่ลำธาร วิธีการคือเหวี่ยงเบ็ดไปเหนือน้ำแล้วปล่อยให้ไหลตามกระแส นี่เป็นการสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนั้น ที่ต้องล่องลอยเรื่อยไปตามน้ำ มิอาจขัดขืนปฏิเสธต้านกระแสสังคมได้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ถูกแล้วเหรอ? (เด็กชาย Ryohei ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมของตนเอง)

วิชาเคมีที่ Ryohei ตอนโตสอนในห้องเรียน ตอนได้ยินว่าพูดถึง TNT (สอนสูตรผสมระเบิด) ทำเอาผมสะดุ้งเลยละ นัยยะคงสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในของเขา ที่เต็มไปด้วยความเก็บกดอึดอัดอั้น ทุกข์ทรมานกายใจ เหมือนระเบิดที่พร้อมประทุแตกออกได้ทุกเวลา

มีภาษาภาพยนตร์ขณะหนึ่งเจ๋งมากๆ ฉากที่พ่อกับลูกตอนโตไปพักร้อนร่วมกัน หลังจากอาบน้ำแร่แช่เสร็จ พวกเขานั่งกินข้าวสนทนากันในมุมกล้องนี้

หลังจากพูดคุยกันไปได้สักพัก เมื่อพ่อเห็นลูกดื่มเหล้า สูบบุหรี่ โตขึ้นเหมือนกับเขา ราวกับลูกไม้ตกไม่ไกลต้น หนังจะตัดไปให้เห็นอีกมุมหนึ่ง ทั้งสองนั่งสลับด้านกัน (นัยยะคือ ลูก กลายเป็นเหมือน พ่อ)

แต่เป็นเช่นนั้นอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวเดียว เพราะถัดมาตัดกลับมุมมองช็อตแรกใหม่ พ่อยังคือพ่อ ลูกก็คือลูก, จากนี้เป็นอีกครั้งที่พ่อทำการพร่ำสั่งสอน แนะนำการใช้ชีวิตให้กับลูกอีกครั้ง หวนกลับมาเหมือนเมื่อครั้นก่อนๆ (ในสายตาของพ่อแม่ ถึงลูกจะเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็ยังคงเป็นเด็กน้อยสำหรับพวกเขา)

ทั้งฉากที่ผมยกมานี้ สื่อเป็นนัยได้ว่า ‘ลูกต้องฟังคำสอนพ่ออยู่เสมอ’ หรือ ‘ประชาชนต้องเชื่อมั่นในวิถีประเทศชาติ’ ไม่มีสิทธิ์เสียงแสดงความคิดเห็น ก้มหน้าก้มตารับฟังปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด มองมุมหนึ่งนี่คือการชักชวนเชื่อ แต่ก็สะท้อนความเห็นแก่ตัว เผด็จการ คอรัปชั่น ของผู้ใหญ่/ประเทศชาติ ออกมาด้วย

ในฉากงานเลี้ยงรุ่น ขณะที่ Shuhei กำลังจะร่ายบทกวีจีนที่ว่ากันว่ามีความไพเราะเสนาะหู แต่กลับถูกตัดควับกลายเป็น MacGuffin ไปโดยทันที, นี่เป็นความจงใจชัดเจนมากๆที่จะสะท้อนสงคราม Sino-Japanese ที่ Ozu เคยไปประจำการ Nanjing อยู่หลายปี ที่นั่นคงเป็นประเทศสวยงาม บทกวีก็มีความไพเราะเช่นกัน แต่เราชาวญี่ปุ่นกลับมองข้ามเรื่องพวกนี้ไปโดยสิ้นเชิง

การตายของพ่อตอนจบ บุคคลที่ทำงานหนักด้วยอุดมการณ์เพื่อสังคมและประเทศชาติ เมื่อเสียชีวิตจากไป แม้เป็นเรื่องน่าเศร้าโศก แต่จักได้รับการยกย่องกล่าวขาน สร้างความภาคภูมิใจให้บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่, แต่เราสามารถมองการตายนี้คือจุดสิ้นสุดของประเทศญี่ปุ่น ตราบใดยังคงมีพฤติกรรมอวดอ้าง หลอกลวงครอบงำประชาชน แสวงหาความยิ่งใหญ่ในการสงคราม เมื่อนั้นความตายที่ไม่มีสัญญาณใดๆล่วงหน้าจะบังเกิดขึ้น ปุ๊บปั๊บก็ทรุดลงเข้าโรงพยาบาล เสียชีวิตไปนานจากนั้น นี่เป็นการพยากรณ์จุดสิ้นสุดสงครามของญี่ปุ่น ที่ต้องบอกว่ามีความแม่นยำมากๆเลยละ

ผมขอที่จะไม่สรุป ว่าหนังเรื่องนี้มีใจความเกี่ยวกับการชวนเชื่อ หรือต่อต้านสงคราม หรือความสัมพันธ์ในอุดมคติระหว่างพ่อ-ลูก ให้เป็นไปในทัศนคติความเข้าใจของคุณเองแล้วกันนะครับ ไม่มีแบบไหนที่ผิด แต่ถ้าสามารถเข้าใจได้ทั้งหมดต้องถือว่าเจ๋งเลยละ

ในทัศนะส่วนตัว: เด็กๆที่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจในวิถีของโลก ฟังคำพร่ำสอนของผู้ใหญ่นั้นเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมควร แต่เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรที่จะมีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง ต้องเข้าใจว่า ‘ใช่ว่าผู้ใหญ่จะเข้าใจอะไรถูกต้องตลอดเวลา’ อาการหลับหูหลับตาเชื่อฟัง ไม่คิดโต้เถียง ปฏิเสธไม่เป็น นี่มิใช่สิ่งถูกต้องสักเท่าไหร่ อย่างน้อยควรที่จะรับฟังนำไปครุ่นคิดตาม ปฏิบัติหรือไม่ให้อยู่ที่บริบทของเหตุการณ์

ส่วนตัวไม่ค่อยชื่นชอบหนังสักเท่าไหร่ เพราะวัตถุประสงค์ความตั้งใจ เป็นการสร้างภาพในอุดมคติที่เลื่อนลอย เปรียบเทียบตัวละครพ่อ-ลูก กับประเทศชาติ-ประชาชน ผู้คนต้องหลับหูหลับตา เชื่อมั่นในวิถีแนวทางของรัฐ นี่คือลักษณะของการชวนเชื่อชาตินิยม ผู้คนยุคสมัยนี้ที่เต็มไปด้วยอิสระเสรี น้อยคนจะสามารถยินยอมรับได้แล้ว

กระนั้นพ่อ-แม่ ที่มีลูกกตัญญูกตเวที รู้สำนึกบุญคุณ เชื่อฟังคำสั่งสอน เป็นคนดีในสังคม ย่อมสร้างความปลื้มปีติสุขใจ ถ้าทุกครอบครัวสามารถเป็นได้เช่นนี้ สังคมคงมีแต่ความสงบสุข ในอุดมคติโดยแท้

แนะนำกับนักประวัติศาสตร์ สนใจภาพยนตร์ชวนเชื่อในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่น, ชื่นชอบแนวครอบครัว พ่อ-ลูก ในอุดมคติ, แฟนๆผู้กำกับ Yasujirô Ozu และนักแสดง Chishū Ryū, Mitsuko Mito ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับลักษณะชวนเชื่อ สังคมในอุดมคติ

TAGLINE | “There Was a Father ถึงจะสร้างโดย Yasujirô Ozu แต่ก็ไม่ใช่หนังของ Ozu ชวนเชื่อผู้ชมยุคสมัยนี้ไม่สำเร็จแน่นอน”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of