Three Colours: White

Three Colours: White (1994) PolishFrench : Krzysztof Kieślowski ♥♥♥

ความเสมอภาคในโลกทัศน์ของ Krzysztof Kieślowski ถ้าเคยถูกใครกระทำอะไรมา ก็ต้องล้างแค้นเอาคืนอย่างสาสม ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน แต่โดยไม่สนวิธีการถูก-ผิด ดี-ชั่ว พร้อมจะกลับกลอก หลอกลวง คิดคดทรยศหักหลังแม้กระทั่งหญิงสาวคนรัก!

ในบรรดาไตรภาคสามสี Three Colours, Trois couleurs (French), Trzy kolory (Polish) ผลงานได้รับการพูดกล่าวถึงน้อยที่สุดก็คือสีขาว White, Blanc, Biały ด้วยลักษณะ Anti-Comedy ไม่ได้ต้องการให้ตลกแต่เต็มไปด้วยความขบขัน รวมถึงตรรกะเพี้ยนๆของผู้กำกับ Kieślowski ต่อวิธีการให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ ไต่เต้าถึงจุดสูงสุดชีวิต ที่ดูยังไงก็ขำไม่ออก!

ผมไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงกับการใช้คำกล่าวอ้าง ‘เสมอภาค’ แล้วโต้ตอบกลับสิ่งที่อีกฝั่งฝ่ายกระทำมา ต่อให้เคยถูกใช้ความรุนแรง โดนฟ้องหย่า ประจานว่านกเขาไม่ขัน ฯลฯ พฤติกรรมแก้ล้างแค้น (Revenge) มันคือโลกทัศน์อันคับแคบของผู้ขาดสติ ไร้จิตสามัญสำนึก ไม่สามารถครุ่นคิดหน้า-คิดหลัง โดยเฉพาะการใช้ข้ออ้างความรักต่อภรรยา เพื่อให้ฉันและเธอบังเกิดอารมณ์ทางเพศร่วมกัน O-o

อาจเพราะความตั้งใจของผู้กำกับ Kieślowski ต้องการเปรียบเทียบสถานะภาพ Poland ในมุมมองยุโรปตะวันตก (อาจโดยเฉพาะฝรั่งเศส) ที่ยุคสมัยนั้นใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product, GDP) เป็นดัชนีชี้วัดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ความเจริญมั่งคั่งของประชาชน (ตามแนวคิดระบอบทุนนิยม) ซึ่งประเทศฝั่งยุโรปตะวันออกที่เพิ่งปลดแอกคอมมิวนิสต์/แยกตัวจากสหภาพโซเวียต จะไปเรียนรู้กระบวนการธุรกิจดังกล่าวจากแห่งหนไหน? เลยถูกพวกหมาอำนาจประชาธิปไตยส่งสายตาดูถูกเหยียดหยาม (Racism)

what about equality? Is it because I don’t speak French that the court won’t hear my case?

Karol Karol

นี่เป็นประโยคที่ผู้ชมได้ยินมาตั้งแต่ Blue (1993) ติดตามมายัง White (1994) ไหนละความเสมอภาคตามคำขวัญประจำชาติฝรั่งเศส Liberté (Liberty), Égalité (Equality), Fraternité (Fraternity) มันช่างจอมปลอม หลอกหลวง โลกใบนี้ไม่ได้มีความเท่าเทียมอยู่เลยสักนิด!

ถ้าสักวันหนึ่งประเทศ Poland มีการเจริญเติบโตจนกลายเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก ก็คงอยากเอาคืน โต้ตอบกลับ แก้ล้างแค้นพวกหมาอำนาจประชาธิปไตย ด้วยสิ่งที่เคยได้รับการดูถูกเหยียดหยาม จนกว่าอีกฝั่งฝ่ายจะรู้สึกสาสำนึกแก่ใจ … แม้ตอนจบผู้กำกับ Kieślowski จะทำให้เหมือนว่าตัวละครได้รับบทเรียนจากการถูก ‘social humiliation’ จึงสามารถเข้าใจแนวคิดความเสมอภาคที่แท้จริง แต่วิธีการดำเนินไปจนถึงจุดนั้นมันขำไม่ออกจริงๆนะ


Krzysztof Kieślowski (1941-96) ผู้กำกับชาว Polish เกิดที่ Warsaw ในช่วงที่ Nazi Germany เข้ายึดครอบครอง Poland ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง, บิดาทำงานวิศวกรโยธา เลี้ยงดูบุตรชายตามแบบ Roman Catholic, พออายุ 16 ถูกส่งไปฝึกฝนอาชีพนักผจญเพลิง เพียงสามเดือนก็ตัดสินใจลาออก จากนั้นเข้าเรียน College for Theatre Technicians จบออกมาต้องการเป็นผู้กำกับละครเวที แต่เพราะไม่มีวุฒิปริญญาเลยไม่ได้รับการจ้างงาน เพื่อหลบหนีเกณฑ์ทหารจึงยื่นใบสมัครถึงสามรอบกว่าจะได้เข้าศึกษาต่อภาพยนตร์ยัง Łódź Film School

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Krzysztof Kieślowski คือ Kes (1969) กำกับโดย Ken Loach

เริ่มต้นยุคแรก Early Work (1966-75), ด้วยการสรรค์สร้างสารคดี บันทึกภาพวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วๆไป The Office (1966), Tramway (1966), From the City of Łódź (1968), Factory (1970), จนกระทั่ง Workers ’71: Nothing About Us Without Us (1971) นำเสนอภาพการชุมนุมประท้วงหยุดงานเมื่อปี 1970 โดยไม่รู้ตัวเริ่มถูกทางการสั่งเซนเซอร์, Curriculum Vitae (1975) เลยแทรกใส่แนวคิดต่อต้านหน่วยงานรัฐ (Anti-Authoritarian) ทำให้โดนเพื่อนร่วมอาชีพตำหนิต่อว่า ถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างรุนแรง

Polish Film Carrier (1975-88), ช่วงที่ Kieślowski เริ่มสรรค์สร้างผลงานที่ไม่ใช่สารคดี ภาพยนตร์เรื่องแรก Personnel (1975) ** คว้ารางวัล Grand Prize จากเทศกาลหนัง Mannheim International Filmfestival (ที่ประเทศ Germany), ติดตามด้วย The Scar (1976), Camera Buff (1979), Blind Chance (1981), No End (1984) และผลงานชิ้นเอก Dekalog (1988) ซีรีย์ฉายโทรทัศน์ความยาวสิบตอน ได้แรงบันดาลใจจากพระบัญญัติ 10 ประการ

International Film Carrier (1991-94), แม้ช่วงสุดท้ายในชีวิตและอาชีพการงานของ Kieślowski จะมีผลงานเพียง 4 เรื่อง แต่ล้วนประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ การันตีความเป็นตำนานผู้กำกับภาพยนตร์ The Double Life of Veronique (1991), Blue (1993), White (1994), Red (1994)


ทนายความ/นักเขียน Krzysztof Piesiewicz (รับรู้จักผู้กำกับ Kieślowski มาตั้งแต่ผลงาน No End (1985)) ระหว่างกำลังสรรค์สร้าง The Double Life of Veronique (1991) เป็นผู้เสนอแนะแนวคิดเกี่ยวสรรค์สร้างภาพยนตร์ไตรภาค โดยอ้างอิงจากคำขวัญประจำชาติฝรั่งเศส Liberté (Liberty), Égalité (Equality), Fraternité (Fraternity) เสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพ

The words [liberté, egalité, fraternité] are French because the money [to fund the films] is French. If the money had been of a different nationality we would have titled the films differently, or they might have had a different cultural connotation. But the films would probably have been the same.

Krzysztof Kieślowski

โดยความตั้งใจแรกเริ่มต้องการทำออกมาให้คล้ายๆ Dekalog (1988) ที่อ้างอิงพระบัญญัติสิบประการ (The Ten Commandments) สรรค์สร้างสิบเรื่องราวที่มีสาสน์สาระอ้างอิงพระบัญญัติทั้งสิบข้อ แต่หลังจากเริ่มต้นพัฒนาบท Blue พวกเขาก็ไม่ได้ใคร่สนใจอะไรเกี่ยวกับแนวคิดเสรีภาพ Liberté (Liberty) เลยสักนิด!

สำหรับ White กับแนวคิดเสมอภาค Égalité (Equality) สร้างขึ้นจากความรู้สึกของผู้กำกับ Kieślowski หลังจากประเทศ Poland ได้รับการปลดแอก/กลายเป็นไทจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ (เมื่อปี 1989) ด้วยความเชื่อว่าอะไรๆคงจะดีขึ้นโดยทันที แต่ในความเป็นจริงกลับมีอะไรๆให้ต้องเรียนรู้ปรับตัวอีกมากๆๆๆ แต่ปัญหาใหญ่สุดคือไม่ได้รับการยอมรับประเทศหมาอำนาจ (น่าจะโดยเฉพาะฝรั่งเศส) … อดีตเคยเป็นศัตรูสู้รบกันมานมนาน จะให้เปลี่ยนทัศนคติโดยทันทีย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว!

สิ่งที่ยุโรปตะวันออก (Eastern Bloc) และอดีตสหภาพโซเวียตไม่เคยเข้าใจมาก่อน (เพราะพวกเขาอยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์มาหลายทศวรรษ) นั่นคือประชาธิปไตย=ระบอบทุนนิยม โลกตะวันตกได้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี จนก้าวรุดหน้าถึงไหนต่อไหน ถ้าให้เปรียบเทียบ Poland ก็ไม่ต่างจาก(ประเทศ)ชนบทหลังเขา ธุรกันดารห่างไกล แรกพบเห็นความแตกต่างย่อมบังเกิดอาการ ‘Cultural Shock’ เลยเป็นธรรมดาที่จะถูกคนเมืองผู้มั่งคั่งร่ำรวย (เชื่อว่าตนเอง)มีชีวิตสุขสบายกว่า มองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม (Racism)

วิถีของยุโรปตะวันตก คงสร้างความเกรี้ยวกราดอย่างรุนแรงให้ผู้กำกับ Kieślowski ตระหนักถึงความเสมอภาคที่เป็นหนึ่งในคำขวัญประเทศฝรั่งเศสนั้นไม่มีอยู่จริง! แต่ก็ครุ่นคิดต่อว่าทำอย่างไรถึงให้ได้มาซึ่งอุดมคตินั้น คำตอบที่ค้นพบคือแนวคิด “ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน” บุคคลจะสามารถเข้าใจความเท่าเทียม Égalité (Equality) จำต้องเคยได้รับประสบการณ์ลักษณะเดียวกันนั้นมาก่อน!

This is a narrative about equality understood as negation. The notion of equality suggests that we are all the same. I don’t think this is true. Nobody truly wishes to be equal. Everybody wants to be more equal than others.


เรื่องราวเริ่มต้นที่กรุง Paris, เมื่อนักตัดผมหนุ่ม Karol Karol (รับบทโดย Zbigniew Zamachowski) ผู้อพยพชาว Polish ถูกภรรยาสาวสวย Dominique (รับบทโดย Julie Delpy) สัญชาติ French ยื่นฟ้องศาลเพื่อทำการหย่าร้าง ด้วยคำกล่าวอ้างหลังแต่งงานไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ร่วมกัน

หลังจากศาลตัดสินให้ทั้งสองเลิกรา สิ่งหลงเหลือสำหรับ Karol มีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าหนึ่งใบ จำใจกลายเป็นขอทานยังสถานีรถไฟ บังเอิญได้พบเจอ Mikołaj (รับบทโดย Janusz Gajos) ให้ความช่วยเหลือพากลับ Poland ด้วยการแอบซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทาง … เอาตัวรอดชีวิตใต้ท้องเครื่องบินได้ยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน

เมื่อเดินทางกลับถึงบ้าน Karol พยายามมองหาอาชีพใหม่ที่สามารถสร้างโอกาส ความก้าวหน้า กวาดซื้อที่ดินถูกๆแล้วขายต่อราคาสูงลิบลิ่วจนร่ำรวยเงินทอง แล้วนำไปลงทุนทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ประสบความสำเร็จกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่เพราะยังครุ่นคิดถึงอดีตภรรยา จึงแสร้งว่าประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ทำให้เธอเดินทางมายัง Poland แล้วถูกตำรวจควบคุมตัว (เป็นผู้ต้องสงสัยว่าเข่นฆาตกรรมสามีเพื่อเงินมรดก) ชดใช้กรรมใดๆที่เคยกระทำเอาไว้


Zbigniew Zamachowski (เกิดปี 1961) นักแสดงสัญชาติ Polish เกิดที่ Brzeziny , ร่ำเรียนการแสดงจาก National Film School, Łódź เข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1981 มีชื่อเสียงในบทบาท Comedy ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski ตอนที่สิบ Dekalog (1988) และ Three Colours: White (1994)

รับบท Karol Karol ช่างตัดผมชาว Polish เคยคว้ารางวัลชนะเลิศจากทุกๆการประกวด จนมาถึงฝรั่งเศสมีโอกาสพบเจอตกหลุมรัก Dominique Vidal แต่พอแต่งงานกลับไม่สามารถปรนเปรอปรนิบัติ นกเขาไม่ขัน เลยถูกเธอขับไล่ ฟ้องศาลขอเลิกรา หลงเหลือเพียงกระเป๋าเสื้อผ้า นั่นสร้างความเจ็บแค้นเคืองโกรธ กระเสือกกระสนจนสามารถเดินทางกลับ Poland แล้วครุ่นคิดแผนการล้างแค้นเอาคืน โดยไม่สนว่าสิ่งที่ทำนั้นถูก-ผิด ดี-ชั่ว ขอแค่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง และเมื่อตนเอง(แสร้งว่า)ตายจากไป ผลกรรมทั้งหมดจะตกเป็นของเธอเพียงผู้เดียว!

คนที่ไม่เคยรับรู้จัก Zamachowski น่าจะตระหนักได้ทันทีว่าคือนักแสดงตลกสายเจ็บตัว (Slapstick Comedy) ชอบตีหน้าเซ่อ ทำตัวเอ๋อเหรอ รุกรี้รุกรน ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่สามารถเรียกเสียงหัวเราะ สร้างความขบขันอย่างไร้เดียงสา แค่ท่วงท่าเดินก็ดูประหลาดๆเหมือน Chaplinesque (ชื่อตัวละคร Karol ภาษา West Slavic ตรงกับคำอังกฤษ Charles หรือ Carl)

เพราะเป็นหนังตลก (Anti-Comedy) การแสดงของ Zamachowski จึงไม่เน้นความสมจริง พยายามให้ดูเว่อๆเข้าไว้ (Over-Acting) ทั้งตอนดีใจ-เสียใจ ตกหลุมรัก โกรธเกลียดเคียดแค้น เมื่อสิ่งเหล่านี้มีมากล้นจนผู้ชมเริ่มจับต้องไม่ได้ จักแปรสภาพสู่นามธรรม (Abstact) ลัทธิเหนือจริง (Surrealist) นั่นน่าจะคือเป้าหมายของผู้กำกับ Kieślowski ในการสรรค์สร้างตัวละครนี้


Julie Delpy (เกิดปี 1969) นักแสดงสัญชาติ French-American เกิดที่ Paris เป็นบุตรของนักแสดง Albert Delpy และ Marie Pillet, เมื่ออายุเพียง 14 ปี พบเจอโดย Jean-Luc Godard เล่นบทสมทบ Détective (1985), แจ้งเกิดกับ La Passion Béatrice (1987), โด่งดังระดับนานาชาติจาก Europa Europa (1990), ผลงานเด่นๆ อาทิ Voyager (1991), Three Colours: White (1994), Before Trilogy, An American Werewolf in Paris (1997) ฯลฯ

รับบท Dominique Vidal ช่างตัดผมชาว French พบเจอตกหลุมรัก Karol ยังงานประกวดการตัดผมรายการหนึ่ง แต่หลังจากแต่งงานเขาไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของตนเอง จึงตัดสินใจยื่นฟ้องศาลขอหย่าร้าง แล้วขับไล่เขาออกจากห้องพัก ค่ำคืนนั้นก็ร่วมรักกับชายแปลกหน้าโดยทันที … หลายวัน-เดือน-ปีถัดมา รับทราบข่าวคราวของอดีตสามี ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจึงเดินทางสู่ Poland แต่หลังงานศพกลับถึงโรงแรม พบเห็นเขายังมีชีวิตอยู่ บังเกิดอารมณ์อย่างรุนแรงจนสามารถร่วมรักกับเขา แต่เช้าวันถัดมากลับถูกตำรวจควบคุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยเข่นฆาตกรรมสามีเพื่อเงินมรดก พยายามอธิบายแต่ก็ตระหนักว่านี่คือการแก้แค้นเอาคืนของเขา

Delpy เคยมาทดสอบหน้ากล้อง The Double Life of Veronique (1991) แต่พลาดบทบาทดังกล่าวให้ Irène Jacob แต่เธอก็ยังอยู่ในใจผู้กำกับ Kieślowski จนมีโอกาสร่วมงาน Three Colours: White (1994) แม้เพียงบทบาทสมทบ ปรากฎตัวไม่นานเท่าไหร่ (ช่วงกลางเรื่องหายตัวไปเลยนะ) แต่ด้วยความเจิดจรัส เปร่งประกาย โดยเฉพาะเมื่อสาดแสงสีขาวดูราวกับเทพธิดา และเมื่อถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดกลายเป็นซาตาน ต่างไม่มีใครสามารถอาจเอื้อมมือไขว่คว้า

แซว: Julie Delpy เล่าถึงความแม่นเปะของผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski ในฉาก Sex Scene มีการบอกระยะเวลาว่าต้องครวญครางกี่วินาที ซึ่งเธอต้องค่อยๆไล่ระดับเสียงไปถึงจุดสูงสุดตรงตามนั้น

ผมรู้สึกเสียดายบทบาทของ Delpy มีน้อยยังไม่เท่าไหร่ แต่ไร้ความตื้นลึกหนาบาง คำอธิบายที่มาที่ไป แม้แต่บรรดานักวิจาณ์ยังมองว่าไม่แตกต่างจากวัตถุทางเพศ (Object of Desire) สนเพียงเรื่องรักๆใคร่ๆ ตอบสนองความต้องการหัวใจ และเพศสัมพันธ์! แค่นั้นเองนะเหรอ??

แต่ผมต้องกล่าวชมปัจฉิมบทของหนัง (ถ่ายเพิ่มเติมหลังปิดกองไปแล้ว) เมื่อตัวละครของ Delpy สื่อสารด้วยภาษามือ สามารถถ่ายทอดความสาสำนึก ตระหนักถึงแก่ใจ กลั่นออกมาจากความรู้สึกภายในได้อย่างทรงพลังมากๆ

You and I will leave together when I’ll get out of jail, right? Or we’ll stay here, together, and we’ll get married again.

คำแปลภาษามือของ Dominique Vidal

Janusz Gajos (เกิดปี 1939) นักแสดงสัญชาติ Polish เกิดที่ Dąbrowa Górnicza, โตขึ้นพยายามสมัครเรียน National Film School, Łódź เคยถูกปฏิเสธถึงสามครั้ง แต่สำเร็จการศึกษาด้วยผลการเรียนสูงสุด, จากนั้นมีผลงานละครเวที ภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Man of Iron (1981), Interrogation (1982), Dekalog (1989), Escape from the ‘Liberty’ Cinema (1990), Three Colors: White (1994) ฯลฯ

รับบท Mikołaj ชายวัยกลางคน แต่งงานมีครอบครัว ไม่รู้ทำงานอะไรแต่ไร้ปัญหาเรื่องการเงิน ถึงอย่างนั้นกลับมีชีวิตที่น่าเบื่อหน่าย พยายามมองหาใครสักคนว่าจ้างให้มาเข่นฆาตกรรมตนเอง (พร้อมจ่ายค่าตอบแทนให้มหาศาล) จนกระทั่งพานพบเจอ Karol ยังสถานีรถไฟใต้ดิน Paris Métro หลังให้ความช่วยเหลือพากลับบ้านที่ Poland ได้รับการตอบแทนด้วยการยินยอมเป็นเพชรฆาต … วินาทีที่เสียงปืนลั่น คาดคิดว่าทุกอย่างคงจบสิ้น แต่ Karol กลับไม่ได้ใส่กระสุน นั่นทำให้ Mikołaj ราวกับได้ถือกำเนิดใหม่ ต่อจากนี้จะใช้เวลาที่หลงเหลืออย่างเต็มที่สุดเหวี่ยง ไม่ยี่หร่าอะไรใครอีกต่อไป

ผมอดไม่ได้ที่จะไม่กล่าวถึงตัวละครนี้ หนังไม่ได้อธิบายว่าเพราะอะไร ทำไม Mikołaj ถึงต้องการกระทำอัตวินิบาต (ถึงให้ผู้อื่นลงมือสังหาร แต่ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการฆ่าตัวตายนะครับ) แต่หลังจากกระสุนเปล่า เสียงปืนลั่น วินาทีนั้นทำให้เขาตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว!

เราสามารถเปรียบเทียบตัวละครนี้ถึงผู้กำกับ Kieślowski หลังรับรู้ว่าตนเองมีปัญหาโรคหัวใจ คงตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง หรืออาจเคยอยากจะฆ่าตัวตาย แต่เมื่อเริ่มบังเกิดสติ ครุ่นคิดทบทวน ตระหนักได้ว่าฉันควรใช้เวลาที่หลงเหลือให้คุ้มค่า ค้นพบเป้าหมายชีวิตของตนเอง ต่อจากนี้ไม่มีอะไรต้องหวาดสะพรึงกลัวอีกต่อไป!

แต่ผมงงๆกับหลังการเกิดใหม่ของ Mikołaj เหมือนหนังพยายามทำให้เขากลายเป็นลูกน้องของ Karol (ทั้งๆที่ควรคือหุ้นส่วน/เพื่อนร่วมงาน) เพราะมันดูดีในแง่การวิเคราะห์ถึงเรื่องราวที่กลับตารปัตร ครึ่งแรก-ครึ่งหลัง หน้ามือ-หลังมือ แต่เมื่อนำเสนอเช่นนั้นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มเหินห่าง ไกลออกไป กลายเป็นตัวประกอบ ไม่หลงเหลือสิ่งน่าสนใจ


ถ่ายภาพโดย Edward Kłosiński (1943-2008) สัญชาติ Polish ร่ำเรียนการถ่ายภาพจาก National Film School, Lodz จบออกมาเป็นช่างภาพนิ่ง, Camera Operator, กระทั่งมีโอกาสร่วมงาน/กลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Andrzej Wajda ตั้งแต่ The Promised Land (1975), Man of Marbel (1977), Man of Iron (1981), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Illumination (1973), Camouflage (1977), Dekalog (1988), Europa Europa (1991), Three Colour: White (1994), Three Colour: Red (1994), Gloomy Sunday (1999) ฯลฯ

สำหรับ Kłosiński ถือเป็นอีกโคตรตากล้องชาว Polish ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ! อาจไม่ได้จัดจ้านด้วยเทคนิคลีลาเหมือน Sławomir Idziak หรือพานผ่านงานด้านสารคดีแบบ Jacek Petrycki (ทั้งสองคือขาประจำคนก่อนของ Kieślowski) แต่ประสบการณ์จากการร่วมงานหลากหลาย ทำให้สามารถปรับตัว ตอบสนองวิสัยทัศน์ของผู้กำกับได้อย่างครบเครื่อง

การใช้ชื่อไตรภาค Three Colours Trilogy ใครต่อใครมักคาดคิดว่าต้องมีการละเลงสีสันที่จัดจ้าน ละลานตา แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่อง White (1994) สีขาวเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ มันจึงไร้เฉดที่ฉูดฉาด ซึ่งสร้างความจืดชืด เจือจาง ทำให้หนังแทบไม่มีความโดดเด่นด้านสีสันประการใด … แต่ถ้าใครช่างสังเกตจะพบว่าทุกช็อตฉากของหนัง ต้องมีอะไรสักอย่างที่เป็นสีขาวซุกซ่อนเร้นอยู่!

สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต งานภาพส่วนใหญ่ของหนังมีการจัดแสงที่หยาบกระด้าง (Hard Light) เพื่อสะท้อนช่วงเวลาฤดูหนาว/หิมะตก และสภาพจิตใจตัวละครที่มีความหนาวเหน็บ ทนทุกข์ทรมาน (จากการถูกภรรยาทอดทิ้ง/ทรยศหักหลัง) ผู้ชมก็(อาจ)สัมผัสได้ถึงความยะเยือกเย็นชา

หนังถ่ายทำต่อเนื่องจาก Blue (1993) โดยเริ่มจาก Paris, France ประกอบด้วยที่ทำการศาล Palais de Justice, สถานีรถไฟ Paris Métro, ก่อนย้ายมา Warsaw, Poland ที่สถานีรถไฟ Warszawa Centralna, สุสาน Powązki Cemetery, โรงแรม Hotel Bristol ฯลฯ


ช็อตแรกของไตรภาค Three Colours Trilogy จะเริ่มต้นด้วยภาพการเดินทาง

  • Blue (1993) พบเห็นล้อรถกำลังขับเคลื่อนบนท้องถนน
  • White (1994) กระเป๋าเดินทาง (ที่ภายในมีใครบางคนหลบซ่อนตัวอยู่) และช็อตถัดมา Karol กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังที่ทำการศาล
  • Red (1994) การเดินทางของคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ จากต้นสายสู่ปลายสาย

การเดินทางด้วยกระเป๋าเดินทางของ White (1994) จริงๆแล้วจะเกิดขึ้นเมื่อเรื่องราวดำเนินผ่านไปประมาณหนึ่งในสาม ซึ่งถ้าเรามองว่านั่นคือจุดเริ่มต้น (เพราะเป็นช็อตแรกของหนัง) เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกรุง Paris จะราวกับการย้อนอดีต (Flashback) แต่ผมแนะนำว่าให้มองข้ามเจ้ากระเป๋าเดินทางนี้ไปก่อนเลยก็ได้นะครับ

กระเป๋าเดินทาง มองในเชิงสัญลักษณ์คือสัมภาระ/สิ่งข้าวของที่มีความจำเป็นจริงๆต่อการดำรงชีวิต แต่ละคนย่อมมีขนาดไม่เท่ากันขึ้นกับความหมกมุ่นยึดติด ลุ่มหลงใหลในมายาคติ … ภาพยนตร์ที่อธิบายแนวคิดกระเป๋าเดินทางได้เจ๋งสุดๆก็คือ Up in the Air (2009) ลองไปหาชมดูนะครับ

ใครเคยรับชมหลายๆผลงานของผู้กำกับ Kłosiński น่าจะสัมผัสได้ถึงสิ่งลี้ลับ เหนือธรรมชาติ แม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ก็มักเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสามารถให้คำอธิบาย อย่างนกขี้หล่นใส่ Karol คือลางสังหรณ์แห่งความโชคร้าย (ที่ใครๆก็ต่างรู้กัน) เป็นการบอกใบ้ ชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดคาดเดา อะไร(ร้ายๆ)จะบังเกิดขึ้นกับตัวละครต่อจากนี้

ความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติของผู้กำกับ Kłosiński เหมือนได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ Blind Chance (1981) ที่เกี่ยวกับโชคชะตา หนทางเลือก ก่อนจะเริ่มชัดเจนตอน No End (1985) ปรากฎภาพวิญญาณล่องลอย แอบให้ความช่วยเหลือภรรยาที่ยังมีชีวิต และเมื่อสรรค์สร้าง Dekalog (1988) อ้างอิงจากพระบัญญัติสิบประการ (The Ten Commandment) แสดงถึงถึงความศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า สัมผัสถึงพลังลึกลับที่แม้มองไม่เห็นแต่รับรู้ว่ามีอยู่จริง

ขณะที่โคมไฟสีขาว (สัญลักษณ์ของความเสมอภาค) ห้อยบนระย้าอยู่เบื้องบนชั้นศาล (ยกไว้เป็นคำขวัญเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม) แต่บนโต๊ะทำงานของผู้พิพากษากลับเป็นโคมคว่ำสีเขียว สัญลักษณ์ของสิ่งชั่วร้าย ความคอรัปชั่นภายในจิตใจ บ้างก็เปรียบว่าคือสีของธนบัตร สื่อให้มูลค่าความสำคัญกับบุคคลที่มีพื้นฐาน/สัญชาติเดียวกัน ถึงเรียกว่าเสมอภาคเท่าเทียม

หลายคนอาจมองว่าการเลิกราเพราะอีกฝ่ายนกเขาไม่ขัน มันช่างเป็นเรื่องน่าขบขัน🤣 แต่ถ้าครุ่นคิดให้ดีๆจะพบว่ามันไม่น่าหัวร่อตรงไหน😠 ที่ทั้งสองแต่งงานกันเพราะความรัก แล้วปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์มันเกี่ยวเนื่องอะไร? นี่แปลว่าทัศนคติของชาวตะวันตก Love=Sex แค่นั้นเองใช่ไหม???

คำตัดสินของศาลให้หย่าร้างด้วยข้ออ้างดังกล่าวเป็นสิ่งถูกต้องหรือไม่? เอาจริงๆมันบอกไม่ได้นะครับ รายละเอียดที่นำเสนอมาถือว่าน้อยเกินไป แต่เราไม่จำเป็นต้องไปรับรู้อะไรมากมายอย่างจริงๆจังๆ เพราะผู้กำกับ Kieślowski ต้องการทำให้หนังออกมาดูเว่อวัง เหนือจริง จับต้องไม่ได้ (Surreal) ด้วยเหตุผลเชิงสัญลักษณ์เสียมากกว่า

ใครที่เคยรับชม Blue (1993) ย่อมคาดหวังการปรากฎตัวของ Juliette Binoche คือหนึ่งในจุดเชื่อมโยงระหว่าง Three Colours Trilogy พอดิบพอดีกับที่ Karol กำลังพูดแสดงความไม่พึงพอใจต่อการตัดสินของศาล

what about equality? Is it because I don’t speak French that the court won’t hear my case?

Karol Karol

ในบริบทนี้เป็นการแสดงทัศนคติต่อความดูถูกเหยียดยาม (Racism) ที่ไม่ใช่แค่ชาวฝรั่งเศส (French) มีต่อคนโปแลนด์ (Polish) แต่ยังสามารถเหมารวมถึงกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก (Western European) vs. ยุโรปตะวันออก (Eastern Europena) แบ่งแยกกันด้วยกำแพงเบอร์ลิน ระหว่างประชาธิปไตย vs. คอมมิวนิวต์/อดีตพันธมิตรสหภาพโซเวียต

ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าฉากนี้ถ่ายทำยังไง? คาดคิดว่าน่าจะใช้ฟิลเลอร์ที่มีสีขาวๆขุ่นๆ (ไม่รู้มีรึเปล่านะ หรืออาจจะทำขึ้นมาใหม่) และเปิดรูรับแสงให้กว้างๆ เพิ่มความฟุ้งๆ ขณะแสงจร้าๆ เพื่อทำให้ Julie Delpy งดงามราวกับเทพธิดา นางฟ้าลงมาจากสรวงสวรรค์ (แสงสีขาวยังทำให้ผมบลอนด์ของเธอดูเปร่งประกายยิ่งๆขึ้นอีก)

นี่เป็นภาพปรากฎขึ้นบ่อยครั้งขณะ Karol ครุ่นคิดถึงหญิงสาวคนรัก สามารถเปรียบเทียบกลับตารปัตรกับ Blue (1993) ทุกครั้งที่ Julie หวนระลึกถึงสามีผู้ล่วงลับจะมีการ Fade-to-Black เหมือนลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ … ทั้งเรื่องสื่อนัยยะเดียวกันถึงความยังหมกมุ่นครุ่นยึดติด ไม่สามารถปล่อยละวางจากความสูญเสีย/เลิกร้างรา

ในกรณีที่บัญชีโดนแช่แข็งหรือถูกปิด น่าจะเป็นปกติอยู่แล้วที่เจ้าหน้าที่พนักงานจะต้องทำลายบัตรเอทีเอ็ม/เครดิต ซึ่งวิธีการที่หนังใช้คือกรรไกรตัดฉับ สัญลักษณ์ของการแบ่งแยก ฝรั่งเศส vs. โปแลนด์ หรือดินแดนยุโรปตะวันตก vs. ตะวันออก จากกันด้วยมูลค่าการเงิน สถานะทางเศรษฐกิจ

นี่เป็นอีกฉากที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ใน Three Colours Trilogy ต่างพบเห็นคุณยายหลังค่อมกำลังพยายามยัดขวดลงถังขยะที่อยู่เหนือศีรษะ ซึ่งขณะนี้ Karol แม้ว่านั่งอยู่ใกล้มากๆ แต่กลับเพียงจับจ้องมอง หัวเราะหึๆ แทนที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ … เหตุผลที่เขาทำได้แค่มอง เพราะหนังต้องการสื่อว่าตัวเขาเองขณะนี้ยังเอาตัวไม่รอด จะไปมีน้ำใจช่วยเหลืออะไรใคร (แต่ถ้ามองในแง่มนุษยธรรม เรื่องแค่นี้มันก็แสดงถึงความเห็นแก่ตัวโคตรๆแล้วนะ!)

เพียงเพราะไม่สามารถเต็มเต็ม/ตอบสนองความต้องการทางเพศร่วมกัน Dominique จึงตัดสินใจเผาผ้าม่านสีขาว (ผ้าม่าน=สิ่งที่ใช้ปกปิดไม่ให้คนนอกมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน, การเผาผ้าม่าน=การเปิดเผยธาตุแท้ตัวตนออกมา ทำลายสัญลักษณ์ของความเสมอภาค) เพื่อขับไล่ Karol ออกไปจากร้านตัดผม/ประเทศฝรั่งเศสแห่งนี้

Karol นำเงินที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดไปซื้อรูปปั้นดินเผา หน้าตาดูละม้าย(อดีต)ภรรยา Dominique ผิวพรรณซีดขาว ดูราวกับเทพธิดา แต่ไม่รู้ทำไมแวบแรกผมกลับเห็นเป็น Marianne บุคลาธิษฐานประจำชาติฝรั่งเศส (National Personification) สตรีเพศผู้เป็นตัวแทนแห่งเสรีภาพ … ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบ Dominique = Marianne แทนด้วยสัญลักษณ์ประเทศฝรั่งเศส หลังจากเลิกราสามีก็เท่ากับได้รับเสรีภาพ (คล้ายๆกับ Blue (1993) ที่หลังการสูญเสียครอบครัว Julie ก็ถือว่าได้รับเสรีภาพ)

ปล. ชื่อตัวละคร Dominique มาจากภาษาละตินแปลว่า belonging to a lord หรือ of the Lord, เป็นของพระเจ้า หรือคือพระเจ้า (นางฟ้าจากสรวงสวรรค์ก็ได้กระมัง)

ซึ่งหลังจาก Karol เดินทางกลังถึง Poland รูปปั้นอันนี้ก็ถูกทำให้แตกละเอียด (โดยพวกหัวขโมย) แต่เขาก็ยังไม่ปล่อยละวาง (แบบเดียวกับ Julie เรื่อง Blue (1993)) พยายามปะติดปะต่อขึ้นใหม่ นอกจากไว้ดูต่างหน้า ยังคือเป้าหมายสำหรับไขว่คว้า ต้องการฉุดคร่าเธอลงมาจากสรวงสวรรค์ ให้เป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว!

หวีที่ควรเป็นอุปกรณ์สำหรับทำผม แต่ถูกนำมาห่อกระดาษแล้วใช้เป็นเครื่องดนตรีเป่าลม สามารถสื่อถึงชีวิตที่กลับตารปัตร จากเคยอยู่จุดสูงสุดจากเป็นผู้ชนะการประกวดตัดแต่งทรงผม ตอนนี้ต้องมานั่งขอทานในสถานีรถไฟใต้ดิน Paris Métro รอดหรือไม่รอดก็อยู่ที่โชคและชะตากรรม จะมีโอกาสหวนกลับบ้านที่ Poland เพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งให้กับชีวิตหรือไม่?

ช่างตัดผม คืออาชีพที่สามารถปรับเปลี่ยน สร้างภาพลักษณ์ จากอัปลักษณ์ให้ดูสวยหล่อ ขอทานกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่ก็แค่เปลือกภายนอกเท่านั้นนะครับ! ในเชิงสัญลักษณ์สามารถสื่อถึงการสร้างภาพมายา สิ่งลวงหลอกตา หรือจะมองว่าคือการปรับเปลี่ยนแปลงตนเอง ต้องการทอดทิ้งอดีต เพื่อเริ่มต้น/ถือกำเนิดชีวิตใหม่ (ผมชอบนึกถึง เพื่อนสนิท (พ.ศ. ๒๕๔๘) ไอ้ไข่ย้อยตัดผมเพื่อลืมเธอ/เริ่มต้นชีวิตใหม่)

ขณะนี้ที่ Karol ตัดผมให้ Mikołaj แม้เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ (ภายนอก) แต่มันจะไปล้อครึ่งหลังที่ Karol ได้ทำบางสิ่งอย่างให้ Mikołaj ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของจิตใจ(ภายใน) ราวกับชีวิตได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่

  • ครึ่งแรก Mikołaj ให้ความช่วยเหลือ Karol จนสามารถหวนกลับ Poland และได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
  • ครึ่งหลัง Karol ทำบางสิ่งอย่างกับ Mikołaj จากเคยต้องการฆ่าตัวตาย ก็ราวกับได้ถือกำเนิดใหม่เช่นกัน!

Le Mépris (1963) หนึ่งในผลงานเรื่องสำคัญของผู้กำกับ Jean-Luc Godard นำแสดงโดย Brigitte Bardot ใครเคยรับชมน่าจะจดจำฉากนอนเปลือยบนเตียง ที่กลายเป็น Iconic แห่งยุคสมัย!

เท่าที่ผมหวนระลึกถึงเรื่องราวของ Le Mépris (1963) เหมือนไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับ White (1994) คาดว่าต้องการอ้างอิงถึง Brigitte Bardot บุคคลที่เป็น ‘Sex Symbol’ สัญลักษณ์ทางเพศของฝรั่งเศสช่วงทศวรรษ 50s-60s ซึ่งจะว่าไปก็ไม่แตกต่างจาก Marianne บุคลาธิษฐานประจำชาติฝรั่งเศส (National Personification) และต่างเป็นสตรีเพศผู้เป็นตัวแทนแห่งเสรีภาพ … หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าเหมือนกันยังไง? แต่อย่าลืมว่าหนังมีลักษณะ ‘Anti-Comedy’ นี่คือการเสียดสีล้อเลียน คำด่าทอของผู้กำกับ Kieślowski โดยใช้สัญลักษณ์ประเทศฝรั่งเศส Marianne ต่างอะไรจาก ‘Sex Symbol’ ของ Brigitte Bardot

และการที่กล้องเคลื่อนเลื่อนจากโปสเตอร์นี้มายังห้องพักของ Dominique ก็เป็นการเปรียบเทียบอย่างตรงไปตรงมาถึง (Julie Delpy อาจไม่เซ็กซี่เท่า Brigitte Bardot แต่ก็ผิวขาว ผมบลอนด์ งดงามราวกับนางฟ้า)

แซว: ผมรู้สึกว่าโปสเตอร์ขนาดมหึมานี้ ถือเป็นอีกจุดเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับ Red (1994) ที่ก็มีโปสเตอร์ถ่ายแบบผืนใหญ่ของนางเอก Irène Jacob ตั้งตระหง่านกลางสี่แยก (เชื่อมโยงกันด้วยภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่)

ระหว่างที่ Karol โทรศัพท์หา Dominique รับฟังเสียงการร่วมรัก ส่งเสียงครวญคราง นางฟ้ากำลังเสพสุขสำราญอยู่บนสรวงสวรรค์ นั่นสร้างความอับอายขายขี้หน้า (humiliation) โกรธเกลียดเคียดแค้นจนเกิดปณิธานอันแน่วแน่ จากนี้พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อหวนกลับประเทศ Poland เริ่มต้นนับหนึ่งแล้วไปให้ถึงจุดสูงสุด เพื่อว่าสักวันจักหวนกลับมาแก้แค้นเอาคืนเธอให้สาสมแก่ใจ!

ภาพสะท้อนหลอดไฟยาวสีขาว สังเกตว่ามีทิศทางคนละระนาบ คาดว่าน่าจะสื่อถึงความเสมอภาค(สีขาว)ที่ไม่เท่าเทียม หรือคือคำขวัญประเทศฝรั่งเศสที่ว่า Égalité (Equality) ไม่เคยเป็นจริง! เหมือนเสรีภาพปลอมๆของ Blue (1993) และภารดรภาพแค่พวกพ้องของ Red (1994)

ปล. แม้นี่ไม่ใช่การแอบดักฟังโทรศัพท์ แต่เราสามารถมองเป็นอีกจุดเชื่อมโยงกับ Red (1994) ที่ตัวละครได้ยินสิ่งที่ควรไม่ได้ยินผ่านอุปกรณ์สื่อสาร

ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าสถานที่นี้คือแห่งหนไหน คาดว่าน่าจะชานเมืองกรุง Warsaw เชื่อว่าปัจจุบันคงเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง กลายเป็นป่าคอนกรีตเรียบร้อยแล้วละ!

สถานที่แห่งนี้แม้ดูรกๆ สกปรก ปกคลุมด้วยหิมะ เต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ ห่างไกลความเจริญ แต่แค่เพียงแวบแรก Karol ก็ระลึกได้ทันทีว่ากลับถึงบ้าน “Home at last!” … หนังใช้การเปรียบเทียบสถานที่แห่งนี้คือมุมมองที่พวกยุโรปตะวันตก (Western European) รวมถึงชาวฝรั่งเศส ครุ่นคิดเห็นต่อประเทศ Poland และฝั่งยุโรปตะวันออก (Eastern European) ว่าเป็นดินแดนทุรกันดาร ไร้อารยธรรม ไม่ต่างจากชนบทหลังเขา (นี่คือลักษณะของการดูถูกเหยียดหยาม, Racism แต่ก็สะท้อนสภาพความเป็นจริงยุคสมัยนั้นเช่นกัน!)

มีอีกช็อตของสถานที่แห่งนี้ ถ่ายให้เห็นฝูงนกมากมาย แต่ไม่รู้ทำไมผมกลับนึกถึงพวกอีแร้งกา สัตว์ปีกที่คอยหาอาหารจากเศษซากกองขยะ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบถึงสถานภาพประเทศ Poland/ยุโรปตะวันออกสมัยนั้น แม้สามารถดิ้นหลุดพ้นร่มเงาสหภาพโซเวียต แต่ก็ยังไม่สามารถปรับเอาตัวรอดในระบบเศรษฐกิจใหม่/ระบอบทุนนิยม เลยต้องกัดก้อนเกลือกินจากสิ่งที่หลงเหลือ (คล้ายๆเศษซากกองขยะเหล่านี้)

“This is Europe now.” คำอธิบายของพี่ชายต่อการทำป้ายร้านตัดผมด้วยหลอดไฟนีออนสีแดง (สัญลักษณ์ของภารดรภาพ ความเป็นพี่เป็นน้อง) เพื่อสื่อถึงประเทศ Poland ภายหลังปลดแอกจากคอมมิวนิสต์/สหภาพโซเวียต ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทวีปยุโรป (ไม่ใช่แบ่งแยกตะวันออก vs. ตะวันออก) แต่นั่นก็เฉพาะโลกทัศน์/ความเข้าใจชาว Polish เท่านั้นนะครับ มุมมองทางฝั่งประเทศยุโรปตะวันตกสมัยนั้นยังคงเห็น ‘ตะวันออกคือตะวันออก’ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแปลงจากเดิมสักเท่าไหร่

นัยยะของร้านตัดผม ก็แบบเดียวกับช่างตัดผมที่อธิบายไป แค่เปลี่ยนเป็น’สถานที่’สำหรับการละทอดทิ้งอดีต เริ่มต้นสร้างภาพลักษณ์ มายาคติ ชีวิตใหม่ของ Karol เพื่อให้ตนเองและประเทศ Poland ได้รับการยินยอมรับจากหมาอำนาจยุโรปตะวันตก

แม้จะมีทักษะความสามารถด้านการตัดแต่งทำผมชนะเลิศ แต่ Karol กลับเลือกทอดทิ้ง (รับงานเพียงบางครั้งครา) เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ เข้าทำงานยังบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง เป็นบอดี้การ์ดถือปืนอัดลม (ไม่ได้ใส่กระสุนจริง) หยิบขึ้นมาส่องตนเองด้วยความฉงนสงสัย ไม่หวาดเกรงกลัวอันตราย พร้อมทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่สนความเสี่ยง (ผมตีความช็อตนี้คือการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน) เพื่อโอกาสร่ำรวยทางลัด

Blue (1993), ด้วยความที่สามีของ Julie สิ้นชีวิตจากไปไม่มีวันหวนกลับ เธอจึงจำต้องเก็บกดความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไว้ภายใน ไม่สามารถเปิดเผยแสดงออกมา (จนตอนจบชายคนรักก็ยังคงอยู่ในนั้นไม่หายไปไหน)

White (1994), Dominique เพียงเลิกราหย่าร้าง แค่ไม่ยินยอมอยู่เคียงชิดใกล้ นั่นทำให้ Karol ยังมีโอกาส ความหวังที่จะเริ่มต้นใหม่ สามารถแสดงออกในเชิงรูปธรรมด้วยการจุมพิตรูปปั้น (ที่ซื้อมาจากฝรั่งเศส) แสดงถึงความหมกมุ่นครุ่นคิดถึง ต้องการแก้ล้างแค้นเอาคืนให้สาสม

แผนการร่ำรวยของ Karol คือกวาดซื้อที่ดินราคาถูกๆจากชาวบ้าน (ทำตัวราวกับพระแม่มารีย์ & พระเยซูคริสต์ ช่วยเหลือคนยากคนจน) รวบรวมพิกัดสำคัญๆทาด้วยมาร์คเกอร์สีแดง (ให้ความรู้สึกเหมือนการรวบหัวเมือง/ประเทศฝั่งยุโรปตะวันออกเข้าด้วย เพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองนายทุน) จากนั้นขายต่อด้วยราคาสูงกว่าเดิมสิบเท่า!

โดยปกติแล้วแผนการเกร็งกำไรแบบนี้ Karol ย่อมต้องพวกนายทุนเป่าหัว เก็บเข้ากรุอย่างแน่นอน แต่เพราะเขาได้เตรียมแผนสำรวจ เขียนพินัยกรรมถ้าเสียชีวิตจักบริจาคที่ดินทั้งหมดให้การกุศล … วนกลับมาทำตัวเหมือนภาพวาดพระแม่มารีย์ & พระเยซูคริสต์นี้อีกครั้ง

แม้หนังจะบอกใบ้อยู่แล้วว่ Karol ได้ครอบครองปืนอัดลม แต่เชื่อว่าหลายคนคงตื่นตกอกตกใจเมื่อลั่นไกใส่ Mikołaj (จริงๆตอนเปิดเผยว่าเขาอยากฆ่าตัวตาย ก็คาดไม่ถึง ตกตะลึงไม่แพ้กัน) โดยเฉพาะภาพสโลโมชั่นแล้วเขาค่อยๆทิ้งตัวลงกับพื้น แน่นิ่งแล้วลืมตาตื่นค่อยตระหนักว่าไม่มีกระสุนนี่หว่า … แต่วินาทีนั้นให้ความรู้สึกเหมือนว่าบางสิ่งอย่างได้ตกตายไปแล้วจริงๆ

มีหนังหลายเรื่องเลยนะที่ลอกเลียนแนวคิด/เสี้ยววินาทีนี้ ผมเพิ่งรับชมล่าสุดก็ All About Lily Chou-Chou (2001) ระหว่างทริป Okinawa หลังจาก Shūsuke Hoshino พานผ่านประสบการณ์เฉียดตายถึงสองครั้งติดๆ หมอนี่เลยมีความเปลี่ยนแปลงในทิศทางกลับตารปัตรตรงกันข้าม!

จากภายใต้สถานีรถไฟ Warszawa Centralna หนุ่มๆทั้งสองก็ก้าวออกมาโลดแล่น เริงระบำ ไถลไปบนพื้นน้ำแข็ง ปรับตัวเปลี่ยนแปลงมุมมองโลกทัศน์ ราวกับชีวิตได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่ ต่อจากนี้ไม่อีกแล้วคิดสั้นฆ่าตัวตาย ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของทุกลมหายใจ

เมื่อบรรดานายทุนจับได้ว่า Karol แอบกว้านซื้อที่ดินสำหรับเกร็งกำไร ก็รีบตรงรี่ไปหาตั้งแต่เช้าตรู (ยังสวมเสื้อกล้ามอยู่เลย) ถูกกระทำร้ายร่างกาย ลากศีรษะมาวางไว้ตรงอ่างล้างหน้า ราวกับจะเชือดคอ ตัดสินประหารชีวิต

แต่หลังจากพูดคุยต่อรอง ยื่นข้อเรียกร้องขายที่ดินในราคาสิบเท่า ถึงสามารถเดินกลับขึ้นห้องมาสวมเสื้อผ้า (=ชีวิตที่กำลังปรับเปลี่ยนแปลงไป) หยิบเอกสารที่ดินซุกซ่อนไว้ข้างหลังภาพทิวทัศน์ (พบเห็นท้องฟ้า ทุ่งหญ้า ฝูงสรรพสัตว์ ดูราวกับสรวงสวรรค์/ดินแดนในอุดมคติที่เพ้อใฝ่ฝัน) และตรงหน้าต่างมีรูปปั้น Marianne ทั้งหมดที่ทำไปนี้เพื่อเธอเท่านั้น!

หลังจากได้เงินมาทั้งหมดก็พร้อมนำไปลงทุนตั้งบริษัท ภาพลักษณ์ของ Karol ก็ปรับเปลี่ยนแปลงกลายเป็นนักธุรกิจ หวีผมซะเรียบเนียน สวมสูทอย่างหล่อเหลา แล้วเข้าไปชักชวน Mikołaj ให้มาร่วมบริหารจัดการ … ภาพลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงอิทธิพลของเงินๆทองๆ ระบอบทุนนิยม คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ปรับเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอก-ใน ร่างกาย-จิตใจ (แต่หนังยังพยายามทำให้ Karol รักเดียวใจเดียว Dominique อย่างไม่เสื่อมคลาย)

เหมือนเป็นธรรมเนียมของบริษัทที่ประสบความสำเร็จ จะต้องมีสำนักงานยังอาคารสูงๆ ตึกระฟ้า ห้องหัวหน้าอยู่ชั้นบนๆ ทำตัวเหมือนพระเจ้า/พระราชา เมื่อเหม่อมองลงมาเห็นทุกสรรพสิ่งอย่างราวกับอยู่ในเงื้อมมือ ใต้ฝ่าเท้าของตนเอง … แต่สำหรับ Karol แม้มาถึงจุดนี้เขายังคงหยิบหวีและกระดาษ ขึ้นมาเป่าบทเพลงที่ชวนให้ระลึกถึงความหลัง (สื่อถึงการไม่หลงลืมรากเหง้าของตนเอง)

เมื่อ Karol อยู่บนจุดสูงสุดของชีวิต ก็มีเงินสำหรับปรับปรุงบ้านหลังใหม่ (สามารถมองเป็นสัญลักษณ์ประเทศ Poland ได้ตรงๆเลยละ) ทำการเปลี่ยนแปลงโน่นนี่นั่นมากมาย ทุบทำลายกำแพงเดิม (ของพรรคคอมมิวนิสต์) แล้วสร้างขึ้นใหม่ตามความตั้งใจตนเอง (สื่อถึงกำแพงที่สร้างด้วยมือของประชาชน ไม่ใช่จากกลุ่มคนหนึ่งใด)

แม้บนจุดสูงสุดของชีวิต Karol ยังคงครุ่นคิดถึงอดีตภรรยา Dominique โทรศัพท์หาแต่อีกฝ่ายปิดปากเงียบสนิท ในห้องทำงานที่บานเกร็ดสาดส่องแสงเหมือนซี่กรงเหล็ก (=กักขังความรู้สึกไว้ภายใน) รูปปั้น Marianne ยังดูซึมเศร้าโศกเสียใจ และภาพวาดขวดเหล้าที่แสนเดียวดาย (มึนเมาในรัก กระมัง)

ล้อกับตอนที่ Karol ถูกกรรไกรตัดบัตรเอทีเอ็ม/เครดิต แต่ครานี้เป็นการทำลาย Passport ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบุคคล การมีตัวตน เพื่อตระเตรียมแผนการแสร้งว่าเสียชีวิต

  • ขณะที่ Mikołaj ต้องการฆ่าตัวตายจริงๆ แต่สิ่งที่สูญเสียคือบางสิ่งในจิตวิญญาณ จึงราวกับสามารถถือกำเนิดใหม่
  • Karol แสร้งว่าประสบอุบัติเหตุ มีศพเสียชีวิตจริงๆ แล้วเหมือน(พระเยซูคริสต์)สามารถฟืนคืนชีพขึ้นใหม่

แผนการที่ Karol ครุ่นคิดลวงล่อหลอก Dominique คือแสร้งว่าประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เพื่อว่าเธอจักต้องเดินทางมาร่วมพิธีศพ จากนั้นมอบเงินมอบทอง สิ่งข้าวของ มรดกทุกสิ่งอย่าง (เพื่อบ่งบอกว่าฉันยังคงรักเธอไม่เสื่อมคลาย) ซึ่งเจ้าตัวก็แอบจับจ้องมอง สังเกตปฏิกิริยาอดีตคนรักที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ นั่นน่าจะเป็นความรู้สึกจริงๆ ไม่ได้ผ่านการปรุงปั้นแต่ง ไร้เหตุผลให้ต้องปกปิด บิดเบือน จะทำไปเพื่อลวงหลอกใครละ? … วินาทีที่ตระหนักได้นี้ทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจหนีไปฮ่องกง แต่แอบซ่อนตัวในห้องโรงแรมรอสร้างความประหลาดใจ

เกร็ด: สุสาน Powązki Cemetery ยังคือสถานที่ฝังศพร่างของผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski

พอเข้ามาในห้องแล้วเปิดไฟตรงหัวเตียง Dominique ก็เดินถอยหลังก้าวใหญ่ๆ ตกตะลึง คาดไม่ถึง นี่ฉันฝันไปหรือไร? หรือจะมองว่า Karol ฟื้นคืนชีพขึ้นมา (เหมือนพระเยซูคริสต์/พระบุตรของพระเจ้า) จากนั้นก็ยื่นมือจับสัมผัส นี่คือ Michelangelo: The Creation of Adam วินาทีที่หญิงสาวผู้มีความงดงามดั้งเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ ยินยอมรับความเสมอภาคเท่าเทียมกับมนุษย์โลกคนนี้ (พระบุตรของพระเจ้า) … แต่ดูจากลักษณะการกำมือ Karol ราวกับกำลังฉุดคร่านางฟ้า Dominique ลงจากสรวงสวรรค์เสียมากกว่า

If I say I love you, you don’t understand. And if I say I hate you, you still don’t understand.

Karol Karol

ท่วงท่าการร่วมรักระหว่าง Karol กับ Dominique จะกลับตารปัตรจากตอนต้นเรื่อง ท่านั่งเก้าอี้ vs. นอนบนเตียง, ฝ่ายหญิงอยู่ด้านบน vs. ฝั่งชาย On-the-Top, กลางวัน vs. กลางคืน, พื้นหลังผ้าม่านสีขาว vs. ผ้าปูเตียงสีแดง (สัญลักษณ์ของภารดรภาพ) ฯลฯ

ลักษณะกลับตารปัตรตรงกันข้าม ล่มปากอ่าว vs. สำเร็จสมหวัง ล้วนสะท้อนแนวคิดความเสมอภาค เพื่อเขาและเธอผ่านช่วงเวลาทั้งสุข-ทุกข์ ย่อมบังเกิดความรัก เข้าใจความหมายเท่าเทียม กันและกัน

ไฮไลท์ของ Sex Scene คือเสียงร้องครวญครางของ Dominique ที่ค่อยๆทวีความเร่าร้อนรุนแรง และไล่ระดับเสียงขึ้นทีละสเต็บ ซึ่งพอถึงจุดสูงสุดไคลน์แม็กซ์จะมีการ Fade-To-White นั่นคือสรวงสวรรค์ชั้นเจ็ด (กลับตารปัตรตรงกันข้ามกับ Blue (1993) ที่เป็นการ Fade-To-Black ทำให้ตัวละครราวกับตกนรกชั่วขณะ)

หลังจากที่ Karol สามารถเติมเต็มรสรักให้กับ Dominique ทั้งสองก็สามารถนอนแผ่ราบ ด้วยลักษณะของความเสมอภาค เท่าเทียมระหว่างชาย-หญิง, สามี-ภรรยา, ประเทศ Poland-France และยุโรปตะวันออก-ตะวันตก

ที่แท้หวีของ Karol สามารถใช้เป็นมาตรวัดความเสมอภาค (จริงๆสองด้านของหวีมันไม่เท่ากันนะ) ด้วยการยกขึ้นมองผ่านดวงตาฝั่งขวา(ของภาพ) แล้วเลื่อนแนวราบมาจนถึงด้านซ้าย นี่คือขณะที่ทุกสิ่งอย่างพลิกกลับตารปัตร Dominique ถูกตำรวจจับกุม ควบคุมขัง เคยกระทำอะไรไว้ วินาทีนี้เลยได้รับผลกรรมคืนกลับสนอง “ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน”

ดั้งเดิมนั้นหนังจบลงที่การขยับเคลื่อนหวีฉากนี้ (และภาพย้อนอดีตตอนจุมพิตวันแต่งงาน) เพราะถือว่าครบรอบแนวคิดเสมอภาคเท่าเทียม “ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน” แต่ผู้กำกับ Kieślowski รู้สึกว่าเป็นตอนจบที่เลวร้ายรุนแรงเกินไปมั้ง เดือนกว่าๆให้หลังเลยเรียกตัวนักแสดงกลับมาถ่ายทำปัจฉิมบทเพิ่มเติม

สังเกตว่าทรงผม/การแต่งตัวของ Karol กลับมาเป็นเหมือนเดิม (ไม่หวีเนี๊ยบหรือใส่สูทอีกต่อไป) นั่นสื่อถึงภายหลังการแก้แค้นเอาคืน เขาก็สามารถปล่อยละวางความหมกมุ่นยึดติด อคติที่เคยมีมา เฉกเช่นเดียวกับ Dominique หลังได้รับผลกรรมคืนตอบสนอง ก็เรียนรู้เข้าใจความหมายเสมอภาคเท่าเทียม ใช้ภาษามือสื่อสาร หลังพ้นโทษออกมาเมื่อไหร่ พวกเราจะใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกันตลอดไป

ภาษามือนี้อ่านไม่ยากเลยนะ ผมพอคาดเดาจากท่วงท่าชี้นิ้วออกไปด้านนอก และขณะสวมแหวนนิ้วนาง รวมถึงรอยยิ้มของ Dominique และคราบน้ำตาของ Karol แม้ตอนนี้เราไม่สามารถอยู่เคียงข้างกัน แต่อนาคตคงไม่ห่างไกลเกินรอ

You and I will leave together when I’ll get out of jail, right? Or we’ll stay here, together, and we’ll get married again.

Dominique Vidal

ความที่ Jacques Witta นักตัดต่อขาประจำผู้กำกับ Kieślowski กำลังง่วนอยู่กับ Three Colors: Red (1994) เลยมอบหมายให้ผู้ช่วยคนสนิท Urszula Lesiak ทำงานแทนในส่วนของ Three Colors: White (1994)

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Karol ตั้งแต่วันที่ถูกภรรยาฟ้องหย่า ทำให้สูญเสียแทบทุกสิ่งอย่าง เลยต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนจาก Paris, France หวนกลับสู่บ้านเกิด Warsaw, Poland แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ค่อยๆก่อร่างสร้างตัว ไต่เต้าจนประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง ถึงจุดสูงสุดในอาชีพการงาน จากนั้นวางแผนการแก้ล้างแค้น ลวงล่อหลอก Dominique ให้มาชดใช้ผลกรรมเคยกระทำไว้กับตนเอง

  • เรื่องราวที่ Paris, France
    • Karol เดินทางไปยังที่ทำการศาล Palais de Justice ถูกคำตัดสินให้หย่าร้างภรรยา Dominique
    • ถูกภรรยาขับไล่ออกจากบ้าน หลงเหลือเพียงกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ
    • พบเจอ Mikołaj ยังสถานีรถไฟ Paris Métro ให้ความช่วยเหลือโหลดสัมภาระใต้ท้องเครื่องบิน นำพากลับบ้าน
  • เรื่องราวที่ Warsaw, Poland
    • กระเป๋าเดินทางของ Karol ถูกลักขโมยโดยหัวขโมยชาวรัสเซีย เลยโดนกระทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัส
    • เริ่มต้นทำงานบอดี้การ์ดสถาบันทางการเงินแห่งหนึ่ง
    • กว้านซื้อที่ดิน (จากการแอบรับฟัง) นำมาเกร็งกำไรจนเริ่มมีเงินเก็บ
    • พบเจอ Mikołaj ยังสถานีรถไฟ Warszawa Centralna ให้ความช่วยเหลือตายแล้วเกิดใหม่
    • Karol นำเงินทั้งหมดที่ได้มาลงทุนทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก จนประสบความสำเร็จ ร่ำรวยมั่งคั่ง
  • การแก้ล้างแค้นของ Karol
    • ครุ่นคิดแผนการแก้ล้างแค้น แสร้งว่าตนเองเสียชีวิต Dominique จึงเดินทางมาร่วมงานศพ
    • แต่เมื่อกลับถึงโรงแรมกลับพบว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ร่วมรักหลับนอน เติมเต็มความต้องการของกันและกัน
    • เช้าวันถัดมาหลังจาก Karol สูญหายตัวไป Dominique ถูกตำรวจควบคุมตัว กลายเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเข่นฆาตกรรมอดีตสามีเพื่อเงินมรดก
  • ปัจฉิมบท, Karol ส่องกล้องมอง Dominique วาดฝันถึงอนาคตร่วมกันอย่างเสมอภาค

เมื่อเทียบกับ Blue (1993) การดำเนินเรื่องของ White (1994) แทบไม่มีลูกเล่น ความน่าตื่นเต้น ชวนให้ติดตามสักเท่าไหร่ มากสุดก็หวนระลึกภาพวันแต่งงาน Julie Delpy งดงามราวกับเทพธิดา นางฟ้าลงจากสรวงสวรรค์ ส่วนที่เหลือคือโชคชะตาพาซวยของ Karol ที่เต็มไปด้วยความเหนือจริง (Surreal) จับต้องแทบไม่ได้ แต่นั่นคือความจงใจนำเสนอในเชิงสัญลักษณ์ ชวนให้ขบครุ่นคิดวิเคราะห์ตามเท่านั้นเอง


เพลงประกอบโดย Zbigniew Preisner (เกิดปี 1955) นักแต่งเพลงสัญชาติ Polish เกิดที่ Bielsko-Biała วัยเด็กชื่นชอบกีตาร์กับเปียโน หัดเล่น-เขียนบทเพลงด้วยตนเอง (ไม่เคยเข้าศึกษาที่ไหน) โตขึ้นร่ำเรียนประวัติศาสตร์และปรัชญา Jagiellonian University, Krakow จบออกมาทำงานยังโรงละคร Stary Theater, ระหว่างทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องแรก Prognoza pogody (1981) มีโอกาสรับรู้จักผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski เริ่มร่วมงานกันตั้งแต่ No End (1995) จนถึงเรื่องสุดท้าย Three Colours (Blue, White, Red)

งานเพลงของ White (1994) ไม่ได้มีความยิ่งใหญ่อลังการขนาด Blue (1993) แต่ถือว่าเต็มไปด้วยลูกล่อลูกชน หยอกล้อเล่นกับผู้ชม เพราะตัวละครต้องผจญเรื่องวุ่นๆวายๆ เหนือเกินจริง จับต้องไม่ค่อยได้ (Surreal) บทเพลงเลยต้องคอยสร้างความฉูดฉาด (แทนสีสันที่มองไม่ค่อยเห็นของหนัง)

หลังจากรับฟังทั้งอัลบัม ผมรู้สึกว่าสามารถแบ่งเพลงออกเป็น Paris vs. Warsaw ในช่วงแรกๆ(ที่ France) จะมีความหดหู่ ท้อแท้สิ้นหวัง เพราะตัวละครถูกกระทำร้ายจนชอกช้ำทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ, แต่หลังจากเดินทางกลับบ้าน(ที่ Poland) ทุกสิ่งอย่างจะพลิกกลับตารปัตร ดนตรีเริ่มเต็มไปด้วยสีสัน จังหวะสนุกสนาน ด้วยสไตล์เพลง Tango (ที่ได้รับความนิยมในการเต้นลีลาศ)

เริ่มจากบทเพลงฝั่ง Paris จะได้ยินเสียงเป่าเครื่องลมที่มีความทุ้มต่ำ มอบสัมผัสอันเวิ้งว้างว่างเปล่า หมดสิ้นหวังอาลัย สื่อถึงชีวิตตัวละครที่ได้สูญเสียทุกสิ่งอย่าง ไร้แม้กระทั่งหนทางจะกลับบ้าน เต็มไปด้วยความเก็บกด อึดอัดอั้น นี่ฉันทำผิดอะไรถึงต้องมาทนทุกข์ทรมานขนาดนี้

Home at last เป็นบทเพลงที่ได้ยินแล้วทำให้จิตใจรู้สึกชุ่มชื้น กระชุ่มกระชวย เริ่มต้นด้วยเสียงเปียโนที่แสดงออกถึงความดีใจอย่างสุดซึ้ง ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็เชื่อว่าจะสามารถเอาตัวรอด พานผ่านเรื่อยร้ายๆได้ด้วยดี และครึ่งหลังบทเพลงนี้คืออารัมบทของชีวิตที่กำลังปรับเปลี่ยนแปลงไป ลุกขึ้นมาโยกเต้นจังหวะ Tango โดยไม่ยี่หร่าอะไรใคร

ผมเลือกบทเพลงที่มีความยาวสุดในครึ่งหลังอัลบัม Morning at the Hotel จากท่วงทำนอง Tango ได้ยินซ้ำๆจนมักคุ้นชิน แสดงถึงสีสันของชีวิต เต็มไปด้วยความหยอกเย้า หรรษาเริงร่า ยียวนกวนบาทา เหมือนการหักเหลี่ยมเฉือนคม ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน เธอทำกับฉัน ฉันทำกับเธอ แล้วสักวันหนึ่งเราจะครองคู่รักกัน

มนุษย์จะบังเกิดความเข้าใจคุณค่าชีวิต ถือกำเนิดมาเพื่ออะไร? ก็ต่อเมื่ออยู่ในจุดตกต่ำสุด หรือพานผ่านประสบการณ์เฉียดตาย! ผู้กำกับ Kieślowski หลังรับรู้ว่าตนเองมีปัญหาโรคหัวใจ คงตกอยู่ในสภาวะมืดหม่น หมดสิ้นหวัง น่าจะเคยครุ่นคิดกระทำอัตวินิบาตกรรม แต่หลังจากสติหวนกลับคืนมา สามารถครุ่นคิดทบทบวน ทำให้เกิดความเข้าใจอะไรๆมากมาย ค้นพบเป้าหมายชีวิต ต้องการสรรค์สร้างบางสิ่งอย่างอันทรงคุณค่าในช่วงเวลาที่(อาจ)หลงเหลืออยู่

ด้วยเวลาชีวิตที่เหลือน้อยลงทุกวินาที Kieślowski จึงไม่ใคร่สนอะไรที่มันอ้อมค้อม ประณีประณอม ยื้อยักชักช้า ลีลาเล่นตัว ก็เหมือนความรู้สึกที่เขาได้รับจากการถูกหมาอำนาจทางเศรษฐกิจ/ยุโรปตะวันตก มองด้วยสายตาดูถูกเหยียดยามต่อประเทศ Poland รับรู้ทันทีว่านั่นเป็นการแสดงออกที่ไม่ถูกต้อง ขัดย้อนแย้งต่อคำขวัญเสมอภาค Égalité (Equality) ด้วยเหตุนี้จึงนำเสนอวิธีแก้ปัญหาแบบ “ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน” ใครทำอะไรฉันไว้เมื่อได้รับสิ่งนั้นคืนตอบสนอง ย่อมบังเกิดความสาแก่ใจ รู้สำนึกผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี และสามารถปรับเปลี่ยนตนเองสู่อุดมคติแห่งความเท่าเทียมที่แท้จริง

เอาจริงๆผมโคตรชอบแนวคิดนี้นะ เพราะมันสะท้อนหลักพุทธศาสนา “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง” แต่เราต้องทำถึงขนาดนั้นเชียวหรือ? ยินยอมละทอดทิ้งสามัญสำนึก? กลับกลอก หลอกลวง คิดคดทรยศหักหลังผู้อื่น ไต่เต้าสู่จุดสูงสุดของชีวิต เพื่อให้ได้มาซึ่งความเสมอภาคเท่าเทียม และการยินยอมรับจากผู้อื่น … นี่ฟังดูเหมือนการเรียกร้องความสนใจมากกว่านะ!

วิธีการนำเสนอของผู้กำกับ Kieślowski แม้ในลักษณะล้อเลียนเสียดสีระบอบทุนนิยม (ใช้กลวิธีอันเลวร้ายเพื่อให้ได้เงินๆทองๆ สำหรับกระทำสิ่งตอบสนองความต้องการ) จนมีความเหนือจริงจับต้องไม่ได้ (Surreal) แต่สุดท้ายมันกลับเป็นการสร้างแนวคิดที่ว่า ถ้าเราต้องการความเสมอภาค ก็ต้องทำตัวให้เท่าเทียมกับผู้อื่น … นี่ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องเสียทีเดียว

จริงอยู่ถ้ามองในแง่เศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ พวกหมาอำนาจจ้าวโลกล้วนสนเพียงประเทศที่สามารถตอบสนองความต้องการ มีสิ่งพึงประสงค์อยากได้ ถึงมีสิทธิ์ในการแลกเปลี่ยน เผชิญหน้าอย่างเสมอภาคเท่าเทียม แต่ถ้าคุณไร้ซึ่งทรัพยากร สินค้าต่อรองใดๆ ก็ย่อมไม่มีใครไหนหันแลเหลียว (เหมือนการที่สิบประเทศ ASEAN ต้องรวมตัวกันเพื่ออำนาจต่อรองการค้ากับประเทศอื่นๆ)

แต่ในแง่ความเสมอภาคของมนุษย์นั้น เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไร หรือกระทำสิ่งใดแสดงออกว่าฉันมีความเท่าเทียมกับผู้อื่น เพราะนั่นคือสัจธรรมจริงแท้ ไม่ต้องต่อรอง ไม่ต้องร้องขอ คนที่แสดงพฤติกรรมดูถูกหยามเหยียด ก็ให้เข้าใจไปเลยว่าบุคคลนั่นไม่ใช่มนุษย์ เดรัจฉานตัวหนึ่งเท่านั้น!

สำหรับความเสมอภาคระหว่างสามี-ภรรยา ค่อนข้างละม้ายคล้ายการค้าระหว่างประเทศ เพราะต้องใช้ข้อตกลง มีผลประโยชน์บางอย่างร่วมกัน จริงๆมันมีรายละเอียดอีกมากมาย แต่ผู้กำกับ Kieślowski สนเพียงแก่นแท้/ความต้องการสูงสุดของมนุษย์ทั้งสองนั่นคือเพศสัมพันธ์ เมื่อไหร่ต่างฝ่ายสามารถเติมเต็มรสรัก กามสูตร ถึงจุดสูงสุด ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เมื่อนั้นความเท่าเทียมถึงจักบังเกิด … เป็นความจริงที่ขำไม่ออก!

จะว่าไปวิธีการที่ผู้กำกับ Kieślowski สรรค์สร้าง White (1994) เพื่อให้ได้มาซึ่งความเสมอภาคเท่าเทียมนั้น เต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด โกรธเกลียด ไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าเขาแค่อยากระบายความอึดอัดอั้น โต้ตอบกลับ “ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน” คงเพิ่งตระหนักว่าโลกภายนอกกำแพงอิฐ (หลังการล่มสลายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ Poland) มันช่างเหี้ยมโหด เลวร้าย โลกทุนนิยมอาจอันตรายยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์เสียอีก! แต่นั่นคือสิ่งที่ต้องอดรนทน ยินยอมรับ สักวันหนึ่งประเทศของเราจะไปถึงจุดๆนั้น

แซว: แต่จนถึงปัจจุบัน Poland (รวมถึงยุโรปตะวันออก) ก็ไม่มีประเทศไหนที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจ GDP สูงไปกว่าประเทศหมาอำนาจเก่าเลยนะครับ


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Berlin แต่เสียงตอบรับไม่หวือหวาเท่า Blue (1993) เมื่อตอนออกฉายเทศกาลหนังเมือง Venice เลยพลาดรางวัล Golden Bear ให้ภาพยนตร์ In the Name of the Father (1994) ถึงอย่างนั้นก็อีกคว้ารางวัลปลอบใจ Silver Bear: Best Director

และที่น่าแปลกใจโคตรๆคือไม่ใช่ Blue (1993) หรือ Red (1994) แต่กลับเป็น White (1994) ได้เป็นตัวแทนประเทศ Poland ลุ้นรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film ผลลัพท์ไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ [ถ้าเป็น Blue หรือ Red ก็น่าจะยังมีโอกาสลุ้นอยู่บ้างนะ!]

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ (Digital Restoration) คุณภาพ High-Definition คุณภาพเสียง 2.0 DTS-HD โดยรวมถือว่ายอดเยี่ยม สามารถหารับชมช่องทางออนไลน์ได้แทบจะทุกค่ายใหญ่ๆ แต่ถ้าต้องการซื้อแผ่น Blu-Ray เลือกได้ทั้งฉบับของ MK2 และ Criterion (สแกนได้ดีทั้งคู่แต่ Criterion จะมี Special Feature มากกว่าพอสมควร)

ส่วนฉบับบูรณะ 4K เพิ่งแล้วเสร็จเมื่อกลางปี 2022 เมืองไทยนำเข้าฉายกรกฎา-สิงหา-กันยา ไล่เลี่ยกับสหรัฐอเมริกาเลยนะครับ ถ้าใครพลาดโอกาสนี้คงต้องรออีกพักใหญ่ๆก่อนสามารถหารับชมช่องทางอื่น

สิ่งที่โดยส่วนตัวรู้สึกผิดหวังสุดๆๆต่อ White (1994) ก็คือโลกทัศน์ของผู้กำกับ Kieślowski ใช้แนวคิดความเสมอภาค ด้วยการโต้ตอบกลับพฤติกรรมไม่เหมาะสมด้วยการกระทำที่ไม่เหมาะสม ถึงสอดคล้องสำนวนตาต่อตา-ฟันต่อฟัน คาดหวังเป็นบทเรียนให้รู้จักความเท่าเทียมที่แท้จริง แต่การจะไปถึงจุดนั้นที่ต้องแลกมาด้วยความกลับกลอก หลอกลวง ทรยศหักหลังผู้อื่น มันผิดตั้งแต่คิดจะแก้แค้นแล้วนะ!

แนะนำคอหนังตลก-ดราม่า (Anti-Comedy) แนวแก้ล้างแค้น (Revenge), นักประวัติศาสตร์ ยุโรปตะวันออก นำเสนอวิถีชีวิต สภาพสังคมประเทศ Poland ช่วงทศวรรษ 90s, และโดยเฉพาะแฟนๆนักแสดง Julie Delpy เรื่องนี้เป็นทั้งนางฟ้าและซาตาน!

จัดเรต 13+ กับความกลับกลอก หลอกลวง เต็มไปด้วยพฤติกรรมคอรัปชั่น คิดคดทรยศหักหลังแม้กระทั่ง(อดีต)ภรรยา

คำโปรย | ความเสมอภาคของ Three Colours: White ในโลกทัศน์ของ Krzysztof Kieślowski เต็มไปด้วยความกลับกลอก หลอกลวง ไม่ตลกเลยสักนิด!
คุณภาพ | ขาวซีดเผือก
ส่วนตัว | จืดชืด

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: