Throne of Blood (1957)

Throne of Blood

Throne of Blood (1957) Japanese : Akira Kurosawa ♥♥♥♥

ตีความใหม่จากบทละคร Macbeth ของ William Shakespeare, Akira Kurosawa และ Toshiro Mifune ทำให้ Throne of Blood มีความอกสั่นขวัญหาย หลอนลึกไปถึงขั้วหัวใจ ยิ่งถ้าได้รู้ว่า ตอนท้ายธนูที่ยิงนั้นของจริงไม่ใช่ของปลอม จะยิ่งแสบสะท้าน เพราะสีหน้าความกลัวตายของ Mifune ระดับขี้เยี่ยวราดเล็ดเลยทีเดียว

การดัดแปลงบทละคร Macbeth กลายเป็น Throne of Blood นี้ Akira Kurosawa หาได้มีความสนใจ แปลทุกสิ่งอย่างจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาญี่ปุ่น แค่นำแก่นสาระ โครงเรื่อง ใจความที่น่าสนใจคงไว้ แล้วนำเสนอ เล่าเรื่องในสไตล์ ความตั้งใจของตนเอง, มีพื้นหลังในยุค Sengoku (Feudal Era) ประมาณศตวรรษที่ 16 (เทียบกับ Scotland ประมาณศตวรรษที่ 11) ตัวละคร Macbeth กลายเป็นซามูไรชื่อ Taketoki Washizu อยู่ภายใต้การปกครองของ Lord Kuniharu Tsuzuki เจ้าของปราสาท ป่าใยแมงมุม (Spider’s Web Forest) แม่มดสามตน กลายมาเป็นชายหัวขาวเพียงคนเดียว (Forest Spirit) และตอนจบไม่ได้ดวลดาบสองต่อสอง แต่เป็นการถูกทรยศ ธนูปักทั่วตัวเสียชีวิต

ชื่อหนังภาษาญี่ปุ่น Kumonosu-jō แปลว่า Castle of the Spider’s Web ปราสาทของใยแมงมุม ถือว่าเป็น Shakespeare Trilogy เรื่องแรกของ Akira Kurosawa อีกสองเรื่องประกอบด้วย The Bad Sleep Well (1965) ดัดแปลงมาจากบทละคร Hamlet และ Ran (1985) ดัดแปลงจากบทละคร King Lear

ใจความของหนัง ยังคงไว้ซึ่งใจความของบทละคร Macbeth อันประกอบด้วย ความซื่อสัตย์จงรักภักดี (loyalty), การคิดคดทรยศหักหลัง (betrayal), โศกนาฏกรรม (tragedy) และเรื่องราวเหนือธรรมชาติ (superstition), ชายผู้มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ได้รับฟังคำทำนายเรื่องเหนือธรรมชาติแล้วหลงเชื่อ ถูกเกลี้ยกล่อมชักจูงโดยภรรยา ให้กระทำการสังหารเจ้านายแล้วกลายเป็นผู้นำเสียเอง แต่ความขลาดกลัว หวาดระแวงคนรอบข้าง ว่าจะคิดอ่านทำการแบบเดียวกับที่ตนเคยทำ ได้บัลลังก์ด้วยเลือด ก็ต้องเสียไปด้วยเลือด สุดท้ายผลกรรมจึงตามสนองกลับสู่ตน เคยคิดคด กระทำทรยศผู้อื่น ย่อมต้องถูกหักหลังย้อนรอย เกิดเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า สมควรต้องจดจำฝังลึกไว้ในใจ

นำแสดงโดย Toshiro Mifune ที่นำเสนอความบ้าคลั่งได้อย่างถึงอกถึงทรวง, หลายคนอาจจดจำภาพนักเลง ซามูไรกวนๆ ตัวละครสุดขบถ คิดทำอะไรแปลกๆของ Mifune ได้เป็นอย่างดีจาก Seven Samurai (1954) และ Yojimbo (1961) แต่กับหนังเรื่องนี้ เขานำเสนออีกด้านของอารมณ์ ความเคร่งขรึม จริงจัง ขลาดกลัว และหวาดระแวง นี่เป็นอารมณ์ที่ต้องถูกนำออกมาจากภายในเท่านั้น จึงจะสามารถโน้มน้าวให้เชื่อได้ว่า ตัวละครรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

ตลอดทั้งเรื่อง Mifune พยายามเก็บกดดันอารมณ์ของตัวละครนี้ไว้ ไม่เปิดเผยออกมาให้เห็นมากนัก ดังจะเห็นได้จากสีหน้า คำพูด ท่าทางที่จริงจัง เคร่งเครียดตลอดเวลา จนกระทั่งเมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็เริ่มปะทุออกมา นับจากคืนงานเลี้ยง (ที่เห็นภาพหลอน) มาจนถึงขณะกองทัพของศัตรู ยาทตรามาถึงหน้าปราสาท เสียงหัวเราะร่า บอกกล่าวกับทหารถึงคำทำนายที่ตนได้รับ (โอ้อวดทะนงตน หยิ่งผยอง) ‘ข้าจะตายก็ต่อเมื่อ ต้นไม้เคลื่อนที่ได้’ ความเชื่อที่ว่า ความพ่ายแพ้คงไม่มาถึง แต่เมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง สิ่งที่อยู่ภายในจึงระเบิด ราวกับเขื่อนอารมณ์แตกพังทลายออกมาทั้งหมดสิ้น

กับฉากยิงธนูเฉียดหน้า เห็นว่าเป็น Mifune ร้องขอให้ Kurosawa ใช้ธนูจริง เพื่อเขาจะได้แสดงความหวาดกลัวออกมาได้อย่างสมจริงเป็นที่สุด, Kurosawa ไปจ้างนักธนูอาชีพ ที่มีฝีมือแม่นยำ และให้ Mifune สวมชุดป้องกัน เพื่อเผื่อว่าเกิดความผิดพลาด ธนูจะได้ไม่ทำอันตราย, กระนั้น … มันก็น่ากลัวจริงๆนะแหละครับ ห่างไปแค่ไม่กี่เซนติเมตร สีหน้าความหวาดกลัวที่เห็นในหนัง ไม่ใช่แค่กับตัวละคร แต่คือ Mifune จริงๆ ที่ถ้าพลาด ยืนไม่ตรงตำแหน่ง หรือธนูแทงทะลุเข้าเนื้อ ก็เป็นอันได้ชีพวายกันพอดี ซึ่งมันไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง Kurosawa เปลี่ยนมุมกล้องไปมานับสิบรอบ ถ่ายจริงคงหลายชั่วโมง ออกมาไม่สมจริงก็ให้รู้กันไปเลย, ผมเรียกช่วงเวลานี้ของหนังว่า “วินาทีของความกลัวตาย ขี้เยี่ยวราดเล็ดที่สุดในโลกภาพยนตร์”

Isuzu Yamada รับบท Lady Asaji Washizu (เทียบได้กับ Lady Macbeth) ภรรยาสาวผู้เกลี้ยกล่อม ชักจูงสามี ราวกับแมงมุมชักใยบงการอยู่เบื้องหลัง ให้ทำตัวเหมือนลูกผู้ชาย กล้าๆที่จะหวังสูง ลอบสังหาร Lord Kuniharu Tsuzuki เพื่อจักได้กลายเป็นเจ้าของปราสาทเสียเอง, Lady Washizu ผู้นี้ ผมว่าเหี้ยมลึกกว่า Lady Macbeth คนอื่นๆที่เคยเจอมาอีกนะครับ เพราะคำพูดของเธอมีความตรงไปตรงมา ไม่มีลีลาอ้อมค้อม (เรียกว่า พูดน้อยต่อยหนัก) แทงใจ Washizu ได้โดยไม่ต้องอ้อนวอนอะไรมาก และตอนที่เธอเสียสติ ก็แสดงความบ้าคลั่งออกมาด้วยสายตาที่พองโต (ปกติจะทำตาเล็กๆ) เห็นแบบนี้โคตรหลอนเลย

สำหรับ Isuzu Yamada อาจมีคนจำหน้าเธอได้ เคยเล่นหนังของ Kurosawa 3 เรื่อง ประกอบด้วย The Lower Depths (1957), Throne of Blood (1957), Yojimbo (1961), เล่นหนังของ Yasujirō Ozu เรื่อง Tokyo Twilight (1957) ถือว่าเป็นนักแสดงหญิงที่มีทั้งฝีมือ ชื่อเสียง เคยได้รางวัล Best Actress จาก Blue Ribbon Award กับ Mainichi Film Award อย่างละ 2 ครั้ง และได้รับ Special Award: Lifetime Achievements จาก Japan Academy ในปี 1995 คอหนังญี่ปุ่น จดจำเธอไว้หน่อยนะครับ

สำหรับคนที่ฆ่าตัวละครของ Mifune ก็ไม่ใช่ใครอื่น General Odagura (เทียบได้กับ Macduff ผู้ฆ่า Macbeth) รับบทโดย Takashi Shimura ขาประจำของ Kurosawa ที่ใครๆคงจำได้จาก Ikiru (1952) และ Seven Samurai, กับเรื่องนี้ปู่แกไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ เห็นตอนพูดแสดงความเห็นต้นเรื่อง โผล่มากลางเรื่องแปปหนึ่ง และตอนท้ายเป็นคนออกคำสั่งให้ทหารตัดต้นไม้

ในการกำกับนักแสดงเรื่องนี้ เห็นว่า Kurosawa ได้อิทธิพล แรงบันดาลใจมาจากการแสดง Noh (เราจะเห็นการแสดงนี้ในหนังด้วย) เป็นการแสดงละครเวทีพื้นบ้าน (Theatrical Tradition) ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่นยุคก่อน (ผู้กำกับ Yasujirô Ozu เคยใส่การแสดงนี้มาใน Late Spring-1949) การแสดง Noh นิยมนำบทละคร Shakespeare มาตีความ ถ่ายทอดในแบบฉบับญี่ปุ่น นี่ทำให้ Kurosawa หยิบเอาแนวทางของ Noh มาใช้เป็นองค์ประกอบการเล่าเรื่อง, ลักษณะของ Noh Drama คือนักแสดงชอบที่จะวาดเท้า เดินวนไปมาหลายๆรอบ ก่อนมาหยุดตรงกลางแล้วเริ่มแสดง นี่แบบเดียวกับขณะที่ตัวละครของ Mifune เห็นภาพหลอน (ในฉากงานเลี้ยง) ก็ชักดาบเดินวนไปรอบๆ เป็นการกระทำเพื่อตอบโต้กับความกลัวของตนเอง

ถ่ายภาพโดย Asakazu Nakai ขาประจำของ Kurosawa, ถ้า Lawrence of Arabia (1962) คือหนังที่ถ่ายทะเลทรายได้ไกลสุดลูกหูลูกตาที่สุด Throne of Blood คือหนังที่ถ่ายหมอกยามเช้า ได้ขมุกขมัว อึมครึม และลึกล้ำที่สุด, เราจะเห็นตัวละครขี่ม้าวิ่งเข้าไปในหมอกจนเห็นเป็นเงาร่างดำๆค่อยเลือนลางจางหายไป บางครั้งวิ่งย้อนกลับเข้ามาหากล้องใหม่ บางทีแพนภาพเคลื่อนตามเงาดำของตัวละคร ฯ เป็นแบบนี้อยู่นานเป็นนาทีทีเดียว จงใจให้เห็นว่า หมอกมันหนาจัด บดบังวิสัยทัศน์ จนเหมือนเขาวงกต มองอะไรไม่เห็น ไปไหนไม่ถูก

งานภาพขาวดำแบบนี้ มันอาจไม่ตื่นตาตื่นใจผู้ชมสมัยนี้สักเท่าไหร่สมัยนี้ แต่ลองทำตัวเป็นคนยุค 50s ที่ไม่เคยเห็น Special/Visual Effect ตระการตาล้ำๆ กับฉากเปิด/ปิดหนัง ถ่ายจากสถานที่จริง รอหมอกยามเช้าให้ปกคลุมทั่วทุกพื้นที่รอบภูเขาไฟฟูจิ ตั้งกล้องถ่ายทิ้งไว้ จนหมอกควันค่อยๆเลือนลางจางหายไป จากผืนดินโล่งๆ พอหมอกควันพัดผ่านกลายเป็นปราสาท คนสมัยนั้นเห็นความสวยงามแบบนี้ อ้าปากค้างแน่ๆ ราวกับเป็นความฝัน เหมือนมีเวทย์มนต์ เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ

หมอก มีนัยยะแสดงถึงภาพในวิสัยทัศน์ของ Washizu ที่ต้นเรื่องก่อนเห็นปราสาทเต็มไปด้วยหมอก (มองอะไรไม่เห็น) พอหมอกจางหายจึงเริ่มเห็นปราสาท นั่นคือเป้าหมายสุดท้ายของเขา และตอนจบที่หมอกค่อยๆกลับมาปกคลุมบดบังปราสาทจนมองไม่เห็น แสดงถึงจุดสิ้นสุดของความฝัน และสูญสลายหายไป เหลือแค่เสาไม้ที่บ่งบอกว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของ ปราสาทใยแมงมุม

ฉากในป่าใยแมงมุม (Spider’s Web Forest) การถ่ายภาพมักจะ ถ่ายผ่านกิ่งไม้ที่ขึ้นได้รกรุงรัง เกี่ยวก่าย เกาะแก่งกันอย่างซับซ้อน, กล้องจะเคลื่อนตาม (Tracking) ตัวละครขณะอยู่บนหลังม้า (สังเกตว่าม้าในหนังแทบไม่เคยอยู่สุขเลย ดิ้นไปมา ยังกะเห็น/กลัวผี) ซึ่งพอมาถึงใจกลางของป่า สุสานของคนหลงทาง พบกับ Forest Spirit กิ่งไม้ที่บดบังตัวละครก็จะหายไปหมดสิ้น ม้าก็จะหยุดดิ้น เห็นแต่หมอกควัน

ป่าใยแมงมุม ออกแบบมาให้มีความซับซ้อน เหมือนหยากไหย้ ที่ใครหลงเข้ามาติดกับก็อาจหลงอยู่ป่าจนตัวตาย หาทางออกไม่ได้ นี่แสดงถึงชีวิตที่วังวนเวียนอยู่กับที่ ไร้เป้าหมาย ไม่รู้จักแสวงหาหนทางเอาตัวรอด

Forest Spirit กำลังนั่งม้วนเส้นด้าย นี่เปรียบได้กับ โชคชะตาชีวิตของมนุษย์, เส้นด้าย ถือเป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่โบราณของคนญี่ปุ่น บางครั้งมันอาจม้วนพันกันคนอื่น (เช่น ด้ายแดง ถ้าผูกติดกันก็กลายเป็นคู่ชีวิต) หรือถ้าด้ายขาดเมื่อไหร่ก็เท่ากับชะตาขาด, ฉากนี้ผมยกเทียบความหมายกับ The Eternal Motherhood แม่หญิงไกวเปลนิรันดร์ใน Intolerance (1916) ของผู้กำกับ D.W.Griffith ที่ต่อให้โลกจะหมุนไปนานแค่ไหน แต่บางสิ่งบางอย่างยังคงเป็นนิรันดร์และเหมือนเดิม

Nakai ในกองถ่ายของ Kurosawa จะมีหน้าที่เป็น Operater มักไม่ค่อยได้ประจำอยู่หน้ากล้องเสียเท่าไหร่ แต่เขาเป็นผู้ควบคุมการถ่ายภาพทั้งหมด เพราะหนังของ Kurosawa มักจะไม่ใช้กล้องแค่ตัวเดียว ขั้นต่ำอย่างน้อยก็ 3 ตัว ถ่ายจากคนละทิศทาง นี่เพราะความเชื่อที่ว่า การแสดงที่ดีที่สุด บางครั้งออกมาแค่ครั้งเดียว จึงจำเป็นต้องเก็บรายละเอียดให้ได้ครบทั้งหมด กับฉากแอ็คชั่นยิ่งใช้กล้องเยอะ บางทีนับสิบๆตัว เพราะจะได้ไม่ต้องถ่ายซ้ำบ่อย และบางแอ็คชั่นจะให้มันเกิดซ้ำเดิมคงเป็นไปไม่ได้แน่ (กับหนังเรื่องนี้คงไม่ใช้กล้องเยอะขนาดนั้น เพราะไม่ได้มีฉากแอ็คชั่นเยอะเท่าไหร่)

ตัดต่อโดย Akira Kurosawa, ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็น Loose Base เอาแก่นสาระ ใจความสำคัญมาจากบทละคร Macbeth จึงไม่ได้นำคำพูด เหตุการณ์ทั้งหมดมานำเสนอ เราสามารถเรียกได้ว่า เป็นเรื่องราวที่อิสระต่อรูปแบบเดิมๆของบทละคร Macbeth, วิธีการที่ Kurosawa นำเสนอ คือ ใช้ภาพและการกระทำของตัวละครเล่าเรื่อง

กับอีกหนึ่งฉากที่เป็นตำนานของหนังเรื่องนี้ ขณะที่ Washizu เดินออกจากห้อง เพื่อไปฆ่า Lord Tsuzuki, หนังไม่ได้ทำให้เราเห็นขณะฆ่า (แต่หลังฉากนี้ จะเห็น Washizu ฆ่าทหารที่ยืนยามเพราะอ้างว่าทรยศ) [คนดีในหนังจะไม่เห็นฉากฆ่าตาย แต่คนชั่วจะเห็นตอนถูกแทงฆ่า] เราจะเห็นสีหน้าของ Washizu ที่กำลังรวบรวมพลังกายใจ มองหน้าภรรยา ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ฉากนี้ไม่มีเสียงพูด เงียบเสียงเพลง (มีแค่เสียงฝีเท้า) ขณะดูฉากนี้ โดยไม่รู้ตัว ผมกลั้นหายใจ ลุ้นตัวเกร็งว่าจะเกิดอะไรขึ้น (ทั้งๆที่ก็รู้อยู่แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ก็… อดไม่ได้) ความเงียบทำให้บรรยากาศหนังตึงเครียดถึงขีดสุด ขนาดว่า Lady Washizu ต้องลุกขึ้นเดินวนไปมา เพราะจิตใจอันเร่าร้อนรน นั่งทนอยู่กับที่ไม่ได้ ผมเรียกว่าช่วงเวลาขณะนี้ “วินาทีของความอัดอั้นที่สุดของโลกภาพยนตร์”

การเงียบเสียงฉากนี้ถือว่ามีความทรงพลังอย่างมาก ถ้าเป็นเรื่องอื่น ฉากนี้จะเป็นการพูดพร่ามน้ำไหลไฟดับ Lady Macbeth ยั่วยวนท้าทาย Macbeth จนยอมทำตาม ผลลัพท์ที่ได้มันคนละอารมณ์นะครับ การไม่พูดทำให้เกิดความเครียด กดดัน อัดอั้น แต่การพร่ามสาทยายออกมา มันจะฮึดฮัด ดื้อดึง หงุดหงิด งุ่นง่าน ฯ (เฉพาะฉากนี้ ส่วนตัวชอบการนำเสนอของ Throne of Blood มากๆ เพราะมันอึดอัด ทรมานดีแท้)

เพลงประกอบโดย Masaru Sato, นี่ถือเป็นผลงานเต็มตัวเรื่องแรกกับ Kurosawa (ร่วมงานกันครั้งแรกใน I Live in Fear-1955 แต่เรื่องนั้น Fumio Hayasaka ได้แต่งเพลงประกอบไว้บางส่วนแล้วก่อนเสียชีวิต แล้ว Sato ค่อยเข้ามาสานต่อ) ดนตรีมีความโหยหวน หลอกหลอน เย็นยะเยือก เสียดแทงไปถึงขั้วของหัวใจ, ผมไม่แน่ใจว่า เพลงประกอบเขียนขึ้นโดยอ้างอิงทำนองมาจากการแสดง Noh ทั้งหมดหรือเปล่า แต่เครื่องดนตรีบางชิ้นนั้นใช่แน่

ขลุ่ย Nohkan ที่นิยมกับการแสดง Noh และ Kabuki เมื่อเป่าลมเข้าไป จะให้แต่เสียงแหลมออกมา ได้ยินแล้วจะแสบแก้วหู เสียดแทงไปถึงขั้วหัวใจ, ใช้เพื่อสร้างบรรยากาศ อันโหยหวน เย็นชา (เหมือนเดินอยู่ในป่าช้า) ให้สัมผัสถึงตัวละครที่มีความขลาดกลัว หวาดระแวงเจ็บปวด สั่นลึกเข้าไปถึงทรวง

สิ่งที่ Throne of Blood แตกต่างจาก Macbeth อย่างชัดเจนคือ Washizu ดูมิได้มีความสำนึก ระลึกความผิดที่ตนกระทำได้เลย, การแสดงของ Mifune ในช่วงครึ่งหลัง มันเหมือน คนบ้า ที่ไร้สติ ขาดความยับยั้งชั่งใจใดๆ หลังจากภรรยาเสียสติ และเห็นต้นไม้เคลื่อนที่ได้ สิ่งที่ตัวละครแสดงออกมาคือ ความหวาดกลัวขี้เยี่ยวราดเล็ด ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ถูกเก็บสะสมมานาน แล้วระเบิดออกหมดทุกสิ่งอย่างในตอนจบ, ผิดกับ Macbeth ที่ความขลาด หวาดกลัวต่อกรรมที่จักตามสนอง ติดตัวมาตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาลงมือฆ่ากษัตริย์ แล้วค่อยๆพัฒนากลายไปเป็น Tyrant ความชั่วร้ายทะยอยออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้เก็บสะสมรอวันปะทุออกตอนจบเสียทีเดียว, ความแตกต่างในจุดนี้ ทำให้สาระบางอย่างของเรื่องเปลี่ยนแปลงไป
– Macbeth กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อตามสนอง เราอาจรู้สึกสมเพศ แต่ยังรู้สึกสงสารเห็นใจ Macbeth ในตอนจบ
– ผิดกับ Throne of Blood ที่จะมีแต่ สมน้ำหน้า อยากเหยียบย่ำซ้ำเติม

มองแบบนี้ Macbeth (1948) อาจดูดีกว่าในแง่เรื่องราวความบันเทิง แต่ Throne of Blood มีการแสดงที่เค้นอารมณ์ออกมาถึงขีดสุด, เช่นกันกับ บทสนทนา พูดน้ำไหลไฟดับ ขับเป็นกลอนของ Macbeth ถูกแทนด้วย การเล่าเรื่องด้วยภาพ การเคลื่อนไหว (แบบ Noh) มองตาก็เข้าใจ เป็นเหมือนบทกลอนของภาษาภาพยนตร์, อะไรที่ขาดหายไปจากบทละคร Macbeth จะเห็นว่า Throne of Blood แทนที่ด้วยศิลปะอีกแขนงหนึ่งเสมอ

เกร็ด: สำหรับบทสนทนาของหนังกับคนที่ฟังภาษาญี่ปุ่นออก ก็น่าจะรู้ว่าไม่ได้สำบัดสำนวน คล้องจองเป็นกลอนเหมือน Macbeth นะครับ แต่หนังมีเพลงที่แต่งขึ้น แล้วมีทำนองสัมผัสคล้องจองอยู่ 2-3 เพลง นี่ถือเป็นการเอามาใช้ทดแทนความแตกต่างได้เหมือนกัน

อำนาจ ที่ได้มาด้วยเลือด ย่อมต้องเสียไปด้วยเลือด เป็นวัฏจักรกงเกวียนกำเกวียน เมื่อตนเคยทำเช่นนี้ได้ ไฉนใครผู้อื่นจะทำกับตนเช่นนี้ไม่ได้, ด้วยความคิดแบบนี้ทำให้เกิดความหวาดระแวง หวั่นกลัวคนรอบข้างใกล้ตัว มันอาจมีคนที่คิดหรือไม่มีใครคิดเลยก็ได้ ผู้นำที่ได้อำนาจมาด้วยลักษณะเช่นนี้ มักกลายเป็นทรราชย์ เผด็จการ Tyrant ชอบทำอะไรที่รุนแรง เด็ดขาด ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ใครทำอะไรด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ก็จะคิดมาก เห็นเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ สุดท้ายก็ทำอะไรไม่คิดหน้าไม่คิดหลัง ไม่รอบคอบ ไม่สนใจคำทักท้วงของใคร คนที่มีนิสัยลักษณะนี้ ไม่ถือว่าเป็นผู้นำที่ดีเลยนะครับ

หนึ่งในลักษณะของผู้นำที่ดี ต้องมีความเชื่อมั่น ไว้ใจ ทั้งกับตัวเอง คนรอบข้าง ผู้ใต้บังคับบัญชา และคนที่ต่ำกว่า เพราะไม่มีทางที่เราตัวคนเดียว จักสามารถทำอะไรเองได้ทุกอย่าง, กับคนที่ไม่เคยไว้เนื้อเชื่อใจใครผู้อื่น ก็มักไม่มีใครที่อยากไว้เนื้อเชื่อใจอะไรกับเราเช่นกัน

โรคจิตเภทชนิดหวาดระแวง (Paranoid Schizophrenia) ถือว่าเป็นโรคที่ได้พบมากที่สุดในโลก ผู้ป่วยจะมีความกลัว หวาดระแวง หลงผิด มีอาการโกรธง่าย ก้าวร้าว ชอบทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น อาการเบื้องต้นยังสามารถรักษาหายได้ แต่ถ้าเป็นรุนแรงอาจถึงขั้นเกิดภาพหลอน ย้ำคิดย้ำทำ มีแนวโน้มสูงที่จะพยายามฆ่าตัวตาย, ใครมีเพื่อนเป็นคนขี้ระแวง ลองสังเกตดูนะครับ แต่สมัยนี้คงเป็นไปได้ยากถ้าจะเป็นแบบหนังเรื่องนี้ ดูแล้วจดจำ ศึกษาไว้หน่อยก็ยังดี

ส่วนตัวผมได้แค่ชอบหนังเรื่องนี้ แต่ยกย่องชื่นชมในการแสดงของ Toshiro Mifune เป็นอย่างยิ่ง, ปัญหาคือ มันมีหนังเรื่อง Macbeth (1948) ของผู้กำกับ Orson Welles และ Macbeth (1971) ของผู้กำกับ Roman Polanski ให้เปรียบเทียบ แล้วผมดันไปชอบลีลาการเล่าเรื่องแบบสองเรื่องนั้นมากกว่า

ในแง่ความเป็นศิลปะ Throne of Blood >= Macbeth (1948) > Macbeth (1971)
แต่ในแง่ความบันเทิง Macbeth (1971) > Macbeth (1948) > Throne of Blood

นี่ไม่ได้แปลว่า ผมชอบหนังที่มีบทพูดน้ำไหลไฟดับ ขับเป็นคำกลอนคล้องจองกันสวยๆแบบ Macbeth (1948) มากกว่าหนังที่ใช้ภาพเล่าเรื่อง พูดน้อยต่อยหนักแบบ Throne of Blood นะครับ (ปกติถ้ามีหนัง Hollywood, ยุโรป, เอเชีย แบบนี้ ผมมักจะชอบหนังเอเชียมากกว่า) แต่เพราะ Throne of Blood มีการดัดแปลงในวิถีที่แตกต่าง ซึ่งได้ตัดอะไรหลายๆอย่างทิ้งไป นี่อาจทำให้แฟนเดนตายรู้สึกผิดหวังบ้าง ซึ่งการที่มีสิ่งอื่นทดแทนกัน บางอย่างมันยังไม่ดีเลิศพอ เทียบเคียงกันไม่ได้ เลยรู้สึกว่า Macbeth (1948) กับ Macbeth (1971) มีความบันเทิงที่ดูง่าย สวยงามกว่า (นิดหน่อย)

ถ้าคุณเป็นแฟนหนังของ Akira Kurosawa, Toshiro Mifune นี่เป็นหนังเรื่องบังคับที่ต้องดูให้ได้, แฟนเดนตาย Macbeth ของ William Shakespeare ก็เช่นกัน

จัดเรต 13+ กับความรู้สึกอันบ้าคลั่งที่แสดงออกมาของตัวละคร

TAGLINE | “Throne of Blood ของ Akira Kurosawa เป็นงานศิลปะที่ขายการแสดงของ Toshiro Mifune นำเสนอความบ้าคลั่ง ในระดับขี้เยี่ยวเล็ดราด”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of