To Live (1994)

To Live 1994

To Live (1994) Chinese : Zhang Yimou ♥♥♥♡

หนังรางวัล Grand Prix จากเทศกาลหนังเมือง Cannes โดยปรมาจารย์ผู้กำกับชาวจีน Zhang Yimou และนักแสดงขาประจำ Gong Li, เรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ได้พบกับวิกฤตต่างๆมากมาย ในช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติ สงครามภายใน และการเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีน พวกเขาจะหาทางเอาตัวรอด ‘มีชีวิต’ อยู่ได้อย่างไร

ผมเขียนรีวิวหนังจากประเทศจีนมาก็หลายเรื่อง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหนัง Hong Kong ไม่ก็หนัง Taiwan เสียมาก ไม่ค่อยมีโอกาสเขียนถึงหนังจากจีนแผ่นดินใหญ่สักเท่าไหร่ และเพิ่งมารู้ตัวด้วยว่ายังไม่เขียนหนังที่ Zhang Yimou กำกับสักเรื่อง (Yellow Earth เป็น Chen Kaige กำกับ ส่วน Yimou เป็นผู้กำกับภาพ) นี่ก็คงถึงเวลาสักที วันนี้จึงเลือก To Live หนึ่งในผลงานที่ว่ากันว่า ยอดเยี่ยมที่สุดของ Yimou แม้ผมดูแล้วจะไม่รู้สึกว่ายิ่งใหญ่เท่าไหร่ แต่ก็มีแนวคิดที่น่าสนใจจะมาเล่าให้ฟัง

Zhang Yimou ผู้กำกับรุ่นที่ 5 ของจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ นักเขียนบท เริ่มต้นงานสายภาพยนตร์จากการเป็นตากล้อง กำกับหนังเรื่องแรกคือ Red Sorghum (1987) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับ Gong Li ที่ต่อมากลายเป็นนักแสดงขาประจำของเขา, To Live คือผลงานลำดับที่ 5 ของ Yimou ในแนวคิดที่ต้องการนำเสนอ เรื่องราวการใช้ชีวิตเพื่อเอาตัวรอดของประชาชนธรรมดาครอบครัวหนึ่ง ผ่านช่วงเวลาที่แสนยากลำบาก

ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเรื่องเดียวกัน แต่งโดย Yu Hua, เดิมทีนั้น Zhang Yimou ตั้งใจจะดัดแปลง Mistake at River’s Edge ที่เป็นนิยาย Thriller ของผู้แต่งคนเดียวกัน แต่หลังจาก Yu Hua ได้มอบหนังสือทั้งหมดที่เขาเขียนให้ Yimou เพื่อได้ศึกษา เข้าใจแนวคิดของตน ปรากฏว่า Yimou เกิดติดใจนิยายเรื่อง To Live อย่างมาก จนสุดท้ายเขาจึงเปลี่ยนการตัดสินใจ เลือกดัดแปลง To Live ให้กลายเป็นภาพยนตร์แทน

นำแสดงโดย
– Ge You รับบทสามี Xu Fugui (แปลว่า Lucky & Rich)
– Gong Li ในบทภรรยา Jiazhen (แปลว่า Precious Family)
ทั้งสองมีลูก 2 คน
– ลูกชายคนเล็กชื่อ Xu Fengxia (แปลว่า Phoenix & Rosy Clouds)
– พี่สาวคนโตชื่อ Xu Youqing (แปลว่า Full of Celebration)
และภรรยาของลูกสาวชื่อ Wan Erxi (แปลว่า Double Happiness)

สำหรับเรื่องราวของ To Live สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ส่วน ตามช่วงเวลา ที่คาบเกี่ยวกับช่วงชีวิตขณะต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศจีน, เราอาจไม่เห็นว่าเป้าหมายของหนังคืออะไร เหมือนแค่ตัวละครใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แต่เหตุการณ์ทั้ง 5 ที่เกิดขึ้น มันจะทำให้เราตระหนักเป็นช่วงๆได้ว่า การมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาทั้งหลายนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องพบกับความสุขทุกข์ ยากลำบากแสนเข็นมากมาย

ช่วงที่ 1 การพนัน (The Gambler) ปลายยุค 40s
– Fugui เป็นคนที่ไม่สนใจอะไร (carefree) มีความหยิ่งยโสโอหัง ไม่ฟังใคร เป็นคนหลอกตัวเอง และติดการพนันอย่างหนัก ทำให้ต้องสูญเสียบ้านจากการติดหนี้สิน, พ่อเสียชีวิตเพราะหัวใจวายจากความโกรธ, ส่วนภรรยาที่ท้องลูกชายหอบลูกสาวหนีไปอยู่ที่อื่น
– Jiazhen ในช่วงนี้ สูญเสียบ้าน การเงิน และสามีไปกับการพนัน
(ความยากลำบากในการต่อสู้กับความต้องการของตนเอง)

ช่วงที่ 2 สงครามกลางเมืองและชัยชนะของจีนแดง (The War of Liberation) ปี 1949
– หลังจาก Jiazhen กลับมาหา Fugui เขาได้เริ่มอาชีพเป็นคนเชิดหุ่นเงา (shadow-puppet) ซึ่งได้ไปเปิดการแสดงหลายๆที่ จับพลัดจับผลูต้องเข้าร่วมฝั่ง Nationalist (ของ Kuomintang) เพื่อสู้กับ Communists แต่ไปๆมาๆ โชคชะตาพลิกผัน กลายเป็นนักโทษของกลุ่มปฏิวัติ หลังจากได้แสดงละครหุ่นเงา จึงได้โอกาสให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มคณะปฏิวัติ
– ช่วงนี้ Fugui พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเอาตัวรอด ซึ่งเมื่อได้กลับบ้าน หลังสงครามกลางเมืองจบลง และ Communist เป็นฝ่ายชนะ แต่ลูกสาวกลับพูดไม่ได้ เพราะเคยป่วยหนัก แต่รอดปาฏิหารย์ แลกมาด้วยสูญเสียการได้ยิน
(พูดไม่ได้ คือการไม่มีสิทธิ์เสียงในสังคม ใครชนะก็น้อมรับ เออออตาม)

ช่วงที่ 3 กับการก้าวกระโดดไกล The Great Leap Forward (1958)
– ขณะที่จีน Communist สามารถขับไล่พวก Nationalist ไปอยู่ไต้หวันได้ เหมาเจ๋อตุง ได้ออกนโยบายที่ชื่อว่า Great Leap Forward ด้วยความต้องการให้จีนเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทุกบ้านเรือนต้องบริจาคเหล็กเพื่อทำอาวุธหรือกระสุนปืน เพื่อใช้ทำสงคราม
– Fugui ที่ต้องการรักษาหน้าตา ฐานะของตนในสังคม จึงให้ลูกชายที่ร่างกายอ่อนล้าไปทำงาน แต่เขากลับไปแอบหลับแล้วได้รับอุบัติเหตุจากอิฐถล่มเสียชีวิต
(ความลำบากในการเอาตัวรอด เพราะต้องแสดงให้เห็นว่าตนยอมรับระบบการปกครองใหม่ เพื่อไม่ให้ตนเองถูกมองว่าเป็นกบฎ, ที่ลูกชายตายเพราะเขากลายเป็นกบฎ ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อพี่สาว จึงถูกรัฐตอบโต้ด้วยการฆ่าปิดปาก)

ช่วงที่ 4 การปฏิวัติวัฒนธรรม The Cultural Revolution (1966)
– นี่เป็นช่วงเวลาที่ อะไรที่เคยเป็นอดีตจะถูกทำลาย ทั้งวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ แนวคิดและอุดมการณ์ เพื่อนำประเทศจีนก้าวสู่ยุคใหม่ นี่ทำให้ Fugui ต้องเผาอุปกรณ์เชิดหุ่นเงา ที่เคยเป็นอาชีพเลี้ยงดูตนเอง
– ในโรงพยาบาล อาจารย์แก่ๆที่ทรงภูมิความรู้ ถูกจับเพราะเป็นคนหัวโบราณ เหลือแต่เด็กรุ่นใหม่ที่มีความรู้แต่ขาดประสบการณ์, หลัง Youqing คลอดลูก มีอาการเลือดตกใน แต่ไม่มีใครที่จะสามารถช่วยเหลือแก้ไขสถานการณ์ได้ ทำให้เธอต้องเสียชีวิต
(คนรุ่นเก่าต้องจากไป คนรุ่นใหม่เท่านั้นถึงมีสิทธิ์มีเสียง)

ช่วงที่ 5 อะไรจะเกิดมันก็เกิด (6 ปีถัดมา)
– Fugui กลายเป็นคนที่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา, ลูกชาย ลูกสาวเสียชีวิตหมดแล้ว เหลือแค่ภรรยา Jiazhen ที่เจ็บป่วย และหลานชายกับลูกเขย พวกเขาออกเดินทางไปเยี่ยมหลุมศพของลูกๆเพื่อหวนระลึกถึงอดีต, อนาคตอะไรจะเกิดมันก็เกิด ขอแค่ให้มันดีขึ้นกว่าวันนี้ก็พอ

ณ ตอนจบของหนัง Fugui กลายเป็นคนที่มีทัศนคติเปลี่ยนไปจากต้นเรื่องโดยสิ้นเชิง เขาไม่ใช่ฮีโร่ แต่โชคชะตาที่เล่นตลกกับเขา เหมือนทำให้เขาปลงและเข้าใจชีวิต, เขาอวยพรหลานชาย ไม่ได้ต้องการอะไรมาก ขอให้โตขึ้นมีชีวิตที่มีความสุข และดียิ่งๆขึ้นไป (life will get better and better.)

ถ่ายภาพโดย Lü Yue นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่เขาร่วมงานกับผู้กำกับ Zhang Yimou (และได้ร่วมงานกันอีก 2 เรื่องถัดจากนี้), จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือการเล่นกับสี เสื้อผ้าหน้าผมฉาก มักจะใช้สีเทา/น้ำตาลอ่อนๆ แต่ถ้ามีสีแดง (ซึ่งแทนด้วย Red Guards) จะโดดเด่นเป็นพิเศษ (คงเพราะหนังใช้ฟีล์ม Technicolor ที่เมื่อล้างฟีล์มออกมาแล้ว สีสดๆเช่นสีแดงกับเหลืองจะสวยเด่นเป็นพิเศษ), การแสดงละครหุ่นเงา ใช้แสงไฟส่องจากด้านหลัง เราสามารถเห็นรายละเอียด สีของหุ่นได้ชัดเจน

ตัดต่อโดย Du Yuan, หนังใช้การเล่าเรื่องแบ่งเป็น 5 ช่วงเวลาตามที่ผมเล่ามา ซึ่งจะมีข้อความขึ้นบอกให้รู้ว่าอยู่ช่วงไหนๆ กระนั้นถ้าคุณไม่สามารถวิเคราะห์ออกได้ว่า แต่ละช่วงมีเรื่องราวอะไร ย่อมถือเป็นการยากที่จะเข้าใจแก่นแท้ของหนัง

เพลงประกอบโดย Zhao Jiping (Farewell, My Concubine) ใครชอบฟังเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านของจีน (คล้ายๆงิ้ว) คุณจะได้ยินจนอิ่มหนำใจเลยละ โดยเฉพาะขณะแสดงละครหุ่นเชิดเงา น่าเสียดายที่ผมฟังไม่รู้เรื่องว่าร้องอะไร (ซับไม่แปล แต่พอดูจากเรื่องราวที่เชิดได้) เลยบอกไม่ได้ว่าไพเราะแค่ไหน (แต่ก็น่าจะสังเกตความแตกต่างของ คนร้องดีกับคนร้องห่วยได้), เพลงประกอบในหนังเรื่องนี้ใช้ประกอบเรื่องราว ไม่ได้สร้างบรรยากาศหรือประกอบอารมณ์

เรื่องราวของหนังเรื่องนี้เป็นการ ‘มีชีวิต’ ไม่ได้ ‘ใช้ชีวิต’ นะครับ คำว่า ‘มี’ คือการทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองดำเนินชีวิตต่อไปได้ ไม่ถูกฆ่า หรือสูญเสียชีวิต ผมเชื่อว่าคนที่สามารถผ่านยุคเปลี่ยนผ่านการปกครองของจีนช่วงนี้มาได้ แทบทั้งนั้น ‘มีชีวิต’ อย่างยากลำบาก, การ ‘ใช้’ ชีวิต ในความหมายของผมคือ ได้ทำอะไรอย่างที่ตนอย่างทำ เป็นในสิ่งที่ตนอย่างเป็น อิสระในการคิด การตัดสินใจ นี่เป็นสิ่งที่เราจะไม่ได้เห็นในหนังเรื่องนี้เลยนะครับ แค่มีชีวิตก็ยากพออยู่แล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปใช้ชีวิต, สำหรับประเทศจีน ผมว่ากว่าพวกเขากว่าจะเริ่มต้น ใช้ชีวิตกันได้ อย่างน้อยก็ 30-40 ปีหลังยุคของการปฏิวัติ ประมาณยุค 80s-90s เลยละ อะไรๆจึงเริ่มสงบลงแล้ว ผู้คนยอมรับในระบบการปกครองใหม่ แม้การต่อต้านยังมีอยู่บ้าง แต่คุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชนดีขึ้นมาก (หรือเปล่าไม่รู้เหมือนกัน)

นี่เป็นหนังที่ผมชอบครึ่งไม่ชอบครึ่ง คือถ้าวิเคราะห์ลงไปในแนวคิด จะค่อนข้างชอบ แต่เมื่อมองโดยผิวเผิน มี 2-3 เรื่องราวที่ผมไม่ชอบเอาเสียเลย ตอนพระเอกเล่นพนันติดหนี้จนเสียบ้าน พอเวลาผ่านไป เขากลับโชคดีที่ตอนนั้นเสียบ้าน (เพราะคนที่ได้บ้าน ถูกประหาร) ความบังเอิญดูรู้ว่าคือความจงใจ ฟังดูตลก แต่ผมมองว่ามันไม่สมควรเลยที่จะมองแบบนี้ เหมือนว่า การติดการพนันตอนนั้นมันให้โชคลาภมากกว่าลาภหาย ปลูกฝังทัศนคติที่ผิดมากๆ, อีกช่วงหนึ่งคือตอนพ่อสั่งให้ลูกขอโทษ ที่เอาก๋วยเตี๋ยวราดลงหัวเด็กอีกคน ผมไม่รู้สามัญสำนึกของคนจีนเป็นยังไงนะ คือถึงรู้ว่าหมอนั่นมันเลว ทำแบบนี้เพื่อตอบโต้แก้แค้น แต่ก็หาใช่เรื่องสมควรไม่ พ่อพยายามลงโทษ ให้พูดขอโทษ นี่เป็นสิ่งที่สามัญสำนึกของมนุษย์บอกว่าเป็นสิ่งถูก แต่แม่กลับหนุนหลัง พออธิบายให้พ่อเข้าใจแล้ว ก็เปลี่ยนท่าทีเป็นเห็นด้วย ถ้านี่เป็นพฤติกรรมแนวคิดของคนจีนที่มองว่า ทำผิดแล้วไม่ขอโทษเพราะเป็นสิ่งเหมาะสมสาสม ผมจะขอเรียกพวกเขาว่า คนไร้อารยธรรม นะครับ

กับคนที่เคยดู Farewell, My Concubine มาแล้ว จะรู้สึกว่า To Live มีเรื่องราวพื้นหลังคล้ายๆกัน ก็แน่ละครับ ดำเนินเรื่องในช่วงเวลาประวัติศาสตร์จีนเหมือนกัน จะไม่ให้มีเรื่องราวเหมือนได้ยังไง (Farewell, My Concubine สร้างก่อนฉายก่อนแค่ปีเดียวเท่านั้น) คือถ้าเทียบกับช็อตต่อช็อต ผมถือว่า Farewell, My Concubine ทำได้เหนือกว่า น่าสนใจกว่า ทั้งการแสดง งานภาพ เรื่องราว เพลงประกอบ และหนังมีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนกว่าด้วย กระนั้นสำหรับ To Live มีดีกว่าตรงแนวแนวคิด และวิธีการเล่าเรื่องที่แยกช่วงเหตุการณ์ออกชัดๆ ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของประชาชน ผ่านเหตุการณ์ต่างๆในประวัติศาสตร์จีนได้มากกว่า

ด้วยเหตุนี้กระมัง หนังจึงถูกแบนห้ามฉายในประเทศจีน (และแบน Zhang Yimou และ Gong Li ไม่ให้สัมภาษณ์พูดถึงหนังอีกด้วย) เพราะการตีความของหนังในออกไปในเชิงวิพากย์ต่อต้านแนวคิด วิธีการและรูปแบบการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน, กระนั้นเมื่อหนังฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes กลับสามารถคว้ารางวัล
– Grand Prix (ที่ 2) ร่วมกับ Burnt by the Sun หนัง Russia ของผู้กำกับ Nikita Mikhalkov
– Best Actor (Ge You) เป็นนักแสดงจีนแผ่นดินใหญ่คนแรกที่คว้ารางวัลสาขาการแสดง จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

นอกจากนี้ยังได้เข้าชิง Best Foreign Language Film จาก Golden Globe Award และได้ Best Film Not in the English Language จาก BAFTA Award

นี่เป็นหนังดราม่าที่แฝงใจความลึกซึ้ง เหมาะกับคนที่ชอบการคิดวิเคราะห์, แนะนำกับคนที่กำลังศึกษาประวัติศาสตร์จีนในยุคปฏิวัติเปลี่ยนผ่าน และชื่นชอบการดูหนังที่ขายวัฒนธรรม, แฟนหนัง Zhang Yimou และนักแสดง Gong Li กับ Ge You ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 15+ กับสงคราม แนวคิด และความสูญเสีย

TAGLINE | “To Live เป็นหนังของการเอามีชีวิตตัวรอด ผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก สุดยอดการแสดงของ Gong Li และ Ge You โดยปรมาจารย์ผู้กำกับ Zhang Yimou”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of