Tokyo Story (1953)

Tokyo Story

Tokyo Story (1953)

“หนึ่งในภาพยนตร์สัญชาติเอเชีย ที่ได้รับการยอมรับยกย่องว่าดีที่สุดในโลก”

ประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นผู้นำของวงการภาพยนตร์เอเชียคือ ญี่ปุ่น แต่ไม่ใช่เพราะเป็นชาติแรกที่เริ่มผลิตสร้างหนังแต่อย่างไร จีนกับอินเดียก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมๆกัน แถมความนิยมของทั้งสองประเทศต่อสื่อประเภทนี้มีมากกว่าเป็นไหนๆ แต่เพราะญี่ปุ่นมีปรมาจารย์ภาพยนตร์ถึง 2 คน ได้รับการยกย่องยอมรับว่าเป็นที่สุดของวนการ คนแรกคือ Akira Kurosawa คนที่สองคือ Yasujirō Ozu

Yasujirō Ozu เป็นผู้กำกับที่มีแนวทางของตัวเองชัดเจนมากเว่อ ถ้าใครได้รับชมผลงานของปู่แกหลายๆเรื่อง ไม่สิแค่เรื่องเดียวก็เพียงพอ จะสามารถจับแนวทาง Direction ได้ทันที โดยเฉพาะวิธีการถ่ายภาพที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร นักแสดงที่แทบจะยกชุดมาจากเรื่องก่อนๆ (แม้แต่ชื่อตัวละครยัง reuse ซ้ำๆเดิม) กลิ่นอาย บรรยากาศ พล็อตเรื่อง ใจความสำคัญ เน้นความเรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องหวือหวือหวา, ผลงานก่อนหน้าหรือหลังยุค Tokyo Story ไม่ได้มีความต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุด คือเนื้อเรื่องที่กินใจ สอนศีลธรรมผู้คนมากที่สุดก็ว่าได้

ผมรับชมหนังของ Ozu มาก็หลายเรื่อง เอาจริงๆคือเบื่อครับ เลี่ยนก็ว่าได้ ในเรื่องสาระประโยชน์ถือว่าดีมากๆ สอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตไว้เยอะทีเดียว แต่ไม่ใช่หนังที่สามารถดูติดต่อกันหลายเรื่องไหว เพราะความที่การเล่าเรื่องแบบเนิบๆ ค่อยเป็นค่อยไป บางเรื่องก็เชื่องช้าจนง่วงหลับ เป็นในทำนองเดียวกันแทบทั้งหมด เรียกว่าเป็นหนังของชาว Slow Life ก็ว่าได้ ถ้าแบบนานๆรับชมที บริโภคความงดงามของศิลปะ แบบนี้ก็ยังพอรับไหว

นักแสดง ดูกี่เรื่องๆก็ชุดเดิม ยกกันมาหมดเลย คงเพราะผู้กำกับชอบที่จะร่วมงานกับทีมนักแสดงชุดเดิมๆ มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย
– ข้อดี: ผู้ชมสามารถคาดเดาคาแรคเตอร์ อุปนิสัย แม้แต่ชื่อของตัวละครได้โดยทันที และมีความสนิทสนมคุ้นเคย(กับนักแสดง)เป็นอย่างดี
– ข้อเสีย: คือสับสนครับ เพราะถ้าดูหลายเรื่องติดๆกัน ก็จะเริ่มมึนงง ตัวละครเดิมแต่อะไรๆรอบข้างเปลี่ยนแปลงไป บางทีก็ให้ความรู้สึกไม่เข้าก็มี

การแสดงนักแสดงที่โดดเด่นเป็นอย่างมากใน Tokyo Story คือ Chishū Ryū ผู้รับบทพ่อ ปู่แกถือเป็นอีกสุดยอดนักแสดงแห่งยุค ที่ได้รับการยอมรับอย่างมาก ขนาดว่า Japan Prize Awards ต้องให้ Special Award แก่ปู่เมื่อปี 1994 (น่าเสียดายที่ปู่แกเสียไปแล้ว)

คนที่สองคือ Chieko Higashiyama รับบทเป็นแม่ เธอไม่ได้แสดงภาพยนตร์มากสักเท่าไหร่ แต่มีชื่อเสียงจากฝั่งละครเวที ได้เคยร่วมงานกับ Ozu หลายครั้งแต่ไม่น่าถือว่าเป็นขาประจำ

และคนสุดท้าย Setsuko Hara นักแสดงเจ้าประจำ กิ๊ก/ชู้รักของ Ozu บทที่เธอได้รับมักเป็น ‘ตัวแทนผู้หญิงญี่ปุ่นยุคสมัยใหม่’ (ในขณะนั้น) จนได้ฉายาว่า The Eternal Virgin โด่งดังคับฟ้าในช่วง Golden Era แห่งทศวรรษ 50s น่าเสียดายที่เลิกอาชีพนักแสดงตั้งแต่ปี 1963 (ปีที่ Ozu เสียชีวิต) ว่ากันว่าผู้คนมักจดจำชื่อจริงไม่ได้ และเรียนว่าเธอชื่อ Noriko ซึ่งเป็นชื่อในหนังทุกเรื่องที่เล่นให้กับ Ozu

สำหรับผู้กำกับภาพขาประจำของ Ozu คือ Yūharu Atsuta ด้วยสไตล์การถ่ายภาพที่เป็นเอกลักษณ์ ‘สไตล์ Ozu’ จะไม่เคยมีการเคลื่อนไหวกล้องเลยสักนิด ตั้งอยู่กับที่ตลอดเวลา แต่เป็นตัวละครขยับเคลื่อนไหวไปมา นิตยสาร Sight & Sound เปรียบเทคนิคการถ่ายทำนี้ว่า ราวกับการถ่ายรูปภาพเคลื่อนไหว, ซึ่งเทคนิคนี้มีข้อจำกัดอย่างหนึ่ง หลายครั้งเราจะไม่เห็นว่าตัวละครทำอะไรนอกภาพ Off-Screen กระนั้นผู้ชมส่วนใหญ่จะสามารถคาดเดาได้อยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรมากมายเกินกว่าจะเข้าใจไม่ได้

หนังของ Ozu จะไม่ค่อยเห็นภาพ Scenery สวยๆเท่าไหร่ แต่จะมี Establish Shot เพื่อเกริ่นนำเรื่องราว และ Ending Shot ก่อนจากไป ถ้าตัวละครพูดว่า ‘วันนี้พระอาทิตย์สวยจัง’ จินตนาการต่อเอาเองนะครับ เราคงไม่มีวันได้เห็นภาพพระอาทิตย์สวยจังจากหนังของ Ozu แน่นอน

การจัดวางองค์ประกอบในหนัง ถ้าเรานั่งรอบโต๊ะเหลี่ยม จะทำยังไงให้ถ่ายภายได้เห็นหน้าทุกในโต๊ะได้ครบ? ด้วยสไตล์การถ่ายของ Ozu ทำให้เราเห็นภาพเหมือนภาพ 2 มิติ ถ้าในช็อตนั้นมีหลายตัวละคร ยังไงก็ต้องมีคนถูกบดบังแน่นอน แต่ไม่จำเป็นเสมอไปถ้าเราสามารถจัดตำแหน่ง วางองค์ประกอบภาพได้ชัดเจน ใครควรจะอยู่ตรงไหน เพราะอะไรทำไมต้องอยู่ตรงนั้น

Yoshiyasu Hamamura นักตัดต่อขาประจำของ Ozu ผมเพิ่งสังเกตพบจากการรับชม Tokyo Story รอบนี้ คือจังหวะหนังเปรียบได้กับ ‘ลมหายใจ’ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีรอบวัฎจักรของมัน กล่าวคือเมื่อมีเรื่องราวหนึ่งกำลังจะเกิดขึ้น ภาพจะเริ่มจาก Establish Shot ถ่ายสถานที่/ห้องว่างๆแช่ทิ้งไว้แปปหนึ่ง จากนั้นมีคนเดินเข้าออก พูดคุยสนทนา กระทำโน่นนี่นั้น พอจบสิ้นหมดฉากนั้นแล้ว ตัวละครจะเดินออกจากฉาก แช่กล้องถ่ายสถานที่/ห้องว่างๆไว้แปปหนึ่ง แล้วค่อยไปเริ่มต้นกับใหม่ลักษณะนี้กับฉากถัดไป, หนังของ Alfred Hitchcock ก็มีลักษณะนี้ แต่เหมือน Ozu จะเป็นผู้เริ่มต้นก่อน

สำหรับงานเพลง Kojun Saitō ไม่ใช่นักประพันธ์ที่เน้นดนตรีที่ฟุ่มเฟืองจนกลบเสียงพูดสนทนาของตัวละคร บรรเลงดังขึ้นเฉพาะช่วงจังหวะที่ต้องการขับเน้นทางอารมณ์ เพื่อสร้างบรรยากาศให้กับหนัง

ความสุดยอดของ Tokyo Story ที่เหนือชั้นกว่าผลงานชิ้นอื่นๆ คือ บทที่ร่วมเขียนโดย Ozu ร่วมกับ Kōgo Noda ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกัน พัฒนาบทหนังร่วมกันมาก็หลายเรื่อง ใช้เวลา 103 วันสำหรับการเขียนบท Tokyo Story ก่อนออกไปตระเวนหาสถานที่ถ่ายทำจริงๆ, พล็อตหนังของ Ozu มุ่งเน้นสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิต มุมมองต่อผู้คนรอบข้าง ครอบครัว และสังคม

เราไม่จำเป็นต้องเปลืองสมองครุ่นคิดเท่าไหร่เวลารับชมหนังของ Ozu เพราะมีความเรียบง่าย ย่อยมาให้แล้วทุกสิ่งอย่าง ใช้จิตสำนึกหรือจิตวิญญาณ มีความเป็นผู้ใหญ่ในการรับชม นี่อาจไม่ใช่สไตล์หนังที่ลึกล้ำนัก แต่ราวกับบทเรียน คติธรรมสอนการใช้ชีวิต ให้ผู้ชมได้ไปรู้สึก เข้าใจ ครุ่นคิดต่อยอดเอาเอง ‘เราควรใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อได้พบเจอสถานการณ์เช่นนี้’

หนังของ Ozu ถือว่าเป็นต้นตำหรับหนังสไตล์ Feel Good แม้ความตายตอนจบของ Tokyo Story จะไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดีแต่อย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกสำนึกเข้าใจ ใคร่ครวญไตร่ตรอง ฉันต้องคิดกระทำอะไรบางอย่าง เพื่อไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังกลายเป็นความจริงในชีวิต

นี่คือ Masterpiece ของเอเชียที่ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ใครที่เคยเห็นชาร์ทการจัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ล้วนต้องมีหนัง 2 เรื่อง ที่ไม่ Tokyo Story ก็ Seven Samurai ผลัดกันติดอันดับ 1 และ 2 อยู่เสมอ ผู้ชมทุกยุคทุกสมัย ดูหนังไม่เป็นก็ยังสามารถสัมผัสรู้สึก เข้าถึงความยิ่งใหญ่นี้ได้

ใครที่ชื่นชอบหนัง และยังไม่มีโอกาสได้ดู Tokyo Story รีบหาดูเสียนะครับ

คำโปรย : “ผลงานระดับตำนาน กับผู้กำกับระดับตำนาน Yasujirō Ozu สไตล์การกำกับภาพที่เป็นเอกลักษณ์ เนื้อเรื่องที่กินใจ การตัดต่อ ใส่เสียงที่เรียบง่าย นุ่มนวล แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งไปถึงทรวง”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบFAVORI

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of