Triumph of the Will (1935)

Triumph of the Will

Triumph of the Will (1935) : German – Leni Riefenstahl

ยังมีคนคิดอยู่อีกหรือเปล่า ว่าถ้าดูหนังชวนเชื่อของเยอรมัน (Nazi Propaganda) แล้วคุณจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ (Communist) ยุคสมัยสงครามมันจบลงไปนานแล้วนะครับ ที่หลงเหลือคือภาพประวัติศาสตร์ Triumph of the Will ได้แปรสภาพจากหนังชวนเชื่อกลายเป็นหนังสารคดีที่นำเสนอภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในเยอรมันขณะนั้น ผมแนะนำกับคนที่สนใจประวัติศาสตร์ อยากเข้าใจว่าทำไมคนเยอรมันถึงเชื่อในฮิตเลอร์ได้ขนาดนั้น ลองศึกษาจากหนังเรื่องนี้ดูนะครับ

ผมไม่ค่อยชอบหนังแนวสงครามเท่าไหร่ หนังแนวชวนเชื่อนี่ไม่คิดอยากเสียเวลาดู เพราะรู้ว่ามันต้องไม่สนุกแน่ แต่ตอนที่ผมไปเจอหนังเรื่องนี้เข้า มี 2 เหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจดู 1. ถึงจะไม่เคยมีการบันทึกไว้ แต่หนังเรื่องนี้น่าจะมีตัวประกอบ ปรากฏตัวในหนังมากที่สุดในโลก ผมเห็นภาพจากหนัง ที่เป็นทหารยืนเข้าแถว เดินสวนสนาม รู้สึกมันเยอะมากๆ ว่ากันว่ามีทหารอาจจะถึงหลักล้านคน อะไรมันจะขนาดนั้น หนังคงต้องมีความยิ่งใหญ่มากๆ … แน่ละ นาซี หนังแนวชวนเชื่อ ถ้าไม่ทำให้คนดูรู้สึกยิ่งใหญ่ จะชวนเชื่อได้อย่างไร 2. ผู้กำกับเป็นผู้หญิงชื่อ Leni Riefenstahl ถ้าไม่ติดว่าเป็นคนเยอรมัน เธอคงได้รับการกล่าวถึงมากกว่านี้ มีคนเปรียบ Leni Riefenstahl ว่าเป็น Orson Welles และ Sergei Eisenstein ด้วยการนำเสนอวิธีการใหม่ๆ เทคนิคเต็มไปด้วยลูกเล่น ชั้นเชิง ผมดูผลงานของผู้กำกับหญิงมาไม่เยอะ ตอนดูหนังเรื่องนี้ก็ไม่คิดด้วยว่าเป็นผู้หญิงกำกับ หลังจากดูหนังจบ ผมถึงขนาดต้องยกให้ Leni Riefenstahl เป็นผู้กำกับหญิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

Leni Riefenstahl โด่งดังมาจากการเป็นนักแสดง ผลงานกำกับเรื่องแรกคือ Das blaue Licht (The Blue Light-1932) เธอได้รับการติดต่อจาก Hitler เมื่อเขาได้เป็นผู้นำพรรคนาซีก็ติดต่อเธอเพื่อให้ทำหนังเกี่ยวกับ Party Congress ตอนแรกเธอพยายามปฏิเสธ เพราะเธอไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับพรรค Nazi ซึ่งอาจทำให้มีการนำเสนอที่ผิดพลาดจากความเป็นจริง ฮิตเลอร์โน้มน้าวเธอ บอกว่านั่นแหละที่เขาต้องการ เขาต้องการนำเสนอเรื่องราวของพรรคจากมุมมองของคนนอก ที่ไม่ได้สนใจการเมือง แต่รู้สึกชื่นชอบกับแนวทางของพรรค ได้เห็นตัวตนของพวกเราว่าเป็นอย่างไร หนังเรื่องแรกที่ Riefenstahl ทำให้กับ Nazi คือ Der Sieg des Glaubens (Victory of Faith) ซึ่งมีเนื้อเรื่องเหมือน Triumph of the Will เลย ถ่ายทำที่ Nuremberg แต่เพราะเป็นการลองผิดลองถูกครั้งแรก การเตรียมการก็ยังไม่พร้อม จึงมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นมากมาย แม้แต่ฮิตเลอร์เองยังรู้สึกไม่พอใจหนังเท่าไหร่ กระนั้นเมื่อหนังฉายก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี ภายหลังเห็นว่าสมาชิกพรรค Nazi รู้สึกอับอายขายหน้ามากจึงทำลายฟีล์มหนังเรื่องนี้ (ภายหลังถูกค้นพบยังมีเก็บไว้ที่อังกฤษ)

Riefenstahl ไม่ต้องการทำอะไรผิดพลาดครั้งที่ 2 แต่ฮิตเลอร์ยังยืนกรานสนับสนุนเธออย่างเต็มที่ ทำให้เธอจำใจต้องสร้าง Triumph of the Will ขึ้น โดยมีโครงสร้างเรื่องแบบเดียวกับ Der Sieg des Glaubens ใช้ทุนสร้างไปถึง 280,000RM (ประมาณ $1.54 ล้านในปี 2015) หมดไปกับค่าใช้จ่ายการประสานงาน เตรียมการ และทีมงานผู้สร้างจำนวน 172 คน แบ่งเป็น 16 ทีมใช้กล้อง 30 ตัว เพื่อจับภาพทุกวินาทีโดยไม่ให้ผิดพลาด

หนังเรื่องนี้มีการเซ็ตฉากขึ้นบางส่วนก่อนเริ่มถ่ายทำ เรื่องราวในหนังคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ณ เมือง Nuremberg เป็นเหมือนเทศกาลประจำปีเพื่อให้ผู้นำพรรค Nazi ได้พบปะกับสมาชิก พูดคุย มีการเดินสวนสนาม ตรวจแถว แสดงแสนยานุภาพ และไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต ฉากที่เซ็ตขึ้น ก็เพื่อวางตำแหน่งกล้องให้ได้ทิศทางตามมุมมองที่ Riefenstahl ต้องการ, การแปรขบวน ก็ร้องขอให้เป็นไปเพื่อให้มีรูปแบบเหมือนสัญลักษณ์แฝงความหมาย, มีการเตรียมและซักซ้อมบทพูดให้กับผู้แทนพรรค เพื่อให้ได้คำพูดตรงตามที่ต้องการ มีคนให้ข้อสังเกตไว้ว่า ฉากเดินขวนผ่านหน้าฮิตเลอร์ ไม่ได้ถูกวางแผนแค่ความยิ่งใหญ่ ณ นั้น แต่รวมไปถึงการเป็นหนังชวนเชื่อที่ยิ่งใหญ่ด้วย  “The Rally was planned not only as a spectacular mass meeting, but as a spectacular propaganda film.”

มีหนังอีกเรื่องของ Riefenstahl ที่ผมจะต้องหามาดูให้ได้ เป็นหนังสารคดีเรื่อง Olympia เป็นการบันทึกภาพการแข่งขัน Summer Olympic ที่กรุง Berlin ประเทศ Germany เมื่อปี 1936 นี่เป็นการบันทึกภาพเคลื่อนไหวของ Olympic ครั้งแรกของโลก ดูก็รู้ว่าอาจใช้วิธีการคล้ายๆกับ Triumph of the Will ในวงกว้างหนังเรื่อง Olympia ได้รับการยกย่อง (เพราะมันไม่ใช่หนังชวนเชื่อ) ติด Top-100 หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร TIME และว่ากันว่าเป็นหนึ่งในหนังสารคดีที่ดีที่สุดในโลก

สิ่งที่ Riefenstahl ทำเสนอออกมา คือภาพเหตุการณ์จริงๆ เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ณ ขณะนั้น ผมมองว่าการจัดฉาก มันคือการเตรียมการเพื่อให้พร้อมกับการบันทึกภาพเท่านั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อบิดเบือนอะไร หนังเรื่องนี้จึงมีความ “บริสุทธิ์” ในการนำเสนอ หนังสารคดีส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ นำภาพเหตุการณ์มาร้อยเรียงให้กลายเป็นหนัง กระนั้นผู้คนเมื่อได้ชมหนังเรื่องนี้ก็จะมีแนวคิดไปว่า นี่คือหนังชวนเชื่อ ที่สร้างขึ้นเพื่อทำให้คนกลายเป็นนาซี นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ Riefenstahl ไม่พอใจอย่างมาก เธอออกมาพูดเลยว่า ไม่ได้มีความตั้งใจสร้างหนังเรื่องเพื่อต้องการชวนเชื่อผู้คน แต่ต้องการนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ผู้คนมักจะตีความจากหนังไปเอง ว่านี่เป็นหนังที่ไม่ดี เลว ชั่วร้าย ทั้งๆที่เนื้อหนังแท้ๆไม่มีอะไรพวกนี้อยู่เลย ผู้ชนะย่อมเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ เพราะเยอรมันแพ้สงคราม ผู้คนจึงตราหน้าว่า ฮิตเลอร์เป็นคนเลว หนังเรื่องนี้มีฮิตเลอร์ หนังเรื่องนี้มันจึงเลว ตรรกะนี้มันจริงไม่หมดนะครับ ถ้าเราสามารถคิดอย่างเป็นกลาง มองแบบไม่อคติ หนังไม่ใช่สิ่งที่เราจะสามารถบอกได้ว่า หนังเรื่องดีเลวไม่เลว สิ่งที่บอกได้คือหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ดี นี่คือหนังดี หนังแห่งประวัติศาสตร์ แต่ที่หนังมันเลว เพราะคนดูคิดว่ามันเลว ถ้าตอนนั้นเยอรมันชนะสงคราม ผมเชื่อว่า นี่จะกลายเป็นหนังดี และหนังอย่าง Valkyre, Inglorous Bastard จะกลายเป็นหนังเลวไปในทันที

ผมขอพูดถึงฮิตเลอร์ที่ได้เห็นจากในหนังสักหน่อยนะครับ ผมยอมรับว่าเขาเป็นผู้นำที่เก่งมากๆ และเลือกใช้คำพูดที่สามารถปลุกใจผู้คนได้ยอดเยี่ยม “State did not create people, People created state.” ประโยคนี้นี่ทำเอาผมร้อง ว๊าว เลย สมัยเรียนอาจารย์ผมก็สอนแบบนี้ รัฐที่ไม่มีมนุษย์ไม่ถือเป็นรัฐ เพราะมีมนุษย์ถึงมีรัฐ จึงกล่าวได้ว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างรัฐ … แล้วมันไปผิดตรงไหนละ? ผมคิดว่ามันไปผิดที่ “One for all, all for one.” นะครับ คำพูดนี้ในบริบทเพื่อสร้างความสามัคคีนั้นถูกต้องเลย รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย แต่ถ้าในแง่ของรัฐ One for all มันจะกลายเป็น ผู้นำคือทุกสิ่งอย่าง และ all for one ทุกคนต้องปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ประเทศที่เป็นแบบนี้ ถ้าได้ผู้นำดี ประเทศชาติก็เจริญ แต่ถ้ามีผู้นำแบบฮิตเลอร์ ผลลัพท์ก็ตามนั้น…

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นมากๆ คือการถ่ายภาพ แทบทุกฉากมันจะมีความสมมาตร เห็นเป็นเส้นในลักษณะต่างๆ ไม่ใช่เส้นที่เกิดจากฉากหรือสถาปัตยกรรมนะครับ แต่เป็นเส้นจากมนุษย์ ที่มาจากความพร้อมเพียงของผู้คน ด้วยจำนวนคนที่เยอะมากๆ ยืนเรียงแถวที่ไม่มีช่องว่างให้เห็นเลย หรือฉากพร้อมใจกันเล่นเวฟ (Hi Hitler) ที่ทุกคนพร้อมใจกันยกมือขึ้นสดุดีฮิตเลอร์ ฉากนั้นไม่ได้มีใครสั่ง แต่ทุกคนพร้อมใจกันทำ นี่ถือเป็นความน่าทึ่งที่ไม่ใช่แค่การเตรียมการ แต่เป็นการพร้อมใจของผู้คน ณ ยุคสมัยนั้น

การตัดต่อก็เด่นมากๆเช่นกัน โดยเฉพาะการตัดสลับระหว่างผู้พูดบนเวที กับผู้คนและเสียงเชียร์ การทำแบบนี้ มันทำให้เราเห็นบรรยากาศรอบๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะตรงต่อหน้าผู้พูดเท่านั้น ด้วยปริมาณกล้องที่ใช้ถึง 30 ตัว ทำให้เก็บรายละเอียดได้ครบถ้วนมากๆ ผมชอบช่วยเวลาการโต้ตอบของลูกพรรคนาซีนะครับ เมื่อผู้นำพูดอะไรที๋โดนใจพวกเขา Hi Hitler, German Victory มันพร้อมเพียงมากๆ ไม่รู้ว่าเป็นการอัดทับเสียงหรือเปล่า แต่ถือว่าสร้างจังหวะออกมาได้เปะๆเลย คนดูหนังถึงจะไม่ได้อยู่ในสถานที่จริง ก็สามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศ ณ ขณะนั้น

เพลงประกอบได้ Herbert Windt ที่เคยทำเพลงให้ Der Sieg des Glaubens มาทำต่อ เห็นว่าส่วนใหญ่เขาก็ใช้เพลงจากหนังเรื่องก่อนนะแหละ เพราะเนื้อเรื่องมันก็เหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก มีเพลงใหม่ที่แต่งขึ้นเพื่อให้ทหารร้องแนวปลุกใจ ผมเชื่อว่าคงมีทหารเยอรมันจดจำและเอาไปร้องขณะเดินทางไปสู้สงครามแน่ๆ ผมไม่แน่ใจเพลงสุดท้ายก่อนหนังจบ The Horst Wessel มันคือเพลงชาติเยอรมัน(สมัยนั้น)เลยหรือเปล่า หรือเป็นแค่เพลงประจำพรรคนาซี ผมรู้สึกอารมณ์มันคล้ายๆกับเพลง Auld Lang Syne ที่ Frank Capra ใช้ในตอนจบของ It’s a wonderful life คือก่อนเพลงจะดังขึ้น อารมณ์เราจะถูกขยี้ด้วยความรู้สึกบางอย่าง พอเพลงบรรเลงเราจะเห็นคุณค่าของการมีชีวิตขึ้นมาทันที แสดงว่า Frank Capra น่าจะเอาไอเดียฉากนั้นมาจากหนังเรื่องนี้แน่ๆ

ช่วงที่ Triumph of the Will ออกฉาย ฝั่งอเมริกาก็มิได้นิ่งนอนใจ ได้มอบหมายให้ผู้กำกับชื่อดัง Frank Capra ซึ่งสมัครเป็นทหารหลังจากอเมริกาโดยญี่ปุ่นโจมตีที่ Perl Harbor ทำหนังเพื่อตอบโต้กับหนังของนาซี (นี่สินะที่เป็นเหตุให้ Capra รู้จักหนังเรื่องนี้) เกิดเป็นหนังซีรีย์ Why We Fight เพื่อฉายให้ทหารอเมริกันเข้าใจเหตุผลที่พวกเขาต้องเข้าร่วมสงคราม ประกอบด้วยหนัง 7 เรื่อง Prelude to War (1942), The Nazis Strike (1943), Divide and Conquer (1943),The Battle of Britain (1943),The Battle of Russia (1943),The Battle of China (1944) และ War Comes to America (1945) ฟุตเทจบางส่วนนำมาจากหนังชวนเชื่อหลายๆเรื่องของเยอรมัน บางส่วนถ่ายจากสถานที่จริง และส่วนเป็น animation สร้างโดย Disney

ถ้าไม่ใช่เพราะ Leni Riefenstahl ละก็ หนังเรื่องนี้คงไม่แตกต่างจากหนังทั่วๆไป Triumph of the Will ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของหนังแนวชวนเชื่อ (แม้เธอจะไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นก็ตาม) เป็นการสร้างเทคนิค วิธีการเล่าเรื่อง การถ่ายภาพ การตัดต่อ และจังหวะใส่เพลงประกอบ ที่คนยุคนั้นเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้สามารถสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ และเข้าใจพรรคนาซีมากขึ้น มีความเป็นไปได้ว่าสมัยนั้นอาจจะมีคนที่กลายเป็นนาซีเพราะดูหนังเรื่องนี้ก็เป็นไปได้อยู่ คนสมัยนี้คงยากนะครับ เพราะเราถูกปลูกฝังว่า ฮิตเลอร์เป็นคนเลว สมาชิกพรรคนาซีเป็นคนไม่ดี นักวิจารณ์หนังมีคนพูดไว้ว่า ‘มันคงเป็นไปไม่ได้ที่หนังจะสามารถชวนเชื่อใครได้ ถ้าคุณไม่เป็นนาซีมาก่อน’ พวกเขาดูหนังเรื่องนี้ด้วยความเกลียดชังสุดๆเป็นแน่ ถ้าบอกว่านี่เป็นหนังเป็นสื่อชวนเชื่อ ผมคิดว่าหนังสมัยนี้ทุกเรื่องมันคือการชวนเชื่ออย่างหนึ่ง ชวนเชื่อว่าฮีโร่มีจริง ความดีย่อมชนะความชั่ว สงครามทำให้โลกไม่สงบสุข เหล่านี่เป็นการชวนเชื่อแบบหนึ่ง แค่สาสน์มันไม่ใช่การชวนเชื่อเพื่อสงครามเหมือนสมัยก่อนแล้ว

การที่ Riefenstahl ทำหนังเรื่องนี้ มันส่งผลให้ชีวิตหลังสงครามโลกของเธอเต็มไปด้วยปัญหามากมาย ถูกผู้คนตราหน้า มีคนเรียกเธอว่าเป็น Fellow traveller (เพราะรู้จักกับฮิตเลอร์) ไม่มีผู้สร้างไหนอยากให้ทุนเธอทำหนังอีก ผลงานก่อนหน้าถูกทำลาย ครึ่งชีวิตที่เหลือเธอได้ทำหนังอีกแค่ 2 เรื่องเท่านั้น เวลาส่วนใหญ่เอาไปเขียนหนังสือ ก่อนเสียชีวิตเมื่อปี 2003 (อายุรวม 101 ปี) เธอพูดถึงเหตุการณ์ที่เธอเสียใจที่สุดในชีวิต คือการได้พบกับฮิตเลอร์ หลังจากสงครามจบมีแต่คนพูดกับเธอว่า ‘Leni คือนาซี’ (Leni is a Nazi) ฉันถามกลับ ‘แล้วฉันทำอะไรผิดละ’ (But what did she do?)

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับคนที่ชอบประวัติศาสตร์ กำลังศึกษาสงครามโลกครั้งที่ 2 และคนที่อยากรู้จักตัวตนของฮิตเลอร์มากขึ้น ดูจบแล้วคงได้เห็นอะไรเยอะมาก แนะนำกับคนรักหนังที่ชอบดูหนังสารคดี หนังเก่าๆ ที่ยอดเยี่ยม นี่เป็นหนังที่มีเทคนิคยอดเยี่ยมมากๆ อย่าอคติกับหนังที่ว่า หนังชวนเชื่อของนาซี ดูแล้วจะคุณจะกลายเป็นนาซี สงครามมันจบไปนานแล้วนะครับ จัดเรต 15+ เพราะการเป็นหนังชวนเชื่อ เด็กๆดูแล้วเชื่อแน่นอน!

คำโปรย : “Triumph of the Will สร้างโดย Leni Riefenstahl ยุคสมัยของสงครามจบไปแล้ว จากหนังชวนเชื่อของนาซีแปรสภาพมาเป็นหนังสารคดีที่แสดงให้เห็นประวัติศาสตร์ อิทธิพลความยิ่งใหญ่ของฮิตเลอร์ต่อชาวเยอรมัน”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of