Two or Three Things I Know About Her
2 or 3 Things I Know About Her

Two or Three Things I Know About Her (1967) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥♥

(22/10/2022) สองสามสิ่งที่ฉันรับรู้เกี่ยวกับ ‘เธอ’ ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวละคร Juliette Jeanson หรือนักแสดงที่รับบท Marina Vlady แต่ยังสามารถสื่อถึงกรุง Paris ในช่วงทศวรรษ 60s และภาพยนตร์เรื่องนี้ของผู้กำกับ Jean-Luc Godard

Two or Three Things I Know About Her (1967) คือความพยายามที่จะบันทึกทุกสรรพสิ่งอย่างของกรุง Paris ในช่วงทศวรรษ 60s ยัดเยียด ร้อยเรียง แปะติดปะต่อใส่ลงมาในภาพยนตร์ (แบบเดียวกับโปสเตอร์หนัง) จนมีคำเรียกแนว “Essay Film” ทั้งยังสะท้อนมุมมอง ความครุ่นคิด โลกทัศนคติของผู้สร้าง เพื่อสำหรับเป็น ‘Time Capsule’ เก็บฝังช่วงเวลาดังกล่าว ให้กลายเป็นรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ส่งถึงชนรุ่นหลัง

I wanted to include everything: sports, politics, even groceries. Everything should be put in a film.

Jean-Luc Godard

ผมเชื่อว่าคนที่จะหารับชม Two or Three Things I Know About Her (1967) ต้องเคยพานผ่านผลงานของผกก. Godard อย่างน้อยสักสองสามเรื่อง พอเข้าใจลวดลีลาสไตล์ Godardian ถึงมีศักยภาพเพียงพอในการเข้าถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ไม่ได้มีความบันเทิงเลยสักนิด! เหมือนกำลังอ่านรายงาน บทความวิจัย วิทยานิพนธ์ ยังไงยังงั้น!

คงไม่ผิดอะไรจะเรียกว่า Two or Three Things I Know About Her (1967) คือความบันเทิงสำหรับชนชั้นสูง ‘High Art’ เหมาะสำหรับบุคคลผู้มากประสบการณ์รับชมภาพยนตร์ และต้องรู้จักการขบครุ่นคิดวิเคราะห์ ค้นหานัยยะเชิงสัญลักษณ์ ที่มักซุกซ่อนเร้นอย่างน้อยสองถึงสามอย่าง … ถ้าคุณรู้สึกไม่แน่ใจในตนเองว่าจะดูหนังไหวไหม ให้หาผลงานก่อนหน้าของผกก. Godard มาทดลองศักยภาพของตนเองเสียก่อนนะครับ


Jean-Luc Godard (1930-2022) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ French-Swiss เกิดที่กรุง Paris บิดาเป็นนายแพทย์ชาว Swiss ฐานะร่ำรวย ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองหลบลี้ภัยอยู่ Switzerland, เริ่มรู้จักภาพยนตร์จากการอ่านบทความ Outline of a Psychology of Cinema เขียนโดย André Malraux ตามด้วยความสนใจนิตยสาร La Revue du cinéma จากนั้นเริ่มมีโอกาสพบปะผู้คนในวงการ, เมื่อปี 1950 สมัครเข้าศึกษาคณะมานุษยวิทยา University of Paris แต่ไม่เคยเข้าเรียนสักครั้ง เพราะไปหมกตัวอยู่ Ciné-Clubs ตามด้วย Cinémathèque Française รับรู้จักบรรดาพรรคเพื่อนผู้หลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์ François Truffaut, Jacques Rivette, Claude Chabrol, เคยร่วมกับ Éric Rohmer ก่อตั้งวารสาร La Gazette du cinéma แต่อยู่รอดแค่เพียงห้าฉบับ! จากนั้นได้รับคำชักชวนจาก André Bazin กลายเป็นนักวิจารณ์(คนแรกของกลุ่มที่ได้)ตีพิมพ์บทความลงนิตยสาร Cahiers du Cinéma ระหว่างนั้นก็ทดลองทำหนังสั้น และกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Breathless (1960) ** ได้รับการยกย่องว่าคือจุดเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ (Modern Cinema)

ช่วงต้นปี 1966 หลังจากหย่าร้างภรรยา Karina ผกก. Godard ได้พบรักครั้งใหม่กับ Marina Vlady ตระเตรียมวางแผนดัดแปลงนวนิยาย Le Lys dans la vallée (1836) แปลว่า The Lily of the Valley แต่งโดย Honoré de Balzac (1799–1850) โดยคาดหวัง Vlady ประกบ Jean-Pierre Léaud

ช่วงระหว่างที่ Vlady เดินทางไปญี่ปุ่นถ่ายทำภาพยนตร์ Atout coeur à Tokyo pour OSS 117 (1966) ผกก. Godard หาข้ออ้างเดินทางไปเยี่ยมเยียน แสร้งว่าโปรโมทภาพยนตร์ Masculin Féminin (1966) ขณะเดียวกันถือโอกาสเคารพหลุมศพปรมาจารย์ผู้กำกับ Kenji Mizoguchi ที่เป็นไอดอลคนโปรด

ระหว่างนั้นก็มีโอกาสอ่านบทความ Les étoiles filantes (แปลว่า Shooting Star) เขียนโดย Catherine Vimenet ตีพิมพ์ลงในนิตยสารรายสัปดาห์ Le Nouvel Observateur ฉบับวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1966 ที่ได้ทำการสังเกตวิถีชีวิตหญิงสาวคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นบริเวณชานเมืองกรุง Paris เพราะต้องการใช้ชีวิตอย่างชนชั้นกลาง (Middle-Class) จึงต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นโสเภณีพาร์ทไทม์ นำเงินมาผ่อนบ้าน และค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงบุตรชาย-สาว

ทั้ง Godard และ Vlady ต่างมีความสนใจบทความนี้มากๆ จนตัดสินใจล้มพับโปรเจค Le Lys dans la vallée มาครุ่นคิดพัฒนาบท Deux ou trois choses que je sais d’elle แปลว่า Two or Three Things I Know About Her เมื่อกลับมาฝรั่งเศสพูดคุยกับโปรดิวเซอร์ Anatole Dauman และ Mag Bodard รวบรวมงบประมาณได้ $180,000 เหรียญ

แต่ยังไม่ทันจะเริ่มต้นโปรดักชั่นหนัง โปรดิวเซอร์ Georges de Beauregard ติดต่อขอความช่วยเหลือผกก. JLG ให้สรรค์สร้างภาพยนตร์ทุนต่ำ เร่งรีบนำออกฉาย เพื่อแก้ปัญหาการเงินขาดสภาพคล่องจาก The Nun (1966) ของ Jacques Rivette ถูกผู้มีอำนาจเบื้องบนคริสตจักร กีดกดดันไม่ให้นำออกฉายตั้งแต่กลางปี 1965 ด้วยเหตุนี้จึงตอบตกลงสรรค์สร้าง Made in U.S.A. (1966) แล้วเสร็จสิ้นในระยะเวลาไม่ถึงเดือน

เพียง 9 วันหลังเสร็จจากถ่ายทำ Made in U.S.A. (1966) ผกก. Godard ก็เริ่มต้นโปรดักชั่น Two or Three Things I Know About Her (1967) ต่อโดยทันที! แต่ขณะเดียวกันก็พบว่าต้องถ่ายซ่อมหลายๆฉากของ Made in U.S.A. (1966) เลยเป็นเหตุให้

  • ตอนเช้าถ่ายทำ Two or Three Things I Know About Her (1967)
  • ยามบ่ายถ่ายซ่อม Made in U.S.A. (1966)

สุดท้ายกลายเป็นว่า ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องถ่ายทำเสร็จสรรพพร้อมกันในอีกหนึ่งเดือนถัดมา!

Why did I agree to make both at the same time? Pride, I think. It’s a sort of bet. A performance. As if a musician were to conduct two orchestras at once, each playing a different symphony.

Jean-Luc Godard

Marina Vlady ชื่อจริง Marina De Poliakoff-Baïdaroff (เกิดปี 1938) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Clichy, Hauts-de-Seine ครอบครัวอพยพจากรัสเซียในช่วง Russian Civil War (1917-23), วัยเด็กใฝ่ฝันอยากเป็นนักเต้นบัลเล่ต์ ก่อนหันมาเอาจริงเอาจังด้านการแสดง เริ่มมีชื่อเสียงจากการแต่งงานนักแสดง/ผู้กำกับ Robert Hossein, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Conjugal Bed (1963)**คว้ารางวัล Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Cannes, Chimes at Midnight (1966), Two or Three Things I Know About Her (1967), Splendor (1989) ฯลฯ

รับบท Juliette Jeanson แต่งงานกับ Robert (รับบทโดย Roger Montsoret) มีบุตรชาย-สาว อาศัยอยู่อพาร์ทเม้นท์ชานกรุง Paris ตื่นเช้าพาบุตรสาวเข้าสถานรับเลี้ยง ส่วนตนเองออกช็อปปิ้งห้างสรรพสินค้า เข้าร้านเสริมสวยแต่งหน้าทำผม แล้วมานั่งดื่มกาแฟในคาเฟ่ รอรับงานโสเภณี มีเพศสัมพันธ์กับลูกค้า ตกเย็นเดินทางกลับห้องพัก ร่วมรักหลับนอนกับสามี … ชีวิตเวียนวนอยู่เท่านี้ ตราบจนวันตาย

ก่อนหน้าโปรดักชั่นจะเริ่มต้นขึ้น เห็นว่าผู้กำกับ Godard สู่ขอแต่งงาน Vlady แต่เพราะเธอมีประสบการณ์ผิดหวังในรักมาแล้วหลายครั้งเลยตอบปัดปฏิเสธ ถึงอย่างนั้นเซ็นสัญญาเล่นหนังเรื่องนี้ไว้แล้วเลยมิอาจถอนตัว สร้างความอึดอัด กระอักกระอ่วน เป็นประสบการณ์ทำงานที่ไม่น่าอภิรมณ์เอาเสียเลย

I no longer heard his voice speak directly to me during filming. He gave me orders, texts to repeat after him thanks to a micro-earpiece system. For the rest, it was his assistant, Charles Bitsch, or the cinematographer, Raoul Coutard, who told me the locations to occupy, the movements that the character of Juliette had to perform in front of the camera.

Marina Vlady

แต่ก็น่าสงสัยว่านั่นอาจเป็นความจงใจของผู้กำกับ Godard ที่ต้องการสร้างระยะห่างจากนักแสดง เวลาให้คำแนะนำ ออกคำสั่งโน่นนี่นั่น Vlady จึงเพียงกระทำตามเหมือนหุ่นยนต์ ไม่มีพื้นที่สำหรับครุ่นคิด แสดงออกทางอารมณ์ ราวกับบุคคลไร้ซึ่งจิตวิญญาณ

I was extremely uncomfortable – like all the other actors, by the way. This system left little room for emotions. We were all listening, straining to carry out orders. This technique enabled him to support his thesis according to which the actors are the best robots, a formula which one attributes to him and which I suspect to be authentic. The result is no less amazing: this tension in listening gives everyone a strange presence, a latent concern that shocks and disturbs.

ถึงอย่างนั้นก็มีอยู่ 2-3 ฉากร่วมกับเด็กชาย Christophe Bourseiller ซึ่งเธอได้อิสรภาพในการแสดงออกทางอารมณ์ ดั้นสด ‘improvised’ นั่นจึงกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำ ที่ได้เล่นเป็นตัวของตนเอง

Only the scene with little Christophe Bourseiller, who plays my son, allows me to be more natural. I kept the memory that it was the one and only time he let me improvise.

วิธีการของผู้กำกับ Godard อาจฟังดูไม่น่าอารมณ์สักเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีกว่า Robert Bresson (บังคับให้นักแสดงเข้าฉากนั้นซ้ำๆหลายสิบร้อยเทค จนหมดสิ้นเรี่ยวแรงกาย-ใจ) ทั้งสองล้วนมีจุดประสงค์เดียวกันคือต้องการให้นักแสดงหลงเหลือสภาพเพียงเนื้อหนัง เรือนร่างกาย ไร้ซึ่งอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ถ่ายทอดความเป็นธรรมชาติชีวิต เพื่อว่าผู้ชมจักจะได้พบเห็นตัวละครเหมือนดั่งวัตถุ สิ่งข้าวของ หรือนัยยะเชิงสัญลักษณ์อะไรสักสองสามอย่าง


ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard (1924-2016) ตากล้องระดับตำนาน สัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำของบรรดาผู้กำกับ French New Wave, สมัยเด็กตั้งใจร่ำเรียนเคมี แต่ไม่มีทุนการศึกษาเลยหันมาเป็นช่างภาพ เข้าร่วมสงคราม French Indichina War (1946-54) ในฐานะ ‘war photographer’ อาศัยอยู่เวียดนามถึง 11 ปี กลับมาฝรั่งเศสกลายเป็นฟรีแลนซ์ให้นิตยสาร Paris Match และ Look กระทั่งได้รับการติดต่อจากผู้กำกับ Pierre Schoendoerffer ทั้งๆไม่เคยมีประสบการถ่ายทำภาพยนตร์ แต่กลับได้เสียงชื่นชม The Devil’s Pass (1958), ติดตามมาด้วยผลงานแจ้งเกิดโด่งดัง Breathless (1960), Shoot the Piano Player (1960), Vivre sa Vie (1962), Jules et Jim (1962), Le Mépris (1963), Bande à part (1964), Pierrot le Fou (1965), Z (1969) ฯลฯ

จะว่าไป Two or Three Things I Know About Her (1967) เพิ่งเป็นครั้งที่สองถัดจาก A Woman Is a Woman (1961) ที่ผู้กำกับ Godard และตากล้อง Coutard ถ่ายทำกรุง Paris ด้วยฟีล์มสี Eastmancolor (ไม่นับ Pierrot le Fou (1965) ที่มีเพียงเทพีเสรีภาพ) ด้วยเหตุนี้จึงต้องถือว่าเป็นผลงานทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชาวฝรั่งเศส บันทึกภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ ในช่วงเวลายุคสมัยปธน. Charles de Gaulle

แต่ผมสังเกตว่าฉากภายนอก ตามท้องถนนกรุง Paris ส่วนใหญ่เลยแค่ตั้งกล้องค้างไว้เฉยๆ แพนนิ่ง ซูมมิ่ง (ที่ไม่ต้องใช้การขยับเคลื่อนกล้องไปมา) นี่น่าจะเพราะข้อจำกัดของกล้องฟีล์มสีสมัยนั้น ขนาดใหญ่เทอะทะ ต้องใช้เวลาพอสมควรในการติดตั้ง ผิดกับกล้องฟีล์มขาว-ดำ ที่มีอิสรภาพในการถ่ายทำมากกว่า


ผู้กำกับ Godard พยายามที่จะซ้อนทับชีวิตจริง-ภาพยนตร์ เธอฝั่งซ้ายคือนักแสดง Marina Vlady เธอฝั่งขวาคือตัวละคร Juliette Janson แม้มุมกล้องหันคนละด้าน แต่ไม่ได้มีความแตกต่างทางกายภาพ เอาจริงๆผู้ชมไม่จำเป็นต้องสังเกตแยกแยะอะไร เพราะพวกเธอทั้งสองคือบุคคลๆเดียวกัน สามารถเติมเต็มกันและกัน และยังเป็นตัวแทนของกรุง Paris จากคำกล่าวที่ว่า “A landscape is like a face”.

หลังจบจากการแนะนำนักแสดง-ตัวละคร 3-4 ช็อตต่อมาเป็นการนำเสนอภูมิทัศน์ ที่สะท้อนแนวคิดของสองสิ่งเติมเต็มกันและกัน

  • ทาวเวอร์เครน (Tower Crane): สีขาวหยุดนิ่ง vs. สีแดงขยับเคลื่อนไหว
  • ร้านเฟอร์นิเจอร์: เก้าอี้ไม้เบาะขาววางล้อมรอบโต๊ะ vs. เก้าอี้สไตล์ Modern สีแดงเรียงรายอยู่รอบนอก
    • นี่อาจสื่อถึงใจกลางกรุง Paris ที่ยังคงสภาพเดิม แต่ชานเมืองกำลังได้รับการปรับปรุงพัฒนาสู่ยุคสมัยใหม่
  • ถ่ายภายนอก-ภายในปั๊มน้ำมัน Super vs. Essence (=เชื้อเพลิงของชีวิต)

หนุ่มๆมีงานอดิเรกในการดักฟังวิทยุ รับรู้ข่าวสารโลกภายนอก ได้ยินรายงานจากสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับสงครามเวียดนาม บลา บลา บลา … ซีเควนซ์เล็กๆนี้สะท้อนการมาถึงของยุคสมัยโลกาภิวัฒน์ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้มนุษย์สามารถรับรู้ข่าวสารจากทั่วทุกโลก

ขณะที่หนุ่มๆแสดงความสนใจประเด็นการเมือง สงครามเวียดนาม, หญิงสาวเปิดอ่านนิตยสาร L’Express น่าจะกำลังดูแฟชั่น พูดคุยสอบถามจะสวมถุงน่องแบบไหน … นี่ล้อกับภาพยนตร์ Masculin Féminin (1966)

สำหรับโปสเตอร์ Muriel (1963) ของผู้กำกับ Alain Resnais ออกแบบโดยศิลปิน Hans Hillmann นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการปรับตัวจากอดีต เข้าหาปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป … สอดคล้องกับ Two or Three Things I Know About Her (1967) ที่นำเสนอความเปลี่ยนแปลงของกรุง Paris ที่ทำให้ใครต่อใครต้องปรับตัวเข้ากับโลกยุคสมัยใหม่

PAX ยี่ห้อผงซักฟอกจากสหรัฐอเมริกา เคยได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในฝรั่งเศสช่วงทศวรรษ 50s-60s แต่เหมือนจะเจ๊งไปแล้วนะครับ แต่ยุคสมัยนั้นต้องถือเป็นลักษณะหนึ่งของ “Americanization” ตามเสียงกระซิบกระซาบของผกก. Godard แสดงความคิดเห็นในเชิงล้อเลียน/แดกดัน Washer (ซักผ้า) = Brainwasher (ล้างสมอง)

Pax Americana, the economy-size brainwasher.

แม้จะพูดกล่าวถึงแค่ผงซักฟอก PAX แต่บริเวณที่ล้างจานก็เต็มไปด้วยอะไรก็ไม่รู้ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า ฯลฯ คาดว่าเหล่านี้คงเป็นแบรนด์จากสหรัฐอเมริกาเช่นกัน เข้ามาควบคุมครอบงำ กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันชาวฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว

ตรงประตูด้านขวามือมีโปสเตอร์ภาพยนตร์ The General (1926) โคตรหนังเงียบ ขาว-ดำ นำแสดงโดย Buster Keaton นี่เช่นกันแสดงถึงอิทธิพลของ Hollywood/สหรัฐอเมริกา ต่อการสรรค์สร้างภาพยนตร์! แต่สังเกตว่าโปสเตอร์แปะกลับหัวกลับหาง แถมมีการพยายามย้อมใส่สี น่าจะสื่อถึงความเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน กระมัง

การให้เด็กชายเล่าความฝันเกี่ยวกับการรวมประเทศระหว่างเวียดนามเหนือ-ใต้ เป็นวิธีแสดงทัศนะของผกก. Godard ที่เฉลียวฉลาดมากๆ เพราะถ้าให้ผู้ใหญ่พูดความคิดเห็นดังกล่าว ก็มักถูกมองว่าเป็นการเลือกข้างประชาธิปไตย-คอมมิวนิสต์ สหรัฐอเมริกา-สาธารณรัฐประชาชนจีน แต่พอเป็นเด็กชายที่ยังไม่รู้ประสีประสา มันเลยหลงเหลือเพียงความเพ้อฝัน การต่อต้านไม่เอาสงคราม (Anti-Wars) หวังว่าสักวันสันติภาพจักบังเกิดขึ้น

หญิงสาวกำลังอาบน้ำ จู่ๆพนักงานการไฟฟ้าเคาะประตู เปิดเข้ามาขอจดมิเตอร์ค่าไฟโดยไม่สนห่าเหวอะไรทั้งนั้น! (ไม่ใช่ว่ามิเตอร์มันควรอยู่นอกอพาร์ทเม้นท์หรอกรึ?) เหตุการณ์นี้สามารถสะท้อนถึงโลกยุคสมัยใหม่ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้มนุษย์ค่อยๆสูญเสียพื้นที่ส่วนบุคคล ถูกรุกล้ำ/สอดแนมจากหน่วยงานรัฐ อะไรที่เคยเป็นของส่วนตัวก็จักกลายเป็นพื้นที่สาธารณะ

นี่ถือเป็นซีเควนซ์ที่สมบูรณ์แบบมากๆ ถ่ายทำแบบ Long Take ด้วยการแพนนิ่งเวียนวนไปมารอบห้อง พบเห็นหลายสิ่งที่สร้างความสั่นไหวทรวงใน

  • เริ่มต้นพบเห็นชาย-หญิง (โสเภณี) กำลังโอบกอด ลูบไล้ หรือก็คือห้องพักสำหรับค้าบริการโสเภณี
    • พบเห็นโปสเตอร์ท่องเที่ยว Bangkok (พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ณ พระราชวังบางปะอิน) ศัพท์แสลงที่ชาวตะวันตกเข้าใจโดยทันที
  • อีกฟากฝั่งพบเห็นเด็กๆ นั่นคือสถานที่รับเลี้ยงเด็กเล็ก
    • พบเห็นภาพวาด Louis Brook ผมบ็อบสีดำจากภาพยนตร์ Pandora (1929) รับบทเป็นโสเภณี … ตัวละครต้นแบบ Anna Karina เรื่อง Vivre Sa Vie (1962)
  • และบริเวณภายนอก (ได้ยินแต่เสียงเด็กสาวร่ำร้องไห้หามารดา) พบเห็นตำรวจกำลังควบคุมชายคนหนึ่ง ลากพาไปยังโรงพัก (มั้งนะ) นั่นสร้างความฉงนสงสัยให้ฝูงชนแห่ติดตามกันไป

สถานรับเลี้ยงเด็ก=ซ่องโสเภณี? สิ่งที่ผมครุ่นคิดได้แม้งโคตรไม่อยากเขียนเลย ปล่อยเด็ก ปล่อยอสุจิ ไปจินตนาการต่อเอาเองแล้วกันนะครับว่าสองสิ่งนี้มันสอดคล้องกันอย่างไร

ตั้งแต่ Vivre Sa Vie (1962) ที่ผู้กำกับ Godard ชอบให้นักแสดงยืนพิงกำแพงที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์ โฆษณา เพื่อสื่อถึงอาชีพโสเภณี = ขายสินค้าและบริการ ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่

In the modern world, the advertising element reigns supreme, determining everything, paralyzing everything. Advertising is allowed, or rather takes, liberties forbidden to everyone else.

Jean-Luc Godard

ฝรั่งเศส ประเทศแห่งแฟชั่น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายถือว่าได้รับความนิยมอันดับต้นๆของโลก แต่อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาคือเน้นปริมาณ ราคาถูก เข้าถึงบุคคลทั่วไป นี่จึงเป็นสิ่งที่เราได้พบเห็นยังร้านเสื้อผ้าสะดวกซื้อแห่งนี้ มากมายด้วยลวดลาย สีสันละลานตา

เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย คือองค์ประกอบหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์บุคคล ‘เธอ’ ซึ่งสามารถสะท้อนถึงสภาพภูมิทัศน์ประเทศฝรั่งเศสได้เช่นกัน “A landscape is like a face”. แต่การนำเสนอร้านเสื้อผ้าสะดวกซื้อแห่งนี้ แทนที่จะเป็นร้านหรูๆ แบรนด์เนมชื่อดัง ย่อมต้องการสื่อถึงการเปลี่ยนแปลง(ภูมิทัศน์ฝรั่งเศส)ที่เน้นความรวดเร็ว ปริมาณ และราคาถูก ตึกรามบ้านช่องจึงมีรูปทรงเหลี่ยมๆ ทึ่มๆทื่อๆ หน้าตาละม้ายคล้ายกันไปหมด

ในคาเฟ่ที่รายล้อมรอบด้วยอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกา อาทิ สุรา โคคาโคล่า นิตยสารแฟชั่น ตู้เพลง เครื่องเล่นพินบอล ฯลฯ ทุกสรรพสิ่งอย่างในสากลจักรวาลล้วนมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน ไม่เว้นแม้แต่ก้อนน้ำตาลละลายในถ้วยกาแฟ … ผมเรียกฉากนี้ว่า “จักรวาลในถ้วยกาแฟ”

เกร็ด: ช็อตนี้เป็นจุดเริ่มต้น/แรงบันดาลใจของ กาแฟ-น้ำตาล ยาลดกรด-น้ำเปล่า อะไรก็ตามที่มันสามารถสร้างภาพขึ้นในแก้วน้ำ อาทิ Taxi Driver (1976), Drive (1991), Blue (1993), CQ (2001), Cinemania (2002) ฯลฯ

ในห้องพักโรงแรมสังเกตว่ามีโปสเตอร์ภาพยนตร์ Ugetsu (1953) กำกับโดย Kenji Mizoguchi ซึ่งจะมีเรื่องราวหญิงสาวคนหนึ่งถูกสามีทอดทิ้ง เลยตัดสินใจขายตัวชดใช้หนี้ แต่เมื่อเขาหวนกลับมาพบเจอภรรยาที่ซ่องโสเภณี จึงบังเกิดบทเรียนสอนใจอันทรงคุณค่ายิ่ง!

ภาพด้านหลัง Juliette ที่เป็นภาพวาดเกอิชา แม้ว่าอาชีพนี้ไม่จำเป็นต้องขายเรือนร่าง แต่คนส่วนใหญ่มักครุ่นคิดเข้าใจว่าคือโสเภณีไฮโซ ราคาแพง

ส่วนการทาลิปสติกสีแดง สามารถสื่อแทน ‘หน้ากาก’ สวมใส่ขณะขายบริการ นี่ไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของฉัน เพียงมายาที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของสังคม อิทธิพลรายล้อมรอบข้าง และระบอบเสรีทุนนิยมของสหรัฐอเมริกา!

ทั้งร้านเสริมสวย (ทำผม & ทำเล็บ) และอู่ล้างรถ ต่างมีนัยยะในทิศทางเดียวกันถึงการสร้างภาพลักษณ์ให้สวยงาม แลดูดี เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิทัศน์ของกรุง Paris

ไม่ใช่แค่ก้อนน้ำตาลละลายในถ้วยกาแฟ ช็อตนี้ที่เป็นภาพสะท้อนแสงอาทิตย์(และเงา)บนพื้นผิวรถยนต์ ก็ยังด้วยนัยยะเดียวกันถึงทุกสรรพสิ่งอย่างในสากลจักรวาล ล้วนมีความเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยง สัมพันธ์กัน จากระดับจุลภาค → มหภาค เช่นเดียวกัน ‘เธอ’ นอกจากแทนด้วยหญิงสาว ยังสามารถสื่อถึงกรุง Paris และทุกสรรพสิ่งอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้!

In this image, three cultures meet. The culture of leisure, the culture of the key chain, and the culture of sex.

ผมพยายามทำความเข้าใจ 2-3 อย่างที่ผู้กำกับ Godard กระซิบกระซาบคำอธิบายของภาพเปลือยนี้

  • วัฒนธรรมของความเรื่อยเปื่อย (leisure) น่าจะสื่อถึงท่าทางการโพสท่าของนางแบบ มีความผ่อนคลาย เหมือนกำลังท่องเที่ยวในวันหยุด
  • วัฒนธรรมของธุรกิจลูกโซ่? (key chain) นี่อาจสื่อถึงนิตยสารที่ตีพิมพ์ หรือเสื้อผ้าแฟชั่นที่สวมใส่ ล้วนเป็นธุรกิจที่ใช้ภาพนี้แสวงหากำไร
  • วัฒนธรรมทางเพศ (sex) สำหรับผู้ซื้อหานิตยสาร/รูปภาพนี้ เพื่อนำไปสนองความใคร่ส่วนบุคคลเสียส่วนใหญ่

If, by chance, you can’t afford LSD, then buy a color TV.

โทรทัศน์คือสื่อประเภทหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนได้รับคำกล่าวขาน Golden Age of Television (1947-60) ซึ่งสามารถเข้าถึงผู้ชมสมัยใหม่ ‘เสพติด’ ได้มากยิ่งกว่าวงการภาพยนตร์ นั่นคือคำเปรียบเปรยเชิงเสียดสีของผู้กำกับ Godard หาเสพยาไม่ได้ก็ซื้อโทรทัศน์ (ยุคสมัยนี้คงต้องเปรียบเทียบกับอินเตอร์เน็ต, Facebook, Youtube, และล่าสุดก็ Tick Tock)

A Medicine for Melancholy (1959) หนังสือรวมเรื่องสั้นของ Ray Bradbury (1920-2012) นักเขียนชาวอเมริกันที่แม้มีผลงานหลากหลายแนว Fantasy, Science Fiction, Horror, Mystery, และ Realistic Fiction แต่ได้รับการยกย่องในฐานะผู้นำวรรณกรรม Sci-Fi เข้าสู่กระแสหลัก (mainstream) ผลงานเด่นๆ อาทิ Fahrenheit 451 (1953), The Martian Chronicles (1950), The Illustrated Man (1951) ฯลฯ

แต่ฉากนี้เหมือนต้องการอ้างอิงแค่ชื่อหนังสือนะครับ เพราะเพียงหยิบมาเปิดอ่านแล้ววางลง (เหมือนจะถูกตัดรายละเอียดส่วนนี้ออกไป) เลยไม่รู้ว่าต้องการเปรียบเทียบถึงเรื่องราวไหน, คาดว่าคงต้องการสื่อถึงอาชีพโสเภณี คือหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาอันเศร้าสลด เพื่อให้อยู่รอดในสังคมวิถีใหม่

การที่ชายคนนี้สวมใส่เสื้อยืดลายธงชาติสหรัฐอเมริกา ก็ชัดเจนว่าต้องการสื่อถึงในเชิงสัญลักษณ์ ว่าชาวฝรั่งเศส(สองสาว)กลายเป็นโสเภณี ขายจิตวิญญาณให้พวกอเมริกัน

ส่วน Juliette กำลังถอดเสื้อผ้าในความมืดมิด เหมือนต้องการสื่อถึงความรู้สึกอับอาย ไม่อยากเปิดเผยเรือนร่างกาย กลายเป็นโสเภณีขายตัวให้พวกอเมริกัน

Pan Am (Pan American Airways) และ TWA (Trans World Airlines) ต่างเป็นสายการบินสัญชาติอเมริกัน (ปัจจุบันปิดกิจการไปแล้วทั้งคู่เลยนะครับ) การนำกระเป๋ามาครอบศีรษะแล้วเดินวนไปวนมา พานผ่านภาพวาด Christopher Columbus (1451 – 1506) ค้นพบทวีปอเมริกา วันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1492 สามารถสื่อถึง

  • เปรียบเทียบการเดินทางระหว่างสองทวีป อดีตที่เคยยุ่งยากลำบาก ปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็ว ทำให้อิทธิพล “Americanization” สามารถแพร่ขยายในวงกว้าง
  • การนำกระเป๋าของสายการบินสัญชาติอเมริกัน คลอบศีรษะหญิงสาวชาวฝรั่งเศส สามารถสื่อถึงอิทธิพล การควบคุมครอบงำของ “Americanization”
  • การปิดหน้าปิดตา ยังสามารถสื่อถึงการสูญเสียวิสัยทัศน์ มองไม่เห็นทิศทางดำเนินไปของตนเอง
  • รวมถึงการสูญเสียภาพลักษณ์ มองไปทางไหนก็เห็นๆเหมือนกันหมด ไร้ซึ่งความแตกต่าง

Robert Jeanson นั่งรอคอยภรรยาในคาเฟ่แห่งหนึ่ง ได้รับการทักทายจากหญิงสาวนิรนาม (รับบทโดย Juliet Berto) ชักชวนพูดคุยสนทนาฆ่าเวลาว่าง คั่นแบ่งระหว่าง 2-3 เหตุการณ์

  • ทั้งสองอยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน ฝ่ายหญิงเป็นผู้ริเริ่มการสนทนา พยายามสอดรู้สอดเห็น สงสัยว่าเขากำลังเขียนอะไร
    • ตัดไปภาพชายสองคนกำลังจมอยู่ในกองหนังสือ … จะมองว่าสะท้อนความสนใจของ Robert กำลังหมกมุ่นอยู่กับการเขียน
  • Close-Up ใบหน้าหญิงสาวนิรนาม Robert พยายามโน้มน้าวให้พูดคำต้องห้าม เธอแสดงความกระอักกระอ่วน ปฏิเสธเอ่ยคำใดๆ
    • ตัดไปชาย-หญิง (ผู้แต่งหนังสือ-นักศึกษาสาว) กำลังพูดคุยสนทนา … สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Robert กับหญิงสาวแปลกหน้า
  • Close-Up ใบหน้าของ Robert ถูกฝ่ายหญิงซักไซร้สิ่งที่เขาเขียน
    • ตัดไปภาพชายสองคนจมอยู่ในกองหนังสืออีกครั้ง ก่อนชายคนหนึ่งมีสีหน้าอ้ำอึ้ง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

ชายสองคนนั่งจมอยู่ในกองหนังสือ คนหนึ่งหลับหูหลับตาหยิบมาสักเล่ม สุ่มเปิดอ่านแล้วให้อีกคนจดบันทึก ทำไปเพื่ออะไร? ผมเองก็ขบครุ่นคิดไม่ออกว่าพวกเขากำลังอะไร แต่ถ้ามองในเชิงสัญลักษณ์ก็คล้ายๆกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ทำการประติดประต่อรายละเอียดโน่นนี่นั่น เอาสิ่งโน้นนี้นั้นมาอ้างอิง เรียบร้อยเรียง ให้กลายเป็นสไตล์ Godardian

There’s no mystery.

วินาทีที่ชายคนนี้ได้ยินว่าไม่มี Mystère เขาก็สร้างความ Mystery ด้วยการหันหน้าเข้ากล้อง (Breaking the Fourth Wall) สีหน้าตาตกตะลึง หยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่โดยทันที! ผมเกาหัวอยู่นานว่า Mystère คืออะไร? ลองค้นหาข้อมูลถึงค้นพบว่าคือชื่อไอศกรีมประเภทหนึ่ง น่าจะไม่เคยขายเมืองไทยมั้งนะ ไม่เคยกินเหมือนกัน

แล้วชายคนนี้ตกใจอะไรกับการไม่มีไอศกรีม? ผมว่ามันอาจไม่เกี่ยวอะไร แค่ต้องการยืมคำ Mystery มาใช้อธิบายความลึกลับของฉากนี้เท่านั้นนะครับ

หญิงสาวแปลกหน้า: Isn’t that guy over there the Nobel Prize winner?
Robert Jeanson: Ivanov? Could be.
หญิงสาวแปลกหน้า: Looks like him.

ผมถูกหนังล่อหลอกว่าชายคนนี้คือนักวิทยาศาสตร์รางวัล Nobel Prize ชื่อ Ivanov ก็อุตส่าห์หาข้อมูลอยู่ตั้งนานไม่เห็นมี พอมาตรวจสอบเครดิตหนังถึงพบว่าคือนักแสดง Jean-Pierre Laverne รับบท Author ผู้แต่งหนังสือเล่มที่กำลังเซ็นอยู่ … WTF!

หลังพยายามตั้งใจรับฟังบทสนทนาของทั้งสองอยู่หลายครั้ง ผมเองก็ยังสับสน งุนงง พวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน? พูดจาวกไปวนมา ทีแรกตั้งคำถามถึง “intoxication of life” แล้วก็เปลี่ยนไปเรื่องอื่นซะงั้น! คาดว่าอาจต้องการสื่อถึงปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัว ที่สะท้อนถึงโลกยุคสมัยใหม่ บิดา-มารดาแทบไม่มีเวลาหลงเหลือให้ลูกๆ เอาแต่งกๆทำงานหาเงิน เป็นเหตุให้เธอคนนี้มองหาที่ปรึกษา ชายแปลกหน้าสำหรับพึ่งพักพิง … และเพศสัมพันธ์

The feeling of my ties to the world. Suddenly I felt I was the world … and the world was me.

นี่เป็นอีกช็อตและอีกคำพูดที่พยายามเปรียบเทียบ ‘เธอ’ ถึงตัวละคร Juliette Jeanson รับบทโดย Marina Vlady คืออันหนึ่งเดียวกับกรุง Paris ทุกสรรพสิ่งอย่างบนโลก และสากลจักรวาล ล้วนส่งอิทธิพลต่อกันและกัน ทั้งภาพลักษณ์-ภูมิทัศน์ (รูปธรรม) และความรู้สึกในเชิงนามธรรม


She looks like Chekhov’s Natasha. Or the sister of Flaherty’s Nanook.

คำพูดประโยคนี้เป็นการอ้างอิงถึง

  • บทละคร Three Sisters (1900) ประพันธ์โดย Anton Chekhov
    • แซว: ตัวละคร Natasha ไม่ใช่หนึ่งในสามพี่น้องตามชื่อบทละครนะครับ (ประกอบด้วย Olga, Masha และ Irina) แต่เป็นแฟนสาว/ภรรยาของพี่ชาย Andrey เลยจะถือว่าเป็นพี่น้องคนที่สี่ก็ว่าได้
  • ภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกของโลก Nanook of the North (1922) กำกับโดย Robert J. Flaherty

เมื่อตอนต้นเรื่อง บุตรชายของ Juliette เล่าถึงความฝันบุคคลสองรวมตัวเป็นหนึ่ง หรือคือการรวมประเทศเวียดนามเหนือ-ใต้ มาคราวนี้เด็กชายเล่าถึงความหมายของมิตรภาพ (Comradeship) ครั้งแรกที่ได้อยู่ในห้องเรียนร่วมกันระหว่างชาย-หญิง … เป็นการต่อยอดความคิดที่น่าสนใจทีเดียว

This year, in my new school, boys and girls are together, so our class is mixed. ‘Is comradeship between boys and girls possible and desirable?’ Yes, because some girls are nice and honest. You can talk with them. ‘Hello, kid,’ I say to her. ‘Hello,’ she answers. Then we talk until we disagree about something. ‘Silence,’ says the kid. ‘But that’s what you said.’ ‘Calm down.’ If I give in, we keep talking. In that case, this comradeship is desirable since the girls are nice.

เมื่อพอสลับมาเป็น Juliette อ่านข้อความของบุตรชาย รายละเอียดเหมือนต้องการสะท้อนโลกความเป็นจริงที่กลับตารปัตรตรงกันข้าม กล่าวถึงบุคคลอีกจำพวกที่ไม่สามารถสร้างความปรองดอง สานสัมพันธ์มิตรภาพ (Comradeship) นั่นคือชนวนเหตุ จุดเริ่มต้นของสงคราม หยิบปืนของเล่นขึ้นมากราดยิง

But other girls are mean and sneaky-looking. With girls with glasses, we don’t talk calmly — we argue. ‘Rrrr… you’re impossible.’ I give her a kick. She throws a spitball at me, but then the teacher breaks in. In this case, comradeship is neither possible nor desirable. I’d prefer the electric chair with my feet in a glass of water. These mean and nice girls are still clean and nice overall, which makes me feel better.

ผกก. Godard แม้เติบโตพานผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เจ้าตัวแทบไม่เคยรับล่วงรู้ สนใจอะไรสักสิ่งอย่าง (ได้รับการเลี้ยงดูแลอย่างไข่ในหิน) จนกระทั่งเริ่มมีความสนใจสื่อภาพยนตร์ ถึงค่อยตระหนักถึงสิ่งเลวร้ายต่างๆบังเกิดขึ้น คำพูดประโยคนี้จึงคือการแสดงอคติอย่างตรงไปตรงมา แต่ถ้าเจอหน้ากันจริงๆก็ไม่แน่ว่าจะทำได้หรอกนะ!

ภาพด้านหลังนำจากใบปิดภาพยนตร์ The Criminal Life of Archibaldo de la Cruz (1955) กำกับโดย Luis Buñuel ออกแบบโดยศิลปิน Hans Hillmann แต่นำมาย้อมใส่สี แบบเดียวกับโปสเตอร์หนังเงียบ The General (1926) ก็น่าจะนัยยะเดียวกันถึงการเปลี่ยนแปลง อดีต → ปัจจุบัน

เรื่องราวของ The Criminal Life of Archibaldo de la Cruz (1955) คือชายผู้ต้องการก่ออาชญากรรม แต่มีเหตุบางอย่างให้เขาไม่สามารถทำสำเร็จเลยสักครั้ง! ดูแล้วไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ใดๆกับหนัง คงต้องการอ้างอิงแค่โปสเตอร์มือบีบรัดคอ น่าจะต้องการสะท้อนถึงวัฏจักรชีวิต วิถีของโลกยุคสมัยใหม่ ที่บีบบับคับให้ใครต่อใครต้องดำเนินไปตามครรลองครองธรรม ดังที่ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามนำเสนอออกมา สร้างความอึดอัด หายใจไม่ค่อยออก


False love is when I remain the same. True love is when I change, when my beloved changes.

คำพูดประโยคนี้สามารถตีความได้ 2-3 อย่างเลยนะครับ

  • สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Juliette Jeanson กับสามี Robert
  • ความสัมพันธ์ระหว่าง Marina Vlady (หรือจะพาดพิงถึง Anna Karina ด้วยก็ได้) กับผกก. Godard
  • ความรักต่อประเทศฝรั่งเศส (แม้ภูมิทัศน์จะเปลี่ยนแปลง แต่ฉันก็ยังคงรักผืนแผ่นดินแห่งนี้)
  • และต่อวงการภาพยนตร์ (แม้ภาพยนตร์จะเปลี่ยนแปลง แต่ฉันก็ยังคงรักสื่อประเภทนี้)

Thanks to E-S-S-O, I serenely take the road to dreams and forget all else. I forget Hiroshima and Auschwitz. I forget Budapest. I forget Vietnam and minimum wages. I forget the housing crisis. I forget the famine in India. I’ve forgotten it all, except that since it takes me back to zero, I have to start over from there.

แม้ผกก. Godard จะเต็มไปด้วยอคติต่ออิทธิพล “Americanization” ที่เข้ามาควบคุมครอบงำ ทำการปรับเปลี่ยนแปลงโน่นนี่นั่นในวิถีชีวิต แต่เขาก็ยินยอมรับว่าหลายสิ่งอย่างเมื่อเสพติด สร้างความสะดวกสบาย ผ่อนคลาย เลยกลายเป็นสิ่งขาดไม่ได้ เหมือนการเติมน้ำมัน ESSO ทำให้สามารถขับขี่รถยนต์ไปตามถนนแห่งความเพ้อฝัน แล้วหลงลืมทุกสิ่งอย่างที่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจ โลกภายนอกที่แสนเหี้ยมโหดร้าย

ช็อตโคลสอัพเปลวไฟจากก้นบุหรี่ ผมรู้สึกว่าน่าตื่นตากว่า “จักรวาลในถ้วยกาแฟ” เสียอีกนะ! เมื่อสูบบุหรี่จะพบเห็นแสงไฟเปร่งประกาย จากนั้นค่อยๆมอดดับลง หลงเหลือเพียงขี้เถ้าถ่าน ให้ความรู้สึกเหมือนลมหายใจเฮือกสุดท้ายของชีวิต และยังสามารถเปรียบเทียบถึงอารยธรรม ความเจริญก้าวหน้าของมวลมนุษยชาติ เมื่อถึงจุดสูงสุดเมื่อไหร่ สักวันก็ต้องล่มสลาย … นี่ต่างหาคือวิถีแห่งจักรวาล!

ซึ่งคำว่า “Back to Zero” ผู้กำกับ Godard เคยให้สัมภาษณ์บอกว่าสิ่งที่ครุ่นคิดก็คือ ต้องละทอดทิ้งอิทธิพลทุกสิ่งอย่างจากสหรัฐอเมริกา “to flee the American cinema” แต่เขาก็ไม่สามารถให้นำแนะได้ว่าควรทำเช่นไร … นั่นเองกระมังที่ทำให้ผลงานลำดับถัดไป La Chinoise (1967) โอบรับลัทธิเหมาเจ๋อตุง (Maoism) เพราะหลงใหลคลั่งไคล้ Cultural Revolution (1966-76)

ภาพสุดท้ายของหนังถ่ายยังสนามหญ้า วางเรียงรายสิ่งข้าวของต่างๆนานา ล้วนเป็นสินค้าได้รับอิทธิพลจาก “Americanization” แล้วกลายเป็นปัจจัยดำรงชีพ ที่ขาดแทบไม่ได้ในชีวิตประจำวัน … นี่พวกเรากลายเป็นโสเภณี/ขายจิตวิญญาณให้กับวัตถุนิยมเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

ตัดต่อโดย Chantal Delattre และ Françoise Collin (1937-) คนหลังคือหนึ่งในขาประจำของ ผกก. Jean-Luc Godard ร่วมงานตั้งแต่ Bande à part (1964) ติดตามด้วย Une Femme Mariée (1964), Pierrot le Fou (1965), Made in U.S.A (1966) และ 2 or 3 Things I Know About Her (1967)

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ ‘เธอ’ ในระยะเวลา 1 วัน (แต่เอาจริงๆก็แค่ตอนกลางวันเท่านั้นนะครับ) ประกอบด้วย

  • ตัวละคร Juliette Jeanson กับวิถีชีวิตในระยะเวลา 1 วัน
  • สัมภาษณ์ถามนักแสดง Marina Vlady หันมาสบตาพูดคุยหน้ากล้อง (Breaking the Fourth Wall)
  • ร้อยเรียงภาพภูมิทัศน์โดยรอบกรุง Paris รวมถึงสัมภาษณ์ถามบุคคลอื่นๆ (ที่ไม่ใช่ Vlady)
  • และเสียงกระซิบกระซาบของผู้กำกับ Godard เพื่ออธิบายความครุ่นคิด ทัศนคติส่วนตัวเกี่ยวกับสิ่งต่างๆในภาพยนตร์เรื่องนี้

ช่วงต้นของหนัง (หลังจากแนะนำให้รู้จักสอง ‘เธอ’) จะมีปรากฎข้อความ “18 Lessons on industrial society” ทีแรกนึกว่าจะทำแบบ Vivre Sa Vie (1962) หรือ Masculin Féminin (1966) ที่แยกย่อยเรื่องราวออกเป็นตอนๆ แต่หลังจากรับชมก็ตระหนักว่าหนังไม่ได้นำเสนอตามโครงสร้างดังกล่าว ใครอยากลองแยกแยะก็ตามสบายนะครับ (พอมีจุดสังเกตตรงหลายๆข้อความปรากฎขึ้นมา แต่มันดูไม่เข้าพวก 18 บทเรียนสักเท่าไหร่) ผมขอแบ่งหนังออกตามช่วงเวลา เช้า-บ่าย-เย็น แค่นี้ก็เหลือเฟือเพียงพอแล้วละ

  • อารัมบทแนะนำ ‘เธอ’
  • ช่วงเช้า
    • เตื่นเช้าขึ้นมา Juliette พูดคุยกับบุตรชาย พาบุตรสาวไปส่งสถานรับเลี้ยง
    • จากนั้นช็อปปิ้งเสื้อผ้าใหม่ยังห้างสรรพสินค้า
    • นั่งเล่นเรื่อยเปื่อย รอคอยลูกค้าอยู่ในคาเฟ่
    • ให้บริการลูกค้ารายแรก
  • ช่วงบ่าย
    • เข้าร้านเสริมสวย ทำผม ตกแต่งเล็บ
    • Juliette กับเพื่อนอีกคน เดินทางไปหาลูกค้าอีกราย
    • สลับมามุมมองสามีของ Juliette นั่งรอคอยอยู่ในคาเฟ่
      • พูดคุยกับหญิงสาวแปลกหน้า
      • รับฟังคำสนทนาระหว่างชาย-หญิงคู่หนึ่ง
  • ช่วงเย็น/ค่ำ
    • Juliette เดินทางกลับมายังอพาร์ทเม้นท์
    • คุยกับบุตรชายหน้าห้องพัก
    • คุยกับสามีในห้องนอน

แทบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนฉาก (ไม่แน่ใจว่าคือวิธีการที่หนังใช้แบ่งแยก “18 Lessons on industrial society” ออกจากกันไหมนะครับ) จะมีการแทรกภาพสิ่งก่อสร้าง สะพานต่างระดับ รถยก คนงาน ทาวเวอร์เครน (Tower Crane) ฯลฯ เหล่านี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ จนไม่หลงเหลือสภาพกรุง Paris แบบเดิมอีกต่อไป

ส่วนลีลาการตัดต่อก็ยังคงสไตล์ Godardian บ่อยครั้งมีการปรากฎขึ้นของข้อความ รูปถ่าย ภาพหนังสือการ์ตูน ฯลฯ สำหรับใช้อ้างอิง หรือมีความสอดคล้องเรื่องราวขณะนั้น เพื่อสร้างความตื่นตา รำคาญใจ ชวนให้ผู้ชมตระหนักอยู่ตลอดว่านี่คือสื่อภาพยนตร์


แบบเดียวกับ Made in U.S.A. (1966) ที่ผกก. Godard ไม่ได้ทำการว่าจ้างนักแต่งเพลง (เพราะไม่มีงบประมาณในส่วนนี้) ส่วนใหญ่ที่ได้ยินเลยมาจาก Archive/Stock Music ไม่ก็เสียง Sound Effect บันทึกจากสถานที่จริง รถราบนท้องถนน การทำงานของเครื่องจักรกล ฯลฯ

ช่วงกลางเรื่อง (หลังจักรวาลในถ้วยกาแฟ) ได้ยินบทเพลง String Quartet No. 16 in F major, Op. 135 ผลงานรองสุดท้ายของ Ludwig van Beethoven เสร็จสิ้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 1826 ก่อนเจ้าตัวจะล้มป่วยหนัก เสียชีวิตในอีกหกเดือนถัดมา (มีนาคม ค.ศ. 1827)

เกร็ด: ช่วงระหว่างที่ Beethoven ล้มป่วยหนัก เห็นว่ายังประพันธ์อีกบทเพลง Große Fuge (แปลว่า Grand Fugue) ตั้งใจให้เป็น Movement VI. เพิ่มเติมของ Quartet No. 13 in B-Flat major, Op. 130 แต่ภายหลังมักถูกแยกออกมาเป็นบทเพลงเดี่ยวๆ เพื่อสำหรับการโปรโมท ‘เพลงสุดท้ายของ Beethoven’

ที่ได้ยินในหนังคือ Movement III. Lento assai, cantante e tranquillo (D-flat major) มีความโหยหวนล่องลอย รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ราวกับชีวิตใกล้หมดลมหายใจ … Beethoven น่าจะตั้งใจประพันธ์บทเพลงนี้สำหรับเตรียมการร่ำลา รับรู้ตัวว่าความตายอยู่ไม่ไกลแค่เอื้อม

บริบทของหนังน่าจะต้องการสื่อถึงความน่าเบื่อหน่าย ซ้ำซากจำเจ วิถีชีวิตที่เวียนวนไม่ต่างจากฟองในถ้วยกาแฟ โดยเฉพาะการมาถึงของโลกยุคสมัยใหม่ ทำให้ชนชั้นกลางต้องต่อสู้ดิ้นรน ไม่ต่างอะไรจากอาชีพโสเภณี กลายเป็นขี้ข้าทาสระบอบเสรีทุนนิยม หาเงินทองมาตอบสนองความพึงพอใจส่วนบุคคล

หลังจาก Charles de Gaulle ขึ้นเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส ระหว่างปี 1959-69 แต่งตั้งให้ Paul Delouvrier ขึ้นมาเป็นผู้แทนทั่วไปประจำเขตกรุง Paris (Délégué Général au district de Paris) รับหน้าที่ออกแบบแผนผังเมืองใหม่ (Master Plan) มุ่งเน้นการพัฒนาชานเมืองให้มีความเจริญรุดหน้า รองรับการเติบโต และประชากรที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 8 ล้านคนในปี ค.ศ. 2000

เกร็ด: ตัวเลขจริงๆเมื่อปี ค.ศ. 2000 กรุง Paris มีจำนวนประชากร 9.73 ล้านคน, และล่าสุดปี ค.ศ. 2020 เพิ่มขึ้นมาเป็น 11 ล้านคน

เมื่อแผนการดังกล่าวได้รับการอนุมัติปี ค.ศ. 1962 ก็เริ่มมีการก่อสร้างโน่นนี่นั่น ทำให้ภูมิทัศน์ของฝรั่งเศสเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยทันที! อพาร์ทเม้นท์ ตึกระฟ้า ห้างสรรพสินค้า ถนนต่างระดับ สะพานข้ามแยก ฯลฯ เหล่านี้คือสิ่งที่ผกก. Godard ร่วมกับตากล้อง Coutard ต้องการเก็บบันทึก ร้อยเรียงวิถีชีวิตชาว Parisian เก็บฝังช่วงเวลาดังกล่าวไว้ใน ‘Time Capsule’

แต่ไม่ใช่แค่การบันทึกสภาพกรุง Paris ในลักษณะ “City Symphony” เท่านั้นนะครับ ผกก. Godard ยังพยายามสอดแทรกทัศนคติ วิพากย์วิจารณ์สิ่งต่างๆที่บังเกิดขึ้น ทั้งจากมุมมองส่วนตัว และบทสัมภาษณ์นักแสดง/ตัวประกอบ (มีทั้งที่เตรียมบทพูด และหลอกถามความคิดเห็น) ปะติดปะต่อร้อยเรียงเข้ามา กลายเป็น 2-3 อย่างที่ทำให้ผู้ชม(ในอนาคต)สามารถเรียนรู้เข้าใจเหตุผลการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คล้ายๆบทความ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ ฯ นักวิจารณ์เลยให้คำเรียกภาพยนตร์ลักษณะนี้ว่า “Essay Film”

หนึ่งในทัศนคติของผกก. Godard ที่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจ คือการให้ตัวละคร Juliette Jeanson ทำงานพาร์ทไทม์โสเภณี เพราะคนสมัยนั้นต่างครุ่นคิดเข้าใจกันแค่ว่า Paris=เมืองแห่งกะหรี่ ถ้าอยากมีชีวิตสุขสบายในโลกยุคสมัยใหม่ ก็ต้องทำงานขายเรือนร่างกาย ไม่ใช่อาชีพผิดกฎหมายด้วยซ้ำนะ! (ฝรั่งเศสเพิ่งออกกฎหมายห้ามค้าขายบริการเมื่อปี ค.ศ. 2016)

in order to live in Paris today, on no matter what social level, one is forced to prostitute oneself in one way or another.

Jean-Luc Godard

ความตั้งใจจริงๆของผกก. Godard โสเภณีสามารถตีความในเชิงสัญลักษณ์ แทนด้วยทุกอาชีพชนชั้นกลาง (Middle Class) ที่ต้องทำงานไม่ต่างจากขี้ข้าทาส พนักงานบริษัท คอยรับใช้เจ้านาย คำสั่งจากเบื้องบน แลกกับเงินเดือน สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายการครองชีพ และกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ … นัยยะเดียวกับ Vivre Sa Vie (1962)

เช้าตื่นนอน → พาลูกไปโรงเรียน/สถานรับเลี้ยง → เดินทางไปทำงานงกๆ → เวลาว่างดื่มชากาแฟ เข้าห้างช็อปปิ้ง ดูหนัง → ตกเย็นหวนกลับบ้าน → แล้วเข้านอน, นี่คือวัฎจักรชีวิต วิถีของคนรุ่นใหม่ เพื่อตอบสนองความเจริญก้าวหน้าทางสังคม อิทธิพลจาก “Americanization” ใครต่อใครต่างถูกครอบงำโดยระบอบเสรีทุนนิยม นั่นไม่ใช่โลกที่น่าอภิรมณ์แม้แต่น้อย เช่นนั้นแล้วอนาคตมันจะสิ้นหวังสักเพียงไหน

ผู้ชมหลังศตวรรษที่ 21 คงไม่รู้สึกผิดแปลกใดๆกับการดำเนินไปของหนัง นั่นเพราะเรายุคสมัยนี้ได้ถูกครอบงำจากโลกทัศน์ดังกล่าวมาตั้งแต่ถือกำเนิด เลยไม่สามารถตระหนักรับรู้ ครุ่นคิดนอกกรอบ หรือพยายามหาหนทางดิ้นหลุดพ้นออกจากวัฎจักรดังกล่าว มันช่างเป็นปัจจุบันอันสิ้นหวัง ดังที่ผกก. Godard เคยแสดงทัศนะไว้ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องนี้

‘เธอ’ นอกจากสามารถเปรียบเทียบถึงกรุง Paris สำหรับผกก. Godard ยังหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ Marina Vlady แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ตกหลุมรักกัน มีโอกาสเรียนรู้จักสองสามอย่างเกี่ยวกับเธอ แต่การถูกปฏิเสธแต่งงาน ย่อมทำให้รู้สึกเคว้งคว้าง น่าผิดหวัง (คงไม่เศร้าใจรุนแรงเท่าไหร่ กระมัง) แบบเดียวกับ Made in U.S.A. (1966) พยายามโทษว่ากล่าวอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกา คือต้นสาเหตุของทุกสรรพสิ่งอย่าง

ผมเพิ่มเติมให้อีกนิดสำหรับ ‘เธอ’ ในที่นี้ยังสามารถเปรียบเทียบกับ Two or Three Things I Know About Her (1967) สื่อศิลปะที่ผกก. Godard รักมากยิ่งกว่าใครไหน! หลังสรรค์สร้างภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่อง ย่อมรับรู้จึกสักสองสามอย่าง พบเห็นความเปลี่ยนแปลงยุคสมัย(ภาพยนตร์) ไม่แตกต่างจากการเติบโตของกรุง Paris สักเท่าไหร่หรอกนะ!


หนังเต็มไปด้วยเรื่องอื้อฉาวตั้งแต่ก่อนออกฉาย เริ่มจากความสัมพันธ์ระหว่างผกก. Godard สู่ขอแต่งงาน Vlady กลายเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ (เพิ่งเลิกจากภรรยาเก่าไม่นานก็พร้อมแต่งเมียใหม่แล้วรึ?) แล้วพอออกฉายก็มีบทความโจมตีจากนักข่าวที่เหมือจะไม่ค่อยเข้าใจหนัง บอกว่าบิดเบือนบทความของ Catherine Vimenet

[Two or Three Things I Know About Her (1967)] is a scandal and I say it. The “Les étoiles filantes” do not prostitute themselves to buy dresses, they do it to feed their children. The “Les étoiles filantes” do not go to the George V, they hustle around Les Halles and haunt the furnished hotels in the area. They’re not pin-ups, they’re ugly. To present the story of these women differently is to betray their cause!

Nicolas Tikhomiroff

ถึงอย่างนั้นกระแสสังคมดังกล่าวกลับไม่ได้ทำให้ยอดจำหน่ายตั๋วดีขึ้นสักเท่าไหร่ 199,758 ใบ ถึงอย่างนั้นได้รับการโหวตติดอันดับ 9 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีจากนิตยสาร Cahiers du Cinéma

Two or Three Things I Know About Her, if not Godard’s best film, is perhaps his most achieved, This is not only because it ties together many of the strings his most recent work has left dangling, but because it is the first film one can properly regard as modern in the best sense of the word.

นักวิจารณ์ David Ehrenstein ตีพิมพ์ลงนิตยสาร December ปี 1968

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digtal restoration’ คุณภาพ 2K โดยองค์กรของรัฐ CNC (Centre national de la cinématographie) ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส ผ่านการตรวจอนุมัติโดย Willy Kurant (ตากล้องของหนังคือ Raoul Coutard ไม่ใช่รึ?) เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice Classic เมื่อปี 2017

แต่การหารับชมฉบับบูรณะนี้ค่อนข้างจะยากสักหน่อย ช่องทางออนไลน์ Criterion Channel, MUBI, Amazon Prime ยังคุณภาพแค่ ‘High Definition’ เท่านั้นนะครับ (ฉบับที่ผมได้รับชมน่าจะมาจาก Blu-Ray ของญี่ปุ่น)

รับชมครั้งก่อนผมจับใจความหนังได้แค่ “Essay Film” นำเสนอวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของชาว Parisian บันทึกเก็บไว้ในไทม์แคปซูล แต่คราวนี้เมื่อสามารถขบครุ่นคิดวิเคราะห์ จึงพบเห็นความลุ่มลึกล้ำของศิลปะชั้นสูง ‘High Art’ มันช่างน่ามหัศจรรย์เสียจริง

Two or Three Things I Know About Her (1967) เหมาะสำหรับคอหนัง Art House ชื่นชอบการครุ่นคิดวิเคราะห์ แสวงหาความท้าทาย, นักปรัชญา นักประวัติศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ หลงใหลกรุง Paris ช่วงทศวรรษ 60s, และโดยเฉพาะนักศึกษาสายศิลป์ ถือเป็นหนึ่งในตำราภาพยนตร์ สมควรค่าแก่การนำมาเป็นบทเรียนศิลปะชั้นสูง

จัดเรต 13+ กับพาร์ทไทม์โสเภณี

คำโปรย | Two or Three Things I Know About Her เป็นภาพยนตร์ ‘Essay Film’ ที่ทำการเปรียบเทียบหญิงสาวกับกรุง Paris ด้วยสไตล์ Godardian ได้อย่างมหัศจรรย์
คุณภาพ | หัรรย์
ส่วนตัว | ประทับใจ


2 or 3 Things I Know About Her

Two or Three Things I Know About Her (1967) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥

นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ แต่คือ Essay เรียงความ ที่นำเอาภาพเหตุการณ์ต่างๆ มาปะติดปะต่อกันจนกลายเป็นรูปร่าง ‘บทความภาพเคลื่อนไหว’ มีหัวข้อคือ วิธีการที่หญิงสาวคนหนึ่งจะเอาตัวรอด ขณะอาศัย ทำงานอยู่ในกรุงปารีส, สร้างโดยนักเลงภาพยนตร์ Jean-Luc Godard ในปีที่มีหนังของเขาออกฉายพร้อมกันถึง 3 เรื่อง

มีช็อตหนึ่งในหนัง เบื้องหน้าของชายสองคน สุมไปด้วยกองหนังสือจำนวนมากตั้งเรียงเป็นแถว ชายคนหนึ่งก้มหน้าก้มตาจดบันทึก อีกคนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา เปิดอ่านข้อความ เสร็จแล้วสุ่มหยิบเล่มใหม่ เปิดอ่านข้อความ ทำซ้ำอยู่หลายครั้ง, ช็อตนี้มีนัยยะแบบเดียวกับโปสเตอร์ที่ผมเลือกมาด้านบน และคือรูปแบบของหนังเรื่องนี้ เป็นการตัดแปะ ปะติดปะต่อเรื่องราว เหมือนเรียงความ เพียงแค่เปลี่ยนจากข้อความตัวหนังสือ เป็นภาพเคลื่อนไหว เรียงร้อยต่อกันจนกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

ความยิ่งใหญ่ของ French New Wave ได้เปลี่ยนมุมมองของผู้ชม ต่อโลกภาพยนตร์ไปโดยสิ้นเชิง, Two or Three Things I Know About Her ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งในศูนย์กลางตาพายุนี้ เพราะเป็นการทำลายขนบ รูปแบบประเพณี โครงสร้างของภาพยนตร์ลงโดยสิ้นเชิง ที่ถ้าคุณคาดหวังว่า ภาพยนตร์ต้องประกอบด้วย เนื้อเรื่อง, เหตุการณ์, ไคลน์แม็กซ์ ฯ ก็จะไม่มีวันพบเจอในหนังเรื่องนี้

วิธีการ ถ้าคุณอยากดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจ ให้ทำการลบภาพโครงสร้าง รูปแบบ คติที่ยึดติดในรูปแบบภาพยนตร์ออกไป สังเกตเหตุการณ์ วิธีการนำเสนอ องค์ประกอบภาพยนตร์ (ที่เรียกว่าภาษาภาพยนตร์) คิดวิเคราะห์ทำความเข้าใจถึงโครงสร้าง (ไม่ใช่เนื้อหนัง) เมื่อนั้นก็จะมองเห็นแก่นสาระ ความตั้งใจที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอออกมา

เทคนิคลับ: ให้มองหาความตั้งใจของผู้กำกับ ก่อนที่จะทำความเข้าใจเนื้อเรื่องนะครับ

Jean-Luc Godard เริ่มต้นโปรเจคนี้เมื่อช่วงฤดูร้อนปี 1966 เพราะถูกร้องขอจากโปรดิวเซอร์ Georges de Beauregard ให้สร้างหนังแบบที่เป็น ‘สะดวกซื้อ’ สร้างเร็ว เสร็จเร็ว ฉายเร็ว เพราะหนังเรื่องล่าสุดที่ Beauregard สร้างร่วมกับ Jacques Rivette ถูกแบนห้ามฉายในฝรั่งเศส เงินที่เสียไปไม่ได้คืน ตัวเขากำลังตกอยู่ในความเสี่ยงล้มละลาย, นั่นทำให้ Godard ตัดสินใจสร้างหนัง 2 เรื่องขึ้นพร้อมกันคือ Made in USA (1966) ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายกับ Anna Karina และ Two or Three Things I Know About Her (1967)

เกร็ด: หนัง 3 เรื่องของ Godard ที่ฉายปี 1967 ประกอบด้วย Week End และ La Chinoise ส่วน Made in U.S.A. ได้ฉายตั้งแต่ปลายปี 1966

วิธีการถ่ายทำนั้น ใช้ทีมงานชุดเดียวกัน กับตากล้องคู่ใจ Raoul Coutard ตอนเช้าออกตระเวนถ่าย Two or Three Things I Know About Her ส่วนตอนบ่ายถ่าย Made in USA เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ปิดกล้องพร้อมกันทั้งสองเรื่อง

แรงบันดาลใจของหนัง มาจากบทความใน Le Nouvel Observateur ของ Catherine Vimenet และระหว่างถ่ายทำ Godard ได้พบเห็นสิ่งต่างๆใน Paris และมีความตั้งใจต้องการรวบรวม ใส่ทุกสิ่งอย่าง อาทิ กีฬา การเมือง แม้แต่ร้านขายของชำ ผสมเข้าไปในหนัง เพื่อเป็นการอธิบายปรากฎการณ์อันซับซ้อนบางอย่างของสังคมที่เกิดขึ้น

I wanted to to include everything: sports, politics, even groceries. Everything should be put in a film.
An attempt at description of a phenomenon known in mathematics and sociology as a ‘complex’.

เสียงกระซิบ (บรรยายโดย Godard) มันมีบางสิ่งอย่างที่เขาต้องการสนทนากับผู้ชม เช่น สงครามเวียดนาม, วัฒนธรรม/ความเชื่อ ที่เปลี่ยนไปของชาวฝรั่งเศส ฯ แต่ก็ไม่กล้าพูดเสียงดัง (เพราะกระทบเยอะ) หนังเรื่องนี้จึงเป็นการเหมือนให้ผู้ชม เข้าไปอยู่ในหัวสมองของเขา ได้เห็นมุมมอง เข้าใจความคิดเห็นส่วนตัว (เหมือนได้ยิน Godard คิดออกมาดังๆ)

“basically what I am doing is making the spectator share the arbitrary nature of my choices, and the quest for general rules which might justify a particular choice. I watch myself filming, and you hear me thinking aloud. In other words, it isn’t a film, it’s an attempt at a film and presented as such.”

กับฉากขึ้นชื่อลือชาที่สุดในหนัง คือ ภาพ Close-up ถ้วนกาแฟ สีดำของมันเหมือนกับพื้นที่ว่าง/จักรวาล ฟองน้ำเหมือนเซลล์/ดาวเคราะห์ ที่พอใส่น้ำตาลลงไป เกิดการเคลื่อนไหวที่ดูเหมือน ‘จุดกำเนิดของจักรวาล’, นัยยะของฉากนี้ เป็นการอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่มีอิทธิพลต่อผู้คนรอบข้าง อาทิ ตึกรามบ้านช่องที่กำลังก่อสร้างขึ้นสูง (ได้ยินเสียงอย่างหนวกหู) ทัศนคติของผู้คนที่เปลี่ยนไป, ผลกระทบภายนอก เช่น สงครามเวียดนาม ฯ

ใจความที่เป็นแก่นสาระ โครงสร้างหลักของหนังเรื่องนี้ คือชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่ง Juliette Jeanson (รับบทโดย Marina Vlady) อาศัยอยู่ในกรุงปารีส ในช่วงเวลา 1 วัน เธอต้องประสบพบเจอ ใช้ชีวิตทำอะไรบ้าง เพื่อเอาตัวรอดในเมืองแห่งนี้

ส่วนประกอบอื่นๆ อาทิ การให้นักแสดงมองกล้องพูดแนะนำตัวเอง, การสนทนาในร้านอาหาร (ที่หาสาระไม่ค่อยได้), ภาพการก่อสร้าง ตึกสูง ฯ นี่ล้วนเปรียบได้กับเนื้อหนังมังสา ส่วนที่นำมาติดแปะ ประกอบเข้ากับแก่นสาระ เพื่อเป็นการอธิบายขยายเรื่องราว (นึกถึงเวลาสอบข้อเขียน แล้วอาจารย์ให้บรรยาย 1 หน้ากระดาษขึ้นไป สาระจริงอาจมีแค่บันทัดเดียว ที่เหลือคือน้ำ ละเลงให้เต็มกระดาษ) คือเราไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจทุกสิ่งอย่างที่หนังใส่เข้ามานะครับ รับรู้แค่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง การสนทนาบางอย่างไม่มีอะไรเลย (ใส่มาเพื่อเติมเต็มหนังเฉยๆ) แต่ก็มีหลายเรื่องมีประเด็นแฝงที่น่าสนใจ

ซึ่งการวิเคราะห์เนื้อหนัง จะเป็นประโยชน์กับคนที่มีความสนใจ ศึกษาช่วงเวลาทศวรรษนั้นของประเทศฝรั่งเศส, สิ่งที่เราได้เห็นคือ วิถีชีวิตของผู้คน แนวคิด ความสนใจของพวกเขา ส่วนใหญ่เป็นคนชนชั้นกลาง ซึ่งล้วนต้องทำเพื่อเอาตัวรอด, Godard ได้ใส่ความเห็นอย่างหนึ่งลงไป คือ ถ้าคุณเป็นผู้หญิง ต้องการความสุขสบาย เอาตัวรอดได้ วิธีการหนึ่งคือ เป็นโสเภณี แล้วหวังว่า สักวันหนึ่งคงได้เจอกับผู้ชายรวยๆ มาหลงเสน่ห์ติดใจ ดึงเธอขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ (High Rise)

กับฉากขายตัว ในห้องของชาวอเมริกันคนหนึ่ง (สวมเสื้อเชิ้ตธงชาติอเมริกัน กลัวคนไม่รู้หรือไง!) วิธีการมี Sex ของพวกเขาคือ ให้หญิงสาวทั้งสอง สวมกระเป๋ามีตรา Pan-Am กับ TWA ไว้บนหัว (ทั้งสองเป็นสายการบินของอเมริกา) … นี่เป็นมุกตลกเชิงเสียดสีล้อเลียน ประมาณว่า การมี Sex เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ ขึ้นเครื่องบิน, นัยยะของฉากนี้คือ ชาติอเมริกัน ที่ชอบไปจุ้นจ้านกับประเทศอื่น ทำตัวเหนือกว่าเพื่อครอบครองได้ผลประโยชน์ (Sex คือการกระทำ เพื่อความสุขสม=ผลประโยชน์ ของทั้งสองฝ่าย)

กับประเด็นเรื่องต่อต้านอเมริกัน หนังเรื่องนี้พูดถึงสงครามเวียดนามค่อนข้างมาก แทบทั้งนั้นเป็นการประชดประชัน เสียดสี วิเคราะห์ได้คือการไม่ยอมรับ ต่อต้าน, อย่างเรื่องเล่าทิ้งระเบิดให้ Hanoi ยอมแพ้ แต่ไม่ว่าจะทิ้งที่ไหน ก็ไม่เห็นจะยอมแพ้ สงสัยอเมริกาจะยอมแพ้เสียก่อน … นี่เป็นการทำนายอนาคตของสงครามเวียดนามที่กำลังเกิดขึ้นด้วยนะครับ และหลายคนคงรู้กันเป็นอย่างดีว่า สุดท้ายอเมริกาพ่ายแพ้ย่อยยับเยิน หน้าแหกแบบประสานยังไงก็ไม่ติด ถึงไม่ได้เข้าร่วม แต่ชาวฝรั่งเศสก็ได้รับอิทธิพล เป็นความวิตกกังวล ในแบบที่หนังนำเสนอ

หญิงสาวกับชายคนหนึ่ง สนทนากันเรื่อง Sex แล้วผู้ชายพยายามบังคับให้ผู้หญิงพูดคำว่า ‘My sex orgasm are between my legs.’ ประโยคนี้ผู้ชายทั่วไปกล้าพูดอยู่แล้ว แต่ผู้หญิงโดยเฉพาะต่อคนแปลกหน้า ใครจะไปกล้าพูด … ฉากนี้มีนัยยะเสียดสีถึงวิถี ขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของคนฝรั่งเศสในยุคนั้น ที่ยังมีความล้าหลัง หัวโบราณ ผู้ชายชอบที่จะบีบบังคับ มีบทบาททั้งกายใจเหนือเพศหญิงอยู่ตลอด (ผมเข้าใจประเด็นได้ จากการได้ดูหนังเรื่อง The Mother and the Whore-1973)

ตอนที่เด็กชายคุยกับแม่ เล่าให้ฟังถึงชั้นเรียนที่ได้พบกับเพื่อนผู้หญิง นี่แทนถึงค่านิยมของคนรุ่นใหม่ สอนไม่ให้กีดกัน/ดูถูก เรื่องเพศกับเพศตรงข้าม (ของแบบนี้มันต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็ก สอนตอนโตยากที่จะรับฟัง)

Two or Three Things I Know About Her คนส่วนใหญ่จะคิดว่า Her คือ Juliette Jeanson มุมหนึ่งก็ไม่ผิดนะครับ แต่ถ้าคุณดูหนังเข้าใจจะรู้ว่า Her สามารถแทนด้วย ปารีส ได้เช่นกัน (ซึ่งเราสามารถมองทั้ง หญิงสาวและ Paris ในความหมายเดียวกันได้), 2-3 สิ่งที่เราได้รับรู้จากเธอ ประกอบด้วย
1. ถ้าต้องการมีชีวิตรอดในเมืองนี้ โสเภณี เป็นทางเลือกหนึ่ง (โสเภณี ในมุมของ Godard มักเปรียบเทียบกับ การกระทำที่มีแฝงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ, สังคม)
2. สเป็คผู้ชายที่เธอสนใจ คือมีความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง ชอบความท้าทายตื่นเต้น ไม่ชอบคนที่ใช้ชีวิตเบื่อหน่ายไปวันๆ (นี่แทนด้วย High Rise ตึกสูงที่กำลังสร้าง)
3. อะไรอีกละ… ความหวาดกลัวต่อสงครามเวียดนาม ?

ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆกับหนังเรื่องนี้ ตอนดูจบครึ่งแรกก็พอจับทางได้บ้าง รู้สึกว่าหนังมีลักษณะคล้ายสารคดี แต่ยังหาคำอธิบายเปะๆไม่ได้ว่าคืออะไร ลองเช็คกับนักวิจารณ์ สะดุดคีย์เวิร์ด ‘Essay’ ก็ถึงบางอ้อเลยละครับ, คือถ้าคุณเข้าใจภาษาภาพยนตร์ มันก็มีลูกเล่น ลูกล่อลูกชน กับการดัดแปลง นำภาษาไปพัฒนาในรูปแบบลักษณะต่างๆ, ผมเคยพูดถึง ภาษาในเชิงปรัชญาไปแล้วใน Vivre sa vie (1962) คราวนี้มองเป็นการเขียนเรียงความ (Essay) ด้วยภาษาภาพยนตร์ ซึ่งต้องยอมรับว่า Godard สามารถทำออกมาได้ตรงกับสิ่งที่เขาความต้องการมาก แต่หนังมีข้อเสียอย่างหนึ่ง คือมันมีอะไรน่าสนใจ?

ถ้าคุณเป็นคนฝรั่งเศสในยุคนั้นละก็ไม่แน่ เพราะหนังอาจทำให้ทัศนะของผู้ชมเปลี่ยนไป (ในมุมของคนที่ยังไม่รู้ คือรอบรู้ เข้าใจอะไรๆมากขึ้น, มุมของคนรู้แล้วก็จะแสดงความเห็นว่าถูกต้อง/เหมาะสม หรือเปล่า), แต่ถ้าคุณเป็นชาวต่างชาติ ปัจจุบันมองย้อนกลับไป นี่ถือเป็นบทความที่เก่า ล้าหลัง (เหมือนหนังสือที่เขียนเมื่อกว่า 40-50 ปีก่อน) ประโยชน์มันคงคือบันทึกแนวคิด/เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในช่วงทศวรรษนั้น และถือเป็นภาพยนตร์ในรูปแบบ film essay เรื่องแรกๆของโลก

แนะนำกับนักเรียนภาพยนตร์ ลองศึกษาทำความเข้าใจ นำแนวคิด โครงสร้างของหนัง ไปพัฒนาเป็นโปรเจคจบเลยก็ยังได้ (ทำได้คล้ายๆแบบนี้ ถือว่าน่าสนใจนะครับ), แฟนหนังเดนตายของ Godard และนักประวัติศาสตร์/มนุษย์ศาสตร์ ที่ต้องการศึกษาวิถี แนวคิดของคนชาติฝรั่งเศสในยุค 60s

กับนักดูหนังธรรมดาทั่วไปๆ ผมไม่ขอแนะนำหนังเรื่องนี้เลยนะครับ มันไม่ได้มีคุณค่า/ประโยชน์อะไรมากมาย มีความเฉพาะตัวสูง ที่น้อยคนจะเข้าใจ นอกเสียจาก 1) คุณชอบชื่อหนัง 2) ชื่นชอบ Godard 3) โปสเตอร์สวย และ 4) คนที่หลงคิดว่าเป็นเรื่องรักโรแมนติกของหญิงสาว … ก็ขอให้โชคดีนะครับ

จัดเรต PG กับคำพูดล่อแหลม และภาพโป๊เปลือยเล็กน้อย

TAGLINE | “Two or Three Things I Know About Her คือ Essay เรียงความฉบับภาพยนตร์ของ Jean-Luc Godard ที่ใช่ว่าจะมีคนอยากอ่านเสียเท่าไหร่”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

3
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
2 Thread replies
3 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
2 Comment authors
จามจุรีณ.คอน ลับแลจามจุรี สืบวงษ์ Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
จามจุรี สืบวงษ์
Guest
จามจุรี สืบวงษ์

สวัสดีค่ะ หนูเป็นนักศึกษาเรียนภาพยนตร์นะคะ พอดีว่าหนูกำลังเรียนวิชาFilm History เกี่ยวกับJean-Luc Godard อยู่อะค่ะ หนูเลยอยากจะสอบถามว่าพี่พอจะมีที่เขียนเกี่ยวกับเรื่อง Une Femme Coquette – Jean Luc Godard (1955) ไหมอะคะ พอดีหนูจะเอามาวิเคราะห์และทำงานส่งอาจารย์อะค่ะ ขอบคุณค่ะ

%d bloggers like this: