Two or Three Things I Know About Her (1967)

Two or Three Things I Know About Her

Two or Three Things I Know About Her (1967) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥

นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ แต่คือ Essay เรียงความ ที่นำเอาภาพเหตุการณ์ต่างๆ มาปะติดปะต่อกันจนกลายเป็นรูปร่าง ‘บทความภาพเคลื่อนไหว’ มีหัวข้อคือ วิธีการที่หญิงสาวคนหนึ่งจะเอาตัวรอด ขณะอาศัย ทำงานอยู่ในกรุงปารีส, สร้างโดยนักเลงภาพยนตร์ Jean-Luc Godard ในปีที่มีหนังของเขาออกฉายพร้อมกันถึง 3 เรื่อง

มีช็อตหนึ่งในหนัง เบื้องหน้าของชายสองคน สุมไปด้วยกองหนังสือจำนวนมากตั้งเรียงเป็นแถว ชายคนหนึ่งก้มหน้าก้มตาจดบันทึก อีกคนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา เปิดอ่านข้อความ เสร็จแล้วสุ่มหยิบเล่มใหม่ เปิดอ่านข้อความ ทำซ้ำอยู่หลายครั้ง, ช็อตนี้มีนัยยะแบบเดียวกับโปสเตอร์ที่ผมเลือกมาด้านบน และคือรูปแบบของหนังเรื่องนี้ เป็นการตัดแปะ ปะติดปะต่อเรื่องราว เหมือนเรียงความ เพียงแค่เปลี่ยนจากข้อความตัวหนังสือ เป็นภาพเคลื่อนไหว เรียงร้อยต่อกันจนกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

ความยิ่งใหญ่ของ French New Wave ได้เปลี่ยนมุมมองของผู้ชม ต่อโลกภาพยนตร์ไปโดยสิ้นเชิง, Two or Three Things I Know About Her ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งในศูนย์กลางตาพายุนี้ เพราะเป็นการทำลายขนบ รูปแบบประเพณี โครงสร้างของภาพยนตร์ลงโดยสิ้นเชิง ที่ถ้าคุณคาดหวังว่า ภาพยนตร์ต้องประกอบด้วย เนื้อเรื่อง, เหตุการณ์, ไคลน์แม็กซ์ ฯ ก็จะไม่มีวันพบเจอในหนังเรื่องนี้

วิธีการ ถ้าคุณอยากดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจ ให้ทำการลบภาพโครงสร้าง รูปแบบ คติที่ยึดติดในรูปแบบภาพยนตร์ออกไป สังเกตเหตุการณ์ วิธีการนำเสนอ องค์ประกอบภาพยนตร์ (ที่เรียกว่าภาษาภาพยนตร์) คิดวิเคราะห์ทำความเข้าใจถึงโครงสร้าง (ไม่ใช่เนื้อหนัง) เมื่อนั้นก็จะมองเห็นแก่นสาระ ความตั้งใจที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอออกมา

เทคนิคลับ: ให้มองหาความตั้งใจของผู้กำกับ ก่อนที่จะทำความเข้าใจเนื้อเรื่องนะครับ

Jean-Luc Godard เริ่มต้นโปรเจคนี้เมื่อช่วงฤดูร้อนปี 1966 เพราะถูกร้องขอจากโปรดิวเซอร์ Georges de Beauregard ให้สร้างหนังแบบที่เป็น ‘สะดวกซื้อ’ สร้างเร็ว เสร็จเร็ว ฉายเร็ว เพราะหนังเรื่องล่าสุดที่ Beauregard สร้างร่วมกับ Jacques Rivette ถูกแบนห้ามฉายในฝรั่งเศส เงินที่เสียไปไม่ได้คืน ตัวเขากำลังตกอยู่ในความเสี่ยงล้มละลาย, นั่นทำให้ Godard ตัดสินใจสร้างหนัง 2 เรื่องขึ้นพร้อมกันคือ Made in USA (1966) ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายกับ Anna Karina (ก่อนแยกย้าย หย่าขาดต่อกัน) และ Two or Three Things I Know About Her (1967)

เกร็ด: หนัง 3 เรื่องของ Godard ที่ฉายปี 1967 ประกอบด้วย Week End และ La Chinoise ส่วน Made in U.S.A. ได้ฉายตั้งแต่ปลายปี 1966

วิธีการถ่ายทำนั้น ใช้ทีมงานชุดเดียวกัน กับตากล้องคู่ใจ Raoul Coutard ตอนเช้าออกตระเวนถ่าย Two or Three Things I Know About Her ส่วนตอนบ่ายถ่าย Made in USA เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ปิดกล้องพร้อมกันทั้งสองเรื่อง

แรงบันดาลใจของหนัง มาจากบทความใน Le Nouvel Observateur เกี่ยวกับโสเภณีในเขต Catherine Vimenet และระหว่างถ่ายทำ Godard ได้พบเห็นสิ่งต่างๆใน Paris และมีความตั้งใจต้องการรวบรวม ใส่ทุกสิ่งอย่าง อาทิ กีฬา การเมือง แม้แต่ร้านขายของชำ ผสมเข้าไปในหนัง เพื่อเป็นการอธิบายปรากฎการณ์อันซับซ้อนบางอย่างของสังคมที่เกิดขึ้น

I wanted to to include everything: sports, politics, even groceries. Everything should be put in a film.
An attempt at description of a phenomenon known in mathematics and sociology as a ‘complex’.

เสียงกระซิบ (บรรยายโดย Godard) มันมีบางสิ่งอย่างที่เขาต้องการสนทนากับผู้ชม เช่น สงครามเวียดนาม, วัฒนธรรม/ความเชื่อ ที่เปลี่ยนไปของชาวฝรั่งเศส ฯ แต่ก็ไม่กล้าพูดเสียงดัง (เพราะกระทบเยอะ) หนังเรื่องนี้จึงเป็นการเหมือนให้ผู้ชม เข้าไปอยู่ในหัวสมองของเขา ได้เห็นมุมมอง เข้าใจความคิดเห็นส่วนตัว (เหมือนได้ยิน Godard คิดออกมาดังๆ)

“basically what I am doing is making the spectator share the arbitrary nature of my choices, and the quest for general rules which might justify a particular choice. I watch myself filming, and you hear me thinking aloud. In other words, it isn’t a film, it’s an attempt at a film and presented as such.”

กับฉากขึ้นชื่อลือชาที่สุดในหนัง คือ ภาพ Close-up ถ้วนกาแฟ สีดำของมันเหมือนกับพื้นที่ว่าง/จักรวาล ฟองน้ำเหมือนเซลล์/ดาวเคราะห์ ที่พอใส่น้ำตาลลงไป เกิดการเคลื่อนไหวที่ดูเหมือน ‘จุดกำเนิดของจักรวาล’, นัยยะของฉากนี้ เป็นการอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่มีอิทธิพลต่อผู้คนรอบข้าง อาทิ ตึกรามบ้านช่องที่กำลังก่อสร้างขึ้นสูง (ได้ยินเสียงอย่างหนวกหู) ทัศนคติของผู้คนที่เปลี่ยนไป, ผลกระทบภายนอก เช่น สงครามเวียดนาม ฯ

ใจความที่เป็นแก่นสาระ โครงสร้างหลักของหนังเรื่องนี้ คือชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่ง Juliette Jeanson (รับบทโดย Marina Vlady) อาศัยอยู่ในกรุงปารีส ในช่วงเวลา 1 วัน เธอต้องประสบพบเจอ ใช้ชีวิตทำอะไรบ้าง เพื่อเอาตัวรอดในเมืองแห่งนี้

ส่วนประกอบอื่นๆ อาทิ การให้นักแสดงมองกล้องพูดแนะนำตัวเอง, การสนทนาในร้านอาหาร (ที่หาสาระไม่ค่อยได้), ภาพการก่อสร้าง ตึกสูง ฯ นี่ล้วนเปรียบได้กับเนื้อหนังมังสา ส่วนที่นำมาติดแปะ ประกอบเข้ากับแก่นสาระ เพื่อเป็นการอธิบายขยายเรื่องราว (นึกถึงเวลาสอบข้อเขียน แล้วอาจารย์ให้บรรยาย 1 หน้ากระดาษขึ้นไป สาระจริงอาจมีแค่บันทัดเดียว ที่เหลือคือน้ำ ละเลงให้เต็มกระดาษ) คือเราไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจทุกสิ่งอย่างที่หนังใส่เข้ามานะครับ รับรู้แค่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง การสนทนาบางอย่างไม่มีอะไรเลย (ใส่มาเพื่อเติมเต็มหนังเฉยๆ) แต่ก็มีหลายเรื่องมีประเด็นแฝงที่น่าสนใจ

ซึ่งการวิเคราะห์เนื้อหนัง จะเป็นประโยชน์กับคนที่มีความสนใจ ศึกษาช่วงเวลาทศวรรษนั้นของประเทศฝรั่งเศส, สิ่งที่เราได้เห็นคือ วิถีชีวิตของผู้คน แนวคิด ความสนใจของพวกเขา ส่วนใหญ่เป็นคนชนชั้นกลาง ซึ่งล้วนต้องทำเพื่อเอาตัวรอด, Godard ได้ใส่ความเห็นอย่างหนึ่งลงไป คือ ถ้าคุณเป็นผู้หญิง ต้องการความสุขสบาย เอาตัวรอดได้ วิธีการหนึ่งคือ เป็นโสเภณี แล้วหวังว่า สักวันหนึ่งคงได้เจอกับผู้ชายรวยๆ มาหลงเสน่ห์ติดใจ ดึงเธอขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ (High Rise)

กับฉากขายตัว ในห้องของชาวอเมริกันคนหนึ่ง (สวมเสื้อเชิ้ตธงชาติอเมริกัน กลัวคนไม่รู้หรือไง!) วิธีการมี Sex ของพวกเขาคือ ให้หญิงสาวทั้งสอง สวมกระเป๋ามีตรา Pan-Am กับ TWA ไว้บนหัว (ทั้งสองเป็นสายการบินของอเมริกา) … นี่เป็นมุกตลกเชิงเสียดสีล้อเลียน ประมาณว่า การมี Sex เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ ขึ้นเครื่องบิน, นัยยะของฉากนี้คือ ชาติอเมริกัน ที่ชอบไปจุ้นจ้านกับประเทศอื่น ทำตัวเหนือกว่าเพื่อครอบครองได้ผลประโยชน์ (Sex คือการกระทำ เพื่อความสุขสม=ผลประโยชน์ ของทั้งสองฝ่าย)

กับประเด็นเรื่องต่อต้านอเมริกัน หนังเรื่องนี้พูดถึงสงครามเวียดนามค่อนข้างมาก แทบทั้งนั้นเป็นการประชดประชัน เสียดสี วิเคราะห์ได้คือการไม่ยอมรับ ต่อต้าน, อย่างเรื่องเล่าทิ้งระเบิดให้ Hanoi ยอมแพ้ แต่ไม่ว่าจะทิ้งที่ไหน ก็ไม่เห็นจะยอมแพ้ สงสัยอเมริกาจะยอมแพ้เสียก่อน … นี่เป็นการทำนายอนาคตของสงครามเวียดนามที่กำลังเกิดขึ้นด้วยนะครับ และหลายคนคงรู้กันเป็นอย่างดีว่า สุดท้ายอเมริกาพ่ายแพ้ย่อยยับเยิน หน้าแหกแบบประสานยังไงก็ไม่ติด ถึงไม่ได้เข้าร่วม แต่ชาวฝรั่งเศสก็ได้รับอิทธิพล เป็นความวิตกกังวล ในแบบที่หนังนำเสนอ

หญิงสาวกับชายคนหนึ่ง สนทนากันเรื่อง Sex แล้วผู้ชายพยายามบังคับให้ผู้หญิงพูดคำว่า ‘My sex organs are between my legs.’ ประโยคนี้ผู้ชายทั่วไปกล้าพูดอยู่แล้ว แต่ผู้หญิงโดยเฉพาะต่อคนแปลกหน้า ใครจะไปกล้าพูด … ฉากนี้มีนัยยะเสียดสีถึงวิถี ขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของคนฝรั่งเศสในยุคนั้น ที่ยังมีความล้าหลัง หัวโบราณ ผู้ชายชอบที่จะบีบบังคับ มีบทบาททั้งกายใจเหนือเพศหญิงอยู่ตลอด (ผมเข้าใจประเด็นได้ จากการได้ดูหนังเรื่อง The Mother and the Whore-1973)

ตอนที่เด็กชายคุยกับแม่ เล่าให้ฟังถึงชั้นเรียนที่ได้พบกับเพื่อนผู้หญิง นี่แทนถึงค่านิยมของคนรุ่นใหม่ สอนไม่ให้กีดกัน/ดูถูก เรื่องเพศกับเพศตรงข้าม (ของแบบนี้มันต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็ก สอนตอนโตยากที่จะรับฟัง)

Two or Three Things I Know About Her คนส่วนใหญ่จะคิดว่า Her คือ Juliette Jeanson มุมหนึ่งก็ไม่ผิดนะครับ แต่ถ้าคุณดูหนังเข้าใจจะรู้ว่า Her สามารถแทนด้วย ปารีส ได้เช่นกัน (ซึ่งเราสามารถมองทั้ง หญิงสาวและ Paris ในความหมายเดียวกันได้), 2-3 สิ่งที่เราได้รับรู้จากเธอ ประกอบด้วย
1. ถ้าต้องการมีชีวิตรอดในเมืองนี้ โสเภณี เป็นทางเลือกหนึ่ง (โสเภณี ในมุมของ Godard มักเปรียบเทียบกับ การกระทำที่มีแฝงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ, สังคม)
2. สเป็คผู้ชายที่เธอสนใจ คือมีความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง ชอบความท้าทายตื่นเต้น ไม่ชอบคนที่ใช้ชีวิตเบื่อหน่ายไปวันๆ (นี่แทนด้วย High Rise ตึกสูงที่กำลังสร้าง)
3. อะไรอีกละ… ความหวาดกลัวต่อสงครามเวียดนาม ?

ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆกับหนังเรื่องนี้ ตอนดูจบครึ่งแรกก็พอจับทางได้บ้าง รู้สึกว่าหนังมีลักษณะคล้ายสารคดี แต่ยังหาคำอธิบายเปะๆไม่ได้ว่าคืออะไร ลองเช็คกับนักวิจารณ์ สะดุดคีย์เวิร์ด ‘Essay’ ก็ถึงบางอ้อเลยละครับ, คือถ้าคุณเข้าใจภาษาภาพยนตร์ มันก็มีลูกเล่น ลูกล่อลูกชน กับการดัดแปลง นำภาษาไปพัฒนาในรูปแบบลักษณะต่างๆ, ผมเคยพูดถึง ภาษาในเชิงปรัชญาไปแล้วใน Vivre sa vie (1962) คราวนี้มองเป็นการเขียนเรียงความ (Essay) ด้วยภาษาภาพยนตร์ ซึ่งต้องยอมรับว่า Godard สามารถทำออกมาได้ตรงกับสิ่งที่เขาความต้องการมาก แต่หนังมีข้อเสียอย่างหนึ่ง คือมันมีอะไรน่าสนใจ?

ถ้าคุณเป็นคนฝรั่งเศสในยุคนั้นละก็ไม่แน่ เพราะหนังอาจทำให้ทัศนะของผู้ชมเปลี่ยนไป (ในมุมของคนที่ยังไม่รู้ คือรอบรู้ เข้าใจอะไรๆมากขึ้น, มุมของคนรู้แล้วก็จะแสดงความเห็นว่าถูกต้อง/เหมาะสม หรือเปล่า), แต่ถ้าคุณเป็นชาวต่างชาติ ปัจจุบันมองย้อนกลับไป นี่ถือเป็นบทความที่เก่า ล้าหลัง (เหมือนหนังสือที่เขียนเมื่อกว่า 40-50 ปีก่อน) ประโยชน์มันคงคือบันทึกแนวคิด/เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในช่วงทศวรรษนั้น และถือเป็นภาพยนตร์ในรูปแบบ film essay เรื่องแรกๆของโลก

แนะนำกับนักเรียนภาพยนตร์ ลองศึกษาทำความเข้าใจ นำแนวคิด โครงสร้างของหนัง ไปพัฒนาเป็นโปรเจคจบเลยก็ยังได้ (ทำได้คล้ายๆแบบนี้ ถือว่าน่าสนใจนะครับ), แฟนหนังเดนตายของ Godard และนักประวัติศาสตร์/มนุษย์ศาสตร์ ที่ต้องการศึกษาวิถี แนวคิดของคนชาติฝรั่งเศสในยุค 60s

กับนักดูหนังธรรมดาทั่วไปๆ ผมไม่ขอแนะนำหนังเรื่องนี้เลยนะครับ มันไม่ได้มีคุณค่า/ประโยชน์อะไรมากมาย มีความเฉพาะตัวสูง ที่น้อยคนจะเข้าใจ นอกเสียจาก 1) คุณชอบชื่อหนัง 2) ชื่นชอบ Godard 3) โปสเตอร์สวย และ 4) คนที่หลงคิดว่าเป็นเรื่องรักโรแมนติกของหญิงสาว … ก็ขอให้โชคดีนะครับ

จัดเรต PG กับคำพูดล่อแหลม และภาพโป๊เปลือยเล็กน้อย

TAGLINE | “Two or Three Things I Know About Her คือ Essay เรียงความฉบับภาพยนตร์ของ Jean-Luc Godard ที่ใช่ว่าจะมีคนอยากอ่านเสียเท่าไหร่”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of