By the Bluest of Seas

By the Bluest of Seas (1936) USSR : Boris Barnet ♥♥♥♡

โดยปกติแล้วภาพยนตร์จากสหภาพโซเวียตในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง (Pre-War) มักมีลักษณะสะท้อนสภาพเป็นจริง ชักชวนเชื่อระบอบสังคมนิยม (Socialist Realism) แต่ไม่ใช่สำหรับ By the Bluest of Seas (1936) นำเสนอเรื่องราวรักๆใคร่ๆ กุ๊กกิ๊ก โรแมนติก-คอมเมดี้ (Rom-Coms) ถึงขนาดสร้างความไม่พึงพอใจต่อ Joseph Stalin

Dubbed one of the “great unknowns of Soviet cinema”, Barnet’s often brilliant career spanned four decades and yet his work still lives in the shadow of his mentor Lev Kuleshov and Sergei Eisenstein. This is possibly because, unlike his contemporaries, he never gave his name to an abstract concept. “I am not and never was a man with theories”, Barnet has said. “I have always found my material in everyday life.”

Lloyd Hughes

One doesn’t have to be stupid to dislike Barnet’s film, but one does have to have a heart of stone.

Jean-Luc Godard

[Boris] Barnet’s the best Soviet director after Eisenstein.

Jacques Rivette

ผมรับรู้จักผกก. Boris Barnet เมื่อตอนเทศกาลหนังเงียบฉายภาพยนตร์ The House on Trubnaya (1928) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๑ (ค.ศ. 2018) ก็ไม่ได้มีโอกาสไปดูหรอก หารับชมออนไลน์ แล้วเกิดความชื่นชอบประทับใจอย่างล้นหลาม แต่ยังไม่มีโอกาสเขียนถึงผลงานอื่น จนกระทั่งการจัดอันดับของนิตยสาร Sight & Sound 2022 พบเห็น By the Bluest of Seas (1936) ติดชาร์ท Critic’s Poll อันดับ #211 เลยต้องลองหาดูอย่างจริงจัง

เกร็ด: บุคคลที่ทำการลงคะแนนให้กับ By the Bluest of Seas (1936) ล้วนมาจากฟากฝั่งนักวิจารณ์จำนวน 14 คน ไม่มีทางฝั่งผู้กำกับโหวตให้สักคน นี่มันจะหมายความว่ากระไรกัน??

เมื่อตอนหนังออกฉาย อาจสร้างปรากฎการณ์บางอย่างให้ผู้ชม/นักวิจารณ์สมัยนั้น ท้าทายขีดจำกัดการถ่ายภาพ ตัดต่อ รวมถึงการใช้เสียง และเพลงประกอบ แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน ความตื่นตาตื่นใจดังกล่าวจึงค่อยๆหมดสูญสิ้นไป เหลือเพียงนักวิจารณ์/นักทฤษฎี/นักประวัติศาสตร์ ขุดคุ้ยค้นหา เรียนรู้จักความสำคัญต่อ(ประวัติศาสตร์)วงการภาพยนตร์ … คนลงคะแนนโหวตเลยมีเพียงฟากฝั่งนักวิจารณ์ ไม่มีผู้กำกับสักคน!

By the Bluest of Seas (1936) เป็นภาพยนตร์ที่มีความสนุกสนาน เพลิดเพลิน นักแสดงเล่นดี ยิ้มแฉ่งกันถ้วนหน้า ร้องรำทำเพลงตลอดเวลา (ชวนให้นึกถึง L’Atalante (1934) ไม่น้อยเลยละ!) เรื่องราวอ้างอิงแนวคิดสังคมนิยมอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ลักษณะชวนเชื่อ ล้างสมอง หรือโน้มน้าวให้ผู้ชมเห็นพ้องคล้อยตามโน่นนี่นั่น

ไฮไลท์คือถ่ายภาพและตัดต่อ พยายามทำออกมาในลักษณะกวีภาพยนตร์ งดงามวิจิตรศิลป์ น่าเสียดายฟีล์มหนังยังไม่เคยได้รับการบูรณะ คุณภาพหารับชมได้ในปัจจุบันค่อนข้างน่าผิดหวัง … นั่นอาจเป็นอีกเหตุผลที่คนลงคะแนนโหวตมีเพียงฟากฝั่งนักวิจารณ์ เพราะเข้าถึงได้ยาก เลยยังไม่เป็นที่รับรู้จักสักเท่าไหร่


Boris Vasilyevich Barnet, Бори́с Васи́льевич Ба́рнет (1902-65) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Moscow ปู่เป็นชาวอังกฤษ อพยพสู่ Russian Empire ช่วงกลางศตวรรษที่ 19th เปิดกิจการโรงพิมพ์ขนาดกลาง สืบทอดกิจการมาถึงรุ่นบิดา, วัยเด็กมีความสนใจวาดภาพ เข้าศึกษาสถาปนิก Moscow Art Theatre หลังการปฏิวัติรัสเซียเข้าร่วม Red Army แล้วติดโรคอะไรสักอย่างเลยกลับมาเรียนต่อพลศึกษา Central Military School ทำงานเป็นครูสอนกีฬา เวลาว่างๆขึ้นชกมวยสมัครเล่น จนบังเอิญเข้าตา Lev Kuleshov ชักชวนมาร่วมแสดงหนังเงียบ The Extraordinary Adventures of Mr. West in the Land of the Bolsheviks (1924) จึงมีโอกาสรับรู้จัก Vsevolod Pudovkin, Sergei Komarov ฯ

แม้ความสัมพันธ์ระหว่าง Barnet กับ Kuleshov เหมือนจะไม่ค่อยดีนัก แต่การร่วมงานครั้งนั้นทำให้ค้นพบความหลงใหลภาพยนตร์ เริ่มต้นจากเขียนบท ร่วมกำกับหนังซีรีย์ Miss Mend (1926), ฉายเดี่ยวกับ The Girl with a Hatbox (1927), The House on Trubnaya (1928), สามารถปรับตัวสู่หนังพูด (Talkie) ผลงานเด่นๆ อาทิ Outskirts (1933), By the Bluest of Seas (1936), Secret Agent (1947), The Wrestler and the Clown (1957), Alyonka (1962) ฯ

หลังสรรค์สร้างผลงานชิ้นเอก (หลายๆสำนักยกให้เป็นมาสเตอร์พีซ) Outskirts (1933) ที่มีบรรยากาศค่อนข้างตึงเครียด ผกก. Barnet จึงพยายามมองหาโปรเจคสบายๆ ผ่อนคลาย เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ด้วยความเชื่อว่าจะสามารถทำให้มนุษย์ก้าวข้ามผ่าน เอาชนะทุกอุปสรรคขวากหนาม และความทุกข์ยากลำบากในชีวิต

This frank and happy laughter, this laughter that wakes up sympathy to others, that gives us the assurance of being able to overcome all difficulties, small and large. This laughter that makes us more resonable, that destroys spite, resentment, doubt, jealousy.

Boris Barnet

บทหนังพัฒนาโดย Klimentiy Mints (1908-95) หนึ่งในผู้ก่อตั้งเวิร์คช็อบ/สมาคมนักเขียน Фабрики советского сценария (แปลตรงตัว Soviet Script Factory) ณ เมือง Leningrad


พายุมรสุมในทะเลสาป Caspian Sea ทำให้เรือโดยสารอับปางลงกลางทาง สองกะลาสี Yussuf (รับบทโดย Lev Sverdlin) และช่างยนต์ Alyosha (รับบทโดย Nikolai Kryuchkov) ล่องลอยมาจนถึง Azerbaijani SSR ได้รับการช่วยเหลือโดยชาวประมงหาปลา พามาส่งยังหมู่บ้านริมชายฝั่ง (Collective Farm) นำโดยผู้นำสาวสวย Mariya (รับบทโดย Yelena Kuzmina) ทำให้สองหนุ่มตกหลุมรักแรกพบโดยพลัน

หนุ่มๆทั้งสองพยายามเกี้ยวพาราสี Mariya กลายเป็นเรื่องราวรักสามเส้าวุ่นๆวายๆ แม้ว่า Alyosha รูปหล่อ หน้าตาดีกว่า แต่ Yussuf ก็มีคารมไม่ธรรมดา สุดท้ายแล้วใครจักได้เธอมาครองคู่? หรือกินแห้วทั้งคู่? หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่าง?


Lev Naumovich Sverdlin, Лев Наумович Свердлин (1901-69) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Astrakhan ในครอบครัวเชื้อสาย Jews สูญเสียบิดา-มารดาตั้งแต่อายุสิบขวบ ทำงานร้านเสื้อผ้า ทำรองเท้า รับจ้างทาสี ฉายภาพยนตร์ คณะละคอนสัตว์ แล้วสมัครเข้าร่วม Red Army จึงมีโอกาสเข้าศึกษา Russian Institute of Theatre Arts (GITIS) ก่อนย้ายมา State Experimental Theater Workshop (GEKTEMAS) เป็นลูกศิษย์ของ Vs. E. Meyerhold, จากนั้นกลายเป็นนักแสดงละคอนเวที มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก By the Bluest of Seas (1936)

รับบท Yussuf ถึงหน้าตาไม่หล่อ แต่คารมคมคาย ตกหลุมรักแรกพบ Mariya สรรหาถ้อยคำมาป้อยอ เกี้ยวพาราสี แสดงความรู้สึก พร่ำเพ้อใฝ่ฝัน จินตนาการแต่งงานครองคู่รักกัน นั่นทำให้เกิดความขัดแย้งกับเพื่อนสนิท Alyosha พยายามกีดกัน ผลักไส แข่งขันกันว่าใครจะทำสำเร็จได้ก่อนกัน

หน้าตาของ Sverdlin เหมือนนักแสดงตลก (ผมนึกถึง Jack Lemmon) ดูเป็นคนเบิกบาน สนุกสนาน มากด้วยรอยยิ้ม ผู้ชมสัมผัสถึงความบริสุทธิ์ ใสซื่อ ไร้เดียงสา ตรงไปตรงมา โดยไม่รู้ตัวสามารถสร้างความเห็นอกเห็นใจ มันเลือกยากจริงๆว่าจะเชียร์ใคร … ชายคนนี้รูปไม่หล่อ แต่คารมเป็นต่อ น่าจะมีโอกาสมากที่สุดกระมัง

ไม่เชิงว่า Sverdlin แจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่เขาเลือกปักหลักเป็นนักแสดงละคอนเวที มีผลงานจอเงินอยู่เรื่อยๆในฐานะตัวประกอบ บทบาทสมทบเสียส่วนใหญ่


Nikolai Afanasyevich Kryuchkov, Никола́й Афана́сьевич Крючко́в (1911-94) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Moscow โตขึ้นเข้าศึกษายังสถาบัน Tryokhgornaya Manufactory ตั้งการจะเป็นช่างพิมพ์ภาพแกะสลัก แต่ไม่นานก็เปลี่ยนความสนใจมาเป็นด้านการแสดง เข้าศึกษา/จบออกมาเป็นนักแสดงยัง Workers’ Youth Theatre จนกระทั่งเข้าตาผู้กำกับ Boris Barnet แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Outskirts (1933), ติดตามด้วย By the Bluest of Seas (1936)

รับบท Alyosha ชายหนุ่มรูปงาม มีความรู้ด้านเครื่องยนต์กลไก ตกหลุมรักแรกพบ Mariya แต่มักทำอะไรผิดๆพลาดๆ ไร้คารมคมคาย จนถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด พยายามเสาะแสวงหาโอกาส เกี้ยวพาราสี แสร้งป่วยเพื่อออกเรือไปซื้อของขวัญ สุดท้ายแล้วจะแก่งแย่งเธอมาครอบครองได้สำเร็จหรือไม่

บทบาทของ Kryuchkov มีลักษณะตรงกันข้ามกับ Sverdlin คือเน้นความหล่อเหล่า หน้าตาดี แต่เพราะไร้คารม ความสามารถในการจีบสาว จึงมักถูกกลั่นแกล้ง กีดกัน ผลักไส จนภายในลุ่มร้อน หัวใจมอดไหม้ ผู้ชมสัมผัสถึงอารมณ์รักคลั่ง ดั่งพายุมรสุม คอยส่งกำลังใจเชียร์ให้สามารถเอาชนะเพื่อนทรยศ … อย่างน้อยรูปหล่อ น่าจะได้ใจสาวๆบ้างละ

Kryuchkov ถือเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จมากๆคนหนึ่งของรัสเซีย มีผลงานภาพยนตร์กว่าร้อยเรื่อง! ได้รับยกย่องทั้งศิลปินแห่งชาติ เหรียญเกียรติยศชั้นหนึ่ง และถึงขนาดมีภาพขึ้นบนตราไปรษณียากร/แสมป์ ในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาล


Yelena Aleksandrovna Kuzmina, Еле́на Алекса́ндровна Кузьмина́ (1909-79) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Tiflis (ปัจจุบันคือประเทศ Georgia) โตขึ้นเดินทางไปร่ำเรียนการแสดงยัง Leningrad เข้าศึกษา Leningrad State Institute of Theatre, Music, and Cinema (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Russian State Institute of Performing Arts) จบออกมามีผลงานภาพยนตร์ The New Babylon (1929), Alone (1931), หลังแต่งงานผู้กำกับ Boris Barnet ร่วมงานกันสองครั้ง Outskirts (1933), By the Bluest of Seas (1936), หลังหย่าร้างแล้วแต่งงานใหม่ผู้กำกับ Mikhail Romm มีผลงาน The Thirteen (1936), Girl No. 217 (1944), The Russian Question (1947), Attack from the Sea (1953) ฯ

รับบท Mariya หญิงสาวสุดสวยจาก Azerbaijan เป็นผู้นำชุมชน ระบบนารวม (Collective Farm) ในหมู่บ้านชาวประมงหาปลา เนื่องจากบรรดาบุรุษทั้งหลายถูกเกณฑ์ทหาร เดินทางไปสู้รบสงคราม (อะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน) เลยส่งคำร้องขอให้ทางการสหภาพโซเวียต ยืมตัววิศวกร/ช่างยนต์ มาช่วยซ่อมแซมเรือออกหาปลา เพื่อจักได้จัดส่งอาหาร เสบียงกรัง ไปสนับสนุนทหารแนวหน้า

การได้พบเจอสองหนุ่ม Alyosha และ Yussuf ที่ต่างพยายามขายขนมจีบ เกี้ยวพาราสี ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ แต่เธอพยายามรักษาน้ำใจ ไม่ต้องการให้สูญเสียหน้าที่ จนกระทั่งวันสุดท้ายที่พวกเขาต่างสารภาพรัก สู่ขอแต่งงาน จะให้คำตอบยังไงดี

แค่รอยยิ้มของ Kuzmina ก็อาจทำให้จิตใจผู้ชม หนุ่มๆทั้งหลายเกิดการสั่นไหว เสียงร้องเพลงช่างเย้ายวนใจ ดวงตาของเธอยังมีความบริสุทธิ์ สดใส (แต่ดูไม่ค่อยละอ่อนวัยสักเท่าไหร่) เปรียบเสมือนดอกฟ้า น่าเอ็นดู ทะนุถนอม อยากเด็ดดอมดม เก็บมาชื่นเชยชม น่าเสียดายบทบาทไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น (ไม่ต่างจากวัตถุทางเพศ ‘object of desire’ สักเท่าไหร่)


ถ่ายภาพโดย Mikhail Nikolaevich Kirillov, Михаи́л Никола́евич Кири́ллов (1908-75) ตากล้องสัญชาติ Ukrainian เกิดที่ Kyiv, Ukrainian SSR โตขึ้นเดินทางสู่ Moscow สำเร็จการศึกษาด้านการถ่ายภาพจาก All-Union State Institute of Cinematography (VGIK) แล้วเข้าทำงานสตูดิโอ Mezhrabpomfilm (ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Gorky Film Studio) ผลงานเด่นๆ อาทิ Outskirts (1933), By the Bluest of Seas (1936), Treasure Island (1938), Sibiryaki (1940), Kashchei the Immortal (1945), Heroes of Shipka (1955) ฯ

ผมอ่านเจอว่า Kirillov คือตากล้องคนแรกๆที่ใช้เลนส์ระยะไกล (Long-focus Lens) สำหรับถ่ายทิวทัศน์ พาโนราม่า (ยุคหนังเงียบส่วนใหญ่ถ่ายทำในสตูดิโอ เลยยังไม่มีการเล่นกับระยะเลนส์ เทคนิคปรับความยาวโฟกัส) และยังพัฒนาเทคนิค “Transparent” ด้วยการใช้เลนส์ระยะไกลถ่ายภาพพื้นหลังเอาไว้ก่อน จากนั้นนำมาฉายผ่านเครื่อง Rear Projection ซ้อนทับนักแสดงด้วยเลนส์ระยะกลาง-ใกล้

(มันคือเทคนิคเดียวกับ Rear Projection ของฟากฝั่ง Hollywood แต่ตากล้อง Kirillov ใช้ประโยชน์จากระยะเลนส์ ทำให้ภาพออกมามีมิติ ตื้นลึกหนาบาง ผลลัพท์มีความแนบเนียน และดูเป็นธรรมชาติกว่า)

จุดประสงค์ของการถ่ายทำลักษณะนี้ ก็เพื่อบันทึกภาพเมฆหมอก พายุมรสุมเก็บเอาไว้ก่อน ไม่ต้องให้นักแสดงมาเฝ้ารอคอยวันนี้จะมีเมฆไหม คลื่นลมแรงรึเปล่า สามารถถ่ายทำเมื่อไหร่ก็ได้ แถมไม่ต้องเสี่ยงอันตราย ทุกสิ่งอย่างสามารถควบคุมในสตูดิโอ

หนังเดินทางไปถ่ายทำ Sara Island ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของ Azerbaijani SSR ในทะเลแคสเปียน (ถือว่าอยู่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของ Caspian Sea) ในอดีตเคยเป็นเกาะแก่งเล็กๆ ไม่มีผู้อยู่อาศัย แต่ด้วยระดับน้ำลดลงมาก ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นชายฝั่งติดแผ่นดินใหญ่ Sara Peninsula เต็มไปด้วยพืชผัก สัตว์ป่า และนกกว่า 80 สายพันธุ์

เกร็ด: ในอดีตตั้งแต่ยุคสมัย Peter the Great (1672-1725, ครองราชย์ 1682-1725) เคยใช้เป็นที่ตั้งฐานทัพเรือ/ศูนย์บัญชาการ Caspian Flotilla ก่อนย้ายสู่ Baku Bay ตั้งแต่ ค.ศ. 1840 (ปัจจุบันก็กลายเป็นฐานทัพเรือของ Azerbaijan)


โดยปกติแล้วภาพยนตร์จากรัสเซีย/สหภาพโซเวียต มักนิยมใช้สัญลักษณ์หิมะขาวโพลน สภาพอากาศหนาวเหน็บ ธารน้ำแข็งแตกร้าว แทบไม่เคยพบเห็นหมกมุ่นกับท้องทะเล คลื่นลม มรสุม รวมถึงพระอาทิตย์ส่องสว่าง ซึ่งความเต็มตาเต็มเฟรมของระลอกคลื่น พัดพา ถาโถมเข้าใส่ ให้ความรู้สึกเหมือนสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจเผชิญหน้า ต่อสู้เอาชนะ เพียงปล่อยให้โชคชะตานำพา

พวกนักวิจารณ์ฝรั่งเศสเห็นว่าคลุ้มคลั่งกันอย่างมากๆ เพราะลักษณะของระลอกคลื่น คลอเคลีย ซ้อนทับ กระแทกกระทั้น สาดกระเซ็น สามารถตีความถึงเพศสัมพันธ์ และสถานที่ที่สองหนุ่มล่องลอยคอมาถึง ราวกับเกาะสวาทหาดสวรรค์ สถานที่แห่งความสุข ยิ้มแฉ่ง ไม่เห็นพวกเขาทำอะไรอื่นนอกจากมักม่วนเรื่องรักๆใคร่ๆ

ตัดต่อโดย … ไม่มีเครดิต

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองสองผู้รอดชีวิต Alyosha และ Yussuf หลังเรืออับปางกลางทะเล Caspian Sea ล่องลอยคออยู่สองสามวัน จนได้รับความช่วยเหลือจากชาวประมง พามาส่งยัง Sara Island, Azerbaijani SSR แรกพบเจอต่างตกหลุมรัก Mariya ซึ่งเป็นผู้นำชุมชน ระบบนารวม (Collective Farm) ต่างแข่งขันกันขายขนมจีบ เกี้ยวพาราสี สุดท้ายใครกันจะได้เธอมาครอบครอง

  • อารัมบท, เรืออับปาง Alyosha และ Yussuf ล่องลอยคออยู่กลางทะเล Caspian Sea จนได้รับความช่วยเหลือจากชาวประมง พามาส่งยัง Sara Island, Azerbaijani SSR
  • ตกหลุมรักแรกพบ
    • สองหนุ่มเมื่อขึ้นฝั่ง พบเห็นกิจกรรมแปลกๆ และต่างตกหลุมรักแรกพบ Mariya
    • Alyosha ติดต่อหาผู้นำชุมชน ก่อนค้นพบว่าคือ Mariya ได้รับมอบหมายซ่อมแซมเรือหาปลา
    • Yussuf เข้ามาขโมยซีน ใช้คารมเกี้ยวพาราสี Mariya
    • สองหนุ่มต่างเริ่มแข่งขัน หาโอกาสเกี้ยวพาราสี Mariya
  • เพลิงแห่งรักช่างร้อนลุ่ม ดั่งคลื่นลมมรสุม
    • Alyosha แสร้งว่าล้มป่วย แล้วแอบพายเรือไปซื้อสร้อยคอมาเป็นของขวัญ
    • Yussuf ตำหนิว่า Alyosha แทนที่จะตั้งใจทำงาน กลับแสดงความขี้เกียจคร้าน สันหลังยาว
    • ระหว่างออกเรือ Yussuf พร่ำเพ้อกับ Alyosha ว่าอยากแต่งงานกับ Mariya
    • แล้วจู่ๆมรสุมลูกใหญ่ เกือบทำให้เรืออับปาง แต่ทว่า Mariya กลับพัดตกเรือ สองหนุ่มไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทัน
  • การฟื้นคืนชีพ และคำตอบของ Mariya
    • ระหว่างเตรียมพิธีศพของ Mariya สองหนุ่มพลันพบเห็นเธอล่องลอยคอมาเกยตื้นริมหาด จึงรีบวิ่งแข่งขันไปให้ความช่วยเหลือ
    • การหวนกลับมา/ฟื้นคืนชีพของ Mariya ทำให้ชุมชนแห่งนี้หวนกลับมามีชีวิตชีวา
    • Alyosha แอบลากพา Mariya ไปสารภาพรัก, ขณะที่ Yussuf ถูกเหนี่ยวรั้งโดยสมาชิกชุมชนให้สวมสูทตัดเย็บใหม่
    • หลังจาก Alyosha ก็ถึงคิวของ Yussuf เข้าไปสารภาพรัก
    • สุดท้ายแล้ว Mariya จะตัดสินใจมอบความรักให้ใคร? เพื่อนทั้งสองจะหวนกลับมาคืนดีกันได้หรือไม่?

โครงสร้างดำเนินเรื่องของหนังอาจไม่ได้สลับซับซ้อน แต่ลีลาการตัดต่อถือว่าแพรวพราวด้วยแนวคิด ‘Soviet Montage’ ร้อยเรียงชุดภาพ ทิวทัศน์ธรรมชาติ มีความงดงาม เพลิดเพลินสายตา และสร้างสัมผัสที่เรียกว่า ‘กวีภาพยนตร์’

ขณะที่ไฮไลท์การตัดต่อต้องยกให้ตอนเล่าเรื่องคู่ขนาน Alyosha แอบลากพา Mariya ไปสารภาพรัก <ตัดสลับกับ> Yussuf ถูกเหนี่ยวรั้งโดยสมาชิกชุมชนให้สวมใส่สูทตัดเย็บใหม่ นี่เป็นฉากง่ายๆ ไม่ได้มีความสลับซับซ้อน แต่สามารถสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก น่าประทับใจอย่างคาดไม่ถึง


เพลงประกอบโดย Sergei Pototsky (1883-1958) คีตกวีสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Tambov โตขึ้นเข้าศึกษายัง Moscow Conservatory ร่ำเรียนเปียโนและประพันธ์เพลง จากนั้นทำงานเป็นวาทยากร, ผู้อำนวยการเพลง Moscow Art Theater, มีผลงานอุปรากร, ซิมโฟนี, ออร์เคสตรา, เพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ By the Bluest of Seas (1936), Kashchei the Immortal (1945) ฯ

งานเพลงถือเป็นอีกส่วนสำคัญ เพราะหนังยังคาบเกี่ยวสไตล์หนังเงียบ & หนังพูด อุปกรณ์บันทึกเสียงเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย (โดยเฉพาะการถ่ายนอกสถานที่) ซึ่งถ้าปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำ จะทำให้บรรยากาศตึงเครียดจนเกินไป การแทรกใส่เพลงประกอบระหว่างฉาก หรือเหตุการณ์สำคัญๆ จักช่วยการดำเนินเรื่องให้มีความต่อเนื่องลื่นไหล … แค่บทเพลงแรกระหว่างร้อยเรียงชุดภาพคลื่นลมแรง เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ ทรงพลัง ประสานเสียงไวโอลินกรีดกราย มอบสัมผัสหายนะ อันตราย ความตาย และการเกิดใหม่

น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถหาคลิปเพลงประกอบ ซึ่งมีทั้ง Soundtrack และขับร้องโดยนักแสดง โดยเฉพาะบทเพลง By the Bluest of Sea ขับร้องโดย Yelena Kuzmina เสียงเอื้อยแจ้วมีความไพเราะเพราะพริ้ง แถมเนื้อคำร้องบอกใบ้อะไรบางอย่าง (สถานะของเธอ) เรียกว่าสร้างความแรกประทับใจได้มากๆทีเดียว

Soar higher, seagull
night is falling over the blue sea!
Hasten your flight and find out
how my loved one fares.
Tell him I won’t be sad
and that my love will never cease.


By the Bluest of Seas (1936) นำเสนอเรื่องราวรักสามเส้า สองหนุ่มตกหลุมรักหญิงสาวคนเดียวกัน ต่างพยายามขายขนมจีบ เกี้ยวพาราสี (Alyosha) คนหนึ่งรูปหล่อ หน้าตาดี แต่มีความเห็นแก่ตัว ขี้เกียจสันหลังยาว (Yussuf) อีกคนหน้าตาบ้านๆ แต่ขยันขันแข็งทำงาน จนได้รับนับหน้าถือตาจากผู้คนในชุมชน … สุดท้ายแล้วเธอจะตัดสินใจเลือกใคร?

คำตอบของหญิงสาวอาจสร้างความผิดหวังให้ใครหลายคน แต่ความตั้งใจของผกก. Barnet เหมือนต้องการให้อิสระผู้ชมในการครุ่นคิด ตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง ไม่พยายามบีบบังคับ ชี้ชักนำ ควบคุมครอบงำ นั่นน่าจะสร้างอิทธิพลได้มากกว่าภาพยนตร์ชวนเชื่อตรงๆเสียอีก!

ผกก. Barnet มีความเชื่อว่าเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม จะทำให้เราคลายความวิตกกังวล หลงลืมสิ่งเคยขัดแย้ง โกรธเกลียดเคียดแค้น อิจฉาริษยา เคลือบแคลงสงสัย ทำให้สองเพื่อนสนิทหวนกลับมาปรองดอง ร่วมออกเดินทางครั้งใหม่ ไม่มีอะไรติดค้างคาใจ และสามารถให้อภัยกันและกัน

น่าเสียดายที่ความต้องใจดังกล่าวถูกบิดเบือนโดยพวกสังคมนิยมสุดโต่ง เพราะการให้อิสระผู้ในการขบครุ่นคิด ขัดแย้งต่อหลักการพรรคคอมมิวนิสต์ ทุกสิ่งอย่างต้องอยู่ภายใต้การควบคุมครอบงำ ภาพยนตร์คือสื่อสำหรับสร้างภาพ ชวนเชื่อ ปลูกฝังอุดมการณ์ของท่านผู้นำ


เมื่อตอนออกฉาย หนังได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี แต่ไม่กี่วันถัดมาถูกสื่อรุมระยำ ออกแคมเปญต่อต้านภาพยนตร์ที่เน้นแสดงออกทางอารมณ์มากเกินไป ทั้งๆก่อนหน้านี้ก็มีหลากหลายผลงานในลักษณะ “Overly Emotional” อาทิ Life Is Beautiful (1930), Ivan (1932) ฯ และบทของ By the Bluest of Seas (1936) ก็ไม่เคยถูกขึ้นหิ้ง บัญชีดำ (Blacklist) ผ่านการอนุมัติตามขั้นตอน

ผลลัพท์ทำให้หนังเข้าฉายได้ไม่กี่วันก็โดนถอดออกจากโปรแกรม ผกก. Barnet ถูกเรียกตัวเข้าพบ Joseph Stalin แล้วห่างหายหน้าไปจากวงการภาพยนตร์นานสามปี ถึงค่อยกลับมาสรรค์สร้างผลงานถูกตีตราคุณภาพย่ำแย่ที่สุด A Night in September (1939)

ฉบับดีที่สุดหารับชมในปัจจุบันก็คือ DVD ของค่าย Mr Bongo Films แต่คุณภาพไม่ดีเด่นไปกว่ารับชมออนไลน์บน Youtube ก็ได้แต่อธิษฐานว่าจะมีใครสักคนทำการบูรณะ (The House on Trubnaya (1928) ผ่านการบูรณะเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่า By the Bluest of Seas (1936) ก็น่าจะมีโอกาสอยู่บ้างแหละ)

ผมมีความชื่นชอบ ‘กวีภาพยนตร์’ เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เลยรู้สึกเพลิดเพลิน บันเทิงอารมณ์ ระหว่างรับชม By the Bluest of Seas (1936) โดยเฉพาะภาพระลอกคลื่น ดูยิ่งใหญ่ทรงพลัง หรือฉากโคลงเคลงไปมาบนเรือ และการตัดสลับระหว่างสวมสูทแต่งตัวของ Yussuf กับเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด Alyosha นำไปสู่จุดหักมุมที่คาดเดาไม่ยาก แต่คงความคลาสสิก

รับชม By the Bluest of Seas (1936) ยังทำให้ผมนึกถึงหลายๆผลงานของ Robert J. Flaherty โดยเฉพาะ Man of Aran (1934) ซึ่งก็เป็นหนังที่ถ่ายระลอกคลื่นได้รุนแรง ทรงพลัง สวยงามมากๆเรื่องหนึ่ง แต่ก็หาดูโคตรยาก คุณภาพใน Youtube ก็ตามมีตามเกิดเช่นกัน

จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | By the Bluest of Seas มีความกุ๊กกิ๊ก โรแมนติก ท้าทายขีดจำกัดยุคสมัยนั้น น่าเสียหายฟีล์มหนังเสื่อมโทรมตามกาลเวลา แต่ก็ยังความคลาสสิกของกวีภาพยนตร์
คุณภาพ | คลาสสิก
ส่วนตัว | น่าจะงดงาม

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: