The Italian Straw Hat

The Italian Straw Hat (1928) French : René Clair ♥♥♥♥

เรื่องวุ่นๆของเจ้าหมวกฟางอิตาเลี่ยน สร้างความสับสน โกลาหล วุ่นวายสุดๆในวันงานแต่งงานของ Albert Préjean แต่ทุกสิ่งอย่างล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้กำกับ René Clair ด้วยอิทธิพลของ Georges Méliès

I wanted to make a film that would be a return to the pure beginnings of cinema, to the films of Méliès and Zecca, and above all to playfulness, movement and unreality.

René Clair

เกร็ด: หลายคนน่าจะรับรู้จัก Georges Méliès ผู้บุกเบิกภาพยนตร์ไซไฟ A Trip to the Moon (1902) แต่อีกคนที่ผกก. Clair กล่าวถึงก็คือ Ferdinand Zecca (1864-1947) นักแสดง/ผู้กำกับรุ่นบุกเบิกสตูดิโอ Pathé เลื่องชื่อกับผลงานจักรยานบินได้ À la conquête de l’air (1901), หนังอาชญากรเรื่องแรกๆ Histoire d’un crime (1901), ชีวประวัติพระเยซูคริสต์ความยาว 44 นาที La Vie et la passion de Jésus Christ (1903) ฯลฯ

ระหว่างรับชม The Italian Straw Hat (1928) แม้จะทำให้ผมหัวเราะจนท้องแข็ง เต็มไปด้วยความมั่วซั่ว โกลาหล แต่เมื่อเปรียบเทียบ Entr’acte (1924) ที่แพรวพราวด้วยเทคนิคภาพยนตร์ เลยแอบรู้สึกผิดหวังอยู่พอสมควร ถึงอย่างนั้นหลังหาอ่านบทความวิจารณ์ ค้นพบว่าผกก. Clair ต้องการทำหนังในสไตล์ Méliès & Zecca กล้องแทบไม่ขยับเคลื่อนไหว ส่วนใหญ่ถ่ายภาพระยะกลาง-ไกล ทุกช็อตต้องมีเรื่องราว/มุกตลกจบในตัวเอง ฯ

พอรับรู้ความตั้งใจดังกล่าวของผกก. Clair ทำเอาผมต้องรีบหวนกลับไปรับชมหนังอีกรอบ เพื่อสังเกตรายละเอียดเหล่านั้น จนพบความอึ่งทึ่ง ประทับใจ สมดังที่ใครต่อใครต่างยกย่องสรรเสริญ “Silent Comic Masterpiece of French Cinema”

René Clair has founded a new genre. He has created a comedy of observation, a comedy of character, a comedy of manners, which is also a comedy of the absurd. He has given us a film that is both funny and profound, a film that is both realistic and poetic.

นักวิจารณ์ Edmond Epardaud

The Italian Straw Hat is a comic masterpiece of French cinema. It is a film that is both funny and charming, and it is a film that has stood the test of time. The film’s humor is derived from its clever use of sight gags, its absurd situations, and its well-developed characters. The film’s charm comes from its gentle satire of French society, its beautiful cinematography, and its delightful performances by the cast. The Italian Straw Hat is a film that is sure to please audiences of all ages.

นักวิจารณ์ Charles de St. Cyr 

The Italian Straw Hat (1928) is very simply one of the funniest films ever made. It’s so expertly timed and choreographed that farce becomes ballet. René Clair’s direction is a marvel of lightness and precision; the film is full of visual gags and comic situations that are both witty and delightful. The performances are all excellent, especially Albert Préjean as the hapless bridegroom and Olga Tschechowa as the married woman with the straw hat. The Italian Straw Hat is a perfect little comedy, and it’s one of those films that you can watch over and over again and still find something new to laugh at.

นักวิจารณ์ Pauline Kael

Un chapeau de paille d’Italie (1851) แปลว่า The Italian Straw Hat ละครสุขนาฏกรรม (Comedy) ความยาว 5 องก์ สร้างโดย Eugène Labiche (1815-88) และ Marc-Michel (1812-68) ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ ณ Théâtre du Palais-Royal, Paris วันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1851

เรื่องราวมีพื้นหลังช่วงกลางศตวรรษที่ 19th, เริ่มต้นเช้าวันที่ Fadinard กำลังจะแต่งงานกับ Hélène Nonancourt แต่ระหว่างกำลังเดินทางมายังเรือนหอ เจ้าม้าดันหยุดแวะข้างทาง แล้วกินหมวกฟางของ Anaïs อดีตคนรักของ Fadinard ซึ่งขณะนั้นกำลังเกี้ยวพาชู้คนใหม่ Émile เธอเรียกร้องขอให้เขาชดใช้ หาซื้อหมวกใบใหม่คืนให้ ในตอนแรกก็บอกปฏิเสธแต่ทั้งสองกลับติดตามไปก่อกวนงานแต่งงาน แล้วเรื่องวุ่นๆวายๆระดับโกลาหลก็บังเกิดขึ้น

The Italian Straw Hat เป็นบทละครที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ไม่ใช่แค่ฝรั่งเศส (เฉพาะในฝรั่งเศสว่ากันว่าขยันสร้างใหม่จนเกินกว่า 100+ โปรดักชั่น) แต่ยังเคยเดินทางไปทั่วโลก West End, Broadway, และได้รับการดัดแปลงเป็นสื่ออื่นๆ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิทยุ อุปรากร ฯ

The Italian Straw Hat is a masterpiece of comic invention, a feast for the eyes and ears. It is a delightful comedy of manners, full of wit and charm. The characters are well-drawn and the situations are both funny and touching. The play is a delight from beginning to end.

นักวิจารณ์ Jules Janin จาก Le Journal des Débats ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1851

The Italian Straw Hat is a hilarious farce, a masterpiece of comic timing. It is a delight from beginning to end. The characters are well-drawn and the situations are both funny and touching. The play is a perfect example of the French art of farce.

นักวิจารณ์ Théophile Gautier จาก Le Moniteur Universel ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1851

René Clair ชื่อจริง René-Lucien Chomette (1898-1981) นักข่าว-นักแสดง ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่กรุง Paris บิดาเป็นพ่อค้าสบู่ ฐานะกลางๆ โตขึ้นเข้าศึกษาปรัชญา Lycée Louis-le-Grand พออายุ 18 อาสาสมัครคนขับรถในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้รับบาดเจ็บกระดูกสันหลัง จึงเต็มไปด้วยความหลอกหลอน ต่อต้านสงคราม, ต่อมาทำงานนักข่าวหนังสือพิมพ์ฝั่งซ้าย L’Intransigeant

ครั้งหนึ่งมีโอกาสแต่งเพลงให้ศิลปิน Damin เธอชักชวนให้เขาไปสมัครเป็นนักแสดงภาพยนตร์สตูดิโอ Gaumont จับพลัดจับพลูได้รับบทนำ Le Lys de la vie (1920) กำกับโดย Loïe Fuller และ Gabrielle Sorère, หลังจากมีหลายผลงานการแสดง ก็ได้ทำงานผู้ช่วยผู้กำกับ Jacques de Baroncelli, กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Crazy Ray (1924) แต่ออกฉายทีหลังหนังสั้นดาด้า Entr’acte (1924)

เมื่อปี ค.ศ. 1927, โปรดิวเซอร์ Alexandre Kamenka มีความสนใจดัดแปลงบทละคร The Italian Straw Hat ให้กลายเป็นภาพยนตร์ ก่อนหน้านี้พยายามลองติดต่อผู้กำกับหลายคน ก่อนมาลงเอย René Clair

The Italian Straw Hat is a play that has everything: humor, charm, and visual spectacle. It is a perfect example of the French art of farce, and I believe that it will make a great film. I have already approached René Clair, and he is very interested in the project. I am confident that we will be able to make a film that is faithful to the play’s humor and charm, but that also takes advantage of the visual possibilities of the cinema.

Alexandre Kamenka

ในตอนแรก Clair บอกปัดโปรเจคดังกล่าว เพราะมองว่าการดัดแปลงบทละครสู่ภาพยนตร์ มันไม่สามารถใส่ลูกเล่นเทคนิคใดๆ ใช้ประโยชน์จากสื่อ(ภาพยนตร์)ไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่ แต่โปรดิวเซอร์ก็พยายามโน้มน้าว อธิบายความน่าสนใจของโปรเจคนี้ จนในที่สุดยินยอมตอบตกลง

I was not interested in adapting plays for the cinema, as I believed that they were too static and did not lend themselves well to the medium.

However, Kamenka was able to convince me that The Italian Straw Hat was different from other plays. It was a farce, and it was full of physical comedy and witty dialogue. I realized that the play’s humor would translate well to the screen, and I decided to give it a try.

René Clair

เนื่องจากผมเขียนอธิบายเรื่องย่อของหนังไปแล้ว ในส่วนนี้เลยจะนำเสนอความต่างระหว่างต้นฉบับละครเวทีและ บทภาพยนตร์ก็แล้วกันนะครับ

  • ช่วงเวลาพื้นหลัง ตามต้นฉบับบทละครคือปีปัจจุบัน(ที่เริ่มต้นทำการแสดง) ค.ศ. 1851 แต่ฉบับภาพยนตร์มีคำอธิบายขึ้นว่าทศวรรษ 1890s ช่วงปีที่สองพี่น้อง Lumière brothers ประดิษฐ์เครื่อง Cinématographe จุดเริ่มต้นของวงการภาพยนตร์
  • ตัวละคร ในภาพยนตร์จะมีหลากหลายตัวละครเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อเสริมสร้างอารมณ์ขัน อาทิ Victor (เพื่อนสนิทของ Fadinard), Madame Anaïs, เจ้าของร้านขายหมวก ฯ
  • ส่วนของเนื้อเรื่องราว รายละเอียดใหญ่ๆที่ปรับแก้ไขก็คือ Fadinard ในฉบับละครเวทีสามารถค้นพบเจอหมวกฟางอิตาเลี่ยนได้โดยง่าย, แต่ในหนังเต็มไปด้วยความวุ่นๆวายๆ กว่าจะพบเจอก็เข้าสู่ช่วงไคลน์แม็กซ์

นำแสดงโดย Albert Préjean (1894-1976) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris โตขึ้นอาสาสมัครทหารเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้รับเหรียญกล้าหาญ Croix de Guerre และ Legion d’honneur กลังจากนั้นเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มจากร่วมงานผู้กำกับ Henri Diamant-Berger, René Clair, G. W. Pabst, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Italian Straw Hat (1928), Under the Roofs of Paris (1930), L’Opéra de quat’sous (1931) ฯ

รับบท Fadinard วันนี้กำลังจะแต่งงานกับแฟนสาว Hélène แต่บังเอิญเกิดเรื่องวุ่นๆระหว่างการเดินทาง เพราะเจ้าม้าดันไปกินหมวกฟางอิตาเลี่ยนของอดีตแฟนสาว Anaïs de Beauperthuis ขณะนั้นแต่งงานอยู่กับ Beauperthuis แต่กำลังแอบคบชู้ Lieutenant Tavernier เธอจึงพยายามบีบบังคับให้เขาชดใช้ หาซื้อหมวกใบใหม่คืนให้ ในตอนแรกพยายามตอบปัดปฏิเสธ แต่ทั้งสองก็ออกติดตามจะไปก่อกวนงานแต่งงาน เลยจำใจต้องยินยอมทำตามคำร้องขอ

Préjean คือขาประจำผู้กำกับ Clair ในยุคหนังเงียบ เพราะพวกเขาต่างมีวิสัยทัศน์คล้ายคลึงกัน สนใจใน ‘physical comedy’ ทำการแสดงที่อาจดูบ้าๆบอๆ ไร้สาระ แต่สามารถสื่อถึง ‘absurdity’ ในชีวิตประจำวัน

[Albert Préjean] had a natural sense of comedy, and he was always willing to try new things. He had a gift for timing and a knack for finding the humor in even the most mundane situations.

Préjean was always willing to go the extra mile. He was always eager to try new things, and he never gave up on a scene until he got it right.

René Clair

แม้ว่า Préjean ไม่ได้มีภาพจำเหมือนอย่าง Chaplin, Keaton หรือ Lloyd แต่ต้องถือเป็นหนึ่งใน ‘master of physical comedy’ มีความกระฉับกระเฉง เป็นกันเอง จับต้องได้ ไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป แต่โดดเด่นในการสร้างจังหวะคอมเมอดี้ รับส่งมุกตลกกับเพื่อนนักแสดง ถ่ายทอดอารมณ์ทางสีหน้า รวมถึงภาษากายที่ดูลื่นไหลเป็นธรรมชาติ

และถึงแม้ตัวละครชอบทำสิ่งงี่เง่า เอาตัวเองมาพัวพันกับเรื่องไร้สาระ แต่ผู้ชมกลับคอยส่งกำลังใจ แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ต้องการให้เอาตัวรอดพานผ่านเหตุการณ์วุ่นๆวายๆเหล่านั้น … เป็นนักแสดงที่พลังดาราระดับ Superstar

Albert Préjean is one of the funniest actors ever to appear in a silent film. He has the physical grace and timing of a great clown, and he brings a great deal of energy and humor to the role of Fadinard. The scene where he is trying to sneak into the hatmaker’s shop is one of the funniest in the film. His facial expressions are priceless.

Pauline Kael

ถ่ายภาพโดย Nikolas Roudakoff และ Maurice Desfassiaux (1886–1956) สัญชาติฝรั่งเศส มีผลงาน อาทิ The Three Musketeers (1921), Carmen (1926), The Italian Straw Hat (1928), Les nouveaux messieurs (1929) ฯ

ในตอนแรกที่ผกก. Clair บอกปัดโปรดิวเซอร์ Kamenka เพราะยังครุ่นคิดไม่ออกว่าจะนำเสนอ The Italian Straw Hat ด้วยวิธีการใด? แต่หลังจากค้นพบแรงบันดาลใจ ต้องการเคารพคารวะสองผู้กำกับรุ่นบุกเบิก Georges Méliès และ Ferdinand Zecca จึงเลือกแนวทางที่เรียบง่าย เน้นถ่ายภาพระยะไกล (Medium & Long Shot) กล้องแทบไม่ขยับเคลื่อนไหว เพื่อให้ผู้ชมพบเห็นการแสดงออก ภาษากาย เพลิดเพลินไปกับมุกตลกทั้งหลาย และสร้างความรู้สึกเหมือนกำลังรับชมการแสดงละครเวที

I wanted to make a film that was as light and playful as the play itself. So I used a very simple style of cinematography. I used long shots and static camerawork, and I didn’t use any close-ups. I wanted the audience to feel like they were watching a play, and I think the simple style of cinematography helped to achieve that.

René Clair

หมวกฟางอิตาเลี่ยน (Italian Straw Hat) ดูแล้วน่าจะเป็นหมวกแฟชั่น มีความโก้หรู ดูทันสมัยใหม่ สำหรับลูกค้าไฮโซ ซึ่งสามารถใช้แสดงวิทยฐานะ สถานะชนชั้น ชาติตระกูล แต่กลับถูกเจ้าม้าซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉาน รวมถึง Fadinard น่าจะแค่ชนชั้นกลาง (Middle Class) ทำให้มันกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน นั่นคือสิ่งที่หญิงสาว(และชู้รัก) มิอาจยินยอมรับโดยเด็ดขาด!

นอกจากใช้แสดงวิทยฐานะ ผกก. Clair ยังให้คำอธิบายนัยยะเชิงสัญลักษณ์ของหมวกฟางอิตาเลี่ยน คือตัวแทนความรัก การสูญเสีย และการเติบโต, แรกเริ่มจากไม่เคยสนใจอะไรมัน แต่ด้วยความดื้อรั้นดึงดันของหญิงสาว(และชู้รัก) ทำให้เขาต้องติดตามหามาชดใช้คืน และท้ายที่สุดเมื่อทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ เหตุการณ์วุ่นๆวายๆครั้งนี้จักกลายเป็นบทเรียน ไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำอีก (หรือคือสัญลักษณ์ของการเติบโต/สูญเสียความบริสุทธิ์)

The hat is also a symbol of the film’s themes of love, loss, and growth. It is a reminder of Fadinard’s lost innocence, but it is also a symbol of his new maturity.

René Clair

เมื่อตอนรับชมครั้งแรก ผมครุ่นคิดว่าฉากนี้ดูไม่ค่อยจำเป็นสักเท่าไหร่ (ทำไม Fadinard ต้องเล่าความหลังให้กับ Beauperthuis (สามีของ Anaïs) ทั้งๆที่หนังก็นำเสนอเรื่องราวดังกล่าวมาแล้ว?) แต่หลังจากรับรู้ว่าผกก. Clair ต้องการเคารพคารวะ Georges Méliès ก็บังเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาทันที … ใครเคยรับชมหนังของ Méliès ก็น่าจะรู้สึกมักคุ้นเคยกับลีลาการนำเสนอของฉากนี้อยู่บ้างนะครับ

ช็อตรองสุดท้ายของหนังมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย Beauperthuis (สามีของ Anaïs) หยิบหมวกฟางอิตาเลี่ยน และรองเท้าที่ใส่สลับกับพ่อตาของ Fadinard มาวางบนตักในระดับเดียวกัน … หมวก-รองเท้า คือสิ่งสูง-ต่ำ มักสะท้อนสถานะทางสังคม ยุคสมัยนั้นยังไม่ได้รับการยินยอมรับ (ตอนที่สลับรองเท้าจะมีฉากกั้นแบ่งแยกระหว่าง Beauperthuis และพ่อตาของ Fadinard) แต่เมื่อถูกนำมาวางระดับเดียวกันนี้ ก็น่าจะสื่อถึงความเสมอภาคเท่าเทียม ความรักไม่มีการแบ่งแยกใดๆ

ทั้งหมวกและรองเท้าคู่นี้ ดั้งเดิมเคยเป็นของ Beauperthuis แต่ตอนจบนี้กลับไม่มีสิ่งใดที่เป็นของเขา (ทั้งหมวกและรองเท้า ต่างสลับกับพ่อตาของ Fadinard) สามารถสื่อถึงการสูญเสียสถานะทางสังคม ในอดีตเคยร่ำรวย ชนชั้นสูงส่ง มาปัจจุบันแทบไม่หลงเหลืออะไรเป็นของตนเอง แถมยังถูกภรรยาทรยศหักหลัง(คบชู้นอกใจ)อีกต่างหาก!

ตัดต่อไม่มีเครดิต แต่คาดว่าคือผู้กำกับ René Clair, ถ้าตามต้นฉบับละครเวทีจะมีการแบ่งออกเป็น 5 องก์ (5-Act Play) แต่ฉบับภาพยนตร์ผมแบ่งออกได้แค่ 4 องก์เท่านั้นเอง นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่เช้าจรดค่ำ วันงานแต่งงานระหว่าง Fadinard และ Hélène

  • ตอนเช้าวันแต่งงาน
    • ความวุ่นๆวายๆทางฝั่งเจ้าสาว
    • Fadinard ขับรถม้าออกเดินทางมายังเรือนหอ แต่ระหว่างทางเจ้าม้ากลับกินหมวกฟางของ Anaïs 
    • Anaïs และชู้รัก Lieutenant Tavernier ออกติดตาม Fadinard มาจนถึงเรือนหอ เรียกร้องขอให้เขาชดใช้ หาซื้อหมวกใบใหม่คืนให้
  • พิธีแต่งงานระหว่าง Fadinard และ Hélène
    • เมื่อแขกเหรื่อมาถึง ออกเดินทางไปยังศาลากลางเพื่อจดทะเบียนสมรส
    • Fadinard พบเห็นร้านขายหมวกฟากฝั่งตรงข้าม จึงแอบออกมาหาซื้อหมวกก่อนเริ่มต้นพิธีการ
    • คำกล่าวสุนทรพจน์อันเยิ่นยาวของเจ้าหน้าที่ศาลากลาง
    • ต่อด้วยงานเลี้ยงเต้นรำ และรับประทานอาหารกลางวัน
  • ที่มาของหมวกฟางอิตาเลี่ยน
    • Fadinard ได้รับที่อยู่ของบุคคลซื้อหมวกฟางอิตาเลี่ยน
    • เดินทางไปพบเจอกับ Beauperthuis ต่อรองร้องขอ เล่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้น ก่อนเกิดความตระหนักว่าชายคนนี้คือสามีของ Anaïs 
    • บรรดาญาติมิตรสหายแอบติดตาม Fadinard ไปถึงบ้านของ Beauperthuis ครุ่นคิดเข้าใจผิดว่าคือเรือนหอ
  • ยามค่ำกลับมาที่เรือนหอของ Fadinard
    • บรรดาเครือญาติเดินทางกลับมาถึงเรือนหอ ก่อนพบว่ามีหญิงสาว (Anaïs) แอบอยู่ในห้องนอน จึงเกิดความไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง
    • ไคลน์แม็กซ์ของหนัง Fadinard ต้องหาหนทางแก้ปัญหาความเข้าใจ รวมถึงพยายามทำให้ Beauperthuis ไม่ได้พบเจอกับ Anaïs
    • ก่อนทุกสิ่งอย่างจะจบลงอย่าง Happy Ending

หนังอาจไม่ได้มีลีลาตัดต่อแพรวพราวเหมือน Entr’acte (1924) แต่ต้องชมว่าลำดับเรื่องราวได้อย่างต่อเนื่องลื่นไหล แทบไม่รับรู้สึกถึงรอยต่อระหว่างช็อต มีความแนบเนียนและดูเป็นธรรมชาติ ปรากฎข้อความบรรยาย (Title Card/Intertitles) น้อยครั้งมากๆ (จะเรียกว่า ‘Cinéma Pur’ ก็พอได้อยู่) นี่แสดงถึงความเชี่ยวชำนาญของผกก. Clair รับรู้ทิศทาง เป้าหมาย ควบคุมการดำเนินเรื่องได้อย่างอยู่หมัด


I think The Italian Straw Hat is a film that is both funny and heartwarming. The message of The Italian Straw Hat is that even in the midst of chaos, love can always prevail.

René Clair

ผมไม่ได้พยายามจะมองหาสาสน์สาระในหนังตลกนะครับ แต่บังเอิญพบเจอคำกล่าวของผกก. Clair เชื่อว่าท่ามกลางสถานการณ์โกลาหล ผู้คนมากมายเกิดความเข้าใจถูกๆผิดๆ แต่ตราบยังมีความรัก ย่อมสามารถปรับความเข้าใจ แก้ไขปัญหาได้ทุกสิ่งอย่าง … หมวกฟางอิตาเลี่ยน (Italian Straw Hat) สามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ถึงความรัก เคยสูญหาย ถูกทำลาย แต่ท้ายที่สุดก็ได้รับกลับคืนมา

I wanted to make The Italian Straw Hat as if it had actually been filmed in 1895, the year of the birth of cinema. I wanted to make a visual poem about the birth of cinema, and I think I succeeded.

René Clair

ส่วนอีกความตั้งใจของผกก. Clair สรรค์สร้าง The Italian Straw Hat (1928) ในลักษณะ ‘visual poem’ ด้วยการนำเอาจิตวิญญาณของสองผู้บุกเบิกวงการภาพยนตร์ Georges Méliès และ Ferdinand Zecca มาผสมผสานเข้ากับวิธีการนำเสนอ … ใครเคยรับชมหนังของ Méliès และ Zecca จะสัมผัสถึงความโกลาหล (Chaos) และดูขี้เล่นซุกซน (Visual Humor)

เมื่อตอน Entr’acte (1924) ความสับสน โกลาหล ผกก. Clair เคลือบแฝงนัยยะสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (World Wars 1) รวมถึงสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความวุ่นๆวายๆหลังจากนั้น (Great Depression) ชาวฝรั่งเศสยังคงหมกมุ่นยึดติดกับอดีต ไม่สามารถปล่อยละวาง ดำเนินชีวิตก้าวสู่โลกยุคสมัยใหม่

ความวุ่นๆวายๆของ The Italian Straw Hat (1928) มองผิวเผินไม่น่าจะมีเกี่ยวข้องอะไรกับสงคราม เกิดจากพฤติกรรมเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจของคนบางคน ไม่เคยสนความรู้สึกผู้อื่น นั่นทำให้ Fadinard กลายเป็นผู้รับเคราะห์กรรม ต้องพยายามหาหนทางแก้ปัญหา พึ่งพาโชคชะตาให้สามารถเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ

Fadinard ก็คือตัวตายตัวแทนผกก. Clair แม้อาสาสมัครเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่สิ่งที่เขาประสบพบเจอมันคือความโกลาหล ต้องต่อสู้ดิ้นรน หาหนทางเอาชีวิตรอดกลับมา … เรื่องราวของ The Italian Straw Hat (1928) อาจไม่ได้มีความน่าสะพรึงกลัวใดๆ แต่กว่าตัวละครจะดำเนินไปถึงตอนจบอย่าง Happy Ending พวกเขาก็พานผ่านเหตุการณ์เฉียดเป็นเฉียดตาย เกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่หลายครั้งครา

แซว: บางครั้งหนังใช้ชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า The Horse Ate the Hat (1928)


แม้หนังจะได้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์เป็นอย่างดี แต่เมื่อออกฉายครั้งแรกกลับยืนโรงได้เพียงสามสัปดาห์ ถึงอย่างนั้นกระแสความชื่นชอบกลับเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนมีฉบับสร้างใหม่ติดตามมามากมายนับไม่ถ้วน

  • ฉบับเยอรมัน Der Florentiner Hut (1939) กำกับโดย Wolfgang Liebeneiner, นำแสดงโดย Heinz Rühmann
  • ฉบับฝรั่งเศส Un chapeau de paille d’Italie (1941) นำแสดงโดย Fernandel
  • ฉบับรัสเซีย The Straw Hat (1974)
  • ฉบับฝรั่งเศสฉายโทรทัศน์ Un chapeau de paille d’Italie (2016) กำกับโดย François Goetghebeur

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะโดย La Cinémathèque française ร่วมกับ San Francisco Silent Film Festival คุณภาพ 4K แล้วเสร็จสิ้นปี ค.ศ. 2016 แต่ผมเห็นมีจัดจำหน่ายเพียง DVD ของค่าย Grapevine Mod และ Flicker Alley

แม้ความประทับใจแรกของผม Entr’acte (1924) >> The Italian Straw Hat (1928) แต่หลังการรับชมรอบสอง เกิดความตระหนักว่ามันเปรียบเทียบกันได้ยาก เรื่องแรกแพรวพราวด้วยเทคนิคภาพยนตร์ เรื่องหลังมีจุดขายคือทีมนักแสดงและการกำกับของ René Clair เลยตัดสินใจไม่ได้ว่าชื่นชอบเรื่องไหนมากกว่า

แต่ในเรื่องความตลกขบขัน ภาพยนตร์คอมเมอดี้สไตล์ Clair ถือว่ามีความโดดเด่นเฉพาะตัว ตั้งแต่รวมทีมนักแสดง ทิศทางการกำกับ เรื่องราวเต็มไปด้วยความสับสน โกลาหล อารมณ์ประมาณ Marx Brothers ด้วยสัมผัส Lubitsch Touch

จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | เรื่องวุ่นๆของ The Italian Straw Hat แม้เต็มไปด้วยความโกลาหล แต่ทุกสิ่งอย่างล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้กำกับ René Clair
คุณภาพ |
ส่วนตัว | สรวลเสเฮฮา

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: