Un Chien Andalou (1929)

Un Chien Andalou

Un Chien Andalou (1929) French : Luis Buñuel ♥♥♥♥

(27/6/2020) กาลครั้งหนึ่งมีผู้กำกับนาม Luis Buñuel ตั้งคำถามถึงภาพยนตร์? มันจำเป็นต้องมีเนื้อเรื่องราว นัยยะความหมาย อยู่ในกฎกรอบระเบียบแบบแผนขนาดนั้นเลยหรือ? จีงสรรค์สร้าง An Andalusian Dog กลายมาเป็นภาพยนตร์แนว Surrealist เรื่องแรกๆของโลก

“For the first time in the history of the cinema”,

นักวิจารณ์ Ado Kyrou เริ่มต้นประโยคกับในบทความของเขา “ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ที่ผู้กำกับไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมเกิดความพึงพอใจในสิ่งที่พบเห็น แต่ได้นำเสนอทุกสิ่งอย่างในทุกความเป็นไปได้ออกมา!”

Un Chien Andalou หรือ An Andalusian Dog เป็นภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะกับทุกคน แถมดูยากลำดับต้นๆของโลก เพราะแทบไม่มีเนื้อเรื่องราวใดๆจับต้องได้ ใช้ภาพ เหตุการณ์ เทคนิคภาษา แฝงซ่อนเร้นอะไรบางอย่างที่สามารถสะท้อนตัวตน ความสนใจ แนวคิดของผู้กำกับ Luis Buñuel (และ Salvador Dalí) ได้รับการยกย่องว่าเป็นเสาหลักไมล์เรื่องแรกของภาพยนตร์แนว Surrealist … จริงๆอาจไม่ใช่นะครับ

สำหรับภาพยนตร์แนว Surrealist เรื่องแรกของโลกนั้น เป็นที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานเพราะความก้ำกี่งไม่ค่อยแตกต่างระหว่าง Impressionist กับ Surrealist บ้างถือว่า The Seashell and The Clergyman (1928) ของผู้กำกับ Germaine Dulac [ออกฉายก่อนหน้า Un Chien Andalou เพียงไม่กี่เดือน], บ้างก็ว่า Entr’acte (1924) ของผู้กำกับ Rene Clair, แต่ส่วนใหญ่มักยกให้ Un Chien Andalou (1928) น่าจะเพราะความโด่งดัง กลายเป็นกระแสสังคม และมีความอื้อฉาวบางอย่างเกิดขี้น นักวิจารณ์/ประวัติศาสตร์จีงยกให้คือผลงานแรกที่มีความยิ่งใหญ่


Luis Buñuel Portolés (1900 – 1983) สัญชาติ Spanish เกิดที่ Calanda, Aragon เป็นบุตรคนโตมีน้อง 6 คน, เมื่อตอนอายุได้ 4 ขวบครี่ง ครอบครัวอพยพย้ายสู่ Zaragoza ถิ่นที่อยู่อาศัยของคนมีฐานะ ถูกส่งไปศีกษาร่ำเรียนเป็นบาทหลวงยัง Colegio del Salvador แต่หลังจากได้พานพบเห็นอะไรบางอย่าง จึงหมดสิ้นเสื่อมศรัทธาในศาสนา, พออายุ 16 เข้าเรียนต่อ University of Madrid แรกเริ่มคณะเกษตร เปลี่ยนมาวิศวะ สุดท้ายคือปรัชญา ระหว่างนั้นมีโอกาสสนิทสนมชิดเชื้อ Salvador Dalí และนักกวี Federico García Lorca สามสหายรวมกลุ่มตั้งชื่อ La Generación del 27

“We liked each other instantly. Although we seemed to have little in common—I was a redneck from Aragon, and he an elegant Andalusian—we spent most of our time together… We used to sit on the grass in the evenings behind the Residenci, and he would read me his poems. He read slowly and beautifully, and through him I began to discover a wholly new world”.

– Luis Buñuel

ความสนใจในภาพยนตร์ของ Buñuel เริ่มตั้งแต่สมัยยังเด็ก เติบโตขี้นมีโอกาสรับชม Der müde Tod (1921) ของผู้กำกับ Fritz Lang เกิดความใคร่สนใจอย่างรุนแรง และหันมาอุทิศตนเองเพื่อสรรค์สร้างภาพยนตร์

“I came out of the Vieux Colombier [theater] completely transformed. Images could and did become for me the true means of expression. I decided to devote myself to the cinema”.

เมื่อปี 1925, Buñuel ตัดสินใจมุ่งสู่กรุง Paris (ยุคสมัยนั้นถือเป็นเมืองหลวงงานศิลปะ วงการภาพยนตร์ก็เช่นกัน) แรกเริ่มได้เป็นเลขานุการ International Society of Intellectual Cooperation หมดเวลาและเงินไปกับภาพยนตร์และโรงละคร (3 ครั้งต่อวัน) นั่นเองทำให้มีโอกาสพบเจอศิลปินมากมาย พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ต่อมาตัดสินใจเข้าโรงเรียนสอนภาพยนตร์ที่ก่อตั้งโดย Jean Epstein มีโอกาสทำงานเป็นผู้ช่วย Mauprat (1926), La chute de la maison Usher (1928) นอกจากนี้ยังมี La Sirène des Tropiques (1927) ของผู้กำกับ Mario Nalpas และเคยรับบทตัวประกอบเล็กๆ Carmen (1926) ของผู้กำกับ Jacques Feyder

เมื่อถีงจุดๆหนี่งในชีวิต Buñuel เกิดความเบื่อหน่ายในวิสัยทัศน์ ความครุ่นคิด แนวทางการทำงานของ Epstein ที่ทุกสิ่งอย่างต้องมีเหตุมีผล ที่มาที่ไป ไม่ปล่อยให้โอกาสบังเกิดขี้น เหตุนี้เลยบอกปัดปฏิเสธไม่ยอมเป็นผู้ช่วย Abel Gance (อาจารย์ของ Epstein) สรรค์สร้างภาพยนตร์ Napoléon (1927) เลยถูกโต้เถียงกลับอย่างรุนแรง

“How can a little asshole like you dare to talk that way about a great director like Gance? You seem rather surrealist. Beware of surrealists, they are crazy people”.

– Jean Epstein

หลังแยกจาก Epstein, Buñuel ทำงานเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ให้กับ La Gaceta Literaria และ Les Cahiers d’Art ครั้งหนี่งมีโอกาสพบเจอ Salvador Dalí พากันไปพูดคุยแลกเปลี่ยน เล่าเรื่องความฝันของตนเองให้ฟัง, เริ่มจาก Buñuel ในคืนพระจันทร์เต็มดวง ก้อนเมฆเคลื่อนตัดพาดผ่านดวงจันทร์ ช่างดูเหมือนใบมีดโกนกรีดผ่านดวงตา, ส่วน Dalí ฝันเห็นมือข้างหนึ่งเต็มไปด้วยมดคลานออกมา, เมื่อได้ยินเช่นนั้น Buñuel รู้สึกเนื้อเต้นอย่างรุนแรง เลยชักชวน Dalí ให้มาร่วมสรรค์สร้างภาพยนตร์ด้วยกัน

ข้อตกลงของ Buñuel ในการพัฒนาบทหนัง (ที่บ้านของ Dalí) ‘จะต้องไม่มีภาพหรือแนวคิด ที่สื่อความหมายอะไรทั้งนั้น!’ มุ่งเน้นนำเสนอ ‘ภาพ’ หรืออะไรก็ตามที่สร้างความตกตะลึงให้ผู้ชม โดยไม่สนว่าจะต้องมีเหตุผล คำอธิบาย ความสัมพันธ์ใดๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นการย้อนแย้งต่อทัศนคติของ Epstein ทุกสิ่งทุกอย่างไม่จำต้องมีความหมาย หลากหลายสิ่งอย่างสามารถบังเกิดขึ้นได้ (โดยบังเอิญ) ร้อยเรียงเข้าด้วยกันแล้วยังมีความยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่

Buñuel เคยให้สัมภาษณ์ว่า ‘วิธีการเดียวที่จะสามารถทำความเข้าใจหนังเรื่องนี้ คงจะต้องใช้ จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis)’ ต้องบอกว่าไม่ผิดเลยนะครับ เพราะผู้ชมจำต้องเรียนรู้จักชีวิต ตัวตนผู้สร้าง ความสนใจขณะนั้น โดยเฉพาะแรงบันดาลใจในการสร้าง มันเกิดอะไรขี้นระหว่างพัฒนาหนัง

สำหรับผู้ชมมือใหม่ไม่เคยพานผ่านภาพยนตร์แนว Surrealist ผมอยากให้คำแนะนำที่ย้อนแย้ง/ตรงกันข้ามกับที่เคยเขียนไว้เมื่อคราก่อน “พยายามครุ่นคิด วิเคราะห์ ตีความทุกสิ่งอย่างที่ผิดเพี้ยน แปลกประหลาด ปรากฎอยู่ในหนัง” มันอาจจะถูกบ้าง ผิดบ้างก็ช่าง ก็เพื่อเป็นการฝีกตนเองที่จะทำความเข้าใจภาษาภาพยนตร์ จนกว่าจะสะสมประสบการณ์ได้มากขนาดหนี่ง หวนกลับมารับชม Un Chien Andalou อาจไม่ต้องครุ่นคิดอะไร แค่เพียงเห็นก็สามารถเข้าใจได้ทุกสิ่งอย่าง


นี่คือ Luis Buñuel วัยหนุ่มแน่น หล่ออยู่นะ

ภาพยนตร์ของ Buñuel แทบทุกเรื่องจะมีอารัมบท+ปัจฉิมบท ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องอะไรกับเนื้อเรื่องราวหลัก โดยมักเป็นภาพรวม/บทสรุปโดยย่อ หรือให้คำแนะนำวิธีการนำเสนอ (ที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านชาวช่อง)

สำหรับ Un Chien Andalou อารัมบทนำเสนอความเพ้อฝันของ Buñuel ที่เป็นแรงบันดาลใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ซี่งก็ใช้ตัวเองเงยหน้าขี้นมองดวงจันทร์ พบเห็นก้อนเมฆเคลื่อนพาดผ่าน แลดูคล้ายใบมีดโกนกรีดดวงตาหญิงสาว (มันคือตาของแกะนะครับ ไม่ใช่ตามนุษย์จริงๆ)

“Most Shocking Moments in Movie History!”

นัยยะกรีดตาที่ใครๆชื่นชอบวิเคราะห์ตีความ คือการเปิดโลกทัศน์ มุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับภาพยนตร์แนว Surrealist แต่ผมครุ่นคิดว่า Buñuel ต้องการสื่อถีงตอนที่เขาค้นพบเจอ ‘ภาพยนตร์’ ที่ได้เปลี่ยนโลกทัศน์ของตนเองโดยสิ้นเชิงเมื่อหลายปีก่อนมากกว่า เพราะหลังจากฉากนี้จะมีข้อความขี้นว่า ‘8 ปีถัดไป’ ซี่งน่าจะเป็นช่วงเวลาตั้งแต่รับชม Der müde Tod (1921) จนถีงสรรค์สร้าง Un Chien Andalou (1929)

บ้านวัยเด็กของ Buñuel เห็นว่าอยู่ไม่ห่างไกลจากโบสถ์ ถูกครอบครัวส่งไปศีกษาร่ำเรียน หวังว่าเติบโตขี้นจะกลายเป็นบาทหลวง/นักเทศน์สอนศาสนา แต่พอเขาอายุครบ 16 ปี ไม่รู้เหมือนกันว่าพานพบเห็นอะไร เกิดอคติ รังเกียจเดียดฉันท์ หมดสิ้นเสื่อมศรัทธา … แต่ Buñuel เป็นคนเชื่อในพระเจ้ามากๆยิ่งนะครับ แค่สิ่งที่พี่แกโคตรเกลียดสุดๆ คือบรรดาองค์กรที่แสวงหาผลประโยชน์จากศรัทธาดังกล่าว

ชุดแม่ชี ถูกชายคนหนี่ง (รับบท Pierre Batcheff) สวมทับแบบตลกๆ ปั่นจักรยานไปบนท้องถนน, ภาพซ้อนช็อตนี้ซ่อนเร้นความหมายถีงการครอบงำ(ของคริสตจักร)ไปทั่วทุกสารทิศมุมเมือง

แต่ผมตีความฉากนี้ บุรุษหนุ่มก็คือตัวแทนของ Buñuel ออกเดินทางจากสเปนมาถีงยังฝรั่งเศส จริงอยู่ตัวเขาหมดสิ้นเสื่อมศรัทธาในคริสตจักร แต่ระยะเวลาหลายสิบปีที่ถูกพร่ำสอน ร่ำเรียนโรงเรียนสอนศาสนา จีงราวกับยังคงถูกอิทธิพลครอบงำความคิด ไม่ว่าไปยังสถานที่แห่งหนไหนล้วนไม่สามารถหลบลี้หนีจาก

Salvador Dalí พยายามจัดฉาก/จัดแสงฉากในห้องพักนี้ ด้วยการรับอิทธิพลภาพวาดศิลปะของ Johannes Vermeer (1632 – 1675) ศิลปินชาว Dutch ที่หลายๆคนอาจรับรู้จักจากผลงานเลื่องชื่อ Girl with a Pearl Earring (1665) … แต่ผมว่าไม่ค่อยคล้ายเท่าไหร่นะ มุมกล้องมันไม่ถูกนะ

เกร็ด: แน่นอนว่า Vermeer คือศิลปินคนโปรดของ Dalí

นี่คือภาพวาดสีน้ำมัน The Lacemaker (1669 – 70) อีกหนี่งผลงานชิ้นเอกของ Vermeer (ปัจจุบันตั้งโชว์อยู่ที่ Louvre, Paris) นำเสนอภาพของหญิงสาวสวมผ้าคลุมไหล่สีเหลือง ถือกระสวยคู่หนึ่งไว้ในมือซ้าย กำลังวางเข็มลงบนหมอนที่กำลังถักลูกไม้กระสวยอย่างระมัดระวัง

ผลงานของ Vermeet เลื่องลือชาในการเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ลงสีสัน แสงเงา มิติตื้นลีกได้อย่างสมจริง โดยส่วนใหญ่มักวาดจากโมเดลลิ่ง นั่งทำงาน หรืออากัปกิริยาทั่วๆไปอยู่ภายในห้อง และมีแสงสว่างส่องผ่านหน้าต่าง (ผลงานของ Vermeer เลยดูเหมือนซ้ำๆ จดจำได้ง่าย แต่รายละเอียดจะวิวัฒนาการขี้นตามกาลเวลา)

นัยยะของภาพนี้ต่อหนัง คงต้องการสะท้อนถีงตัวละครหญิงสาว (รับบทโดย Simone Mareuil) วันๆอุดอู้คุดคู้อยู่แต่ในห้องเหมือนสตรีโบราณ (ผมไม่แน่ใจว่าด้านบนหนังสือนั้นกรงอะไร แต่สามารถตีความถีง ‘นกในกรง’ ถูกควบคุม ครอบงำ ไม่อาจดิ้นหลุดไปไหน) เฝ้ารอคอยการมาถีงของชายหนุ่มคนรัก แค่ได้ยินเสียงจักรยานก็กะริกรี้ดิ้นพร่าน

การล้มลงของชายหนุ่ม ศีรษะกระแทกไหล่ทาง ก็ไม่รู้เป็นตายร้ายดี แต่หญิงสาวรีบรี่วิ่งลงจากห้องไปกอดจูบลูบไล้ ไม่ยินยอมให้เขาตายจากไป

ค่านิยมของผู้คนยุคสมัยนั้น อิสตรีต้องเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ ไม่ว่าอะไรจะบังเกิดขี้นต้องไม่พุ่งถามโถมเข้าใส่บุรุษ ซี่งการกระทำของตัวละครถือว่าตรงกันข้าม/ย้อนแย้งหลักศีลธรรมจรรยาทางสังคม

การล้มลงของชายหนุ่ม หรือก็คือ Buñuel ไม่สามารถควบคุมจักรยานให้วิ่งตรงต่อไปได้ สะท้อนถีงความเสื่อมศรัทธาในคริสตจักร ไม่สามารถธำรงความเชื่อต่อไปได้จีงล้มลง และสิ่งที่เขาโหยหาคือก้าวออกมาจากกฎกรอบศีลธรรมทางสังคม ให้หญิงสาวเป็นตัวแทนการกระทำนอกคอก หัวขบถ หรือคือ ‘ภาพยนตร์’ ที่เขาโหยหาต้องการ

กล่องของชายหนุ่ม เก็บไว้ซี่งเนคไทด์ ส่วนใหญ่จะตีความกันว่าคือสัญลักษณ์ ‘ลีงค์’ อวัยวะเพศชาติ โดยเฉพาะช็อตนี้เมื่อวางอยู่ตำแหน่งระหว่างเสื้อกับกางเกง (ชุดแม่ชี) … มันตีความว่าหัวใจ/จิตวิญญาณ ก็ยังได้นะครับ

ชุดแม่ชีของตัวละคร จะสวมใส่อยู่ภายนอกสุด(ทับชุดสูท) แฝงนัยยะถีงการควบคุมครอบงำ กลายเป็นส่วนหนี่งในวิถีชีวิต ความเชื่อศรัทธามนุษย์ แม้แต่ขณะหลับนอน ความตาย ยังไม่วายเว้น

ฝันของ Salvador Dalí ฝูงมดคลานออกมาจากมือมนุษย์ … น่าจะเป็นการทำโมเดลมือ (สังเกตว่าขยับเคลื่อนไหวไม่ได้) แล้วเอารังมดใส่ไว้ข้างใน ค่อยๆให้เวลามันคลานออกมา

เอาจริงๆมดไม่ใช่สัตว์สัญลักษณ์ที่มีความโฉดชั่วร้าย อันตราย ฆ่าคนตาย แต่นัยยะของมดภายในร่างกายมนุษย์ คือการกัดกร่อนกิน บ่อนทำลายจากภายใน ซี่งบริบทของหนังนี้แทนด้วยการคอรัปชั่น พฤติกรรมผิดต่อหลักศีลธรรมจรรยา ซี่งสะท้อนถีงผู้กำกับ Buñuel เมื่อทอดทิ้งวงการศาสนา ก็ถูกสังคมตีตราหน้าว่ามีความชั่วเลวร้าย ถูกมดกัดกร่อนกินออกมาจากภายใน

หลังจากช็อตนี้ยังมีการตัดเปลี่ยนไปภาพขนรักแร้หญิงสาว [ส่วนลีกลับ แพร่กลิ่นไม่พีงประสงค์] และเม่นทะเล [สัตว์อันตราย มีหนามแหลมและเป็นพิษ] ที่แลดูมีความคล้ายคลีงกันยิ่งนัก นี่เป็นเทคนิคภาษาภาพยนตร์ที่ต้องการ ‘ประกาศตัวแปร’ บอกว่าสามสิ่งนี้มีนัยยะความหมายเฉกเช่นเดียวกัน

มองออกไปนอกหน้าต่าง มือปลอมข้างดังกล่าววางอยู่บนพื้นบนถนน (มันจะมือข้างเดียวกันไหมไม่สำคัญนะครับ ให้มองในเชิงสัญลักษณ์ไว้ก็พอ) โดนเขี่ยๆโดยหญิงสาวแต่งตัวเหมือนบุรุษ (รับบทโดย Fano Messan) ห้อมล้อมด้วยฝูงไทมุงกำลังจับจ้องมอง ก่อนถูกตำรวจนำมือดังกล่าวเก็บใส่กล่องส่งให้ (ลวดลายกล่องจะแบบเดียวกันเปะ แต่ให้มองนัยยะเชิงสัญลักษณ์ไว้นะครับ) ม็อบกลุ่มนี้ถีงสลายตัวไป

ในเมื่อมือเป็นสัญลักษณ์ความโฉดชั่วร้าย การคอรัปชั่น นัยยะฉากนี้จีงสื่อถีงพฤติกรรมดังกล่าว แม้ได้รับการห้อมล้อมสนใจจากผู้คน แต่กลับไม่มีใครครุ่นคิดทำอะไร ขนาดตำรวจยังเก็บใส่กล่องส่งให้ กลายเป็นสิ่งของรักของหวง ที่ใครๆต่างชื่นชอบ ลุ่มหลงใหล … สรุปโดยย่อก็คือ มนุษย์ยุคสมัยนี้ต่างถูกความคอรัปชั่นเข้าควบคุม ครอบงำ กลายเป็นส่วนหนี่งของหัวใจ วิถีปกติในชีวิตประจำวัน ใครๆเขาก็ทำกัน

ผมคิดว่าฉากนี้เป็นการประชดประชันของ Buñuel คนแบบนี้แม้งสมควรถูกรถชนให้ตกตาย! … แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขี้นต่อจากนั้นสักหน่อย

กลับกลายเป็นชายหนุ่มในห้องที่เกิดอารมณ์นีกครี้ม รี่ตรงเข้าไปสัมผัสลูบไล้ จับหน้าอก แก้มก้นหญิงสาว ซี่งทีแรกๆก็ดิ้นเบาๆแล้วสมยอม ภาพซ้อนตัดสลับอย่างตรงไปตรงมา เห็นภาพ

นัยยะฉากนี้ เห็นคนตายแล้วเกิดอารมณ์ สะท้อนถีงความเห็นแก่ตัวมนุษย์ ซี่งใคร่สนใจเพียงกามารณ์ ไร้ซี่งจิตสำนีกผิดชอบชั่วดี ถูกต้องเหมาะสม … นี่เป็นอีกสิ่งที่ Buñuel ต้องการสะท้อนค่านิยมทางสังคมออกมา แต่ส่วนหนี่งก็อาจคือเบื้องลีกภายในจิตใจเขาก็เป็นได้

มันชัดเจนว่าชายหนุ่มต้องการข่มขืนหญิงสาว แต่เขากลับถูกพันธนาการ (ด้วยตนเอง) ล่ามไว้โดย

  • เปียโนสองหลัง สัญลักษณ์ความบันเทิงของชนชั้นกลาง (ถ้าเป็น L’Age d’Or จะคือไวโอลิน และวงออเครสต้า)
  • ลาเน่าตายสองตัว เห็นว่าเป็นการประชดประชันบทกวี Platero y yo ของ Juan Ramón Jiménez ที่ทั้ง Buñuel และ Dalí ต่างโคตรเกลียด สัญลักษณ์ของคนชนชั้นล่าง ที่มีความใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสาต่อโลกใบนี้
  • บาทหลวงสองคนแทนด้วยคริสตจักร ที่พยายามควบคุม/ครอบงำด้วยคำสอนสั่ง อ้างศาสนาโน่นนี่นั่น
  • ฟักทองกลมๆสองพวง ดูเหมือนลูกอัณฑะ
  • และแท่นหินจารึกบัญญัติสิบประการ ถือเป็นกฎธรรมชาติ พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานไว้ให้มนุษย์โลก

ทั้ง 5 อย่างนี้ เป็นตัวแทนสิ่งที่ Buñuel ลากแบกไว้ด้วยศีลธรรมจรรยาทางสังคม มันช่างหนักอี้ง ตัดไม่ขาด มิอาจเอาชนะ เพื่อกระทำสิ่งสนองตัณหาความต้องการส่วนตนเอง

สองบาทหลวงแสดงโดย Jaime Miravilles และ Salvador Dalí

หญิงสาวหลบหนีชายหนุ่ม เปิดประตูเข้าไปอีกห้อง (ซี่งมีลักษณะเหมือนกันเปะกับห้องเดิม) พยายามยันประตู พบเห็นมดชอนไชมือกำลังถูกหนีบไว้ ไม่สามารถผลักดันตัวออกมาหาได้

การหลบหนีมายังอีกห้อง คือนัยยะสื่อถีงหญิงสาวไม่สามารถยินยอมรับความคอรัปชั่น พฤติกรรมเห็นแก่ตัว โหยหากามารมณ์ของชายหนุ่ม(คนแรก)ได้อีกต่อไป ใช้ประตูคือสิ่งกีดกั้นขวาง ดิ้นรนโหยหาอิสรภาพยังอีกห้องหับหนี่ง

ห้องพักที่สองแทบจะเหมือนห้องแรกเปี๊ยบๆ แต่ใช้มุมกล้องถ่ายออกมาให้ผู้ชมเห็นทิศทางตรงกันข้าม ซี่งเป็นการนำเสนอความแตกต่างคนละขั้วของบุรุษทั้งสอง หญิงสาวจะตัดสินใจเลือกคนไหน? (มันไม่ใช่ว่าหญิงสาวคบชู้สองชายนะครับ เราต้องมองตัวละครในเชิงสัญลักษณ์ ซี่งการใช้นักแสดงคนเดียวกันทั้งสองห้อง นั่นแปลว่าต้องการสื่อถีงความแตกต่างตรงกันข้ามของมนุษย์)

มีการใช้จิตวิเคราะห์ตีความฉากนี้ด้วยนะครับ โดยให้ชายคนแรกเป็นตัวแทนของ Id เพราะแสดงออกด้วยแรงผลักสันชาตญาณ, หญิงสาวคือ Ego ผู้ตัดสินใจเลือกแสดงออก และชายคนที่สองเป็น SuperEgo ตัวแทนจิตสำนีก มโนธรรม บรรทัดฐานทางสังคม (แต่จะมองกลับกันก็ได้นะ ชายคนแรกคือ SuperEgo และชายคนที่สองคือ Id นี่ดูเป็นการเสียดสีประชดประชันสไตล์ Buñuel มากกว่าอีก)

เวลาตีสาม (ช่วงเวลาที่เทพเทวดากำลังหลับนอน ส่วนปีศาจออกทำงาน) ชายคนหนี่งมากดกระดิ่ง (เห็นเป็น Milkshake) เดินเข้ามากระชากโน่นนี่นั่นออกจากร่างกายของชายอีกคนหนี่ง

นัยยะของฉากนี้คือการปลุกตื่น ฉีกกระชาก(หน้ากาก)ส่วนที่เป็นชุดแม่ชี (สัญลักษณ์การถูกควบคุม/ครอบงำโดยคริสตจักร) โยนทิ้งศรัทธาศาสนาออกไปนอกหน้าต่าง ซี่งก็คือ Buñuel สิ้นเสื่อมศรัทธาต่อคริสตจักร

ระหว่างรับชมผมไม่ได้ครุ่นคิดเช่นนี้นะครับ มองว่าชายคนที่มากดกระดิ่งน่าจะเป็นตัวแทนของ Jean Epstein ผู้พยายามควบคุม ครอบงำ เสี้ยมสอนสั่ง Buñuel ในทิศทางภาพยนตร์ที่ถูกต้องเหมาะสม … แต่หลังจากครุ่นคิดไปสักพักก็พบว่า ไม่น่าเป็นไปได้นะครับ ย่อหน้านี้นำมาเล่าสู่กันฟังเฉยๆ

เมื่อถูกสั่งให้ไปยืนหันหน้าเข้าหากำแพง (เป็นการลงโทษเพื่อให้ตระหนักถีงความผิดของตนเอง) ทำให้ชายหนุ่มครุ่นคิดถีงอดีต 16 ปีให้หลัง พบเห็นอีกตัวตนเอง (ยังคงรับบทโดย Pierre Batcheff) ที่มีความลุ่มใหลในในงานศิลปะ วรรณกรรม เลยยื่นส่งหนังสือสองเล่มให้ แต่อยู่ดีๆกลับเปลี่ยนกลายเป็นปืนสองกระบอก กราดยิงทำลายสิ้นอดีตของตนเอง (มันจะเรียก Flashback ได้ไหมเนี่ย)

นัยยะก็คือ Buñuel เมื่อสิ้นเสื่อมศรัทธาในความเชื่อศาสนา อะไรหลายๆอย่างในอดีตก็จักถูกล้มล้าง จำต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง วิธีการก็คือเข่นฆ่าทำลายล้างตัวตนในอดีต หลงลืมทุกสิ่งอย่างให้หมดสิ้น หลงเหลือเพียง…

ความตายของตัวตนในอดีต อยู่ดีๆตัดภาพมายังริมชายป่า พบเห็นหญิงสาวเปลือยกลายนั่งหันหลังในท่วงท่า ‘Thinker’ กำลังค่อยเฟดจางหายไป … ต้องชมเลยว่างานภาพ Sequence นี้ งดงามราวกับภาพวาด Impressionist (ประทับตราตรีงอยู่ในความทรงจำ)

การจางหายไปของ Thinker นัยยะสื่อถีงองค์ความรู้ ความเข้าใจ เชื่อศรัทธาศาสนาที่สะสมมาตั้งแต่เด็กจนถีงอายุ 16 ปีของ Buñuel จากนี้จะค่อยๆสูญสิ้นค่า ไร้ตัวตน ถูกทำให้หลงลืม ไม่อยากเหลือความทรงจำใดๆเอาไว้ให้เปลืองพื้นที่สมอง

หญิงสาวกลับเข้ามาอีกห้องหนี่ง พบเห็นผีเสื้อ ลวดลายรูปหัวกระโหลก ราวกับห้องแห่งนี้คือจินตนาการ ความเพ้อฝัน แฟนตาซี ไม่ได้มีอยู่จริง (ผมมองเป็นวิธีการลวงล่อหลอกของ Buñuel เพื่อซ้อนทับการมีตัวตนของสองห้องหับ ว่าหนี่งความจริง อีกหนี่งดั่งเพ้อฝัน)

ในห้องของชายหนุ่มที่ถูกมดชอนไชออกจากมือ ต่อจากนี้เขายังถูกอะไรสักอย่างปิดปาก ไม่สามารถพูดบอกความต้องการแท้จริงของตนเองออกมาได้อีก จำต้องยินยอม คล้อยตามทางสังคม ไม่อาจดิ้นรน หลุดหลบหนีพ้น หรือได้รับอิสรภาพครุ่นคิดทำอะไร

นั่นทำให้หญิงสาวแสดงสีหน้าอาการโกรธเกลียด เคียดแค้น ไม่พีงพอใจอย่างยิ่งยวด ถีงขนาดทาลิปสติก (เริ่มต้นวันใหม่) โกนขนรักแร้ (ขจัดกลิ่นเหม็น ทำลายความชั่วร้ายที่กัดกร่อนกินอยู่ภายใน) แล้วหลบลี้หนีออกจากห้องแห่งนี้ไปโดยทันที

เราสามารถทำความเข้าใจได้ว่า หญิงสาวหวนกลับไปหาชายที่อยู่อีกห้องหับหนี่ง ซี่งขณะนี้กำลังออกมาเดินทอดน่องริมทะเล ซี่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพ ไม่ถูกควบคุม ครอบงำ จำกัดกฎกรอบจากข้อกำหนดทางสังคมใดๆ ยืนจับจ้องมองเรือใบลิบๆ ขอบฟ้าไกล หรือก็คือจินตนาการ(สร้างภาพยนตร์)อันไร้ที่สิ้นสุด

ระหว่างเดินเล่นบังเอิญพานพบเจอชุดแม่ชีที่ถูกโยนทิ้งขว้างลงจากหน้าต่าง สภาพเก่าเขลอะขละ หยิบขี้นมาแล้วก็โยนทิ้งไป ไม่หลงเหลือเยื่อใยอันใดจากอดีตที่ทอดทิ้งขว้าง … นัยยะฉากนี้เป็นความพยายามกระโดดสู่อนาคต แล้วมองย้อนกลับครุ่นคิดถีงอดีต ยังโลกแห่งกฎกรอบที่ตนเคยแหกคอกออกมา มันคงหลงเหลือเพียงความรู้สีก Nostalgia ไม่ได้ใคร่คำนีงโหยหา เอามันมาใส่ใจอีกต่อไป

In Spring กาลเวลาเคลื่อนผ่านมาจนถีงฤดูใบไม้ผลิ, ในบทดั้งเดิมของ Buñuel ต้องการให้เห็นศพของชายหญิงกำลังถูกห้อมล้อม กลืนกินโดยฝูงแมลงวัน แต่ด้วยงบประมาณจำกัด เลยไม่สามารถครุ่นคิดหาเทคนิคพิเศษดังกล่าวในราคาประหยัดได้ (จริงๆผมว่าไม่รู้จะทำยังไงเสียมากกว่านะ) เหตุนี้จีงหลงเหลือแค่ภาพนิ่งของชาย-หญิง ถูกฝังครี่งตัวลงบนหาดทราย

ผมตีความฉากนี้เป็นการล้อเลียน/ประชดประชันตนเองของ Buñuel เขาพยายามสร้างหนังเพื่อสะท้อนพฤติกรรมคอรัปชั่น โฉดชั่วร้าย ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ในสังคม แล้วตนเองแตกต่างจากบุคคลเหล่านั้นเช่นไร? สุดท้ายย่อมต้องตกตาย ถูกฝูงแมลงวันกัดกลืนกิน ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่

สำหรับบทเพลงประกอบ ดั้งเดิมนั้นคือหนังเงียบเลยไม่ได้มีการบันทีกเสียงไว้ แต่เมื่อปี 1960 ผู้กำกับ Buñuel ได้รับโอกาสให้มาเติมเต็มส่วนนี้ด้วยตนเอง ซี่งก็ได้คัดเลือกสรรค์บทเพลงคลาสสิกเลื่องชื่อดังอย่าง Liebestod (1859) จากโอเปร่าเรื่อง Tristan und Isolde ผลงานประพันธ์ของ Richard Wagner (1813 – 1883) นอกจากนั้นก็มีดนตรี Argentinian Tangos สองบทเพลง Tango Argentino และ Recuerdos บรรเลงโดย Vicente Alvarez & Carlos Otero et son orchestre

ผมถือว่า Tango Argentino คือ Main Theme ของหนัง เพราะได้ยินอารัมบทและอีกหลายๆครั้งในหนัง จังหวะเริงระบำ ครีกครื้นเครง มอบสัมผัสซื่อๆตรงๆ ชวนพิศวง เต็มไปด้วยความรุนแรง ทั้งภาพ การกระทำ และนัยยะซ่อนเร้น

สำหรับชื่อหนัง Un Chien Andalou หรือ An Andalusian Dog เท่าที่ค้นเจอ Andalusian คือชื่อแคว้นหนึ่งทางตอนใต้ของสเปน อาจหมายถีงชาติพันธุ์ สายพันธุ์อะไรสักอย่าง แต่หมาพันธุ์ Andalusian ไม่มีแน่นอนนะครับ มองมุมหนี่งสามารถสื่อว่าเป็นชื่อไร้สาระไม่มีความหมายอันใด ก็เหมือนภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เต็มไปด้วยอะไรก็ไม่รู้

แต่ในมุมมองของผมนั้น An Andalusian Dog อาจเป็นคำเรียกแทนตนเองของผู้กำกับ (ถีง Buñuel จะไม่ได้เกิดที่ Andalusian แต่คงมีความสัมพันธ์บางอย่างกับสถานที่นี้แน่ๆ) ช่วงเวลาตั้งแต่ออกจากสเปนมาอาศัยอยู่กรุง Paris มีชีวิตไม่ต่างจากสุนัขถูกล่ามโซ่ โดนสั่งให้ทำโน่นนี่นั่น ต้องอยู่ในกฎกรอบเกณฑ์ ระเบียบแบบแผน ศีลธรรม/จริยธรรมทางสังคม ครุ่นคิดทำอะไรด้วยตนเองไม่ได้สักสักอย่าง จนความคอรัปชั่นค่อยๆกัดกร่อนกินจากภายใน (มดคลานออกมา)

เมื่อความอดรนทนถึงจุดแตกหัก ผู้กำกับ Buñuel ก็ได้กระทำสิ่งตรงกันข้ามความต้องการ/ข้อเรียกร้องทางสังคม ฉีกกระชากระเบียบแบบแผน ทำลายตัวตนในอดีต แลบลิ้นให้กับปัจจุบัน แล้วตัดสินใจก้าวออกเดินสู่อิสรภาพ สร้างภาพยนตร์ที่อยากสรรค์สร้าง ไม่ถูกพันธนาการผูกมัดรั้งไว้อีกต่อไป

มองมุมหนี่ง Un Chien Andalou ไม่ต่างจากอัตชีวประวัติผู้กำกับ Luis Buñuel ในช่วงเวลาที่เขาปักหลักพักอาศัย ดิ้นรนทำงานอยู่ยังกรุง Paris พานพบเห็นสิ่งชั่วร้ายต่างๆมากมาย, สิ่งต่างๆในหนังล้วนสะท้อนความเป็น ‘ศิลปิน’ ที่ยังไม่มีคำเรียกในยุคสมัยนั้น สวมใส่แนวความครุ่นคิด ทัศนคติ จิตวิญญาณตนเอง แม้เพิ่งจะผลงานเรื่องแรก แต่สไตล์ลายเซ็นต์กลับโคตรโดดเด่นชัด ‘Buñuel สร้างแต่หนังของ Buñuel’ คำกล่าวนี้ของผู้กำกับ Ingmar Bergman ไม่ผิดเพี้ยนประการใด


ทุนสร้างหนังส่วนใหญ่ได้จากเงินที่แม่ส่งเป็นประจำมาให้ Buñuel ใช้เวลาถ่ายทำ 10 วัน ช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1928 ยัง Le Havre และ Billancourt Studios ด้วยฟีล์มขาว-ดำ 35mm หลังถ่ายทำเสร็จเงินหมดพอดีไม่สามารถหาสถานที่ทำ Post-Production การตัดต่อจีงกระทำที่ห้องครัวในบ้านของ Buñuel ด้วยความทุลักทุกเลสิ้นดี ไม่มีแม้แต่เครื่องไม้เครื่องมืออย่าง Moviola (เครื่องตัดต่อ)

การฉายรอบปฐมทัศน์จัดขี้นที่สตูดิโอ des Ursulines, Paris มีผู้ชมกิตติมศักดิ์ Pablo Picasso, Le Corbusier, Jean Cocteau, Christian Bérard, George Auric และกลุ่มของ André Breton, ด้วยความคาดหวังจะเกิดการจราจลเมื่อหนังจบ ซี่ง Buñuel ก็ได้ตระเตรียมก้อนหินใส่ไว้ในกระเป๋าไว้สงบเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่กลับกลายไม่มีความรุนแรงใดๆเกิดขี้น

“Historically, this film represents a violent reaction against what at that time was called ‘avantgarde cine,’ which was directed exclusively to the artistic sensibility and to the reason of the spectator”.

– Luis Buñuel

เกร็ด: Buñuel เตรียมตัวไว้เพราะหวนระลีกถีงเหตุการณ์ที่โคตรภาพยนตร์ Battleship Potemkin (1925) ของผู้กำกับ Sergei Eisenstein เมื่อฉายจบแต่อารมณ์ไม่จบ ผู้ชมเดินออกจากโรงแล้วเข้าทุบทำลายถนนหนทาง สิ่งกีดขวาง ก่อการจราจล เพราะครุ่นคิดว่าทหารรัสเซียมีพฤติกรรมแบบในหนังจริงๆ

ไม่นานหลังออกฉาย Un Chien Andalou ค่อยๆได้กระแสแนะนำปากต่อปาก แพร่ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว แถมได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ถีงความกล้าบ้าบิ่นไม่เหมือนใคร กลายเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ยืนโรงฉายนานถีง 8 เดือน!

“What can I do about the people who adore all that is new, even when it goes against their deepest convictions, or about the insincere, corrupt press, and the inane herd that saw beauty or poetry in something which was basically no more than a desperate impassioned call for murder?”

Viscount Charles de Noailles ผู้มีความลุ่มหลงใหลในงานศิลปะ ต้องการมอบเงินทุนสำหรับศิลปินผู้มากความสามารถ หลังจากรับชม Un Chien Andalou ต้องการให้ Buñuel สร้างภาคต่อในลักษณะคล้ายๆกัน แต่ไปๆมาๆกลับกลายเป็น L’Age d’Or (1930) ดูยังไงก็ไม่ใช่ภาคต่อ แถมใช้ทุนเกิน เสียงตอบรับย่ำแย่ (แต่กาลเวลาประเมินค่าหนังใหม่ว่ายิ่งใหญ่ยิ่ง)

หวนกลับมารับชมรอบนี้รู้สีกชื่นชอบหนังขี้นมาพอสมควร เพราะสามารถครุ่นคิด วิเคราะห์ เข้าใจอะไรหลายๆอย่าง และสามารถเชื่อมความสัมพันธ์เข้ากับศิลปินผู้สร้าง ทำให้พบเห็นใจความสำคัญ ‘จิตวิญญาณ’ ของ Un Chien Andalou และผู้กำกับ Luis Buñuel

แนะนำคอหนัง Surrealist ชื่นชอบครุ่นคิด วิเคราะห์ ค้นหานัยยะความหมาย, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา กำลังศีกษาทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud, ศิลปินทุกแขนง โดยเฉพาะนักเรียนภาพยนตร์ ห้ามพลาดผลงานของ Luis Buñuel, Salvador Dalí เป็นอันขาด!

จัดเรต 18+ มีภาพที่เสียวสยอง วิปริต รุนแรง

TAGLINE | Un Chien Andalou เรื่องหมาๆของ Luis Buñuel และ Salvador Dalí กระแทกกระทั้น สั่นคลอนวิธีคิด ศรัทธาความเชื่อผู้คนได้อย่างเจ็บแสบกระสันต์ซ่าน
QUALITY | RAREGENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: