Unbroken (2014)

Unbroken

Unbroken (2014) hollywood : Angelina Jolie ♥♥

(mini Review) ดัดแปลงจากชีวประวัติเรื่องจริงของ Louis Zamperini ร้อยตรีจ่าอากาศประจำกองทัพอากาศสหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 สู้กับญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้เขาเป็นนักกีฬาวิ่ง 5,000 เมตร เข้าร่วมแข่งขัน 1936 Berlin Summer Olympics แม้จะจบอันดับ 8 แต่ได้สร้างสถิติวิ่งรอบสุดท้ายเร็วที่สุดในโลก, ถ้าหนังได้ผู้กำกับที่มีวิสัยทัศน์กว่านี้ น่าจะทำออกมาได้ดีกว่ามาก

จากหนังสือขายดีเรื่อง Unbroken เขียนโดย Laura Hillenbrand ที่เคยมีผลงานดังอย่าง Seabiscuit: An American Legend (2001) ซึ่ง Unbroken มียอดขายอันดับ 1 นาน 14 สัปดาห์ และติดอันดับหนังสือขายดีถึง 4 ปี (ว่ากันว่ายาวนานที่สุดเป็นอันดับ 5 ของหนังสือที่ไม่ใช่เรื่องแต่ง), ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ hollywood จะพลาดได้ยังไง Universal Pictures ได้ลิขสิทธิ์มาตั้งแต่มกราคม ปี 2011 มอบหมายให้ Richard LaGravenese และ William Nicholson ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย ทีแรกตั้งใจให้ Francis Lawrence เป็นผู้กำกับ (แต่เขาถอนตัวไปกำกับ The Hunger Games ภาค 2-4) Joel Coen และ Ethan Coen จึงเข้ามาปรับปรุงบทแล้วให้ Angelina Jolie กำกับ, ถ่ายภาพโดย Roger Deakins ชายผู้เข้าชิง Oscar ถึง 11 ครั้งแต่ยังไม่เคยได้, ตัดต่อโดย Tim Squyres และ William Goldenberg รายหลังได้ Oscar จาก Argo (2012), เพลงประกอบโดย Alexandre Desplat ที่ได้ Oscar จาก The Grand Budapest Hotel (2014), นำแสดงโดย Jack O’Connell รับบท Louis “Louie” Zamperini นักแสดงสัญชาติอังกฤษหน้าใหม่ ที่ผลงานการแสดงอาจยังไม่เยอะนัก แต่ฝีมือถือว่าใช้ได้, Miyavi น้องร้อง นักกีตาร์วงร็อคชื่อดังของญี่ปุ่น รับบท Mutsuhiro “The Bird” Watanabe หัวหน้าค่ายกักกันของญี่ปุ่น เปรียบเสมือนขั้วตรงข้ามของ Zamperini

ในเครดิตของทีมสร้าง ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้การันตีคุณภาพได้เน้นๆ ถ่ายภาพของ Deakins มีสไตล์และสวยมากๆ ตัดต่อไม่เลว เพลงประกอบโอเค นักแสดงใช้ได้ ปัญหาใหญ่ของหนังเลยคือการกำกับ, Angelina Jolie ถือว่าเป็นนักแสดงยอดฝีมือคนหนึ่ง แต่ไม่ได้การันตีว่าเธอจะเป็นผู้กำกับที่ดีได้ ก่อนที่จะทำหนังเรื่องนี้ เคยมีผลงานกำกับอย่าง In the Land of Blood and Honey (2011) เรื่องราวเกี่ยวกับ Bosnian War และหลังจาก Unbroken ก็กำกับ By the Sea (2015) เรื่องของคู่รักที่มีปัญหาครอบครัว และต้องการใช้การเดินทางทริปเที่ยวสุดท้ายเพื่อปรับความเข้าใจกัน, จากหนังทั้ง 3 เรื่อง ผมพอจะมองเห็นสไตล์ แนวคิด ความสนใจของ Jolie ในฐานะผู้กำกับ เธอสนใจเรื่องราวความขัดแย้ง การต่อสู้ และความอดทนเพื่อเอาชนะอุปสรรค, ถ้าใครเคยอ่านชีวประวัติของเธอ จะพบว่าตอนเป็นวัยรุ่นเธอเสเพลมากๆ เล่นหญิงติดยา เพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน (ไม่แน่ใจพ่อ abuse ด้วยหรือเปล่า) จึงขาดความอบอุ่นจากครอบครัว กลายเป็นเด็กมีปัญหา แต่เมื่อเธอได้เริ่มเปิดใจ ค้นพบตัวเอง ทำให้แนวคิด ทัศนคติของเธอเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ดูจากครอบครัวปัจจุบันของเธอก็ได้ รับเลี้ยงลูกนานาชาติตั้งกี่คน นี่ไม่ใช่เพื่อตอบสนองที่ตนขาดความรักในวัยเด็กหรอกหรือ? แถมเธอยังเป็นตัวแทนทูตของ United Nations ที่มักจะไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศต่างๆ (เมืองไทยก็เคยเห็นไปค่ายลี้ภัยพม่าที่แม่ฮ่องสอนมาแล้ว), สิ่งที่เธอทำอยู่ตอนนี้ เหมือนเพื่อชดใช้สิ่งที่ตนเคยทำ เติมเต็มสิ่งที่ตนเองขาด หนังของเธอจึงวนเวียนอยู่กับความขัดแย้ง การต่อสู้ และวิธีเอาชนะอุปสรรคคือ ‘ความอดทน’

สำหรับ Unbroken ถือว่ามี 3 เรื่องราวใหญ่ๆเกิดขึ้นในหนึ่ง 1) โอลิมปิกวิ่งแข่ง 5,000 เมตร 2) เข้าร่วมสงคราม ต่อสู้กับญี่ปุ่น แล้วเครื่องบินตก ลอยคอยู่กลางแปซิฟิกนาน 47 วัน 3) ใช้ชีวิตในค่ายกักกันของญี่ปุ่น ลองเทียบดูเองนะครับ ว่าเรื่องราวตรงกับที่ผมพูดไว้ย่อหน้าที่แล้วไหม, ถ้าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างในยุค 70s-80s นี่จะเป็นส่วนผสมที่น่าสนใจมากๆ เพราะยังไม่มีหนังเรื่องไหนผสมผสานแนวหนังหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน ไม่แน่สามารถกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนได้จริงๆ แต่เมื่อหนังถูกสร้างปี 2015 มีสิ่งหนึ่งที่ใครๆก็คิดกัน … นี่เป็นหนังที่มีส่วนผสมของ Life of Pi (2012) + The Great Escape (1963) หรือ Cast Away (2000) + The Bridge on the River Kwai (1957) คือมันซ้ำไปหมดระหว่างแนว Survival กลางทะเล + ค่ายกักกันนักโทษสงคราม, 2 แนวนี้ต่างก็มีโคตรหนังที่ถือว่ามีความยิ่งใหญ่ ที่เป็นเหมือนเสาหลักให้เปรียบเทียบ (Survival=Life of Pi, Japan POW= The Bridge on the River Kwai) มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ Unbroken จะสามารถผสมสองแนวเข้ากัน แล้วทำให้ตัวเองยิ่งใหญ่กว่าโคตรหนังของทั้งสองเรื่อง

ผมไม่รู้มันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหนกับหนังแนวร่วมสมัย (Contemporary) เกิดขึ้นตอนไหน สมัยก่อนหนังเรื่องหนึ่งจะมีแนวหนังประเภทหนึ่งประเภทใดชัดเจน แต่ปัจจุบันคือเอาแนวคิดในอดีต มาผสมผสาน รวบรวม ดัดแปลง เปลี่ยนให้เข้ายุคสมัยใหม่ Unbroken เป็นตัวอย่างของ Contemporary ที่ผสมกันแล้ว ‘ไม่เข้ากัน’ สักนิด หนังสือผมไม่เคยอ่าน แต่ที่ขายดีเพราะจินตนาการต่อตัวหนังสือ มันอิสระกว่าภาพที่เห็นในหนัง ซึ่งวิธีการนำเสนอ หรือแนวทางการกำกับของ Jolie แทบจะ เปะๆ ฉากกลางทะเล มันคือ Life of Pi และค่ายกักกัน แทบไม่ต่างอะไรกับ The Great Escape หรือ The Bridge on the River Kwai

หนังเปิดเรื่องมาน่าสนใจมาก ตัดสลับระหว่าง ทหารอากาศทิ้งระเบิดลงญี่ปุ่นในสงครามโลก กับ Flashback การเติบโตของพระเอกจนไปแข่งวิ่ง 5,000 เมตร 1936 Berlin Summer Olympic, แต่ไม่นาน Flashback ก็จบลง (ผมว่า ถ้าแบ่ง Flashback ตัดเป็นส่วนๆ แทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง มันจะน่าสนใจกว่ามาก) ตามด้วยตอนเครื่องบินตกกับ 47 วันที่ลอยคออยู่กลางแปซิฟิก นี่เป็นช่วงที่เรื่อยเปื่อยมาก ผมสัปปะหงกไปหลายรอบ รู้สึกเหมือนกำลังดู Life of Pi อยู่ ใครที่เคยจะดูหนังมาแล้วจะรู้สึก ‘เบื่อ’ ทันที ไม่มีอะไรใหม่ที่น่าตื่นเต้น น่าสนใจ แปลกใหม่เลย เงียบเหงา อ้างว้าง ล่อยลอยอย่างไร้จุดหมาย, พอถูกพี่ยุ่นช่วยเหลือ ส่งตัวไปค่ายกักกัน ก็หวังว่ามันคงจะมีอะไรตื่นเต้นมากขึ้น ตัวร้ายที่มีปมเรื่องพ่อ จึงรังแกพระเอกเพราะเป็นคนมีชื่อเสียง แต่เขาก็ต่อสู้อย่างความไม่ยอมแพ้ ช่วงนี้หนังเล่าเรื่องได้สะเปะสะปะมาก ไม่รู้จะนำเสนอใจความอะไร ความชั่วร้ายของญี่ปุ่น? ความอดทนของพระเอก? หรืออะไรกัน? ถ้าหนังไม่ชื่อ Unbroken คงไม่รู้แน่ๆว่าเป้าหมายของหนังคืออะไร, ภาพโปสเตอร์ ผมเห็นเหมือนพระเอกกำลังยกน้ำหนัก? คือหนังพูดถึงความอดทนกับกีฬาวิ่งแข่ง แต่กลับใช้ท่าเหมือนกีฬายกน้ำหนักแทนความอดทน ไม่รู้นิยายเขียนไว้แบบนี้หรือเปล่า ถ้าเปลี่ยนเป็นว่า ให้วิ่งรอบค่ายกักกันแทน 50 รอบ 100 รอบ วิ่งไม่ครบจะถูกฆ่า แบบนี้จะไม่ตรงกับเรื่องราวของหนังมากกว่าหรอกหรือ?, ตอนจบผมว่าน่าสนใจนะครับ ไม่บอกเราตรงๆว่าเกิดอะไรขึ้น ใช้ภาพเล่าเรื่อง 1960 Tokyo Summer Olympic เหมือนเป็นการขอโทษต่อ Zamperini คณะกรรมการโอลิมปิกของญี่ปุ่น จึงเชิญเขามาให้เป็นหนึ่งในคนวิ่งคบเพลิงพิธีเปิดการแข่งขัน เป็นตอนจบที่ใช้ได้ทีเดียว

คนที่ชอบหนังเรื่องนี้ คงเป็นพวกชอบ Angelina Jolie มากๆ หรือไม่ก็เป็นแฟนหนังสือ, ทำเงินทั่วโลก $163.4 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง $65 ล้านเหรียญ ถือว่าน่าจะได้กำไรนิดหน่อย, ผมว่าสิ่งที่ Jolie ยังขาดไป ถ้าต้องการเป็นผู้กำกับที่ดี คือ วิสัยทัศน์และการกล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่นี้ มันเหมือนคนยังไม่กล้าได้กล้าเสี่ยง มี passion มีศักยภาพ แต่ติดรูปแบบ กรอบแนวคิดที่เสมือนขังตัวเองไว้ในกรง ถ้าเธอสามารถหากุญแจปริศนา ไขให้ออกไปจากกรงนี้ได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นเธออาจกลายเป็นผู้กำกับที่ดีได้

จัดเรต 15+ กับความรุนแรงในค่ายกักกัน

TAGLINE | “Unbroken ของ Angelina Jolie เปรียบเหมือนจับฉ่าย ใส่อะไรหลายๆอย่างเข้ามา แต่ยังขาดการปรุงรสให้กลมกล่อม”
QUALITY | UNDERESTIMATE
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of