Underworld (1927) hollywood : Josef von Sternberg ♥♥♥♥

รุ่งอรุณภาพยนตร์แนวอาชญากรรม (pre-gangster film) ที่ยังเป็นผลงานแจ้งเกิดผู้กำกับ Josef von Sternberg และคว้ารางวัล Oscar: Best Original Story ในการประกาศรางวัลครั้งที่หนึ่ง

แต่เอาจริงๆอย่าไปคาดหวังกับเนื้อเรื่องราวว่าจะมีความลุ่มลึก สลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน (เหมือนหนังอาชญากรยุคปัจจุบัน) ให้ตระหนักว่านี่คือบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเมื่อ(เกือบ)ร้อยปีก่อนก็พอแล้วนะครับ

Underworld (1927) ไม่ใช่หนังแนวอาชญากรรมเรื่องแรกของโลก (เรื่องแรกที่นับกันคือ The Great Train Robbery (1903)) แต่เป็นเรื่องที่จุดประกาย สร้างกระแส ‘Gangster film’ ให้มีความโรแมนติกในสื่อภาพยนตร์ (แต่เรื่องนี้ก็ไม่เชิงว่าเป็น gangster สักเท่าไหร่นะ) นำเสนอผ่านมุมมองอาชญากร แม้พฤติกรรมโหดโฉดชั่วร้าย แต่ผู้ชมอาจรู้สึกสงสารเห็นใจ เข้าใจเหตุผลของการกระทำ ก่อนติดตามมาด้วย Little Caesar (1931), The Public Enemy (1931), Scarface (1932), I Am a Fugitive from a Chain Gang (1932) ฯลฯ

แต่การมาถึงของ Hays Code เมื่อปี 1934 ถูกสั่งห้ามพบเห็นอาวุธปืน กระทำการปล้น-ฆ่า ใช้ความรุนแรง หรือนำเสนอเรื่องราวในเชิงสงสารเห็นใจอาชญากร นั่นแทบกลายเป็นจุดจบสิ้นของ gangster film ก่อนดิ้นพร่านมาเป็น film noir ในช่วงต้นทศวรรษ 40s

ไฮไลท์จริงๆของหนังคือการสร้างบรรยากาศ แสง-เงา รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ และลีลาตัดต่อที่สามารถสร้างความระทึก ตื่นเต้น ทั้งๆแทบไม่เห็นเลือด การเข้าปะทะ หรือเผชิญหน้ากันตรงๆ ซึ่งลีลาไดเรคชั่นดังกล่าวกลายมาเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ Josef von Sternberg เลื่องลือชาในการนำเสนอภาพถ่ายที่สามารถสื่อแทนอารมณ์ ความรู้สึกออกมา (เรื่องนี้ถือว่ามีกลิ่นอายนัวร์ ค่อนข้างเด่นชัด)

“Our aim has been to photograph a Thought. It is not conditions, nor is it environment – our faith controls our lives!

I care nothing about the story, only how it is photographed and presented”.

Josef von Sternberg

Josef von Sternberg ชื่อเดิม Jonas Sternberg (1894 – 1969) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Austrian-American เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary ในครอบครัวเชื้อสาย Orthodox Jewish อพยพสู่อเมริกาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ แต่ก็ยังไปๆกลับๆจนอายุ 14 ถึงปักหลักอยู่ New York City, พออายุ 17 ปีเข้าทำงานยัง World Film Company เริ่มต้นเป็นเด็กส่งของ ทำความสะอาด ซ่อมแซมฟีล์มหนัง ทั้งยังรับหน้าที่เป็นฉายภาพยนตร์ (film projectionist) กระทั่งการมาถึงของโปรดิวเซอร์ William A. Brady ได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นผู้ช่วยตัดต่อ พิมพ์ข้อความ (Title Card), ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อาสาสมัครทหารเข้าร่วม Signal Corps จึงมีโอกาสถ่ายทำสารคดีข่าว และได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับของ Emile Chautard สรรค์สร้าง The Mystery of the Yellow Room (1919)

กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Salvation Hunters (1924) ด้วยทุนสร้างเพียง $4,800 เหรียญ (ถือเป็นหนัง Indy เรื่องแรกๆของโลก) ไปเข้าตา Mary Pickford ชักชวนมาพัฒนาโปรเจคร่วมกัน แต่ไม่ทันไรก็แยกทางคงความคิดเห็นแตกต่าง, ต่อมาเซ็นสัญญาสตูดิโอ M-G-M แต่ถ่ายทำหนังเรื่องแรกไม่ทันเสร็จ The Exquisite Sinner (1926) สั่งให้ตากล้องถ่ายเพดานแทนนักแสดงแล้วเดินออกจากกองถ่าย, อีกผลงานถัดมาคือ The Masked Bride (1925) อดรนทนได้ไม่นานอีกเช่นกัน (เพราะสตูดิโอเข้ามาจุ้นจ้านทุกรายละเอียด) M-G-M เลยจำต้องยกสัญญา, จากนั้น Charlie Chaplin ชักชวนมากำกับ A Woman of the Sea (1926) นำแสดงโดย Edna Purviance แต่เมื่อสร้างเสร็จเตรียมออกฉาย กลับไม่เป็นที่พึงพอใจของ Chaplin เก็บฟีล์มเข้ากรุก่อนถูกทำลายสูญหายไปชั่วนิรันดร์

Sternberg แทบจะกลายเป็นบุคคลต้องห้ามของ Hollywood เพราะอีโก้สูง เอาแต่ใจ ร่วมงานด้วยยาก แต่ก็ยังได้รับโอกาสจากโปรดิวเซอร์ B. P. Schulberg แห่ง Paramount Pictures ว่าจ้างทำงานฝ่ายเทคนิค ที่ปรึกษาด้านการถ่ายภาพ แล้วโชคก็เข้าข้างเมื่อถูกมอบหมายให้ถ่ายซ่อม Children of Divorce (1927) เปลี่ยนแปลงจากเดิมประมาณครึ่งเรื่อง จากคุณภาพกลางๆกลายเป็นประสบความสำเร็จล้นหลาม สร้างความประทับใจจนมอบอิสรภาพสรรค์สร้างภาพยนตร์ ‘เรื่องแรก’ ที่ไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยใคร

Underworld สร้างขึ้นจากเรื่องราวพัฒนาโดย Ben Hecht (1894-1964) อดีตนักข่าวอาชญากรรมประจำ Chicago Daily News ผันตัวมาเป็นเขียนหนังสือ ละครเวที และบทภาพยนตร์ ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ ละครเวที The Front Page (1928), Scarface (1932), The Scoundrel (1935), Wuthering Heights (1939), Spellbound (1945), Notorious (1946) ฯ

เรื่องราวได้แรงบันดาลใจจาก Thomas ‘Terrible Tommy’ O’Connor (1880–1951) เกิดที่ County Limerick, Ireland น่าจะอพยพสู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่มีรายละเอียดว่าใช้ชีวิตเติบโตขึ้นอย่างไร แต่ถูกจับกุมครั้งแรกระหว่างเหตุการณ์ยิงต่อสู้ที่ Chicago เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 1921 จากนั้นโดนจับอีกครั้งที่ St. Paul, Minnesota แล้วผู้พิพากษา Kickham Scanlan ตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ เพียง 4 วันก่อนรับโทษทัณฑ์ ร่วมกับเพื่อนนักโทษอีกสี่คนสามารถหาแหกคุกหลบหนีได้สำเร็จอีกครั้ง และครานี้ไม่มีใครติดตามพบเจออีกเลย กระทั่งพบเจอป้ายฝังศพอยู่ที่ Holy Sepulchre Cemetery ณ Worth, Illinois บอกว่าเสียชีวิตปี 1951 (จริงหรือเปล่าไม่มีใครบอกได้)

ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Robert N. Lee (1890-1964) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ Underworld (1927), Little Caesar (1931) ฯ ซี่งมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดของ Hecht พอสมควร ใส่เนื้อหาโรแมนติก พฤติกรรมด้านดีๆให้อาชญากร นั่นสร้างความไม่พีงพอใจให้เจ้าตัวอย่างมาก ถีงขนาดเรียกร้องขอให้เอาชื่อออกจากเครดิต … แต่ก็ไม่ได้เอาออกนะครับ ทำให้ Hecht คว้ารางวัล Oscar: Best Original Story แบบยังงงๆ


เรื่องราวของ Bull (รับบทโดย George Bancroft) อาชญากรผู้มีความกล้าบ้าบิ่น ไม่เกรงกลัวอันตราย ความตาย สนเพียงสิ่งสามารถตอบสนองความพึงพอใจ ครั้งหนึ่งหลังการปล้นธนาคารได้พบเจอ Rolls Royce (รับบทโดย Clive Brook) อดีตทนายกลายเป็นชายขี้เมาข้างถนน ให้ความช่วยเหลือจนกลับกลายเป็นผู้ดีมีสกุล เช่นเดียวกันกับสาวสวย Feathers (รับบทโดย Evelyn Brent) ผู้ชื่นชอบสวมใส่เสื้อผ้าที่มีขน

เหตุการณ์วุ่นๆเกิดขึ้นจากความขัดแย้งกับ Buck (รับบทโดย Fred Kohler) แค่มองหน้าก็พร้อมเข่นฆ่า ระหว่างงานเลี้ยงประจำปีวางแผนฉุดคร่า Feathers แต่โชคร้ายที่ Bull แม้สลึมสลือแต่ก็สามารถโต้ตอบ เอาคืน แล้วพลั้งเผลอเข่นฆ่าอีกฝ่ายทำให้ถูกควบคุมขัง ได้รับโทษประหารชีวิต

แต่ทั้ง Rolls Royce และ Feathers ต่างมีความลังเลใจจะช่วยเหลือ Bull แหกคุกออกมาหรือไม่ เพราะพวกเขาแอบตกหลุมรักกัน นี่เป็นโอกาสจะหลบหนีเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ด้วยเกียรติแห่งโจร ‘Code of Honor’ เพราะต่างเคยได้รับความอุปถัมถ์จาก Bull เลยรู้สึกว่าหนี้บุญคุณจำเป็นต้องชดใช้ ครุ่นคิดวางแผนแต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นใจ

ถึงอย่างนั้น Bull ก็สามารถหาหนทางแหกคุกออกมาได้เอง พร้อมความเคลือบแคลงสงสัยต่อ Rolls Royce และ Feathers ครุ่นคิดว่าอาจถูกทรยศหักหลัง แต่เมื่อถูกตำรวจต้อนจนมุม และค้นพบข้อเท็จจริงทั้งหมด สุดท้ายเขากลับอำนวยอวยพรให้ทั้งคู่โชคดี แล้วตนเองยินยอมรับโชคชะตากำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า


George Bancroft (1882-1956) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania ตั้งแต่เด็กช่วยเหลือครอบครัว ขายของอยู่แถวท่าเรือ Port Deposit, Maryland จนมีโอกาสกลายเป็นเป็นลูกเรือฝึกหัด USS Constellation ตามด้วย USS Essex, ในช่วง Battle of Manila Bay (1898) รับหน้าที่พลปืนประจำ USS Baltimore และยังเคยดำน้ำลงดูใต้เรือรบ USS Oregon หลังชนเข้ากับโขดหินริมชายฝั่งประเทศจีน, ต่อมาถูกส่งตัวไป US Naval Academy แต่กลับไม่ค่อยชอบความเข้มงวดของทหารสักเท่าไหร่ เลยผันตัวมาเป็นนักแสดง Musical Comedy ออกทัวร์ Vaudeville ขึ้นเวที Broadways และเริ่มมีผลงานภาพยนตร์ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ The Pony Express (1925), Old Ironsides (1926), โด่งดังพลุแตกกับ Underworld (1927), The Docks of New York (1928), Thunderbolt (1929), การมาถึงของหนังพูด (Talkie) ประกอบกับอายุก้าวย่างวัยกลางคน เลยถูกลดบทบาทลงเป็นตัวประกอบ Mr. Deeds Goes to Town (1936), Angels with Dirty Faces (1938), Each Dawn I Die (1939), Stagecoach (1939) ฯ

รับบท ‘Bull’ Weed ชายร่างใหญ่นิสัยมุทะลุ ดุดัน (เหมือนกระทิง) มีความซื่อตรงไปตรงมา ไม่เคยคิดหน้าคิดหลัง เต็มที่กับชีวิต ทำทุกสิ่งอย่างตอบสนองความต้องการ/พึงพอใจส่วนตัว นั่นคือปล้น-ฆ่า ก่ออาชญากรรม แต่ก็ยังให้ความช่วยเหลือทั้ง Rolls Royce และ Feathers ให้ได้ดิบได้ดี มีหน้ามีตาในสังคม

ท่าทางการแสดงออกของ Bancroft ชอบโน้มตัวไปข้างหน้า แอ่นอก เชิดก้น ให้ความรู้สึกเหมือนกระทิงอยู่เล็กๆ การแสดงออกทางสีหน้าก็ตรงไปตรงมา แต่อารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อยเหลือเกิน เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ ด้วยเหตุนี้พอเกิดความหวาดระแวงต่อสมาชิกในแก๊งค์ จึงมิอาจอดรนทนนอนตายตาหลับได้ลง ฉันต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง

ดูหนังในปัจจุบันเราอาจไม่ตราตรึงอะไรกับตัวละคร แต่ผู้ชมสมัยก่อนที่ยังมองเห็น ‘ขาวคือขาว ดำคือดำ’ การที่จู่ๆอาชญากรแสดงออกด้านดีๆ ให้ความช่วยเหลือจุนเจือผู้อื่น เสี้ยมสอนเด็กๆไม่ให้เกเรเสเพล รวมไปถึงเสียสละตนเองเพื่อพวกพ้อง นั่นสร้างความคลุ้มคลั่งให้ใครต่อใคร ไม่เคยครุ่นคิดมาก่อนว่าผู้ร้ายจะยังมีความเป็นมนุษย์ หาใช่อสูรกายโฉดชั่วร้ายอย่างที่เคยเข้าใจกัน

นั่นทำให้ชื่อเสียงของ Bancroft โด่งดังพลุแตกโดยพลัน! กลายเป็นภาพจำติดตัว ชายร่างใหญ่บ้าพลัง ดูยังไงก็อาชญากร แต่กลับชื่นชอบให้ความช่วยเหลือผู้อื่น สามารถเสียสละชีพเพื่อเป้าหมาย อุดมการณ์ส่วนตน


Evelyn Brent ชื่อจริง Mary Elizabeth Riggs (1895-1975) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Tampa, Florida ช่วงวัยรุ่นเดินทางสู่ New York City ตั้งใจจะร่ำเรียนเป็นครูสอนหนังสือ แต่ครั้งหนึ่งพานผ่านโรงเรียนสอนการแสดงไปแถว World Film Studio เข้าตาแมวมองถูกจับเซ็นสัญญา Popular Plays and Players Studio เกิดความชื่นชอบหลงใหล เลยตัดสินใจเอาดีด้านนี้เริ่มจากเป็นตัวประกอบค่าจ้าง $3 ดอลลาร์ต่อวัน, ได้รับบทนำเรื่องแรก The Shooting of Dan McGrew (1915), ย้ายมาปักหลัก Hollywood ปี 1922 ได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน WAMPAS Baby Stars ประจำปี 1923, แต่กว่าจะโด่งดังในวงกว้างก็จาก Underworld (1927), The Last Command (1928), การมาถึงของยุคหนังพูด (Talkie) ก็ยังพบเห็นผลงานอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่โด่งดังเท่าแต่กาลก่อน

รับบท ‘Feathers’ McCoy หญิงสาวแต่งตัวสไตล์ Flapper ชื่นชอบสวมใส่ชุดที่มีขนฟูฟ่อง เหมือนนกสยายปีกโบยบิน ได้รับความอุปถัมภ์จาก Bull แต่ลึกๆกลับแอบชื่นชอบ Rolls Royce พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกดังกล่าวไว้ แต่ก็มิอาจปกปิดบังความจริง ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถทรยศหักหลังใครได้ลง

การแสดงของ Brent จะไม่ออกลีลา ท่วงท่า เด่นชัดแบบ Bancroft แต่หนังจะเน้นการ Close-Up ใบหน้า ให้พบเห็นการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึกจากภายใน ซึ่งผมรู้สึกว่าทรงพลัง ตราตรึงกว่ามากๆ ฝีไม้ลายมือถือว่ายอดเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่รูปลักษณ์ของเธอไร้จุดขาย ขาดเอกลักษณ์น่าจดจำ แถมถูกกลบเกลื่อนด้วยชุดที่ดูโดดเด่นกว่าเสียอีก


Clifford Hardman ‘Clive’ Brook (1887-1974) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Islington, London บิดาอยากให้เขาเป็นทนายความ แต่ครอบครัวมีฐานะขัดสน เลยได้แค่ร่ำเรียนด้านวาทะศิลป์ หลังจากรับใช้ชาติช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เกิดความสนใจด้านการแสดง เริ่มจากละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Trent’s Last Case (1920), แล้วมาโด่งดังยัง Hollywood ตั้งแต่ Underworld (1927), The Four Feathers (1929), Shanghai Express (1932), Sherlock Holmes (1932), Cavalcade (1933) ฯ

รับบท ‘Rolls Royce’ Wensel อดีตทนายความตกอับกลายเป็นกระยาจก ได้รับความช่วยเหลือจาก Bull จนสามารถยกระดับตนเองกลับมาเป็นผู้ดีมีสกุล รู้สึกสำนึกบุญคุณจึงให้ความช่วยเหลือ เป็นมันสมองครุ่นคิดแผนการอันชาญฉลาด ขณะเดียวกันแม้ก็ตกหลุมรัก Feathers แต่ก็พยายามหักห้ามหัวใจไว้ มิอาจทรยศหักหลับเพื่อนพ้อง ผู้มีพระคุณของตนเอง

การแสดงของ Brook จะคล้ายๆ Brent ไม่เน้นออกลีลา ท่วงท่า แต่ใช้สีหน้าถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สีก ซึ่งเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เก็บกดดัน ภายในบังเกิดความขัดย้อนแย้ง รับรู้สิ่งที่อยู่นั้นไม่ถูก แต่ก็มิอาจละทอดทิ้ง/ทรยศหักหลังผู้มีพระคุณ … ต้องชมเลยว่าเป็นการแสดงที่มีมิติ ซับซ้อน ทรงพลัง โดดเด่นสุดในบรรดาสามนักแสดงหลักแล้วกระมัง

แซว: ผมรู้สึกว่าลีลาการแสดงของ Clive Brook อยู่ในทิศทางเดียวกันกับ Conrad Veidt แต่แค่ว่า Charisma อาจไม่ยิ่งใหญ่ทรงพลังเทียบเท่า


ถ่ายภาพโดย Bert Lawrence Glennon (1893-1967) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน หลังเรียนจบ Stanford University เริ่มทำงานเป็นผู้จัดการละครเวที กระทั่งมีโอกาสเข้าร่วม Keystone and Famous Players ตามด้วยห้องแลป Clune Film Corporation จากนั้นกลายเป็นตากล้องภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1915 มีโอกาสร่วมงานผู้กำกับดังมากมาย เคยได้เข้าชิง Oscar สามครั้งจาก Stagecoach (1939), Drums Along the Mohawk (1939), Dive Bomber (1941)

Sternberg เลื่องลือชาว่าเป็นเผด็จการในกองถ่าย มีความเปะๆใส่ใจรายละเอียดทุกสิ่งอย่าง โดยเฉพาะการจัดแสง-ความมืด ทิศทางมุมกล้อง แต่โปรดักชั่นหนังเรื่องนี้กลับใช้เวลาเพียง 5 สัปดาห์ (น่าจะรวดเร็วสุดของตนเองแล้วกระมัง)

จุดเด่นในหนังของ Sternberg คือการสร้างบรรยากาศด้วยแสง-เงา ทิศทางมุมกล้อง และองค์ประกอบอื่นๆ ยกตัวอย่างบาร์แห่งนี้ เมื่อเปิดประตูร้านเข้ามาต้องเดินลงบันได นี่สามารถสื่อถีง ‘Underworld’ ได้เลยกระมัง, ส่วนขนที่ร่วงหล่นจากชุดของ Feathers แล้วมีการเคลื่อนกล้องติดตาม นั่นสะท้อนตัวตนของ Sternberg รายละเอียดเล็กๆคือสิ่งที่เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ

หนังของ Sternberg จะมีเอกลักษณ์ในการถ่ายช็อต Close-Up ใบหน้านักแสดง มักเต็มไปด้วยแสง-ความมืด สาดส่องจากทิศทางต่างๆ เพื่อสื่อสารอารมณ์ ถ่ายทอดความรู้สีกนีกคิดที่อยู่ภายในจิตใจตัวละครขณะนั้น, อย่างช็อตใบหน้าของ Buck ไม่เพียงนิ่วคิ้วขมวด แต่สัมผัสของแสงสว่างก็ช่วยสร้างความฟุ้งซ่านให้ตัวละคร พยายามเก็บกดดันความรู้สีกไว้ภายใน ไม่เช่นนั้นอาจบังเกิดเรื่องร้ายๆ เหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เกร็ด: ตัวละคร Buck Mulligan ได้แรงบันดาลใจจาก Charles Dean O’Banion (1892-1924) อาชญากรคู่ปรับของ Johnny Torrio และ Al Capone เป็นผู้นำ North Side Gang โดยเปิดร้านขายดอกไม้บังหน้า

พื้นหลังของหนังเรื่องนี้น่าจะอยู่ในช่วง Prohibition Era (1920-33) ห้ามผลิต นำเข้า ขนส่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสหรัฐอเมริกา ธุรกิจค้าสุรา (Bootleggers) จีงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของมาเฟีย ทำกำไรมากมายมหาศาล ซี่งงานเลี้ยงเฉลิมฉลองประจำปีในหนัง ถือเป็นกิจกรรมใต้ดินที่ผิดกฎหมาย (คงใช้เส้นสายจ่ายเงินใต้โต๊ะตำรวจเรียบร้อยแล้วละ) ทุกคนก็ดื่มด่ำอย่างเต็มที่ สุดเหวี่ยง ร้อยเรียงใบหน้าแห่งความมีนเมา รวมไปถีงช็อตนี้มองกระจกเว้า มันช่างบิดเบี้ยว อัปลักษณ์สิ้นดี (น่าจะสื่อถือกฎหมายข้อนี้ด้วยกระมัง)

ขนที่ร่วงหล่นจากชุดของ Feathers (ตอนต้นเรื่อง) เทียบไม่ได้กับหลังงานเลี้ยงประจำปี ริบบิ้นเกลื่อนกลานเต็มพื้น จนต้องเดินย้ำเหยียบไร้หนทางเดิน … นี่เป็นภาพสะท้อนความฟุ้งเฟ้อของสังคมยุคสมัยนั้น ช่องว่างระหว่างชนชั้นกว้างขวางขี้นมาก คนมีสตางค์ก็ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่คิดหน้าคิดหลัง คนจนก็แร้นแค้นอดๆอยากๆจนต้องกลายเป็นอาชญากร

ผมครุ่นคิดว่าเจ้าสิ่งนี้น่าจะสื่อถึง Golden Calf ลูกวัวทองคำที่ชาวอิสราเอลสร้างขึ้นระหว่างโมเสสขึ้นไปบนเทือกเขา Sinai เพื่อรับพระบัญญัติสิบประการ โดยพวกเขาทำการเคารพบูชาเจ้าสิ่งนี้ราวกับเทพยดา นั่นสร้างความพิโรธให้โมเสสเกิดเป็น Sin of the Calf … อ้างอิงจาก Book of Exodus (Exodus 32:4)

ก็แน่นอนว่าสถานที่แห่งนี้ มนุษย์สูญสิ้นศรัทธาในพระเจ้าจนหมดสิ้น เรากำลังเทิดทูนเงิน ทอง สิ่งของมีค่า ที่สามารถสร้างความพึงพอใจ ตอบสนองความต้องการส่วนตน ไม่สนหัวอะไรใครอื่น

มีแต่หนังของ Sternberg ที่สามารถจัดแสง-เงา ได้สลับซับซ้อน ละเมียดวิจิตรขนาดนี้ นี่คือช็อตที่ Bull ไล่ล่าติดตาม Buck มาถึงร้านขายดอกไม้ มองเข้าไปผ่านกระจก ศีรษะยุ่งๆ ไม่กรุก็มรึงต้องมีใครตายไปข้าง เรื่องแย่งแฟนสาวมันหยามเกียรติกันไม่ได้ … เท่าที่ผมสังเกต ช็อตนี้ใช้แสงไฟอย่างน้อย 4 แหล่ง (ด้านหลังศีรษะ, ฝั่งซ้ายภาพ, ฝั่งขวาภาพ, แสงจากในร้านสาดส่องดอกไม้)

ในชั้นศาล นอกจากตำแหน่งผู้พิพากษาที่อยู่สูงกว่าปกติ (สะท้อนถึงกฎหมายคือสิ่งสำคัญสูงสุดในสังคม) มีการจัดแสง-เงา อาบฉาบพื้นหลังอย่างมีนัยยะสำคัญ

  • พื้นหลังผู้พิพากษา แสงสว่าง-ความมืดถูกแบ่งครึ่งด้วยเส้นทะแยง คงจะสื่อว่าความยุติธรรมนั้นวางตัวเป็นกลาง ตัดสินดี-ชั่ว ถูก-ผิด ว่ากันไปตามกฎหมายบ้านเมือง
  • พื้นหลังตำแหน่งที่นั้งของ Rolls Royce และ Feathers พบเห็นเงาของผู้พิพากษา แผ่อิทธิพล ปกคลุม น่าจะสื่อว่าถ้าพวกเขากระทำความผิดย่อมได้รับโทษทัณฑ์ไมต่างกัน

หนังจงใจไม่นำเสนอภาพการกระทำที่ดูโฉดชั่วร้าย แต่ใช้ภาษาภาพยนตร์ลวงล่อหลอกผู้ชม อาทิ Bull บีบคอผู้คุม ก็จะพบเห็นแต่ภาพใบหน้าตัวละคร ‘It’s your move’ แล้วยกมือขึ้นมา แสดงสีหน้าเหมือนกำลังออกแรง แค่นั้นละครับเสร็จสิ้นการขโมยกุญแจ และหลบหนีออกจากห้องคุมขัง … นี่แสดงถึงชั้นเชิง ความเฉลียวฉลาดในการรังสรรค์สร้างงานศิลปะของผู้กำกับสมัยก่อน เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าเกิดเหตุการกระทำอะไรขึ้นแล้ว

การแทรกเจ้าเหมียวในหลายๆช็อตฉากของหนัง คือการนำเสนอมุมดีๆของ Bull ถึงจะโฉดชั่วร้าย ปล้น-ฆ่า ก่ออาชญากรรม แต่ภายในจิตใจลึกๆก็ยังมีเมตตาต่อสัตว์ ทำให้ผู้ชมรู้สึกอ่อนไหว บังเกิดความเห็นใจขึ้นมาเล็กๆ … เป็นการใช้สัตว์น่ารักๆ สร้างข้ออ้างมโนธรรมประจำใจ

การยิงต่อสู้ระหว่าง Bull vs. ตำรวจ เอาจริงๆมันไม่มีอะไรเลยนะ พบเห็นเพียงฝุ่น ควัน ข้าวของกระจัดกระจาย กระสุนพุ่งชนสิ่งต่างๆพังทลาย ไม่มีการเผชิญหน้า ดวลปืนตัวต่อตัว หรือพบเห็นใครถูกยิงล้มลง (แค่ได้รับบาดเจ็บแล้วเดินตุปัดตุเป๋) ใช้การตัดสลับรายละเอียดเหล่านี้ไปมาระหว่างสองฝั่ง เพียงเท่านี้ก็สามารถสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก คู่ขนานกับเรื่องราวที่กำลังค่อยๆเดินทางมาบรรจบลง ก่อนตัวละครยกธงขาวยินยอมพ่ายแพ้ เสียสละตนเองเพื่อผองเพื่อนจะได้เอาตัวรอด มีชีวิตสืบไป

ผมเลือกช็อตนี้เพราะความเอียงกระเท่เร่ของภาพวาดม้าศึก แสดงถึงความคึกคะนอง (ของ Bull) ขณะนี้ยังไม่ยินยอมพ่ายแพ้ แต่สภาพของเขาก็ร่อแร่เต็มทน

นี่เป็นอีกช็อตสวยๆขณะ Bull ยินยอมรับความพ่ายแพ้ ยกธงขาว มอบตัวต่อตำรวจ สังเกตว่าแสงสาดส่องสว่างเข้าที่ใบหน้าทุกทิศทาง ถ้าไม่นับเงาตรงเส้นผมก็สามารถถือว่าไร้เงา(บนใบหน้า) นั่นสื่อถึงตัวละครสามารถเผชิญหน้าแสงสว่าง ไม่มี(เงามืด)สิ่งคั่งค้างคาภายในจิตใจอีกต่อไป พร้อมแล้วจะรับโทษประหารชีวิตในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

ตัดต่อโดย … ไม่มีเครดิต, ดำเนินเรื่องผ่านสามตัวละครหลัก Bull, Feathers และ Rolls Royce พานผ่าน 4 เหตุการณ์ใหญ่ๆ

  • แนะนำตัวละคร สถานที่หลบซ่อนตัว และความขัดแย้งต่อ Buck Mulligan
  • งานเลี้ยงฉลองประจำปี, ขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนาน Buck กลับพยายามล่อลวง Feathers แต่ถูกเอาคืนโดย Bull
  • ถูกควบคุมขัง, Bull ได้รับตัดสินโทษประหารชีวิต ขณะเดียวกัน Feathers และ Rolls Royce ก็ครุ่นคิดแผนการช่วยเหลือ
  • หลบหนีออกจากห้องขัง, ความหวาดระแวงของ Bull จึงพยายามติดตามหา Feathers และ Rolls Royce ก่อนพบข้อเท็จจริง แล้วอำนวยพรให้พวกเขาครองคู่กันอย่างมีความสุข

หนังโดดเด่นอย่างมากในการสร้างบรรยากาศด้วยลีลาตัดต่อ ยกตัวอย่างช่วงแนะนำตัวละคร ความขัดแย้งระหว่าง Bull vs. Buck มีการตัดสลับ Close-Up ใบหน้า(ของ Buck)กำลังเคร่งเครียด โกรธเกลียด จับจ้องมองศัตรู (โต๊ะของ Bull) กำลังสนุกสนานครื้นเครง อลเวงหัวเราะลั่น วนซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งจน(Buck)แทบควบคุมตนเองไม่ได้

หรือฉากเล่นหมากฮอสกับผู้คุม Bull เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย เดินวนไปวนมา มองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วกลับมาเดินหมาก ซ้ำอยู่หลายรอบจนผู้ชมเริ่มเกิดความหงุดหงิดรำคาญใจแบบเดียวกับตัวละคร นั่นถึงค่อยเป็นวินาทีที่เขาตัดสินใจแหกคุกหลบหนีออกมา

มีนักวิจารณ์ให้ข้อสังเกตว่าหนังจะมีจังหวะการดำเนินช้า-เร็ว ที่ค่อนข้างเด่นชัดพอสมควร โดยเฉพาะฉากปล้นธนาคาร ต่อสู้ ยิงกัน หรือขณะหลบหนีออกจากคุก ล้วนมีความเร่งรีบรวดเร็วติดจรวด จนแทบมองอะไรไม่ทันเห็น ผิดกับฉากพูดคุยสนทนา จ้องหน้าสบตา โรแมนติกหวานฉ่ำ กลับเดินไปอย่างเชื่องช้า เน้นสร้างบรรยากาศให้ลื่นไหล … ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่า ช่วงที่เร่งความเร็วมักเป็นการก่อเหตุอาชญากรรม ตัวละครกระทำสิ่งผิดกฎหมาย นั่นถือเป็นความรับผิดชอบสังคมของหนังเลยนะครับ ผู้กำกับไม่ได้ต้องการนำเสนอภาพชั่วร้าย แค่รับรู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรบังเกิดขึ้นก็เพียงพอแล้ว (ถ้าเป็นหนังสมัยนี้จะพิถีพิถันมากว่า ปล้นยังไง ตายแบบไหน เอาไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้เลยกระมัง) ซี่งนั้นดูมีความเป็นศิลปะไม่น้อยเลยละ


ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากกระทำสิ่งชั่วร้าย ปล้น-ฆ่า-ข่มขืน ฉ้อฉล-หลอกลวง ให้สังคมติฉินนินทา ถูกควบคุมขังสูญเสียอิสรภาพ หรือโทษประหารชีวิตหมดสิ้นลมหายใจ เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก่ออาชญากรรมเพื่ออะไร?

คำถามดังกล่าวเป็นสิ่งที่สังคมสมัยก่อนไม่เคยครุ่นคิด หรือพยายามทำความเข้าใจ ใครๆต่างมองโลกในแง่เดียวว่า อาชญากรรมคือสิ่งชั่วร้าย อาชญากรเป็นตัวอันตราย สมควรต้องถูกลงโทษ สำเร็จภาคทัณฑ์ เฉพาะผู้พิพากษาถีงมองเหตุผลการกระทำ และตัดสินตามโลกทัศนคติส่วนตน โดยอ้างอิงกฎหมายเป็นที่ตั้ง

การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอผ่านมุมมองอาชญากร ทำให้หลายๆคน(ในยุคสมัยนั้น)เริ่มครุ่นคิด ตระหนักว่า มนุษย์ย่อมมีทั้งด้านดี-ชั่ว ทุกอย่างล้วนมีเหตุผล ไม่มีใครอยากกระทำสิ่งผิดกฎหมาย แต่การใช้ชีวิตมันไม่ใช่เรื่องง่าย ใครๆต่างโหยหาความสุขสบาย อาชญากรรมคือหนทางเอาตัวรอดหนี่ง แม้ต้องแลกกับความเสี่ยงก็ถือว่าคุ้ม

Underworld นำเสนอโลกอาชญากรรม ที่แทบไม่แตกต่างจากสังคมทั่วๆไป พวกเขาต่างคือบุคคลต้องต่อสู้ดิ้นรน พานผ่านความทุกข์ยากลำบาก โหยหาสุขสบาย ตอบสนองพึงพอใจ เพียงแต่กรรมวิธีการอาจผิดแผกแตกต่าง ปล้น-ฆ่า-ข่มขืน ใช้ความรุนแรงโต้ตอบ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ ใครทำอะไรพรรคพวกฉัน ‘แค้นนี้ต้องชำระ’ แต่ถีงอย่างนั้นพวกเขาก็ยึดถือมั่นด้วยเกียรติแห่งโจร ‘Code of honor’ ไม่ทรยศหักหลังพวกพ้องหรือผู้มีพระคุณ ตราบยังมีลมหายใจก็จักต้องช่วยเหลือเกื้อกูล พี่งพาอาศัยกันและกัน

สำหรับ Josef von Sternberg ผมรู้สึกว่าตัวเขาเป็นส่วนผสมของ Bull, Feathers และ Rolls Royce อุปนิสัยตรงไปตรงมา พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยพละกำลัง (แบบ Bull) โหยหาสิ่งสวยๆงาม เติมเต็มความต้องการของหัวใจ (Feathers) และเฉลียวฉลาดหลักแหลม ยึดถือมั่นในอุดมการณ์ส่วนตน (Rolls Royce) ซึ่งโลกใต้ดินที่สามตัวละครอาศัยอยู่นี้ ไม่ใช่ว่าคือ Hollywood พยายามตีตรา Sternberg ว่ากระทำสิ่งชั่วร้าย ตัวอันตราย นักโทษรอวันสำเร็จโทษทัณฑ์ (ประหารชีวิต) ไม่มีใครใคร่รับฟังคำแก้ต่างใดๆ

ลึกๆภายในจิตใจของ Sternberg คงมีความหวาดระแวง วิตกจริตว่า Underworld (1927) อาจเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตที่ได้สรรค์สร้างภาพยนตร์ด้วยวิสัยทัศน์ อิสรภาพจากความคิดสร้างสรรค์ เพราะประสบการณ์ก่อนหน้านั้น ถูกสตูดิโอ/โปรดิวเซอร์ทรยศหักหลังอยู่หลายครั้ง พยายามเข้ามาควบคุมครอบงำ ชี้นิ้วสั่งโน่นนี่นั่น เขาจึงใช้โอกาสนี้ปลดปล่อยตนเองจากเรือนจำ ทำในสิ่งที่อยากทำ พอเสร็จสร้างหนัง(เรื่องนี้)ก็พร้อมหวนกลับไปรับโทษทัณฑ์ ประหารชีวิต ตายไปก็ไม่เสียดายแล้วละ


แม้ Paramount Pictures จะให้อิสระ Josef von Sternberg ในการสรรค์สร้างผลงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่ก็ครุ่นคิดว่าหนังแนวนี้คงไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ จึงนำออกฉายจำกัดเพียงโรงเดียวที่ Paramount Theatre แถมไม่มีการโปรโมทใดๆ แต่กลับกลายเป็นว่าเสียงตอบรับจากดีล้นหลาม และยิ่งพอจำกัดรอบฉายทำให้ผู้คนแห่เข้ามาจองคิว เต็มทุกรอบ

ความสำเร็จที่คาดไม่ถึงทั้งเงินและรางวัล Oscar: Best Original Story ทำให้ Paramount ตบโบนัสให้ Sternberg สูงถึง $10,000 เหรียญ (พร้อมมอบเหรียญทองแห่งความสำเร็จ) ทั้งยังจับเซ็นสัญญาระยะยาว 7 ปี สามารถมีผลงานติดต่อเนื่องแบบไม่ต้องดิ้นรนอะไร

อิทธิพลของหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่จุดประกาย ‘gangster film’ แต่กลายเป็นแรงบันดาลใจเทคนิคภาพยนตร์ ให้ผู้กำกับดังๆอย่าง Julien Duvivier, Marcel Carné และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Luis Buñuel ยกให้เป็นหนึ่งในเรื่องโปรด

เป็นอีกครั้งที่ผลงานของ Josef von Sternberg สร้างความประทับใจให้ผมอย่างล้นหลาม ถึงเนื้อเรื่องมันจะไม่ค่อยมีสาระสักเท่าไหร่ แต่การสร้างบรรยากาศ จัดแสง-เงา ลีลาตัดต่อ รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ช่างมีความละเมียดไม วิจิตรตระการตา รับชมสมัยปัจจุบันยังรู้สึกทรงคุณทางศิลปะ

แนะนำคอหนังแนวอาชญากรรม สนใจจุดเริ่มต้นของ gangster film และบรรดาช่างภาพ ตากล้อง ชื่นชอบฟีล์มขาว-ดำ หนังของ Josef von Sternberg คือสรวงสวรรค์ของพวกคุณเลยละ

จัดเรต 13+ กับอาชญากรรม ปล้น-ฆ่า แหกคุก

คำโปรย | Underworld รุ่งอรุณของ Josef von Sternberg และภาพยนตร์แนว Gangster
คุณภาพ | มี
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: