Unfaithfully Yours (1948)

Unfaithfully Yours

Unfaithfully Yours (1948) hollywood : Preston Sturges ♥♥♥♥

ตีความสามบทเพลงคลาสสิก Rossini: Semiramide, Wagner: Tannhäuser และ Tchaikovsky: Francesca da Rimini ผ่านการกำกับวง Orchestra ของวาทยากร Rex Harrison เห็นภาพจินตนาการในหัว เมื่อขณะรับรู้ว่าภรรยา Linda Darnell เหมือนกำลังจะมีชู้นอกใจ

ถึงผมจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของสามคีตกวีชื่อดัง แต่สามบทเพลงที่นำมาใช้ประกอบภาพยนตร์ กลับไม่เคยรู้จักได้ยินมาก่อน นี่สร้างความเสียดายให้อย่างมาก เพราะถ้าคุณเคยรับฟัง ครุ่นคิด เกิดความเข้าใจพื้นหลังของบทเพลง ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกจักสามารถจินตนาการตามได้เห็นภาพชัดขึ้นกว่าเดิม

วิธีการที่หนังใช้ คือเมื่อวาทยากรเริ่มกำกับวง Orchestra กล้องค่อยๆเคลื่อนซูมเข้าไปในดวงตา ทะลุความมืดเฟดเข้าหาภาพราวกับในความคิดเพ้อฝันจินตนาการ เสียงเพลงยังคงดังคลอประกอบต่อเนื่องอย่างเบาๆ แต่ภาพดังกล่าวจะมีเรื่องราวสอดคล้องกับอารมณ์เพลงที่บังเกิดขึ้น

“What did you have in your head . . . what visions of eternity?”
ตัวละครของ Rex Harrison ตอบว่า “You’d be enormously surprised if you knew”

กระนั้นถ้าคุณไม่เคยรับฟังสามบทเพลงดังกล่าว ก็ยังสามารถจับต้องอารมณ์ได้ตามภาพเรื่องราวที่บังเกิดขึ้น แต่ผมว่ามันอาจไม่อินเท่ากับคนที่รู้จักทั้งสามบทเพลงนี้มาก่อนแน่ๆ

Preston Sturges ชื่อเดิม Edmund Preston Biden (1898 – 1959) ผู้กำกับ นักเขียน สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois, ตอนอายุได้สามขวบ แม่เลิกกับพ่อเพื่อเดินตามฝันเป็นนักร้องที่ Paris อาศัยอยู่ฝรั่งเศสจนเสมือนบ้านหลังที่สอง โตขึ้นหวนกลับมาอเมริกันเริ่มจากเป็น Stock Broker สมัครเป็นทหารอากาศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ตำแหน่งผู้หมวดแต่ไม่เคยมีโอกาสเข้าร่วมต่อสู้รบจริงๆ เวลาว่างเขียนบทความ ‘Three Hundred Words of Humor’ ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ของค่ายฝึก ปลดประจำการออกมาได้งานผู้จัดการ Desti Emporium, New York

ปี 1928 มีโอกาสจับพลัดจับพลูเป็นนักแสดง Broadway เขียนบทละครเองเรื่องเรื่องแรก The Guinea Pig ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง นี่กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต เขียนบทละครเรื่องที่สอง Strictly Dishonorable ใช้เวลาเพียง 6 วัน เปิดการแสดงต่อเนื่องยาวนานถึง 16 เดือน ได้เงินกว่า $300,000 เหรียญ และถูกซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โดย Paramount Picture,

เริ่มเห็นช่องทางใน Hollywood พัฒนาบทหนังเรื่อง The Power and the Glory (1933) ขายให้สตูดิโอ Fox นำแสดงโดย Spencer Tracy ว่ากันว่าเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งให้ภาพยนตร์ Citizen Kane (1941)

ขายบทภาพยนตร์ The Great McGinty (1940) ในราคาเพียง $1 เหรียญ แลกกับการได้เป็นผู้กำกับครั้งแรก เข้าชิง Oscar สามสาขา คว้ารางวัล Best Writing, Original Screenplay, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Lady Eve (1941), Sullivan’s Travels (1941), The Miracle of Morgan’s Creek (1943), Hail the Conquering Hero (1944) ฯ

สำหรับ Unfaithfully Yours ผู้กำกับ Sturges เกิดแนวคิดขึ้นตั้งแต่ปี 1932 จากบทเพลงคลาสสิกหนึ่งที่ได้ยินในวิทยุระหว่างกำลังเขียนบท Comic Scene นำไปเร่เสนอขายหลายสตูดิโอ Fox, Universal, Paramount ในช่วงทศวรรษ 30s แต่ได้รับการปฏิเสธ

ทศวรรษกว่าๆถัดมา เมื่อผู้กำกับ Sturges ได้กลายเป็นผู้กำกับ สร้างภาพยนตร์ประสบความสำเร็จหลายเรื่องติดๆ จึงมีโอกาสนำเสนอโปรเจคนี้ต่อสตูดิโอใหญ่อีกครั้ง ได้รับการอนุมัติพร้อมคำเตือน ว่าตัวละคร Sir Alfred de Carter มีลักษณใกล้เคียงตัวจริงของคีตกวีสัญชาติอังกฤษชื่อดัง Sir Thomas Beecham แต่ก็โชคดีที่ไม่มีใครสนใจความคล้ายคลึงนี้สักเท่าไหร่

เรื่องราวของ Sir Alfred de Carter (รับบทโดย Rex Harrison) วาทยากรชื่อดังระดับโลก เดินทางกลับสู่อังกฤษเพื่อเปิดการแสดงครั้งสำคัญ ได้ล่วงรู้ว่าภรรยาของตนเอง Daphne (รับบทโดย Linda Darnell) เหมือนจะนอกใจเขาขณะออกทัวร์ต่างประเทศ ระหว่างคอนเสิร์ตจินตนาการถึงสามทางเลือกที่สามารถกระทำแสดงออก ถ่ายทอดลงในบทเพลงที่กำลังกำกับ เมื่อเสร็จสิ้นการแสดงรีบบึ่งตรงกลับไปบ้าน … ฉันจะทำอย่างไรกับเธอดี!

สำหรับนักแสดง ตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มพัฒนาบท ผู้กำกับเล็ง Ronald Colman ประกบ Frances Ramsden ก็ได้แค่เพ้อฝัน, ทศวรรษถัดมาเมื่อหาสตูดิโอออกทุนสร้างได้แล้ว เลือกนักแสดงหน้าใหม่ที่หนุ่มแน่นกว่า James Mason คู่กับ Gene Tierney แต่เหมือนติดต่อไปแล้วไม่ว่าทั้งคู่ สุดท้ายเลยมาลงเอยที่ Rex Harrison และ Linda Darnell

Sir Reginald Carey ‘Rex’ Harrison (1908-1990) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Huyton, Lancashire, ตอนเด็กเป็นโรคหัดทำให้ตาซ้ายมองอะไรไม่ค่อยเห็น แม้จะมีความยากลำบากในการใช้ชีวิต แต่เลือกเป็นนักแสดงละครเวที สู่วงการภาพยนตร์เรื่องแรก The Great Game (1930), มีชื่อเสียงโด่งดังกับ Anna and the King of Siam (1946), Unfaithfully Yours (1948), Cleopatra (1963), คว้า Oscar: Best Actor เรื่อง My Fair Lady (1964), The Agony and the Ecstasy (1965), Doctor Dolittle (1967) ฯ

รับบท Sir Alfred de Carter วาทยากรชื่อดัง มีความสามารถระดับโลก แต่เป็นคนเย่อหยิ่ง ทะนงตน หลงตนเอง พูดจามากด้วยลีลา น้ำไหลไฟดับสดับไม่ค่อยรู้เรื่อง แรกๆมีความรักศรัทธาในภรรยาอย่างยิ่งยวด แต่เมื่อถูกโน้มน้าวโดยผู้คนรอบข้างมากมาย ทำให้เกิดความหวาดระแวงเข้าใจผิด ครุ่นคิดจินตนาการเพ้อไปไกล ทั้งๆที่ความจริงแล้ว…

ผมก็เพิ่งรู้ว่า Harrison เป็นอีกหนึ่งโคตรนักแสดง Screwball Comedy เชี่ยวชาญการพูดจาน้ำไหลไฟดับได้รวดเร็วยิ่งกว่าตอน My Fair Lady เสียอีก (เรื่องนั้นแค่สำบัดสำนวน แต่เรื่องนี้ติดจรวดเร็วจี๋) กระนั้นการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ผ่านมากับท่าทาง (กำกับวง) และน้ำเสียงลีลาการพูด มากกว่าสีหน้าสายตาของเขาที่นิ่งเฉยทำทองไม่รู้ร้อน

แต่การกำกับวง Orchestra ของ Harrison เต็มไปด้วยความกร้าวกระด้าง ประดิษฐ์ปั้นแต่ง ไม่ค่อยลื่นไหลเป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่ แต่นี่อาจเป็นการสะท้อนตัวตน ความรุนแรงเกรี้ยวกราด จินตนาการเพ้อคลั่งภายในของตัวละครออกมาก็พอรับได้อยู่

Linda Darnell ชื่อเดิม Monetta Eloyse Darnell (1923 – 1965) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Dallas, Texas แม่ส่งเธอให้เข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่เด็ก มีผลงานเรื่องแรก Hotel for Women (1939), ตามด้วย Drums Along the Mohawk (1939), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Brigham Young (1940), The Mark of Zorro (1940), กลายเป็นตำนานกับ Forever Amber (1946), Unfaithfully Yours (1948), A Letter to Three Wives (1949) ฯ

รับบท Daphne de Carter ภรรยาสาวผู้ซื่อสัตย์ต่อสามี ไม่เคยคิดนอกใจหรือกระทำการอื่นที่ไม่เหมาะสมควร แต่กลับต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยในความหวาดระแวง กระนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็พร้อมยินยอมให้อภัย เพราะเขาคือคนที่รักมาก หนึ่งเดียวเท่านั้น

ก็ไม่ได้มีอะไรในกอไผ่สักเท่าไหร่สำหรับตัวละครนี้ Darnell แสดงออกด้วยความรักหลงใหลปานจะกลืนกินจนน่าหมั่นไส้ตั้งแต่ฉากแรกที่พบเจอสามี กอดจูบลูบไล้กันจนผู้ชมยังรู้สึกอายอยากเบือนหน้าหนี นั่นทำให้ผมไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไหร่ว่าเธอจะคือ Unfaithfully Wife แต่ก็เผื่อใจไว้เล็กๆอาจมีหักมุมตอนจบ

ถ่ายภาพโดย Victor Milner ตากล้องสัญชาติอเมริกัน ขาประจำของผู้กำกับ Sturges ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Cleopatra (1934), Union Pacific (1939), Dark City (1950) ฯ

ส่วนใหญ่ของหนังถ่ายทำในสตูดิโอ ไฮไลท์คือการซูมเข้าไป ที่สามารถไหลเคลื่อนจากภาพระยะไกล (Long Shot) เข้าใกล้สู่ตัวละคร Close-Up และ Extreme Close-Up ทะลุเนื้อหนังเข้าไปสู่ระดับมโนทัศน์จินตนาการ

แค่ช็อตแรกของหนังตอน Opening Credit มีความเจ๋งมากๆ กล้องถ่ายวง Orchestra ด้านผู้ชมระยะไกลค่อยๆเลื่อนเข้าใกล้จนชนกับเสื้อสูทของวาทยากร แต่ที่โดดเด่นยิ่งกว่าคือเงาของเขาที่พาดพิงสู่ด้านหลัง โด่เด่ชัดเจนอยู่คนเดียว นี่มีนัยยะถึงการมีอิทธิพลของตัวละคร ครอบงำทุกสิ่งอย่างของวงดนตรี/ชีวิต/และเรื่องราวของหนัง

ตัดมาด้านตรงกันข้ามบ้าง มุมมองของนักดนตรี, ทั้งสามครั้งที่มีการเคลื่อนกล้องซูมเข้าไปยังดวงตาซ้ายของวาทยากร สังเกตให้ดีจะพบว่า พื้นหลังผู้ชมคือการฉายด้วย Rear Projection นักดนตรีมีนั่งอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น และวิธีการที่กล้องเคลื่อนเข้าไปคงใช้เครนสร้างขึ้นมา

ระหว่างที่กล้องกำลังเคลื่อนเข้าไป ดวงตาของตัวละครจะยังมืดดำสนิท จนกระทั่งเมื่อจุดๆหนึ่งที่ Rear Projection ที่ฉายผู้ชมด้านหลังมืดลง จะมีแสงไฟสองดวงเล็กๆปรากฎขึ้นในแววตาของเขา (ตาข้างที่มองไม่เห็นของ Harrison)

ผมพยายามสังเกตทั้งสามครั้งของการซูมเข้าไป มีความแตกต่างอะไรกันบ้างหรือเปล่า ก็พบว่าแค่มุมกล้องและขนาดของแสงไฟเปลี่ยนไปเล็กน้อยเท่านั้น แต่น่าจะไม่ได้มีนัยยะสื่อถึงอะไร (เป็นอารมณ์ของตัวละครเท่านั้นที่ไม่เหมือนเดิม)

จริงๆสามครั้งของหนัง น่าจะนำเสนอสามไดเรคชั่นที่แตกต่างในการเข้าถึงความคิดจินตนาการของตัวละคร เช่นว่า
– การซูมเข้า อาจจะครั้งแรกตาซ้าย ครั้งสองกึ่งกลางระหว่าง และครั้งสามตาขวา
– ทิศทางการเคลื่อนกล้อง ครั้งแรกอาจเคลื่อนเข้าตรงๆ, ครั้งสองลอยมาจากด้านบน, ครั้งสามโค้งวนรอบวกกลับมา
– ปริมาณประกายแสงในดวงตา ครั้งแรกดวงเดียว ครั้งถัดมาสองดวง ครั้งสุดท้ายสามดวง
ฯลฯ

น่าเสียดายที่ผู้กำกับ Preston Sturges ขึ้นมาจากสายนักเขียน เลยขาดวิสัยทัศน์ในการนำเสนอไดเรคชั่นภาพยนตร์ ถ้าเลือกเอาสักอย่างที่ผมยกมา น่าจะทำให้หนังดูดีมีระดับสูงขึ้นกว่านี้ได้อีกนะ

ตัดต่อโดย Robert Fritch, ดำเนินเรื่องด้วยมุมมองในสายตา และเข้าไปในหัว/ความคิด/จินตนาการของ Sir Alfred de Carter ตั้งแต่การเดินทางกลับสู่อังกฤษ จบสิ้นที่ค่ำคืนหลังจากการแสดงคอนเสิร์ต

สามครั้งของการตัดต่อเข้าไปในหัวของตัวละคร ประกอบด้วย
– แห่งความเคียดแค้น วางแผนเข่นฆ่า ‘Perfect Murder’ หญิงสาวที่ตนรัก แล้วป้ายสีใส่ชู้ของเธอ
– แห่งการให้อภัย เขียนเซ็นเช็คมอบให้เธอกับเขา
– แห่งโชคชะตา ให้ Russian Roulette เป็นสิ่งตัดสินใครจะอยู่ใครจะไป ได้ครองรักกับหญิงสาว

เทคนิคคลาสสิกที่ผู้กำกับคือ Montage ตัดสลับไปมาระหว่างเรื่องราว/การแสดง กับปฏิกิริยาของผู้ชม/พบเห็น แต่ว่าไปผมค่อนข้างแอบรำคาญฉากแรกของหนังอยู่นะ คือสองคู่รักเขากำลังจะกอดจูบจู๋จี๋ แต่คงเพราะความเข้มงวดของ Hays Code เลยต้องมีการตัดสลับไปมาให้เป็นปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้าง ไม่ให้มันดูมี ‘Passion’ มากเกินไป

สำหรับเพลงประกอบ หนังทั้งเรื่องก็มีแค่สามเพลงนี้เท่านั้น Rossini: Semiramide, Wagner: Tannhäuser และ Tchaikovsky: Francesca da Rimini เรียบเรียงกำกับวง Orchestra โดย Alfred Newman เสี้ยมสอนการวาทยกรของ Rex Harrison โดย Robin Sanders Clark

ตอนแรกกับ Overture ของโอเปร่า Semiramide (1823) ประพันธ์โดย Gioachino Antonio Rossini (1792 – 1868) คีตกวีสัญชาติอิตาเลี่ยน เจ้าของฉายา ‘The Italian Mozart’ ว่ากันว่าผลงานเฉพาะโอเปร่าของเขา ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก

Semiramide เป็นโอเปร่าความยาว 2 Act อ้างอิงจากตำนานราชินี Semiramis แห่งอาณาจักร Assyria (ประมาณ 2500 BC – 612 BC) ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำ Mesopotamian, ตำนานเล่าว่า นางเป็นธิดาของ Goddess Atargatis (หรือ Derketo) เทพีแห่งมัจฉา กับมนุษย์ผู้ชายที่เป็นชาว Syria ซึ่งเมื่อคลอดลูกสาวก็ได้สังหารสามีแล้วทิ้งทารกน้อยปล่อยไว้ให้ตาย ฝูงนกพิราบมาพบเข้าจึงรับเลี้ยงไว้ในทะเลทราย จนกระทั่งคนเลี้ยงแกะผ่านมาพบเจอนำไปเลี้ยงอยู่ในวัง โตขึ้นด้วยความสวยสะพรั่งแต่งงานกับนายพลคนหนึ่งมีบุตรชายฝาแฝด ต่อมากษัตริย์ Ninus พบเห็นเข้าตกหลุมรัก เธอจึงได้บีบบังคับให้สามีฆ่าตัวตาย เพื่อจะได้อภิเษกสมรสกับพระราชาให้กำเนิดโอรสพระองค์หนึ่ง ต่อมาก่อกบฎทำรัฐประหารสามี ปราบดาตัวเองขึ้นเป็นราชินีครองราชย์ยาวนานกว่า 42 ปี ค่อยสละบัลลังก์ให้ลูกชายขึ้นครองราชย์

จากเรื่องราวนี้ก็ถือว่าตรงกับความฝันช่วงนี้ของพระเอกเลยนะครับ มีความต้องการฆ่าภรรยา วางแผนอย่างแยบคาย ‘Perfect Murder’ จับแพะชนแกะเพื่อให้ตนเองได้ยิ้มหัวเราะร่าในตอนจบ

ความฝันที่สองกับ Overture ของโอเปร่า Tannhäuser (1845) ชื่อเต็ม Tannhäuser und der Sängerkrieg auf der Wartburg แปลว่า Tannhäuser and the Singers’ Contest at Wartburg ประพันธ์โดย Wilhelm Richard Wagner (1813 – 1883) คีตกวีสัญชาติ German ที่หลายคนอาจคุ้นเคยกับ Ride of the Valkyries หนึ่งในบทเพลงประกอบโอเปร่า Die Walküre (The Valkyrie)

Semiramide เป็นโอเปร่าความยาว 3 Act เรื่องราวเกิดขึ้นประมาณศตวรรษที่ 13 ชายหนุ่มรูปงามชื่อ Tannhäuser ถูกเทพี Venus กักขังไว้ในหุบเขาลึกลับชื่อ Venusberg เธอพยายามยั่วยวนและขอความรัก แต่กลับถูกปฏิเสธและเรียกร้องหาอิสรภาพ เขาประกาศว่าจิตวิญญาณของตนเองมั่นคงต่อพระแม่มารี ด้วยคำประกาศนั้น ทำให้ Venusberg และเหล่าบริวารของ Venus มลายหายไปในทันที

ผมนำเรื่องย่อแค่ Overture และองก์แรกมานะครับ เพราะตัวหนังแค่พูดถึงความยินยอมของพระเอก เซ็นเช็คมอบให้ภรรยาได้ลาจากเขาไปอย่างมีเมตตาธรรม (ส่วนตัวเองก็ช้ำร้าวทุกข์ทรมานอยู่เพียงผู้เดียว)

ตอนสุดท้ายกับ Symphonic Poem ชื่อ Francesca da Rimini: Symphonic Fantasy after Dante, Op. 32 (1877) ประพันธ์โดย Peter Ilyich Tchaikovsky (1840 – 1893) คีตกวีสัญชาติ Russian ยุค Romantic Period หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับ The Nutcracker Suite, Swan Lake ฯ

เกร็ด: บทเพลงที่คีตกวีได้พยายามถ่ายทอดเนื้อความมาจากคำประพันธ์หรือบทร้อยกรอง (Poem) พรรณนาออกมาด้วยเสียงของดนตรี มีคำเรียกว่า Symphonic Poem ภายหลังมีอีกคำเรียก Tone Poem

กลอนซิมโฟนี่บทนี้ ประกอบด้วยสามส่วน (ไม่เชิงเรียกว่าองก์) เริ่มต้นจากโทนมืดหม่น พรรณาถึงชายหนุ่ม Dante ที่กำลังพลัดหลงออกนอกเส้นทาง (ชีวิต) ยิ่งเดินยิ่งลึกเข้าไปในป่าราวกับเขาวงกต วนเวียนวงกลมราวกับอยู่ในขุมนรกที่แสนทรมานทุกข์เศร้า

ส่วนที่สอง Dante พบเจอกับกลุ่มคน ที่ต่างติดอยู่ร่วมกันในพายุอันบ้างคลั่งรุนแรง ก็ไม่รู้จักยุติหยุดลงเมื่อไหร่

ตอนที่สาม Dante มีโอกาสพูดคุยกับคู่รักล่มหนึ่ง พวกเขาแต่งงานโดยไม่ได้รัก เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ทรมานแสนสาหัส วิธีการเดียวที่พวกเขาใช้คือการเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง

หลังจากจบท่อนนี้จะมีต่ออีกนิด คืออาการช็อกของ Dante ที่ได้พบเห็นความบ้าคลั่งของคนรักทั้งสอง มันเลวร้ายเสียยิ่งกว่าพายุคลั่งที่พบเจอผ่านพ้นมาเสียอีก!

จะเห็นว่าเรื่องราวสามบทเพลงประกอบของหนัง ต่างสะท้อนก้องกังวานกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในฉากนั้นๆ ถ้าคุณไม่รับรู้พื้นหลังเหล่านี้มาก่อน ก็อาจได้แค่ประทับใจหนังแบบผ่านๆ แต่เมื่อทราบแล้วก็อาจเคลิบเคลิ้มหลงใหลคลั่งไคล้ ประทับใจผู้กำกับ Preston Sturges มากขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้

Unfaithfully Yours เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอความเคลือบแคลงสงสัย (Doubtful) นี่เป็นสิ่งสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ต่อให้เป็นผู้มีศรัทธาเชื่อมั่นแรงกล้า ก็ไม่เชิงว่าถูกชักจูงจมูกโน้มน้าว แต่จากอิทธิพลของสังคมผู้คนรอบข้าง แม้พวกเขาอาจไม่ได้มีความตั้งใจให้เกิดข้อขัดแย้งบาดหมาง พูดบอกออกมาในสิ่งที่พบเห็น แต่ลมปากเหม็นของพวกเขามีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้คนอย่างมาก

แต่สิ่งที่น่าขัดใจกว่านั้น คือการคิดเออเองมโนเพ้อของพระเอก ไปไกลสุดเท่าที่จินตนาการจะสามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ ก็ยังดีที่ทั้งสามตัวเลือก มันรุนแรงเกินความปอดแหกของตัวละครไปสักหน่อย ซึ่งเมื่อใจมันรวดร้าวร้อนรน เลยทำอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง และกว่าจะสามารถพูดคุยเปิดอกหัวข้อคับข้องใจอันนั้นกันได้ ก็เล่นวนรอบอ้อมกาแล็กซี่ทางช้างเผือกอยู่หลายสิบรอบ แล้วค่อยวกกลับเข้าเรื่อง

เกร็ด: ชื่อหนัง Working Title อาทิ Unfinished Symphony กับ The Symphony Story มาลงเอยกับ Unfaithfully Yours สื่อสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในความเชื่อมั่นของตัวละคร

ผู้กำกับ Sturges มีความสนใจสร้างภาพยนตร์เฉพาะแนว Satire ไม่ก็ Screwball Comedy เพราะตัวเขามีทัศนคติ เสียงหัวเราะคือยารักษาโรคชั้นดีที่สามารถหายได้ขาดในระยะเวลา 90-120 นาที (คนป่วยไข้ ทุกข์หนัก ใกล้ตาย พอรับชมหนัง Comedy ของเขา ก็มักหัวเราะจนหลงลืมความเจ็บปวดทรมาน), สำหรับหนังเรื่องนี้ แม้จะดูเป็นประเด็นหนักๆ เกี่ยวกับความเคลือบคลางแคลงสงสัย แต่ก็นำเสนอในความขบขัน Screwball/Black Comedy เพื่อให้ผู้ชมเกิดความผ่อนคลายเครียดลงไปบ้าง และยังแฝงข้อคิดการใช้ชีวิตอย่างดี อย่าด่วนเร่าร้อนใจเกินไปนัก ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยก็ควรพูดคุย ไขข้อกระจ่างความสงสัยนั้นกันเสียก่อน แล้วจะคิดทำอะไรตอนนั้นก็ยังทันท่วงที

ตอนฉายรอบ Sneak-Preview ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 1947 หนังมีความยาว 127 นาที แต่เมื่อ Carole Landis ชู้สาวของ Rex Harrison ฆ่าตัวตาย (เพราะเธอยื่นคำขาดให้เขาหย่ากับภรรยา แต่เจ้าตัวไม่ยอม เลยน้อยใจฆ่าตัวตาย) นี่ทำให้หนังต้องเลื่อนฉายไปสิ้นปีเดือนธันวาคม ตัดหลายฉากที่มีความหมิ่นเหม่ออกไปเหลือ 105 นาที

ด้วยทุนสร้างประมาณเกือบๆ $2 ล้านเหรียญ แต่หนังกลับทำเงินไม่ได้สักเท่าไหร่ ขาดทุนย่อยยับพอสมควร คงเพราะความหมิ่นเหม่ Black Comedy ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับความอิจฉา ชู้รัก และการวางแผนฆาตกรรม โลกเพิ่งผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเพียงไม่กี่ปี เรื่องเหล่านี้คงยังเป็นประเด็นละเอียดอ่อนเกินไปที่จะยินยอมยิ้มแย้มรับกับมันได้

น่าเห็นใจแทนผู้กำกับ Sturges พอสมควร ทั้งๆที่เป็น ‘passion project’ รอคอยอยากสร้างมากว่าทศวรรษ แต่พอมีโอกาสกลับพบเจอเรื่องวุ่นวาย และผู้ชมยังไม่พร้อมยอมรับผลงานลักษณะนี้อีก ซวยซ้ำสองคือสตูดิโอเริ่มไม่ค่อยไว้วางใจให้ทุนสร้างหนังอีกแล้วสิ

แต่กาลเวลาก็ค่อยๆทำให้หนังได้รับการพูดถึงยอมรับขึ้นเรื่อยๆ ในความคลาสสิกเหนือกาลเวลา กลายเป็นหนึ่งในหนังเรื่องโปรดของผู้กำกับ Guillermo del Toro และ Quentin Tarantino (อันดับ 8)

หนังได้รับการ Remake ครั้งหนึ่ง Unfaithfully Yours (1984) โดยผู้กำกับ Howard Zieff นำแสดงโดย Dudley Moore, Nastassja Kinski ได้รับเสียงตอบรับย่ำแย่ ‘Rotten’ และเหมือนจะขาดทุนด้วย

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ ประทับใจในไดเรคชั่นของผู้กำกับ Sturges แต่รู้สึกว่าส่วน Screwball มันไม่ค่อยตลกเสียเท่าไหร่ หนำซ้ำพาลให้ผมเครียดแบบหงุดหงิดใจเล็กๆตามมาด้วย

แนะนำกับคอหนัง Screwball/Black Comedy, หลงใหลชื่นชอบในบทเพลงคลาสสิก รู้จักคีตกวีชื่อดัง Rossini, Wagner, Tchaikovsky, แฟนๆผู้กำกับ Preston Sturges และนักแสดง Rex Harrison, Linda Darnell ไม่ควรพลาด

สำหรับผู้ชื่นชอบภาพยนตร์ลักษณะนี้ ที่เป็นการตีความบทเพลงคลาสสิก/Opera ไม่ใช่เชิงชีวประวัติ อาทิ The Tales of Hoffmann (1951), The Magic Flute (1975), The Orchestra Conductor (1980) ฯ

จัดเรต 13+ กับการนอกใจ ความคิดฆาตกรรม และ Russian Roulette

TAGLINE | “Unfaithfully Yours คือจินตนาการที่อยู่ในหัวของผู้กำกับ Preston Sturges โดยมี Rex Harrison ถ่ายทอดออกมาได้อย่างทรงพลังคลาสสิก”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of