Van Gogh (1991)

Van Gogh

Van Gogh (1991) French : Maurice Pialat ♥♥♥◊

67 วันสุดท้ายของชีวิตจิตรกรเอก Vincent van Gogh เกิดอะไรขึ้นในจิตใจของเขา เรื่องราว การดำเนินชีวิต ถ่ายทอดออกมาในสไตล์หนังฝรั่งเศส โดยผู้กำกับ Maurice Pialat นำแสดงโดย Jacques Dutronc ชายผู้หน้าตาไม่เหมือน Van Gogh สักนิด แต่การแสดงของเขากินขาด

Van Gogh Trilogy เรื่องสุดท้ายนี้ เป็นหนังที่ดูยากเรื่องหนึ่ง กับคนที่ไม่ชินสไตล์หนังของฝรั่งเศสคงจะทนดูหนังเรื่องนี้ได้ไม่นานนัก มันช่างเรื่อยเปื่อย เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ใครดูตอนง่วงๆคงหลับสบาย นี่เป็นเหตุผลที่ผมแนะนำให้ดู Lust for Life หรือ Vincent & Theo ก่อนหนังเรื่องนี้นะครับ เพราะคุณจะได้เข้าใจว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างในช่วงปลายๆชีวิตของ Van Gogh การได้ทำความเข้าใจมาก่อนนั้น จะทำให้คุณมองหาความสัมพันธ์ระหว่างหนัง รู้แล้วว่าตอนจบเกิดอะไรขึ้นกับ Van Gogh ไม่ต้องทำความเข้าใจอีก ทำให้สามารถซึมซับบรรยากาศและประเด็นของหนังได้อย่างเต็มที่, มันอาจมีหลายสิ่งที่ดูน่าหงุดหงิด เช่น นักแสดงนำหน้าไม่เหมือน Van Gogh เลยสักนิด ถ้าเรามองข้ามสิ่งที่อยู่ภายนอก ก็จะเห็นความสวยงามที่อยู่ภายใน, Van Gogh Trilogy ผมชอบหนังเรื่องนี้ที่สุดนะครับ

ผู้กำกับ Maurice Pialat ชาวฝรั่งเศส น้อยคนอาจจะรู้จัก แต่เขาเคยได้ Palme d’Or จากหนังเรื่อง Under the Sun of Satan (1987) ถือว่าเป็นผู้กำกับที่ควรรู้จักไว้, ยุคของ Pilate ไม่ใช่ French New Wave นะครับ เป็นยุคต่อมาที่เรียกว่า New French Extremity หรือ Extremism ขึ้นชื่อเรื่องการนำเสนอความรุนแรงจากแนวคิด การกระทำ Sexual, Violence ที่ส่งผลต่อจิตวิทยาของตัวละคร, สไตล์ของ Pialat มีคนเรียกเขาว่าเป็น realist หรือ Neorealism ลัทธินี้มักมีประเด็นสังคม อ้างอิงประวัติศาสตร์ หรือต่อตัวบุคคลแฝงอยู่, หนังเรื่อง Van Gogh ถือว่าเข้าข่าย Neorealism นะครับ มันมีใจความอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ชีวประวัติเพียงอย่างเดียว หนังยังสอดแทรกประเด็นทางสังคม วิถีชีวิต การคิดที่คาดว่าส่งผลกระทบต่อจิตใจ มีอิทธิพลต่อการตายของ Van Gogh ด้วย

นำแสดงโดย Jacques Dutronc อาชีพหลักของเขาเป็นนักร้อง นักกีตาร์ มารับงานแสดงบ้าง, Dutronc เป็น Van Gogh ที่หน้าตา ภาพลักษณ์ภายนอกไม่เหมือน Van Gogh สักนิด และเขาก็ไม่พยายามทำตัวให้เหมือนด้วย ขนาดหูขอตัวละครนี้ยังไม่ขาดเลยนะครับ (เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจาก Van Gogh ตัดหูตัวเอง), กับคนที่ทำใจดูไม่ได้เพราะความที่ Dutronc หน้าไม่เหมือน Van Gogh เลย ผมแนะนำให้มองเขาเป็นตัวละครอื่นไปนะครับ ที่บังเอิญชื่อ Vincent van Gogh อย่าไปไปยึดติดกับภาพลักษณ์ของ Kirk Douglas ใน Lust for Life ให้มากนัก ผมว่านี่อาจเป็นความจงใจของผู้กำกับ ที่เลือก Dutronc เพราะเขาหน้าไม่เหมือน Kirk Douglas หรือ Tim Roth เพื่อเป็นการลบภาพความทรงจำของผู้ชมต่อภาพลักษณ์นั้น บอกว่าหนังเรื่องนี้ไม่เหมือนกับหนังเรื่องอื่นๆที่เคยสร้างมา

Theo van Gogh รับบทโดย Bernard Le Coq นักแสดงสมทบชื่อดังของฝรั่งเศส, บท Theo ในหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่ บทน้อยที่สุดใน Van Gogh Trilogy เลย แต่ Theo เวอร์ชั่นนี้ จับต้องได้ที่สุดแล้ว เขาเข้าใจ Vincent แม้แต่แฟนสาว Jo เมื่อได้รู้จักกับ Vincent ก็บอกกับ Theo เลยว่า จะทิ้ง Vincent ไปไม่ได้นะ, Jo ในเวอร์ชั่นนี้ถือว่าสวยทั้งกายและใจเลย ผิดกับหนังเรื่อง Vincent & Theo ที่ผมรู้สึกว่า แฟนสาวของ Theo นิสัยแย่มากๆ

Dr.Gachet รับบทโดย Gérard Séty หมอและจิตแพทย์คนสุดท้ายที่ดูแล Van Gogh ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ตัวละครนี้ใน Van Gogh Trilogy เรื่องอื่นแทบจะไม่มีความสำคัญอะไรเลย ปรากฏตัวนะครับแต่บทไม่เด่น กับหนังเรื่องนี้ เขาเป็นคนสำคัญ ในบริบทหนัง ผมรู้สึกว่า Dr.Gachet เป็นตัวแปรสำคัญหนึ่งที่ทำให้ Van Gogh ฆ่าตัวตาย, เหมือนเขารู้มาตั้งแต่ต้นแล้วว่า อาการของ Van Gogh ไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่หลายครั้งก็ทำเหมือนเป็นเพราะเขาที่ทำให้ Van Gogh อาการดีขึ้น, หมอคนนี้อาจจะเก่งจริง แต่ไม่ใช่เขาแน่นอนที่ทำให้อาการของ Van Gogh ดีขึ้น

ลูกสาวของ Dr.Gachet ต่างหากที่ทำให้อาการของ Van Gogh ดีขึ้น นำแสดงโดย Alexandra London รับบทเป็น Marguerite เด็กหญิงอายุ 16-17 ที่ไม่รู้ไปทำยังไงถึงตกหลุมรัก Van Gogh ได้ อาจเพราะภาพวาดของเขาถูกใจเธอ, Van Gogh ไม่ใช่คนที่สามารถรับผิดชอบอะไรได้ ขนาดเงินที่เลี้ยงดูตนเองยังต้องพึ่ง Theo อยู่ตลอด แน่นอนว่าเขาไม่เหมาะกับเธอ แต่ก็ไม่มีกะจิตกะใจ ไม่มีอะไรที่หักห้ามใจไม่ให้ทำในสิ่งที่ เด็กหญิงเรียกร้องได้, ผมไม่คิดว่า Vincent จะตกหลุมหลงรักเธอหรอกนะ ในหนังเราจะเห็น Vincent มีผู้หญิงมาพัวพันมากมาย โสเภณีที่เป็นคู่ขา, Sex ถือว่าไม่ใช่ปัญหาของ Van Gogh จิตใจของเขามีสิ่งอื่นที่เลวร้ายกว่านั้นแฝงอยู่ เด็กหญิงไม่มีทางรับรู้และเข้าใจได้ เพราะเธอยังอ่อนต่อโลก และ Van Gogh ก็แก่เกินไป ไม่มีทางที่รักครั้งนี้จะสมหวัง

ว่าไปหนังเรื่องนี้ สาวๆ บทเด่นกันหลายคนเลย ท่าทางก็ยั่วยวน แต่งตัวล่อตาล่อใจเหลือเกิน นี่แหละครับผู้กำกับในยุค New French Extremity พวกเขาโจ๋งครึ่มเรื่องพวกนี้มากๆ Sex, ความรุนแรง ถูกถ่ายทอดลงมาในหนัง คงเพราะผู้กำกับยุคนี้เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเติบโตขึ้นในช่วงสงครามเย็น โลกยุคนั้นมันฟ่อนเฟะ ราวกับ The End of the World คล้ายๆกับ German New Wave แบบหนังของ Wim Wenders แต่ Germany กับ France ถือว่าต่างกันคนละขั้ว เพราะฝ่ายหนึ่งแพ้สงคราม ฝ่ายหนึ่งชนะสงคราม

ถ่ายภาพโดย Gilles Henry และ Emmanuel Machuel สไตล์การถ่ายภาพถือว่าต่างกับ Lust for Life สุดขั้วเลย แทนที่จะให้กล้องเคลื่อนไหวจนเกิดความรู้สึก หนังใช้การตั้งกล้องทิ้งไว้ เน้นถ่าย mid-shot ให้ตัวละครเดินเข้าออก พูดคุย แสดงออกมาภายในรัศมีของกล้อง สไตล์แบบนี้คือ realist นะครับ เน้นถ่ายทอดความสมจริง ให้ดูมีความเป็นธรรมชาติ จับต้องได้ การตั้งกล้องไว้เฉยๆเหมือนการตั้งกรอบของภาพไว้ แล้วถ่ายการกระทำของนักแสดง

ใครเคยดู A Sunday in the Country (1984) จะรู้สึกกลิ่นอายบางอย่างของหนังสองเรื่องนี้คล้ายกันมากๆ ผู้กำกับคงได้แรงบันดาลใจจากหนังของ Bertrand Tavernier มาพอสมควร โดยเฉพาะบ้าน เมือง ฉากหลัง ผู้คน คงเพราะเป็นหนังฝรั่งเศสเหมือนกัน กลิ่นอาย อะไรหลายๆอย่างคงคล้ายกัน

ตัดต่อโดย Yann Dedet, Nathalie Hubert และ Hélène Viard เอาจริงๆผมแอบหงุดหงิด sex scene ของหนังเรื่องนี้นะ แบบว่ากำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มแล้ว ตัดฟับ กระโดดข้ามไปตอนเสร็จแล้วเลย ไม่รู้ติดกองเซนเซอร์หรือยังไง หรือเพราะผู้กำกับคิดว่ามันไม่มีความสำคัญอะไรที่จะต้องนำเสนอ, การทำแบบนี้ทรมานใจคนดูนะครับ คือเราได้เห็นตัวละครเปลือยทั้งที แต่เต็มที่ก็จูบกอด มันเหมือนว่าผู้กำกับถ่าย love scene ไว้ แต่เก็บไว้ดูคนเดียว ไม่ยอมเอามาใส่ในหนัง!, มีหลายฉากที่ใช้การตัดต่อห้วนๆ คืออยากจะจบซีนก็ตัดเปลี่ยนไปที่อื่นทันทีเลย หรือตัวละครอยากจะทำอะไรอยู่ดีๆก็ทำเลย เช่นตอนกระโดดน้ำ อยู่ดีๆพูดขึ้นมาลอยๆ วินาทีถัดมาเดินขึ้นเรือกระโดดน้ำทันที, อาการปุปปับแบบนี้ คงสื่อถึง Van Gogh ด้วยนะครับ ในเวอร์ชั่นนี้การกระทำของเขาแทบทุกอย่างก็ปุปปับแบบนี้ อยู่ดีๆก็ทำ อยู่ดีๆจะตายก็ตาย ไม่ทันตั้งตัวอะไรทั้งนั้น

หนังแนว realist ไม่มีเพลงประกอบหนังนะครับ เว้นกับฉากที่มีเครื่องเสียง วิทยุ เต้นรำ วงดนตรี ที่มันชัดอยู่แล้วว่าต้องมีเพลงบรรเลง ซึ่งส่วนใหญ่ทำนองก็จะคุ้นหู เคยได้ยิน ได้รู้จักกันมาบ้าง

60 กว่าวันสุดท้ายในชีวิตของ Van Gogh เริ่มต้นลงจากรถไฟสถานี Auvers-sur-Oise เขาก็ดูปกติเหมือนคนทั่วไป มีสุขมีทุกข์ มียิ้มมีหัวเราะ ทำอะไรติ๊งต๊อง น่าขายหน้าเยอะแยะ ทีแบบนี้ทำได้ ผมยังกระด้างใจอายแทนเลย นักแสดงกล้าทำอะไรบ้าๆแบบนี้ได้ยังไง, ดูเหมือนภาพรวมจิตใจของ Van Gogh จะดีขึ้น แต่ที่ไหนได้ภาพเหล่านี้มันก็แค่ผิวหน้า สิ่งที่อยู่ข้างในใจของเขากลับไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นเลย เปรียบเหมือนระเบิดเวลาที่ดึงสลักออกแล้ว รอตัวกระตุ้นสุดท้ายก่อนที่จะระเบิดออกมา, ในหนังมีหลายจุดมากๆที่เป็นชนวนทำให้ข้างในของ Van Gogh ระเบิดออกมา เราจะเห็นว่า Van Gogh ซื้อปืนตั้งแต่ตอนต้นๆเรื่อง ได้มาแล้วก็ยังไม่กล้าใช้ แสดงว่ายังมีช่องว่าง ความลังเล มุมหนึ่งเขาคงอยากมีชีวิต ไม่อยากตาย แต่จิตใจขณะวาดรูปมันทำให้เขาเห็นโลกที่มีความแตกต่าง ระหว่างความฝันกับความจริง, สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากๆคือตอนที่ Van Gogh ถูกยิง มันอยู่ดีๆ ตัดมาถึงเลย ไม่ทันตั้งตัว เห้ย! เอ็งไปโดนอะไรมา ปืนลั่นไก, ยิงตัวตาย, หรือโดนลูกหลง หนังไม่บอกเราว่าเกิดอะไรขึ้น รู้ว่าถูกยิง เดินมาเลือดอาบ นี่เป็นฉากที่เคารพ Van Gogh มากๆ ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้ชมก็ไม่จำเป็นต้องเห็นขณะที่เกิดขึ้น แค่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ในบริบทการวิเคราะห์จิตใจของคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย ผมรู้สึกหดหู่ตลอดทั้งเรื่อง เพราะเรารู้อยู่ในใจว่า Van Gogh จะต้องพยายามฆ่าตัวตายในตอนจบ ระหว่างนั้นก็มีหลายฉากที่เขาพยายามจะฆ่าตัวตาย ถึงมันไม่สำเร็จแต่ก็ใจหวิวๆ กลายเป็นภาพหลอนติดตา เห้ย! เอ็งมีปัญหาทางจิตอะไรรุนแรงขนาดนั้นว่ะ!, จิตใจของ Van Gogh ในหนังเรื่องนี้ ไม่เหมือนเด็กเรียกร้องความสนใจแบบ Lust for Life แล้ว มันมีความซับซ้อนมากกว่านั้น ผู้คน สังคม การใช้ชีวิต การวาดรูป อะไรก็ไม่รู้หลายอย่างมันสุมรวมๆกันเข้ามา คงเพราะเทคนิคการเล่าเรื่องที่ให้นักแสดงเล่นออกมาเป็นธรรมชาติที่สุด แบบนี้ทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครมีมิติลึกล้ำซับซ้อน มองไม่เข้าใจว่าข้างในเขาคิดอะไร รู้สึกอย่างไร นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่าหนังเรื่อง Van Gogh ยอดเยี่ยมกว่า Lust for Life มากๆ และเป็นจุดที่ผมชอบมากกว่าด้วย คือเราสัมผัสได้ถึงความซับซ้อนในจิตใจ พยายามทำความเข้าใจแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น, จิตใจของมนุษย์ซับซ้อนมากนะครับ และหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาจนสัมผัสได้

หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็ก จัดเรตที่ 15+ ถ้านี่ไม่ใช่ชีวประวัติของจิตรกรเอกของโลก หนังเรื่องนี้จะคือเรื่องราว จิตใจของชายคนหนึ่งก่อนจะฆ่าตัวตาย แน่นอนไม่เหมาะกับเด็ก หนังไม่ได้ขายงานศิลปะ แนวคิด แรงบันดาลใจหรือผลงาน ผมแนะนำเหมาะกับคนที่เรียนหมอ นักจิตวิทยา จิตวิเคราะห์ คงสนุกไม่น้อยกับการคิดว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในจิตใจของตัวละคร คนที่จะดูหนังรู้เรื่อง ต้องมีประสบการณ์ดูหนังพอสมควรด้วยนะครับ

TAGLINE | “ถึงหน้าตาของ Jacques Dutronc จะไม่ได้คล้าย Vincent van Gogh เลย แต่เราต้องมองลึกเข้าไปข้างใน จะเห็นความสวยงามที่สลับซับซ้อนในหนังของ Maurice Pialat เรื่องนี้”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

1 Comment on "Van Gogh (1991)"

avatar
  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…]  Van Gogh (1991)  : Maurice Pialat ♥♥♥◊ 67 วันสุดท้ายของชีวิตจิตรกรเอก Vincent van Gogh เกิดอะไรขึ้นในจิตใจของเขา เรื่องราว การดำเนินชีวิต ถ่ายทอดออกมาในสไตล์หนังฝรั่งเศส โดยผู้กำกับ Maurice Pialat นำแสดงโดย Jacques Dutronc ชายผู้หน้าตาไม่เหมือน Van Gogh สักนิด แต่การแสดงของเขากินขาด […]