Vertigo (1958)

vertigo

Vertigo (1958) hollywood : Alfred Hitchcock ♥♥♥♥

(18/12/2016) ความหลงใหล คลั่งไคล้ คิดครอบงำ คือความลึกล้ำของ Vertigo ที่กว่าจะได้รับการค้นพบ ต้องเสียเวลาไปกว่า 50 ปี, นี่คือภาพยนตร์เรื่องที่นักวิจารณ์ยกให้เป็นอันดับ 1 ของนิตยสาร Sight & Sound จัดอันดับเมื่อปี 2012 สูงกว่า Citizen Kane มันเป็นไปได้ยังไง บทความนี้อาจมีคำตอบ

การจัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมฝั่งนักวิจารณ์ของนิตยสาร Sight & Sound (นิตยสารภาพยนตร์ ที่ถือว่าเชื่อถือได้ ทรงอิทธิพลต่อวงการที่สุด) นับตั้งแต่ Citizen Kane ติดอันดับครั้งแรกเมื่อปี 1962 ก็ยึดครองบัลลังก์ อันดับ 1 มาตลอดทุกๆ 10 ปี จนกระทั่งเมื่อปี 2012 ได้เกิดการสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อ Vertigo ซึ่งเมื่อตอนปี 2002 ไต่ขึ้นมาถึงอันดับ 2 และอีกสิบปีถัดมา แซงหน้าขึ้นอันดับ 1 ได้สำเร็จ นี่ถือเป็นสิ่งไม่เคยมีใครคาดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น

ชะตากรรมของภาพยนตร์ยอดเยี่ยมระดับโลก มีความแปลกประหลาดพิศวง เพราะทั้ง Citizen Kane และ Vertigo ตอนฉายต่างไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดี ทำเงินไม่ค่อยได้ เป็นสิ่งผิดแปลก ล้ำยุคสมัยเกินกว่าที่ผู้ชม/นักวิจารณ์ ขณะนั้นจะสามารถเข้าถึง ยกย่องเชิดชู แต่เมื่อเวลาผ่านไป Citizen Kane ถือเป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่ได้รับการยอมรับย้อนหลังอย่างกว้างขวาง มีอิทธิพลต่อผู้กำกับรุ่นใหม่ๆอย่างมาก แต่สำหรับ Vertigo หนังไม่ถือว่าหนังมีอิทธิพลต่อชาวโลกระดับนั้น แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างอันมีมนต์เสน่ห์แอบซ่อนอยู่ อันกาลเวลาได้ค่อยๆเปิดเผยความลับนี้ออกมาก จนถึงปัจจุบันใครๆก็สามารถค้นพบความมหัศจรรย์นั้นได้

ผมดู Vertigo มาไม่ต่ำกว่า 4-5 รอบแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เป็นหนังอันดับ 1 ของนิตยสาร Sight & Sound จนเมื่อปีก่อน ก็พอสัมผัสได้ว่าหนังมันมีดี ระดับ Masterpiece แต่ยังไม่สามารถเข้าใจเหตุผล ว่าทำไมนักวิจารณ์ถึงหลงใหล คลั่งไคล้หนังได้เพียงนั้น, สิ่งที่ผมค้นพบจากการ revisit ครั้งนี้ ไม่ได้มาจากการอ่านเจอจากบทวิจารณ์ที่ไหน เกิดขึ้นขณะกำลังคิดวิเคราะห์ ทบทวนทำความเข้าใจ กับข้อสงสัยที่ว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเพิ่งไต่ขึ้นอันดับ 1 ได้สำเร็จ หลังจากที่ Citizen Kane ยึดครองโลกมากว่า 50 ปี, คำตอบคือ นอกจากหน้าหนัง/เนื้อหนัง/ใจความสำคัญ ทั่วๆไปที่หาพบได้ในภาพยนตร์ทุกเรื่อง Vertigo ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ผมขอเรียกว่า ‘จิตวิญญาณของหนัง’ การค้นพบสิ่งนี้ทำให้ผมตระหนักได้ว่า Vertigo สมควรแล้วที่จะมีที่ยืนในตำแหน่งสูงสุดสักครั้ง เพราะ passion, obsession ที่ถ้าคุณค้นพบว่ามันคืออะไร การได้อันดับ 1 ถือว่าเป็นการตอบแทนความทะเยอทะยานที่มีมานมนาน นับตั้งแต่ครั้นที่สร้างเสร็จออกฉายเมื่อกว่า 50 ปีก่อนโน่น

ถ้าให้คาดการณ์ถึงการจัดอันดับครั้งต่อไป Vertigo จะยังสามารถยึดบัลลังก์นี้ได้ถาวรไหม … ไม่รู้สิครับ

ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง D’entre les morts (From Among the Dead) โดยนักเขียนนิยายอาชญากรรมชื่อดังของฝรั่งเศส Pierre Boileau และ Pierre Ayraud (หรือ Thomas Narcejac) ใช้นามปากร่วมกันว่า Boileau-Narcejac ตีพิมพ์เมื่อปี 1954, ทีแรก Hitchcock สนใจนิยายอีกเรื่อง คือ Celle qui n’était plus (She Who Was No More) แต่ถูก Henri-Georges Clouzot ผู้กำกับชื่อดังชาวฝรั่งเศสชิงซื้อลิขสิทธิ์ตัดหน้า สร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Les Diaboliques (1955), คนที่แนะนำให้ Hitchcock รู้จักกับ D’entre les morts คือ François Truffaut ที่บอกว่านิยายเรื่องนี้ เหมือนเขียนเพื่อให้ Hitchcock กำกับโดยเฉพาะ, ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย Alec Coppel และ Samuel A. Taylor.

เรื่องราวของอดีตนายตำรวจ San Francisco, John ‘Scottie’ Ferguson (รับบทโดย James Stewart) เกษียณออกจากงาน เพราะพบว่าตัวเองเป็นโรคกลัวความสูง (Acrophobia) ได้พบกับเพื่อนเก่าที่หายไปนาน Gavin Elster (รับบทโดย Tom Helmore) ต้องการให้ช่วยติดตามภรรยา Madeleine Elster (รับบทโดย Kim Novak) ที่ระยะหลังมักมีท่าทีแปลกๆ ชอบหายตัวไปทั้งวัน แล้วอ้างว่าจำเหตุการณ์อะไรไม่ได้เลย สืบเสาะว่าเธอมีปัญหาอะไร หรือแท้จริงแล้วมีอะไรกำลังเกิดขึ้นหรือเปล่า?

นำแสดงโดย James Stewart กับการร่วมงานครั้งที่ 4 ครั้งสุดท้ายกับ Hitchcock (ที่ไม่ได้ร่วมงานอีกแล้ว สงสัยเพราะ Stewart งอน Hitchcock ที่ไม่ยอมเลือกเขาแสดงใน North by Northwest-1959) ครึ่งแรกของหนังเราจะเห็น Stewart หน้านิ่วคิ้วขมวดแทบติดกัน ด้วยความใคร่สงสัยอยากรู้ ต้องการค้นหาคำตอบของบางสิ่งบางอย่าง, ครึ่งหลังเขามีความคิดครอบงำ (Obsession) ต้องการพิสูจน์บางสิ่งบางอย่าง คิ้วช่วงนี้จะไม่ค่อยขมวด แต่จะยักขึ้นแสดงฉงนความสงสัย, ตอนจบของครึ่งแรกและครึ่งหลัง คือความช็อก ตกใจระดับ วิญญาณออกจากร่าง

การแสดงของ Stewart ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนว่าเขามีความอ่อนล้า เบื่อหน่ายในบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งกับ Vertigo ช่วงแรกๆเราก็สามารถรับความรู้สึกนั้นได้ แต่พอเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ เหมือนบางสิ่งบางอย่างในตัวเขาได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น Stewart แสดงความใคร่สนใจออกมา ครอบงำยืดเยื้อในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนตอนท้าย ถ้าไม่ได้คำตอบก็ฆ่ากันให้ตายไปเลยดีกว่า!

สำหรับบท Madeleine Elster ทีแรกเป็นของ Vera Miles ที่เคยร่วมงานกับ Hitchcock จากหนังเรื่อง The Wrong Man (1956) แต่เพราะความล่าช้าของโปรดักชั่น ทำให้ Miles ตั้งท้อง ต้องถอนตัว จึงมาลงเอยที่ Kim Novak ที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังจาก Picnic (1955), The Man with the Golden Arm (1955) และ Pal Joey (1957)

Madeleine Elster หญิงสาวผมบลอนด์ ภรรยาของ Gavin Elster ชื่นชอบการขับรถกินลมยังสถานที่ต่างๆ อาทิ สุสาน, พิพิธภัณฑ์จัดแสดงรูปวาด, อ่าว San Francisco ฯ มันเหมือนว่าร่างของเธอถูกวิญญาณของใครสักคนสิงสถิตย์อยู่ ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคิด/ทำอะไรอยู่

Judy Barton หญิงสาวผมทอง ตกหลุมรัก Scottie อย่างโงหัวไม่ขึ้น ทีแรกเธอตั้งใจจะจากไปเพราะไม่อยากให้รู้ความจริง แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะรักมากจึงยอมทุกอย่าง กระทั่งเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกจนเหมือนคนรักเก่า

การแสดงของ Novak ในตอนที่หนังออกฉายได้รับคำติเตียนถึงความวอกแวก ลุกลี้ลุกลน บ้างว่าเลือกนักแสดงมาผิด (miscast) แต่เมื่อเวลาผ่านไป การแสดงของเธอได้รับความยกย่องว่ามีความสมจริง โดยเฉพาะการแสดงออก 2 บุคลิกภาพ วอกแวก คือความลังเลไม่แน่ใจ ลุกลี้ลุกลน คือความอึดอัดอั้น ที่ไม่สามารถพูดบอกความจริงออกไปได้

Novak เคยให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมงานกับ Hitchcock บอกว่า เขาให้อิสระในการเข้าถึงตัวละคร เพียงแต่ว่า การเคลื่อนไหว ตำแหน่งที่ยืน/เดิน เสื้อผ้าที่สวมใส่ อะไรที่ต้องทำบ้าง นี่คือสิ่งที่เขาจะกำหนดไว้ให้ และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งคัด

“I know that Hitchcock gave me a lot of freedom in creating the character, but he was very exact in telling me exactly what to do. How to move, where to stand. I think you can see a little of me resisting that in some of the shots, kind of insisting on my own identity.”

Barbara Bel Geddes รับบท Midge Wood อดีตคู่มั่นของ Scottie ปัจจุบันเป็นเพื่อนสาวที่ยังใกล้ชิดสนิทสนม เหมือนว่าเธอยังพยายามอ่อยเหยื่อ เรียกร้องความสนใจ แต่ทำอะไรก็ผิดพลาดไปหมด, เห็นว่าตัวละครนี้ไม่มีอยู่ในฉบับนิยายนะครับ เป็น Samuel A. Taylor ที่ใส่เพิ่มตัวละครนึ้ขึ้นมา เพื่อเป็นกระจก/ภาพวาด สะท้อนการมีตัวตนของ Madeleine จะเห็นว่าหลายสิ่งอย่างของทั้งสองจะตรงกันข้าม อาทิ Scottie มอง Madeleine จากในรถ/Midge มอง Scottie จากในรถ, Scottie พา Madeleine ไปค้นหาความทรงจำ, Midge พา Scottie ไปหาคำตอบในอดีต  ฯ

ภาพวาด Carlotta (Portrait of Carlotta) ที่เห็นในหนังทั้งหมดวาดโดย John Ferren (เคยวาดประกอบหนังของ Hitchcock เรื่อง The Trouble With Harry-1955) ตอนแรกวาดโดยใช้ Vera Miles เป็นแบบ แต่เพราะเธอถอนตัวเลยกลายเป็นภาพที่ไม่ได้ใช้

ภาพวาด Carlotta ของ Kim Novak [เธอเงยหน้าขึ้นมอง]

และ Midge Portrait (วาดเลียนแบบ Carlotta) [กล่องถ่ายมุมมองลงมา]

ถ่ายภาพโดย Robert Burks ขาประจำของ Hitchcock ในช่วงทศวรรษ 50s-60s, ความโดดเด่นของงานภาพเรื่องนี้ คือการเลือกตำแหน่ง ทิศทาง มุมมองของภาพ ที่มีความเปะมากๆ

ถ้าสังเกตให้ดี หลายฉากจะมีการใช้ Rear Projection ไม่ได้ไปถ่ายยังสถานที่จริง (คือไปถ่ายฟุตเทจของสถานที่จริงเก็บไว้ แล้วนำมาฉายขึ้นฉากในสตูดิโอ) นี่เพราะ Hitchcock ต้องการควบคุมสภาพแวดล้อมของแต่ละฉากให้ได้ดั่งใจ การถ่ายทำในสตูดิโอถือว่าทำได้สะดวกกว่าสถานที่จริง อาทิ

– ฉากวนอุทยาน พื้นหลังคือภาพฟุตเทจจาก Big Basin Redwoods State Park, California นี่ถือเป็นหนึ่งในฉากโคตรคลาสสิกของหนังเลยนะครับ เพราะคำพูดของหญิงสาวที่ว่า “Here I was born, and there I died. It was only a moment for you; you took no notice.” ชีวิตมนุษย์มันช่างสั้นนิดเดียว เมื่อเทียบกับอายุของต้นไม้/ธรรมชาติ/โลก

– อ่าว San Francisco พื้นหลังเป็นภาพจากฟุตเทจ ฉากนี้ถ่ายที่แทงค์น้ำหลัง Paramount Studios, Hollywood นี่ถือเป็นหนึ่งในช็อตตำนาน น่าจะมีหนังเกิน 100 เรื่องแล้วมั้งที่ ถ้าถ่ายสะพาน Golden Gate ต้องใช้มุมกล้องคล้ายๆกันนี้

หนังยังมี 2 ช็อตในตำนาน ที่ถือว่าเป็นลายเซ็นต์ของหนัง

1) ซูมออกแล้วเลื่อนกล้องเข้า (Zoom out and Track in) บ้างเรียกว่า Contra-Zoom หรือ Trombone Shot ถ่ายโดย Irmin Roberts ตากล้องกอง 2 (Second Unit) นี่เป็นช็อตที่ทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึก Vertigo วิงเวียน วูบเหมือนกำลังจะตกจากที่สูง เห็นว่าค่าใช้จ่ายถ่ายทำฉากนี้สูงถึง $19,000 เหรียญ (หมดไปกับค่าทำ dolly เพราะต้องเคลื่อนกล้องเข้าขณะซูม)

2) ภาพจากมุมสูง ฝั่งซ้ายเห็นคนกำลังปีนหลังคา ฝั่งขวาเห็น Scottie กำลังวิ่งหนี, หอคอยที่เห็นนี้ไม่มีอยู่จริงนะครับ เป็นโมเดลที่สร้างขึ้นแล้วเอาตัวละครใส่เข้าไป (ทำยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน) นี่เป็นช็อตที่ถือว่าเป็นจุดหมุนของหนัง (เหมือนจุดเปลี่ยน แบ่งครึ่งแรก/ครึ่งหลัง)

ออกแบบเครื่องแต่งกายโดย Edith Head สีเสื้อผ้าที่ใช้ เป็นการบ่งบอกอารมณ์ของตัวละคร,
– Madeleine ชอบใส่สูทสีเทา นี่เป็นสีที่ไม่เข้ากับผมบลอนด์ แต่มีความหมายทางจิตวิทยา แสดงถึงความผิดปกติข้างในจิตใจ เย็นชา ไม่รับรู้ร้อนหนาว
– แต่มีครั้งหนึ่งที่ Madeleine ใส่ชุดสีดำ คลุมด้วยเสื้อสีขาว ขณะไปหา Scottie ที่อพาร์ทเมนท์ นี่เป็นชุดที่มีสีเหมาะกับผมบลอนด์ เป็นธรรมชาติ นี่แสดงถึงเป็นตัวตนของเธอจริงๆ
– Judy ชุดสีเขียว ผมสีแดง นี่ไม่ได้แปลว่าในใจของเธอมีสีสันอะไรนะครับ เขียวที่เห็นนั้นหม่นหมอง หมายถึงความขุ่นข้องหมองใจ อึดอัดคับแค้น อิจฉาริษยา แสดงถึงความรู้สึกที่ปรารถนาจะครอบครอง
– Scottie มักจะใส่สูทสีน้ำตาล ทึมๆ ทื่อๆ

สำหรับ Special Effect ของหนัง มีเด่นๆอยู่ 2 ฉาก

1) ฉาก Opening Title ออกแบบโดย John Whitney ใช้การบันทึกภาพจากจอภาพปืน M5 (ปืนยิงต่อต้านเครื่องบิน anti-aircraft ที่จะมีหน้าจอเรดาร์ จับวัตถุที่เคลื่อนไหว) ภาพที่เกิดขึ้นเรียกว่า Spirographic (หรือ Lissajous waves)

2) ฉาก Nightmare Sequence ของ Scottie ออกแบบโดย John Ferren, ประกอบด้วย การเล่นแสงสี, ภาพวาดอนิเมชั่น, ถ่ายเฉพาะหัวของ James Stewart ซ้อนกับ Special Effect ที่เตรียมแยกไว้ ฯ

ตัดต่อโดย George Tomasini, กับเทคนิค ใช้การตัดต่อแทนสายตาตัวละคร ถือว่าประสบความสำเร็จมากกับหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ Scottie ขับรถติดตาม Madeleine, วิธีการคือ ใช้การตัดสลับภาพ ระหว่างการขับรถ/สีหน้า/ปฏิกิริยาของ Scottie และภาพที่เขาเห็น รถของ Madeleine ขณะเข้าโค้ง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ฯ การตัดสลับนี้มีนับครั้งไม่ถ้วน จนเหมือนว่า สายตาของ Scottie กลายเป็นสายตาของผู้ชม (เทคนิคนี้ Hitchcock เคยใช้อย่างประสบความสำเร็จมาแล้วใน Rear Windows-1954) แต่กับคนที่ดูหนังไม่เป็น เห็นแบบนี้ได้หาวกว้างๆ ง่วงหลับแน่นอน เพราะตอนผมดูครั้งแรกๆ ก็แทบทนผ่านช่วงนี้ไปไม่ได้เลย รู้สึกว่ามันช้า อืดอาด ไม่รู้จะทำให้มันเยิ่นยาว เวิ่นเว้อไปทำไม แต่ถ้าคุณเข้าใจเหตุผล เทคนิค วิธีการของการตัดต่อนี้แล้ว ลองตั้งใจดูอีกที เชื่อว่าคงไม่เบื่อแน่ เพราะทุกการตัดต่อมีเนื้อเรื่อง เหตุผล ใจความของมันชัดเจนในทุกช็อต (นี่เรียกว่า ภาษาภาพยนตร์) ไม่มีเวิ่นเว้อ เยิ่นยาวเกินความจำเป็นเลยนะครับ

การดำเนินเรื่อง  ครึ่งแรกเล่าผ่านมุมมองของ Scottie ทั้งหมด ผู้ชมจะรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าไปในวังวง ความคิดพิศวง หลงใหล คลั่งไคล้ของ Scottie ถูกหนังครอบงำ นำทางความเข้าใจของคุณทั้งหมด นี่ทำให้ขณะเกิดเหตุพลิกผันเมื่อจบครึ่งแรกและครึ่งหลัง ผู้ชมจะมีอาการช็อก อึ้งทึ่ง พูดไม่ออก บอกไม่ถูกเหมือนกับตัวละคร Scottish ไม่มีผิด

ครึ่งหลังของหนัง หลังจาก Scottie ได้พบกับ Judy หนังเปลี่ยนมุมมองเล่าเรื่องมาเป็นของเธอ มีการเฉลยปริศนาของหนัง (ใช้เสียงบรรยาย ขณะ close-up ใบหน้าของเธอ ขณะเขียนจดหมาย) นี่คือสิ่งที่ผู้ชมจะได้รับรู้เข้าใจโดยทันที แต่ขณะนั้น Scottie ยังไม่ทราบ เราเหมือนจะเห็นมุมกลับของหนัง Judy ที่ตัดสินใจ ยอมให้ Scottie ทำทุกอย่างกับเธอ เพราะความรักที่ล้นเอ่อ แต่สิ่งที่เขาทำกับเธอ มันเหมือนว่าไม่ใช่เพราะรัก แต่เป็น Madeleine ที่หลงใหล ต้องการได้คืนมา, นี่ทำให้เรารู้สึกสมเพศในความดื้อด้านของ Scottie และสงสาร Judy แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะนี่เป็นสิ่งที่เธอเลือกเอง

และพอถึงขณะที่ Scottie ล่วงรู้ความจริง (ผู้ชมควรจะเข้าใจภาษาภาพยนตร์นี้ได้นะครับ เพราะกล้องมีการซูมเข้าไปที่สร้อยคอ แล้วตัดไปที่ภาพวาดของ Carlotta นี่ตรงไปตรงมาว่าหมายถึง ทั้งสองคือคนๆเดียวกัน) นับจากวินาทีนั้น การกระทำของเขาเหมือนการชำระแค้น ล้างบาป หาคำตอบ เอาชนะตนเอง โดยไม่สนว่าต้องแลกกับอะไร … ซึ่งตอนจบ ผลลัพท์ที่ได้ ก็ถือว่าสาสมกับสิ่งที่เขาเกินเลยมากไป เป็นครั้งที่ 3 กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ยังกับเป็นวัฏจักรของอะไรสักอย่าง

เพลงประกอบโดย Bernard Herrmann, ความพิศวง ที่ค่อยๆทวีความสงสัย สะสมเพิ่มพูน จนพร้อมระเบิดออก นี่คือสไตล์เพลงประกอบของ Herrmann เลยก็ว่าได้ ที่เมื่อนำมาใส่ในหนังของ Hitchcock แล้วมีความเข้ากันได้พอดีลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ

ความอลังการของเพลงประกอบ อยู่ที่เครื่องเป่าที่มาเป็นจังหวะครั้งๆคราวๆ ไม่ได้ลากยาวต่อเนื่อง แล้วเครื่องดนตรีอื่นจะค่อยๆประสานประกอบ สร้างอารมณ์ความรู้สึก ให้ก่อตัวขึ้น เป็นความอึดอัดอั้น ฉงนสงสัย มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป รุกรี้เร้ารนทนไม่ได้ อยากรู้เสียเหลือเกินว่าต่อไปจะเป็นยังไง

Midge: You want to know something? I don’t think Mozart’s going to help at all.

เพลงที่ Midge เปิดคือ Mozart: Symphony No. 34 in C, K. 338 แต่งขึ้นเมื่อปี 1780 มีทั้งหมด 3 ท่อน เรียกว่า festive symphony หรือ trumpet symphony, ความหมายของประโยค ‘Mozart คงช่วยไม่ได้’ นี่เป็นการแซวนะครับ เพราะเพลงของ Mozart มีความเชื่อกันว่า เป็นเพลงที่ใช้บำบัดผู้ป่วย คนไข้/เปิดให้เด็กเล็กฟัง จะช่วยสร้างเสริมพัฒนาการ ฯ ซึ่งสไตล์เพลงของ Mozart มีความสนุกสนาน ครึกครื้น แต่ Scottie ขณะนั้นเป็นโรคซึมเศร้า ดูแล้วคงช่วยไม่ได้ (แซว: จริงๆน่าจะเอา Beethoven มาเปิดให้ฟัง เชื่อว่าคงกู่ไม่กลับเลย)

Vertigo เป็นเรื่องราวของ ความหลงใหล คลั่งไคล้ ยึดติด คิดครอบงำจิตใจ (Obsession) แทบทุกตัวละคร
– Scottie เป็นโรคกลัวความสูง เพราะจิตใจ จดจำ ฝังติดกับภาพเหตุการณ์ ความทรงจำ ที่เลวร้ายในอดีต ไม่สามารถก้าวผ่านได้
– Madeleine หญิงสาวที่ยึดติดอยู่กับอดีตชาติ ภาพวาด ตัวตนในอดีต
– Midge หญิงสาวที่ยึดติดกับความรักของตนในอดีต

เหตุที่ Scottie ต้องการช่วย Madeleine ให้ระลึกสิ่งที่เธอทำให้ได้ เป็นการช่วยบำบัดโรคกลัวความสูงของตนเองทางอ้อมด้วยนะครับ เพราะจะทำให้เขาค้นพบวิธีฝังความทรงจำแย่ๆของตนได้ (แต่สุดท้ายพอเธอตกตึกก็จบกัน หมดหวังกันพอสี)

ส่วนครึ่งหลัง
– Scottie ยึดติดกับภาพลักษณ์ของ Madeleine (ภายนอก) ต้องการได้เธอมาครอบครอง
– Judy หญิงสาวที่ยึดติดในความรักต่อ Scottie (ภายใน) ต้องการเป็นของเขาด้วยใจ

หนังไม่ได้ต้องการนำเสนอ วิธีการเอาชนะความหลงใหลยึดติด แต่เป็นการนำเสนอภาพของคน/สิ่ง ที่มีความคลั่งไคล้ ต้องการเข้าครอบงำยึดครอง เป็นเจ้าของ และผลลัพท์ของความไม่รู้จักพอ คือการสูญเสียทุกสิ่งอย่าง

คนทั่วไปคงเข้าใจสไตล์ ลายเซ็นต์หนังของ Alfred Hitchcock ว่ามักจะมีความตื่นเต้น ระทึก เร้าใจ สนุกสนาน มีความเป็นศิลปะทั้ง ภาพ/ตัดต่อ/เพลงประกอบ และชอบมีหักมุม คาดไม่ถึง, แต่การได้ดูหนังเรื่องนี้ ทำให้ผมเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ความสนใจของ Hitchcock คือ การเล่นกับอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์, เช่น Psycho/The Bird นำเสนอความหวาดกลัว, Notorious พูดถึงความต้องการ (lust), Rebecca ความอิจฉาริษยา, North by Northwest ความบังเอิญ, Rear Windows ความใคร่รู้ใคร่สงสัย ฯ กับ Vertigo คือ Obsession ความคลั่งไคล้ยึดติด นี่ถือเป็นอารมณ์ของมนุษย์ที่มีความชั่วร้ายอยู่มากทีเดียว

Hitchcock เป็นผู้กำกับที่หลงใหลคลั่งไคล้ในผู้หญิงผมบลอนด์เป็นอย่างมาก (หนังของ Hitchcock แทบทุกเรื่อง นางเอกต้องผมสีบลอนด์ จนมีชื่อเรียก Hitchcock Blonde) เขามองว่าสีบลอนด์มีความสง่างาม ดูดีมีสกุล สมบูรณ์แบบ (perfect women) [คงเพราะแม่ของเขา ผมสีบลอนด์ด้วยกระมัง] กับหนังเรื่องนี้ เราสามารถมองในมุมศิลปินของผู้กำกับ ว่าเป็นเหมือนชีวประวัติส่วนตัวของเขา ที่มีความคลั่งไคล้ ต้องการควบคุม ครอบครองพวกเธอ จับให้เดินซ้ายขวา ทำตามโน่นนี่นั่นตามคำสั่ง (แบบเดียวกับที่ Hitchcock ทำกับนักแสดงหญิงผมบลอนด์ทุกคนในหนังของเขา)

“Did he train you? Did he rehearse you? Did he tell you what to do and what to say?”

ประโยคที่ Scottie พูดกับ Judy ตอนท้าย มองได้คล้ายประโยคที่ Hitchcock พูดกับสาวผมบลอนด์ทั้งหลาย ที่ได้เคยปลุกปั้นมา แล้วเธอก็ไปประสบความสำเร็จโด่งดังกับผู้กำกับ/หนังอื่น

เกร็ด: สาวบลอนด์ของ Hitchcock คือแรงบันดาลใจให้เกิด สาวบอนด์ของแฟนไชร์ James Bond

ที่เล่ามาตั้งแต่ต้นจนถึงจุดนี้ คือส่วนที่เรียกว่า หน้าหนังกับเนื้อหนัง ต่อจากนี้ผมจะพูดถึงสิ่งที่ผมค้นพบ อันเรียกว่า ‘จิตวิญญาณของหนัง’

ถ้าเรามองหญิงสาว เป็นสิ่งสัญลักษณ์ชนิดหนึ่ง แทนด้วย ‘ภาพยนตร์’ ก็จักได้ใจความว่า ‘ความหลงใหล คลั่งไคล้ในโลกของภาพยนตร์’ ตอนที่ผมคิดได้ถึงระดับนี้ ก็ขนลุกเลยละครับ เพราะมันสื่อถึงจิตวิญญาณความคลั่งไคล้ในโลกภาพยนตร์ของ Hitchcock, เขาอาจสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นด้วยสันชาติญาณ ความต้องการ ครอบครอง เป็นเจ้าของ แต่สิ่งที่เขาสร้างขึ้นนี้ สามารถมองได้เป็นความทะเยอทะยาน ท้าทาย ที่จะดึงดูดผู้ชม ให้เกิดความหลงใหล คลั่งไคล้ในภาพยนตร์เฉกเช่นกันกับเขา

สาเหตุที่ผมแทน ผู้หญิง ด้วย ภาพยนตร์ นี่เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะครับ เพราะถ้าเปรียบความสวยงาม ละเอียดอ่อนไหว เรื่องมาก ขี้งอน นิสัยของผู้หญิงก็คล้ายๆกับภาพยนตร์ ที่มีความสวยงาม ละเอียดอ่อนไหว ต้องทำความเข้าใจ และเอาใจยาก, ในขณะที่ผู้ชาย สามารถเปรียบได้ทั้ง ผู้ชม/ผู้สร้าง มองหญิงสาวด้วยความใคร่ครอบครอง/สร้างสรรค์ ต้องการชื่นชม/ควบคุม ฯ

ผมได้วิเคราะห์ไปแล้วว่า เทคนิคการตัดต่อของหนัง มันเหมือนทำให้ผู้ชม สามารถรู้สึก/เข้าใจ/ถูกดึงดูดเข้าไป/รับรู้ ได้ตามที่ตัวละคร Scottie แสดงออกมา, เมื่อแทน Madeleine ด้วย ‘ภาพยนตร์’ และ Scottie คือตัวคุณเอง สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ จึงเหมือนการที่เราหลุดเข้าไปในโลกของภาพยนตร์, อาการของคนชื่นชอบ หลงใหล คลั่งไคล้ คนบ้าหนังที่ดูหนังเยอะๆ ก็เหมือนคนเสพยา เลิกไม่ได้ ขาดเป็นตาย ทั้งๆที่ภาพยนตร์แต่ละเรื่องก็เวียนวนอยู่ในรูปลักษณะเดิม มีแต่จะถลำลึกเข้าไป จนสุดท้าย ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสูญสลาย ตายจากไปสักข้าง วงจรนี้ถึงจะยุติ

ผู้ชมที่ยอมให้ตัวเองถูกหนังดึงดูดไป ก็จะเห็นความลึกล้ำที่ซ่อนอยู่ภายในของหนัง แต่กับคนที่ยังต่อต้าน ไม่ปล่อยตัวเองมากพอ (หรือประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์ยังไม่สูงพอ) จะมีโอกาสเห็น Vertigo แค่หน้าหนัง เนื้อหนัง แต่มันยังมีอีกชั้นหนึ่งแอบซ่อนไว้ ลึกอยู่ข้างใน, นี่น่าจะคือเหตุผลที่ทำไม ต้องใช้เวลาถึง 50 ปี หนังถึงไต่เต้าขึ้นถึงบัลลังก์ราชา เพราะเมื่อสื่อภาพยนตร์เริ่มเข้าถึงสะดวก มีความแพร่หลาย ผู้คนมากมายได้รับชม จากเพียง 1% ของผู้ชมสมัยก่อนที่มองเห็นความสวยงามถ่องแท้ของหนัง ได้แพร่ขยายกลายเป็น 2% เป็น 4% เป็น 8% ความยิ่งใหญ่ของ Vertigo ที่คือ ความหลงใหลคลั่งไคล้ที่ค่อยๆสะสมเพิ่มพูนทวี มีผู้รับรู้/เห็น/เข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สักวันหนึ่งมันคงถึงจุดมากสุด สูงสุด และวันนั้นของหนังก็ได้มาถึงแล้ว

ด้วยทุนสร้าง $2.5 ล้านเหรียญ หนังทำเงินเพียง $7.3 ล้านเหรียญ นี่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับหนังของ Hitchcock เรื่องอื่นในทศวรรษนั้น, หนังได้เข้าชิง Oscar 2 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Art Direction
– Best Sound

ความยอดเยี่ยมของหนัง นอกจากอันดับ 1 ของนิตยสาร Sight & Sound: Critic’s Poll ปี 2012 แล้ว ยังติดอันดับ
– อันดับ 7 นิตยสาร Sight & Sound: Director’s Poll ปี 2012
– อันดับ 61 จัดอันดับ AFI: Greatest American Films Of All Time ปี 1998
– อันดับ 9 จัดอันดับ AFI: Greatest American Films Of All Time ปี 2007
– อันดับ 8 นิตยสาร Cahiers du cinéma: Top 100 of all time

การดูครั้งล่าสุด ผมเกิดความชื่นชอบหนังขึ้นมาเล็กน้อย แต่คิดว่าคงไม่มากไปกว่านี้ เพราะหนังขาดองค์ประกอบที่เป็นความชอบ/ประทับใจส่วนตัว, ถึงความคลั่งไคล้หลงใหล จะแสดงถึงความชื่นชอบ บ้าคลั่งในภาพยนตร์ แต่กว่าจะค้นพบจิตวิญญาณของหนังนี้ มันยากเหลือเกิน กว่าที่จะหลงใหล คลั่งไคล้ เทิดทูนยกย่องหนังไว้ในที่สมควรก็เพียงพอแล้ว ‘หนังดีใช่ว่าจะต้องถูกรสนิยมของคนทุกคน’

ถ้าคุณอยากเริ่มต้นกับหนังของ Hitchcock ผมไม่แนะนำ Vertigo ให้เป็นหนังเรื่องแรกของคุณนะครับ เพราะหนังมีความยาก และต้องใช้ความอดทนในการทำความเข้าใจพอสมควร แนะนำ Rebecca (1941) ก่อนเลย แล้วจะตามด้วย North by Northwest (1959), The Bird (1963), Psycho (1960) ก็แล้วแต่ชอบนะครับ

แนะนำกับคนเป็นโรคกลัวความสูง (มันจะมีประโยชน์อะไรไหมนิ), คอหนัง Thriller สไตล์ Hitchcock, แฟนหนัง James Stewart, Kim Novak และชอบฟังเพลงประกอบแนวๆของ Bernard Herrmann ไม่ควรพลาด

แนะนำอย่างยิ่งกับคนทำงานสายภาพยนตร์ทุกแขนง ศึกษาหลงใหล คลั่งไคล้ ครอบงำ ให้เข้าถึงเทคนิค วิธีการอย่างแจ่มแจ้ง ก็จักเห็นความสมบูรณ์แบบของหนังเรื่องนี้ ที่ได้รับการยกย่องสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในปัจจุบัน

จัดเรต 13+ กับงานภาพที่มีความมึนสูง

TAGLINE | “Vertigo มีความหลงใหล คลั่งไคล้ คิดครอบงำ คือความลึกล้ำของ Alfred Hitchcock ที่ต้องใช้การเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE


Vertigo

Vertigo (1958)

(23/11/2015) หนังดีใช่ว่าจะต้องถูกรสนิยมของคนทุกคน ผมดูหนังของ Alfred Hitchcock มาก็หลายสิบเรื่อง บอกตามตรงว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ผมชอบเลย แต่ก็ยอมรับว่าหนังมีความเป็นศิลปะที่สุดเรื่องหนึ่งของ Hitchcock

ก่อนอื่นพูดถึงความน่าสนใจของ Vertigo ก่อน นิตยสาร Sight & Sound เป็นนิตยสารเกี่ยวกับหนังชื่อดังเล่มหนึ่ง ซึ่งมักจะรวบรวมผลงานระดับคุณภาพในแง่ของการสร้างจากทั่วทุกมุมโลก Sight = ภาพ Sound = เสียง การจัดอันดับของ Sight & Sound มักเป็นงานที่ได้รับการยกย่อยในแง่ของความเป็นศิลปะที่สุดระดับโลก ในบรรดาชาร์ททั้งหมดที่มีในโลกผมถือว่าชาร์ทนี้สุดยอดที่สุดนะครับ เพราะเขาตัดสินหนังด้วยเทคนิค คุณภาพและความเป็นศิลปะของหนังจริงๆ และหนังอันดับ 1 ของชาร์ทนี้ไม่ใช่ Citizen Kane แต่เป็น Vertigo (Citizen Kane อยู่อันดับ 2) ส่วนในชาร์ตของ AFI Top 100 Vertigo อยู่อันดับ 9 ซึ่งถือว่าสูงมากๆ น่าเสียดายที่ตอนหนังฉาย Vertigo ไม่ได้เข้าชิงรางวัลอะไรๆเลยในปีนั้น แต่กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า Vertigo เป็นหนังที่ได้รับการกล่าวขวัญ ว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดของ Alfred Hitchcock

James Stewart ในทศวรรษนั้น เล่นหนังของ Hitchcock หลายเรื่องทีเดียว แต่ละเรื่องก็ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก นอกจาก Vertigo แล้วยังมี Rare Window, The Man Who Knew Too Much แต่จะว่าเป็นยุคที่เขาเริ่มถึงจุดอิ่มตัวทางการแสดงก็ว่าได้ การแสดงของเขาใน Vertigo ผมรู้สึกเลย James Stewart เล่นได้เอื่อยๆ เนือยๆมาก ดูแล้วเหนื่อยแทน เพราะเหมือนพี่แกเริ่มเบื่อๆ ดูเหมือนไม่ค่อยทุ่มเทเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกนี้ใช่เลย นี่เป็นตัวละครที่ออกแบบมาเพื่อให้เขา ณ ช่วงเวลานั้นเล่น เป็นตัวละครที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนของชีวิต เขาขาดความมั่นใจ ไม่แน่ใจในตัวเอง สับสน ว้าวุ่น อารมณ์อึมครึม กลายเป็นว่าความเนือยๆนั้น กลายเป็นหนึ่งในสุดยอดการแสดงของ James Stewart ซะงั้น

สำหรับนักแสดงนำหญิง Kim Novak บอกเลยว่าผมไม่รู้จักครับ นอกจาก Vertigo แล้ว ไม่ก็ไม่เคยเห็นเธอในหนังเรื่องอื่นเลย ดูในเครดิตก็ไม่มีเรื่องที่ผมรู้จักเลย จึงให้ความเห็นไม่ได้เท่าไหร่ ใน Vertigo คงบอกได้แค่ว่า เธอเล่นดี เท่านี้นะครับ … อ๋อ เกือบลืมไป หนังของ Hitchcock ทุกเรื่อง จะมี Hitchcock โผล่มาแวบๆ หากันเจอรึเปล่า ผมเห็นเดินๆผ่านหน้ากล้องอยู่ฉากนึงนะครับ

Vertigo ดัดแปลงมาจากหนังสือเรื่องหนึ่ง ผมชอบแนวคิดของหนังเรื่องนี้นะ ชายผู้เป็นโรคกลัวความสูง เขาต้องทำงานที่คล้ายๆกับการรักษาตนเอง แต่แทนที่เขาจะหาย กลับเป็นหนักขึ้นไปอีก ในองก์หลังเขาพยายามรักษาตนเองให้หาย ด้วยการไขปมจากองก์แรก ไปสู่ตอนจบที่ … เขาจะหายจากการเป็นโรคกลัวความสูงหรือเปล่า? บทหนังเรื่องนี้ซับซ้อนทีเดียว แต่มีการนำเสนอ ตัดต่อ เล่าเรื่องที่เรียบง่ายมากๆ ค่อยๆเปิดเผยเรื่องราวออกทีละเล็กทีละน้อย ตอนผมดู อารมณ์ ความสงสัยมันค่อยๆสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเราเดินขึ้นบันได จนถึงจุดๆหนึ่ง(ถึงบันไดขั้นสูงสุด) มันก็ระเบิดออก (เกิดเป็น Vertigo) ณ จุดนี้คือจบองก์แรก พอเข้าสู่องก์สองเป็นการพยายามล้อเหตุการณ์กับองก์แรกได้น่าสนใจมาก เหมือนการเริ่มต้นไต่ขึ้นบันไดอีกครั้ง แต่คราวนี้เรื่องราวได้นำพาตัวละครไปถึงจุดที่ไม่อาจหวนคืนได้ ว่าไปช่วงองก์หลังมันรู้สึกฝืนๆบ้าง แต่ก็เพื่อตอนจบครับ พอถึงตอนจบแล้วจะพูดไม่ออกเลยครับ อารมณ์แบบนี้ฉันจะรู้สึกยังไงละนี่ เป็นหนังสไตล์ Hitchcock ของแท้เลยละครับ

ด้านการออกแบบฉาก เราจะเห็นความเป็นเหลี่ยม เป็นมุมอยู่ในทุกๆฉากเลย แต่ในความเหลี่ยมๆมุมๆนั้น มันจะโค้งๆมนๆ ให้ความรู้สึกคล้ายๆกับ Vertigo มีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมชอบมาก คือฉากในร้าน… (จำชื่อร้านไม่ได้) ที่กำแพงรอบด้านเป็นผ้ากำมะหยี่สีแดง เป็นฉากเปิดตัวนักแสดงนำหญิง เธอใส่ชุดสีเขียว ผมเห็นการออกแบบฉากนี้ก็ยิ้มๆละครับ สีแดงกับสีเขียวมันตัดกัน คือเด่นมาก ในขณะที่คนอื่นในร้านจะใส่สูทสีเข้มๆ ผมของเธอสีทองทำให้ตัวละครนี้เด่นขึ้นไปอีก เรื่องชุด สังเกตว่าสูทในเรื่อง นางเอกจะใส่สีเทาๆ เป็นสีที่ให้อารมณ์อึมครึมมาก นี่เป็นหนังเรื่องที่แม้แต่สีของเสื้อผ้ายังสื่อความหมายเลยนะครับ

มีฉากหนึ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญกันมาก ฉากนี้ดูผ่านๆอาจจะไม่มีอะไรมาก คือฉากที่ต้นไม้ครับ บอกตามตรงว่าผมไม่รู้ทำไมฉากนี้ถึงเป็นที่กล่าวถึงกันมาก คงเพราะประโยคคำพูดที่สุดคลาสสิค กินใจคนมากในสมัยนั้น ฉันเกิดตรงนี้และตายตรงนี้… ทั้งๆที่ต้นไม้มันตายไปแล้ว แต่เธอกลับพูดว่า ฉันตายตรงนี้ … ตกลง ณ ขณะนั้นเธอเป็นใครกัน ฉากนี้สื่อถึงอะไรกัน แล้วไฉนทั้งสองถึงหลงรักกัน … ผมไม่ได้เกิดยุคนั้น ไม่เข้าใจจริงๆครับ

งานตัดต่อและงานเทคนิค ถ้าบอกว่านี่เป็นหนังที่ใช้ special effect ด้วย แบบที่น่าสนใจทีเดียว คือการเล่นสี กระบวนการนี้เกิดขึ้นตอนตัดต่อนะครับ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเขาทำยังไง คงทาสีในแผ่นฟีล์มเลย แต่ด้วยเทคนิคง่ายๆแบบนี้ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร ไม่ได้พึ่ง Special Effect มากมายเหมือนในสมัยนี้ แต่คนดูกลับรู้สึกได้ครับ ว่ามันหลอนๆ มันน่ากลัว มันพิศวง อย่างฉากเปิดเรื่อง ผมก็ชอบนะครับ สงสัยมากว่าทำยังไง ในสมัยที่ยังไม่มี Computer เขานั่งวาดภาพทีละภาพแบบในหนังอนิเมชั่นเหรอ? ผมให้คำตอบไม่ได้เพราะไม่รู้จริงๆครับ ลองดู title เปิดเรื่องสักหน่อยแล้วกัน

หนึ่งในเครดิตที่ผมจะไม่พูดถึงไม่ได้ Bernard Herrmann ใครยังไม่รู้จักเขา ให้รีบจดจำเลยนะครับ ก่อนที่จะมี John William ก็มี Bernard Herrmann นี่แหละ ที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอด Composer ในโลกภาพยนตร์ หนังระดับตำนานๆหลายเรื่องก็มีเขาเป็นผู้ประพันธ์เพลงประกอบ เช่น Citizen Kane, Psycho, Taxi Driver ใน Vertigo ผมเชื่อว่าใครที่ได้ดูก็คงจะรู้สึกถึงอารมณ์อึมครึม ลึกลับ ซับซ้อน พิศวง ตึงเครียดตลอดทั้งเรื่อง แบบเสมอต้นเสมอปลายมากๆ หนังของ Hitchcock แทบทุกเรื่อง ล้วนเป็น Bernard นี่แหละที่ทำเพลงให้ น่าเสียดายที่ทั้งชีวิตของเขาได้ Oscar เพียงตัวเดียวเท่านั้น

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ เหนือกว่า Citizen Kane ในมุมมองของ Sight & Sound คืองานภาพ ถ่ายภาพโดย Robert Burks เขาเป็นตากล้องขาประจำของ Hitchcock เลย สำหรับเรื่องนี้ เทคนิคที่ใช้เรียกได้ว่า เป็นการนำเสนอภาพบนแผ่นฟีล์มที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก คนที่เคยดู Citizen Kane และได้ตีความภาพที่นำเสนอในแต่ละฉาก จะเห็นได้ว่ามีการจัดเรียง มีการวางตำแหน่งตัวละครที่มีความหมายแฝงอยู่ ซึ่งถือว่าสุดยอดมากๆ แต่กับ Vertigo นั้นเหนือกว่านั้น มีฉากหนึ่งที่ในภาพ 1 ภาพ มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน 2 เหตุการณ์ (ฉากที่พระเอกวิ่งหนีออกจากโบสถ์ และมีกลุ่มของแม่ชีวิ่งไปดูศพบนหลังคา) ฉากนั้นเราจะรู้สึกว่ามุมกล้อมันแปลกๆ และความลึกของมันก็แปลกด้วย แต่นี่แหละคือฉากในตำนานของ Vertigo เป็นการใช้ศักยภาพของการถ่ายภาพในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เลยได้รับการยกย่องว่า นี่คือที่สุดของความเป็นศิลป์บนแผ่นฟีล์ม

ยังมีอีกหลายฉากที่สุดยอดๆของ Vertigo นั่นคือการซูม สมัยก่อนกล้องมันซูมไม่ได้นะครับ แต่เรื่องนี้ซูมแหลกเลย แบบว่าซูมแล้วมันทำให้เกิดภาพที่แปลกๆ เกิดความรู้สึกบางอย่าง ผมว่าถ้า Vertigo ถูกสร้างเป็น 3 มิตินะ จะมีคนกลายเป็นโรคกลัวความสูงเพราะดูหนังเรื่องนี้แหละ และการแพนกล้อง เทคนิคการตั้งกล้องไว้กับที่ แล้วหมุนกล้อง ที่เรียกว่าแพนกล้อง เทคนิคนี้ไม่ได้ถือว่าแปลกใหม่เท่าไหร่ เพราะยุคก่อนหน้านั้นมีพวก crane และล้อเลื่อนแล้ว แต่การถ่ายแบบนี้ มันล้อกับฉากในตำนานที่ผมพูดย่อหน้าที่แล้วครับ คือหนังพยายามนำเสนอ ใน 1 ภาพ มี 2 เหตุการณ์เกิดขึ้น เทคนิคการแพนกล้องก็เพื่อแบบนี้เริ่มจากมุมกล้องด้านหนึ่งเหตุการณ์หนึ่ง แพนกล้องไป 180 องศา หยุดกล้องเจอกับอีกเหตุการณ์หนึ่ง สมัยนี้หาใครทำแบบนี้ไม่ได้แล้วนะครับ

สรุปละครับ นี่คือหนัง Masterpiece ที่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่เอาว่าถ้าท่านอ่านคำยั่วยวนของผมแล้วสนใจก็แนะนำให้ลองหามาดูเลยนะครับ เหตุผลที่ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้เพราะมันเอื่อยมากครับ แบบว่าอืดอาด ดูแล้วเหนื่อยมาก จากไม่ง่วงกลายเป็นง่วง ยังกะถูกสะกดจิต รวมถึงความยาวด้วย หนังยาว 2 ชั่วโมงเปะๆเลย ดูเหมือนไม่ยาว แต่เพราะวิธีการนำเสนอแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกมันยาวเกินไป แต่ที่ผมรู้สึกแบบนี้อาจเพราะยุคสมัยนะครับ คนสมัยนี้อะไรๆมันก็เร็ว โลกหมุนเร็วขึ้น ฉากแอ๊คชั่นสมัยใหม่นี่ก็เร็วมากดูกันแทบไม่ทัน สมัยก่อนเขาทำอะไรเร็วๆไม่ได้นะครับ ดังนั้นหนังส่วนใหญ่จะช้าๆ เนิบๆ ค่อยๆสร้างอารมณ์ไปเรื่อยๆ นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ถึงกับไม่แนะนำให้ดูนะครับ ดูหนังเรื่องนี้เพราะนี่เป็นงานศิลปะที่สวยงามที่สุดในโลกเรื่องหนึ่ง

คำโปรย : “Vertigo สุดยอดงานศิลปะของ Alfred Hitchcock ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพและเอกลักษณ์ผ่านการแสดงของ James Steward”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบSO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
trackback

[…]  Vertigo (1959)  : Alfred Hitchcock ♥♥♥♡ […]

%d bloggers like this: