Vinni-Pukh

Winnie-the-Pooh (1969) USSR : Fyodor Khitruk ♥♥♥♥♡

ลบภาพจำ Winnie the Pooh ฉบับของ Walt Disney ทิ้งไปได้เลย! เพราะหมีเกรียนฉบับสหภาพโซเวียต มีความเฉียบคมคาย แฝงปรัชญาลุ่มลึกล้ำ สร้างเสียงหัวเราะขบขัน ออกแบบตัวละครน่ารักน่าชัง แม้เพียงสามตอนสั้นๆ แต่ทำให้เกิดความประทับใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่รู้ลืมเลือน

ระหว่างด้อมๆมองๆ Golden Collection ของสตูดิโออนิเมชั่น Soyuzmultfilm ผมเหลือบไปเห็นภาพตัวละคร Winnie the Pooh ขยี้ตาอยู่สองสามรอบ เพราะมีภาพจำของ Walt Disney เลยไม่แน่ใจว่าใช่ตัวเดียวกันหรือไม่ เกิดความฉงนสงสัย ลองค้นหาใน IMDB ได้คะแนนสูงถึง 8.2 คงต้องลองหารับชมสักหน่อย

ผมยังอ่านเจออีกว่า Wolfgang Reitherman ผู้กำกับอนิเมชั่น Winnie the Pooh and the Blustery Day (1968) ที่คว้ารางวัล Oscar: Short Subjects, Cartoons เคยกล่าวกับผกก. Khitruk เมื่อครั้นเดินทางไปเยี่ยมเยียนสตูดิโอ Walt Disney ที่ Hollywood ว่ามีความชื่นชอบประทับใจ Winnie-the-Pooh (1969) ฉบับสหภาพโซเวียตมากกว่าของตนเองเสียอีก!

หลังจากรับชม ผมมีความสองจิตสองใจว่าจะเขียนถึงอนิเมชั่นเรื่องนี้ดีไหม จนกระทั่งพบเห็นคลิป Mila Kunis ไปออกรายการ Conan O’Brien Needs a Friend แล้วมีการพูดถึงความชื่นชอบต่อ Winnie the Pooh ฉบับรัสเซียนี้ เลยตระหนักถึงอิทธิพล ความทรงคุณค่า มาสเตอร์พีซเหนือกาลเวลา

LINK: https://www.youtube.com/watch?v=M-fRJakD9m4


ก่อนอื่นขอกล่าวผู้ให้กำเนิด Winnie-the-Pooh คือ A. A. Milne นามปากกาของ Alan Alexander Milne (1882-1956) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Kilburn, London บิดาเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเอกชน เคยว่าจ้าง H. G. Welles มาเป็นครูสอนหนังสือ ทำให้บุตรชายค้นพบความชื่นชอบด้านการเขียน โตขึ้นเข้าศึกษาต่อ Westminster School ตามด้วย Trinity College, Cambridge สำเร็จการศึกษาคณะคณิตศาสตร์, ทำงานผู้ช่วยบรรณาธิการ/เขียนบทความลงนิตยสาร Punch ตีพิมพ์นวนิยายเรื่องแรก Lovers in London (1905), Once on a Time (1917), อาสาสมัครทหาร Royal Warwickshire Regiment ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

Milne แต่งงานกับ Dorothy ‘Daphne’ de Sélincourt (1890-1971) เมื่อปี ค.ศ. 1913 มีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน Christopher Robin Milne เกิดปี ค.ศ. 1920 ตอนอายุได้ห้าขวบพาไปเที่ยวสวนสัตว์ London Zoo เกิดความหลงใหลเจ้าหมีสีดำ Winnipeg (ตั้งตามชื่อเมือง Winnipeg, Manitoba ประเทศ Canada) จึงเป็นแรงบันดาลใจให้บิดาแต่งหนังสือ Winnie-the-Pooh (1926) ยอดขายดีเทน้ำเทท่า ตีพิมพ์ครั้งแรก 150,000 เล่ม หมดแผงเพียงเดือนกว่าๆ เลยจำต้องเขียนภาคต่อมา The House at Pooh Corner (1928) ได้รับการแปลหลากหลายภาษา รวมถึงดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ อนิเมชั่นอีกนับครั้งไม่ถ้วน

So when Christopher Robin goes to the Zoo, he goes to where the Polar Bears are, and he whispers something to the third keeper from the left, and doors are unlocked, and we wander through dark passages and up steep stairs, until at last we come to the special cage, and the cage is opened, and out trots something brown and furry, and with a happy cry of “Oh, Bear!” Christopher Robin rushes into its arms. Now this bear’s name is Winnie, which shows what a good name for bears it is, but the funny thing is that we can’t remember whether Winnie is called after Pooh, or Pooh after Winnie. We did know once, but we have forgotten.

A. A. Milne
Winnipeg (1914-34) กับเจ้าของ Harry Colebourn ถ่ายปี ค.ศ. 1914

เรื่องราวในหนังสือ Winnie-the-Pooh (1926) จะแบ่งออกเป็นตอนๆ (Frame Story) ทั้งหมด 10 เรื่อง ที่ไม่ได้มีความติดต่อเนื่องอะไรกัน นำเสนอการผจญภัยของหมีปุ๊กลุก (Winnie-the-Pooh) กับผองเพื่อนหนูปุ้มปุ้ย ปลากระป๋อง (Christopher Robin), หมูเล็ก (Piglet), อี๋อ๋อ (Eeyore), นกฮูก (Owl), กระต่าย (Rabbit), เสือน้อย (Tigga)

ฉบับภาษาไทยได้รับการแปลถึงสามครั้งด้วยกัน (ครั้งสอง-สามจะใช้ทับศัพท์ชื่อตัวละคร เพื่อให้มีความเป็นสากลมากขึ้น) ประกอบด้วย

  • แปลไทยครั้งแรกโดย ต้อยติ่ง, ตั้งชื่อไทย “หมีปุ๊กลุกผจญภัย” (พ.ศ. ๒๕๒๒), จัดพิมพ์โดยชมรมเด็ก
  • ครั้งสองโดย แก้วคำทิพย์ ไชย, ตั้งชื่อไทย “วินนี่ เดอะ พูห์” (พ.ศ. ๒๕๓๕), จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์คลาสสิก
  • และครั้งสาม ธารพายุ, ตั้งชื่อไทย “วินนีเดอะพูห์” (พ.ศ. ๒๕๔๘), จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน

เกร็ด: ต้นฉบับ Winnie-the-Pooh (1926) วาดภาพประกอบโดย E. H. Shepard (1879-1976)

Walt Disney รับรู้จักหนังสือ Winnie-the-Pooh (1926) จากบุตรสาว Diane เพราะรู้สึกแปลกใจที่ได้ยินเสียงเธอหัวเราะลั่นห้องระหว่างการอ่าน

Dad would hear me laughing alone in my room and come in to see what I was laughing at. It was usually the gentle, whimsical humor of A. A. Milne’s Pooh stories. I read them over and over, and then many years later to my children, and now to my grandchildren.

Diane Disney Miller

ติดต่อขอลิขสิทธิ์ดัดแปลงเมื่อปี ค.ศ. 1964 ทีแรกคาดหวังจะทำเป็นอนิเมชั่นขนาดยาว (Feature Length) แต่ทว่าผู้กำกับ Wolfgang Reitherman ขอแบ่งออกเป็นตอนๆ สรรค์สร้างอนิเมชั่นขนาดสั้น Winnie the Pooh and the Honey Tree (1966) [โปรเจคอนิเมชั่นขนาดสั้นเรื่องสุดท้ายได้รับการอนุมัติโดย Walt Disney ก่อนเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1966] เมื่อออกฉายสามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกาสูงถึง $6.2 ล้านเหรียญ!

หลังจากนั้นผกก. Reitherman ก็ยังได้สรรค์สร้างอนิเมชั่นขนาดสั้นอีกเรื่อง Winnie the Pooh and the Blustery Day (1968) [เป็นโปรเจคอนิเมชั่นขนาดสั้นเรื่องแรก ภายหลังการเสียชีวิตของ Walt Disney] ไม่มีรายงานรายรับ แต่สามารถคว้ารางวัล Oscar: Short Subjects, Cartoons


Fyodor Savelyevich Khitruk, Фёдор Савельевич Хитрук (1917-2012) ผู้กำกับ นักอนิเมเตอร์สัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Tver, Russian ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish ตั้งแต่เด็กมีความหลงใหลด้านการวาดรูป ชอบเดินทางไปสวนสัตว์เพื่อวาดภาพสรรพสัตว์ โตขึ้นเดินทางสู่ Moscow เข้าศึกษาออกแบบกราฟิก OGIS College for Applied Arts จากนั้นเข้าทำงานสตูดิโอ Soyuzmultfilm ไม่นานก็กลายเป็นนักอนิเมเตอร์ The Snow Queen (1957), กำกับอนิเมชั่นเรื่องแรก The Story of a Crime (1962) ทำออกมาในลักษณะ Cut-Out Animation ได้เสียงตอบรับดีล้นหลาม

The Story of a Crime (1962) นำเสนอเรื่องราวตลกร้ายของชายวัยกลางคน ตัดสินใจลุกขึ้นมาเข่นฆาตกรรมเพื่อนบ้าน เพราะเอาแต่ส่งเสียงซุบซิบนินทา ทำให้ตนเองไม่ได้หลับไม่นอนเสียที … อนิเมชั่นเรื่องนี้คือส่วนหนึ่งของ Golden Collection ได้รับการบูรณะ HD คุณภาพถือว่ายอดเยี่ยมทีเดียว

The Story of a Crime (1962): https://www.dailymotion.com/video/x15cfap

Winnie-the-Pooh (1926) แม้ได้รับความนิยมระดับนานาชาติมานาน แต่เพิ่งถูกแปลภาษารัสเซีย Винни-Пух อ่านว่า Vinni-Pukh เมื่อปี ค.ศ. 1960 โดย Boris Zakhoder (1918-2000) นักกวี นักเขียนวรรณกรรมเยาวชน [นอกจากนี้ยังมีผลงานแปล Mary Poppins และ Alice’s Adventures in Wonderland]

ผกก. Khitruk มีความชื่นชอบ Winnie-the-Pooh (1926) เป็นการส่วนตัวมานาน เคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก ต่อมาเมื่อพบเห็นฉบับแปลรัสเซีย Vinni-Pukh (1960) ทำออกมาได้น่าประทับใจ จึงพยายามครุ่นคิดหาหนทางดัดแปลงสร้างอนิเมชั่นอย่างจริงจัง

I’ve long dreamed of a film adaptation of this work. It’s not even that I’ve dreamed. It was, again, somewhere in the back of my brain, “It would be good to make a Winnie the Pooh movie”. I hadn’t seen the Disney movie by then. Maybe if I had seen it, I wouldn’t have made my own. What’s the point of repeating it? Although, I have to tell you, I wasn’t very happy with the Disney movie. And now, in hindsight, I can report the words of the co-writer of this American movie-Willy Reitherman. He wasn’t very happy with his “Winnie the Pooh” either. I was afraid to approach my dream precisely because I cherished every line of the book. I read it first in English, it was given to me as a gift. Then I got acquainted with Zakhoder’s translation. A magnificent translation! Maybe it’s not even a translation, but a second version, because he did it so interestingly.

Fyodor Khitruk

แม้เมื่อปีที่เริ่มต้นโปรดักชั่น จะมีอนิเมชั่นของ Walt Disney ออกฉายวงกว้าง แต่ผกก. Khitruk บอกว่าไม่เคยล่วงรู้ หรือมีโอกาสรับชมมาก่อน น่าจะเพราะการปิดกั้นข่าวสารในช่วงระหว่างสงครามเย็น (เคยบอกด้วยว่าถ้ารับรู้ก่อนหน้า ก็คงไม่คิดสร้างอนิเมชั่นเรื่องนี้)

จนกระทั่งระหว่างโปรดักชั่น Film, Film, Film (1968) มีโอกาสรับรู้จักเพื่อนนักอนิเมเตอร์ Vladimir Zuikov จึงเริ่มต้นออกแบบร่างภาพตัวละคร มองเห็นความเป็นไปได้ในการดัดแปลงสร้างอนิเมชั่น

And when we became friends with the artist Zuikov while working on the painting “Film, Film, Film”, thought: “Isn’t it time for us to take a swing at Milne?”. And we did, we tried to do it. First we tried drawing Winnie the Pooh. Just whether or not he could do it. Here he is sitting in the chair. We didn’t get it right away. That is, he turned out and even very interesting, maybe even more interesting than he is in the movie, but that Winnie the Pooh, which we invented, required extraordinary work of extraordinary complexity. Because there were such nuances in it, it had to be done in the movie.

ในส่วนของบทอนิเมชั่น พยายามทำออกมาให้มีความซื่อตรงต่อต้นฉบับหนังสือ Winnie-the-Pooh (1926) โดยแบ่งออกเป็น(อนิเมชั่นขนาดสั้น)สามภาค ดัดแปลงจากบทที่ 1, 2 และ 4

  • Винни-Пух (1969) อ่านว่า Vinni-Pukh, ชื่ออังกฤษ Winnie-the-Pooh, ความยาว 11 นาที
    • ดัดแปลงจากตอนที่หนึ่ง: In Which We Are Introduced to Winnie the Pooh and Some Bees and the Stories Begin
  • Винни-Пух идёт в гости (1971) อ่านว่า Vinni-Pukh idyot v gosti, ชื่ออังกฤษ Winnie-the-Pooh Pays a Visit, ความยาว 10 นาที
    • ดัดแปลงจากตอนที่สอง: In Which Pooh Goes Visiting and Gets into a Tight Place
  • Винни-Пух и день забот (1972) อ่านว่า Vinni-Pukh i den zabot, ชื่ออังกฤษ Winnie-the-Pooh and a Busy Day, ความยาว 20 นาที
    • ดัดแปลงจากตอนที่สี่: In Which Eeyore Loses a Tail and Pooh Finds One

ส่วนสิ่งแตกต่างจากหนังสือต้นฉบับ คือการตัดทิ้งตัวละครมนุษย์ Christopher Robin แล้วให้เจ้าหมูน้อย Piglet (และตัวละครอื่นๆ) เข้ามารับหน้าที่ดังกล่าวแทน จุดประสงค์หลักๆเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างตัวละคร/สรรพสัตว์ ไม่ใช่มนุษย์คือตัวละครหลัก

Because the scheme was already there, the dialogues were already there, the scenes were practically already there, we just had to package them in such a way that it was more convenient to watch. The first thing we did was to remove Robin. We distributed all his lines among the other characters. And we did the right thing, because he only emphasized that there is a human being and there are animals or toys. And for us it was a single world – the world of Winnie-the-Pooh. These are not animals and not people – these are characters, our native, favorite characters.


เรื่องราวของ Winnie-the-Pooh (ภาคแรก) ก้าวเดินออกจากบ้าน ขับร้องรำทำเพลงมาจนถึงต้นไม้ใหญ่ ได้ยินเสียงหึ่งๆ บังเกิดความกระตือรือล้นอยากดื่มน้ำผึ้ง แวะเวียนไปหาหมูน้อย Piglet ขอหยิบยืมลูกโป่งสีน้ำเงิน ทำตัวเนียนๆเหมือนก้อนเมฆ ล่องลอยขึ้นไปเบื้องบน ก่อนค้นพบว่า …

Winnie-the-Pooh Pays a Visit (ภาคสอง) ด้วยความหิวกระหายของ Winnie Pooh และ Piglet ก้าวออกเดินทาง ขับร้องรำทำเพลง มาจนถึงบ้านโพรงกระต่าย Rabbit ด้วยอัธยาศัยอันดีงามของอีกฝ่าย ยินยอมเลี้ยงอาหารกลางวัน แต่หมีพหู์กลับไม่รู้จักเพียงพอดี ดื่มน้ำผึ้งจนหมดเกลี้ยงตู้กับข้าว ทำให้ไม่สามารถก้าวออกจากประตู พยายามช่วยกันฉุดกระชากลากถู วิธีการเดียวเท่านั้นคือให้อดอาหารนานหนึ่งสัปดาห์!

Winnie-the-Pooh and a Busy Day (ภาคสาม) เริ่มต้นจาก Eeyore รำพันถึงความโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว วันเกิดอยู่ตัวคนเดียว Winne Pooh ผ่านทางมารู้สึกสงสารเห็นใจ แถมยังสังเกตเห็นหางของอีกฝ่ายสูญหายไปไหน จึงรีบวิ่งแจ้นกลับบ้าน พยายามขุดคุ้นค้นหาสิ่งสามารถเป็นของขวัญวันเกิด, Piglet พบเห็นความกระตือรือล้นดังกล่าวเลยรีบวิ่งกลับบ้านเช่นกัน ต้องการมอบลูกโป่งสีเขียว(อีกลูก)เป็นของขวัญ แต่ขากลับเร่งรีบไปหน่อยเลยสะดุดล้มลูกโป่งแตก, กลับมาที่ Winne Pooh ตอนแรกตั้งใจมอบโถใส่น้ำผึ้ง แต่ระหว่างทางดื่มน้ำผึ้งในโถจนหมดเกลี้ยง (ก็เลยมอบโถเปล่าๆ) และบังเอิญผ่านบ้านนกฮูก Owl สังเกตเห็นเชือกระฆังมีลักษณะคล้ายหางลา พยายามพูดคุย ล่อหลอก จนอีกฝ่ายยินยอมนำมาเป็นของขวัญ ติดบั้นท้ายลาโง่ Happy Birthday to You!


Winnie Pool เป็นหมีที่น่ารักเกรียน ชอบตีหน้าเซ่อ เอ๋อเหรอ ทองไม่รู้ร้อน ในชีวิตสนใจเพียงสองอย่าง ขับร้องรำทำเพลง และดื่มด่ำรับประทานน้ำผึ้ง ใช้มันสมองอันน้อยนิด ครุ่นคิดหาวิธี ด้วยตรรกะเพี้ยนๆหลุดโลก แต่แฝงปรัชญาลุ่มลึกล้ำ ผึ้งมีไว้ทำไม? ผึ้งมีไว้ผลิตน้ำผึ้ง, น้ำผึ้งมีไว้ทำไม? น้ำผึ้งมีไว้ให้ตนเองรับประทาน, ให้เสียงโดย Yevgeny Leonov แต่ที่ได้ยินในอนิเมชั่นมีการเร่งความเร็ว บีบให้แหลม ฟังดูแหบแห้ง หยาบกระด้าง (ผมชอบคำอธิบายของ Mila Kunis เหมือนคนพากย์เสพปุ้น กัญชา เมาน้ำผึ้ง) โคตรๆเหมาะสมกับความเกรียน ทำอะไรเพี้ยนๆ แต่ถือว่าซื่อตรงต่อความต้องการของตนเอง

Piglet ลูกหมูตัวกระเปี๊ยก มีความอ่อนโยน ชื่นชอบการแบ่งปัน จึงมักถูกชักจูงโดย Winnie Pool หลงเชื่อตรรกะเพี้ยนๆ ยินยอมปฏิบัติตามแม้ตนเองถูกเอารัดเอาเปรียบ, พากย์โดย Iya Savvina แม้น้ำเสียงของเธอจะถูกบีบให้เล็กแหลม แต่ผู้ชมยังสัมผัสถึงความบริสุทธิ์ ใสซื่อ ไร้เดียงสา ไม่เคยมีความเคลือบแคลงสงสัย เชื่อในมิตรภาพผองเพื่อน ไปไหนไปด้วย พร้อมช่วยเหลือทุกสิ่งอย่าง

Rabbit กระต่ายผู้มีความเย่อหยิ่ง ทะนงตน และเป็นสุภาพชน ในตอนแรกพยายามกีดกัน Winnie Pool และ Piglet ไม่ต้องการต้อนรับเข้าบ้าน แต่เมื่อมิอาจขับไล่ ผลักไส เลยชักชวนมาร่วมรับประทานอาหาร ถึงอย่างนั้นกลับถูกความละโมบโลภมากของเจ้าหมีเกรียน จนทำให้สูญเสียน้ำผึ้งหมดเกลี้ยงตู้กับข้าว, ให้เสียงโดย Anatoly Shchukin น้ำเสียงเหมือนผู้ดี มีความสุภาพ เต็มไปด้วยมารยาท พิธีรีตรอง ขณะเดียวกันแฝงความเย่อหยิ่ง วางตัวหัวสูงส่ง คงเพราะไม่ต้องการสูญเสียภาพลักษณ์ แต่ก็เป็นความพลั้งพลาดครั้งใหญ่ที่ปล่อยให้ผู้อื่นฉกฉวยโอกาสจากอัธยาศัยอันดีงาม

Eeyore ลาโง่ผู้ไม่เคยทำอะไร ไม่เคยคาดหวังสิ่งใด ปล่อยตัวปล่อยใจ จมปลักอยู่ในความเศร้าโศก พร่ำเพ้อรำพันถึงความโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว อยู่ตัวตนเดียว เรียกร้องหาของขวัญวันเกิด แต่หางตนเองสูญหายตอนไหนไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ, ให้เสียงโดย Erast Garin ฟังดูเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า พูดเชื่องช้า แทบจะขาดใจตาย ใครได้ยินย่อมรู้สึกสงสารเห็นใจ ต้องการทำอะไรสักสิ่งอย่างเพื่อให้ความช่วยเหลือ หวนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

Owl นกฮูกอาศัยอยู่บนเนินเขา ด้วยความรอบรู้ เฉลียวฉลาด ชื่นชอบการพูดคุยเรื่อยเปื่อย ขณะเดียวกันยังตระหนี่ถี่เหนียว ถ้าไม่เพราะวันเกิดของ Eeyore คงไม่ยอมมอบของขวัญ(ที่กลายเป็นเศษขยะ)ให้อีกฝ่ายแบบฟรีๆ, ให้เสียงโดย Zinaida Naryshkin มีความเริดเชิด เย่อหยิ่ง จริตจัดจ้าน เต็มไปด้วยมารยา(หญิง) ลับลมคมใน พยายามยื้อๆยักๆ ชักแม่น้ำทั้งห้า ไม่ต้องการสูญเสียสิ่งใดโดยเปล่าประโยชน์ (น้ำเสียงแห่งความขี้งก ขี้เหนียว ขี้ตืด)


ถ่ายภาพโดย Nina Klimova,

ด้วยความที่ Winnie-the-Pooh คืออนิเมชั่นสำหรับเด็ก (มั้งนะ) ผกก. Khitruk จึงพยายามทำออกมาให้เหมือนภาพที่วาดโดยเด็กๆ พื้นหลังขูดๆขีดๆด้วยสีเทียน (Crayons painting) ส่วนตัวละครใช้กระดาษแข็ง สีสันคมเข้ม โดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน (เพื่อให้ตัดกับภาพพื้นหลัง) ขยับเคลื่อนไหวด้วยเทคนิค Cut-Out Animation และมีการแต่งแต้มด้วย Traditional Animation เพื่อให้อนิเมชั่นมีความลื่นไหล

การออกแบบตัวละครและพื้นหลังลักษณะนี้ ถือว่ามีกลิ่นอาย Impressionist สามารถสร้างความประทับใจ ‘first impression’ รู้สึกเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย บรรยากาศเป็นมิตร ผู้ใหญ่รับรู้โดยทันทีว่านี่คือการ์ตูนสำหรับเด็กเล็ก … ผมค่อนข้างแปลกใจที่ไม่ค่อยพบเห็นอนิเมชั่นลักษณะนี้สักเท่าไหร่

ตัดต่อโดย Nina Mayorova,

อนิเมชั่นทั้งสามภาค ต่างดำเนินเรื่องโดยใช้การบรรยายของ Vladimir Osenev ชายผู้มีน้ำเสียงเหน็บแนม (Sarcasm) กระแหนะกระแหน เพื่ออธิบายการกระทำเพี้ยนๆของ Winnie Pooh และผองเพื่อน ช่วยแต่งแต้มสร้างสีสันให้อนิเมชั่นมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น

เรื่องราวทั้งหมดเกาะติดการผจญภัยของ Winnie Pooh ระหว่างทางร้องรำทำเพลง (บางครั้งมีการหยอกล้อระหว่างเนื้อคำร้องและภาพพบเห็น) ซึ่งมักมีใจความเกี่ยวกับความอยากรับประทานน้ำผึ้ง ในมันสมองครุ่นคิดอยู่แค่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น!

สองภาคแรกจะพบเห็น Winnie Pooh ปรากฎตัวอยู่แทบทุกๆช็อตฉาก! ยกเว้นเพียงภาคสาม Winnie-the-Pooh and a Busy Day (1972) เริ่มต้นด้วยคำพร่ำรำพันเจ้าลาโง่ Eeyore (ก่อนการมาถึงของ Winnie Pooh) และมีขณะหนึ่งตอนกลางเรื่อง สลับมานำเสนอภาพ Piglet เร่งรีบกลับบ้านไปเอาลูกโป่งสีเขียว แล้วออกวิ่งด้วยความเร็วสูงจนสะดุดล้ม (คั้นระหว่าง Winnie Pooh กำลังดื่มด่ำ เมาน้ำผึ้ง)


เพลงประกอบโดย Mieczysław Weinberg ชื่อเกิด Mojsze Wajnberg (1919-96) นักเปียโน คีตกวีสัญชาติ Polish เกิดที่ Warsaw บิดาเป็นนักไวโอลิน วาทยากร แต่งเพลงประจำ Jewish Theatre ณ Warsaw ทำให้ตั้งแต่เด็กมีความหลงใหลด้านดนตรี ร่ำเรียนเปียโนจากบิดา โตขึ้นเข้าศึกษา Warsaw Conservatory เป็นลูกศิษย์ของ Józef Turczyński จากนั้นกลายเป็นนักเปียโนคอนเสิร์ต แต่งเพลง String Quartet, อพยพหลบหนีออกจาก Poland ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ปักหลักอาศัยอยู่สหภาพโซเวียต (สมาชิกครอบครัวเสียชีวิต ณ ค่ายกักกัน Trawniki) มีผลงานซิมโฟนี, ออร์เคสตรา, อุปรากร, Chamber Music, และเพลงประกอบภาพยนตร์ The Cranes Are Flying (1957), Winnie-the-Pooh (1969) ฯ

หนึ่งในไฮไลท์ที่ทำให้อนิเมชั่นเรื่องนี้ได้รับการจดจำเหนือกาลเวลา! ก็คือเพลงประกอบที่มีจังหวะสนุกสนาน ครึกครื้นเครง เต็มไปด้วยความอลเวง ท่วงทำนองล้อ-รับการกระทำ (ลักษณะของ ‘Silly Symphonies’) ติดหูตั้งแต่แรกรับฟัง โดยเฉพาะเนื้อคำรองมีความยียวน กวนประสาท ปั๊มปารัม ปั๊มปารัม ป้ำปำปา ใครจะไปคาดคิดว่าหมีเกรียนจะสามารถร้องรำทำเพลง ฟังไม่รู้เรื่องแต่กลับทำให้ผู้ชมอมยิ้มตลอดเวลา

ด้วยความที่เจ้าหมีเกรียนขับร้องรวดเร็วติดจรวด เมื่อผ่านไปสองสามวรรคก็มักลิ้นพันกัน ไม่ก็มีอะไรบางอย่างให้ชะงักงั้น (อาจจะเป็นลักษณะของบทกวีรัสเซีย) หยุดครุ่นคิด จับจ้องมอง ก่อนขับร้องต่อท่อนถัดไป ผมเรียกว่าช่วงขณะหยุดพักหายใจ นั่นช่วยให้คอมเมอดี้มีความพอดิบพอดี คือมีจังหวะช้า-เร็ว หยุดพัก สำหรับผู้ชมเตรียมรับมือกับมุกตลกถัดไป

If I scratch the back of my head, that’s okay!
There’s only sawdust in it, yeah, yeah, yay!
Though there’s sawdust in my mind
Songs and poems are sure to rhyme
(Although some noises, voices, rejoices)
I compose quite okay.
YEAH!

Winnie the Pooh is feeling very proud
That’s why he sings these songs so very loud
Even though he’s feeling great, if he doesn’t lose some weight
But he won’t lose any weight
(If dinner is never late)
YEAH!

แม้ว่าหมีเกรียน Winnie the Pooh จะเต็มไปด้วยตรรกะเพี้ยนๆ การผจญภัยที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว แต่กลับแฝงเร้นนัยยะอันลุ่มลึกล้ำ สอนให้รู้จักครุ่นคิดนอกกรอบ ในมุมกลับตารปัตร กระทำสิ่งท้าทายขนบประเพณี ไม่ยึดติดกับวิถีปฏิบัติ … อนิเมชั่นเรื่องนี้สามารถสร้างความตระหนัก ปลูกฝังจิตสำนึกการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม

This “buzz” is no accident. The tree itself cannot “buzz”. So the buzz must be someone else’s. Yet why would you buzz if you’re not a bee? And why do bees exist? For making honey. And why does honey exist? For me to eat.

Winnie the Pooh

ความครุ่นคิดของหมีเกรียน มันอาจฟังดูตรรกะเพี้ยนๆ แต่ถ้าเราวิเคราะห์โดยละเอียดจะพบว่านี่คือกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากได้ยินเสียงหึ่งๆ → ต้นไม้ไม่สามารส่งเสียงหึ่งๆ มันจึงต้องเป็นเสียงอื่น → ถ้าไม่ใช่ผึ้งจะส่งเสียงหึ่งๆทำไม → ผึ้งเกิดมาทำไม เพื่อทำน้ำผึ้ง → น้ำผึ้งมีไว้เพื่ออะไร ก็เอาไว้ให้ฉันรับประทาน

หมีเกรียนตัวอ้วนใหญ่ พยายามปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้ แต่สุดท้ายก็หล่นตุ๊บลงมา มันจึงครุ่นคิดหาวิธีการอื่น เลยออกเดินทางไปหาหมูน้อย Piglet ขอหยิบยืมลูกโป่ง ปลอมตัวเป็นก้อนเมฆ ล่องลอยขึ้นไปลักขโมยน้ำผึ้ง … นี่อาจดูเป็นการกระทำบ้าๆบอๆ แต่สามารถเสี้ยมสอนให้รู้สึกการครุ่นคิดนอกกรอบ ไม่ติดติดกับรูปแบบ วิธีการ เพื่อสามารถดำเนินไปถึงเป้าหมายปลายทาง

หนึ่งในมุกตลกที่ส่วนตัวชื่นชอบมากๆ Piglet พยายามเป่าลูกโป่ง แต่แทนที่ลูกโป่งจะขยายขนาด กลับเป็นเจ้าหมูน้อยพองลมตัวโต นึกว่าคางคกขึ้นวอ (ดีนะที่ไม่ระเบิด) ผมมองนัยยะถึงการทำคุณได้โทษ ต้องการทำบางสิ่งอย่าง กลับได้ผลลัพท์อีกสิ่งอย่าง หรือก็คือการให้ความช่วยเหลือเจ้าหมีเกรียน เป็นสิ่งไม่มีประโยชน์อันใด!

Winnie-the-Pooh Pays a Visit (1971) นำเสนอมิตรไมตรีของเจ้ากระต่าย Rabbit พยายามสร้างภาพให้ดูดี รักษา(ประเพณี)พิธีรีตรอง แสดงออกตามมารยาทสังคม เมื่อมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยือน ก็จำต้องหาเลี้ยงข้าวเลี้ยงปลา แต่กลับถูกหมีเกรียนฉกฉวยโอกาส ไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ ไม่ยอมอิ่มหนำสักที (ขณะที่ Piglet ไม่ได้กินสักหยด) รับประทานน้ำผึ้งจนหมดเกลี้ยงตู้กับข้าว … มันยากหรือยังไงกับการพูดบอกปฏิเสธ เราควรต้องรู้จักประมาณตนเอง

ผลกรรมแห่งความโลภทำให้ Winnie Pooh ไม่สามารถออกจากโพรงกระต่าย (เพราะกินเยอะจนร่างกายอวบอ้วน ขนาดใหญ่กว่าประตูทางออก) ถ้าตามต้นฉบับของ A. A. Milne เจ้าหมีเกรียนจะติดอยู่ตรงนี้หนึ่งสัปดาห์เพื่อให้ซูบผอม น้ำหนักลดลง … เราควรต้องรู้จักประมาณตนเอง

ลาโง่ Eeyore ชอบมองโลกในแง่ร้าย พูดพร่ำว่าไม่มีใครเคียงข้างกาย แต่ตัวมันเองก็ไม่เคยคิดจะเข้าหาผู้อื่น เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ขี้เกียจสันหลังยาว ทำตัวราวกับ ‘damsel in distress’ เฝ้ารอคอยการช่วยเหลือจากพระเอก หมีเกรียน สามารถชักนำพาสรรพสัตว์ แสดงให้เห็นมิตรภาพผองเพื่อน โลกไม่ได้หมดสิ้นหวังขนาดนั้น!

หลังรับฟังคำบอกเล่าของ Winnie Pooh เจ้าหมูน้อย Piglet จึงเดินทางกลับบ้าน ต้องการนำลูกโป่งสีเขียวไปมอบเป็นของขวัญวันเกิดลาโง่ Eeyore แต่ด้วยความเร่งรีบร้อนรน จนขาดความระมัดระวัง บทเรียนสอนให้รู้จักมีสติ ใจเย็นๆ ไม่จำเป็นที่เราจักต้องเป็นคนแรกเสมอไป

นกฮูก Owl มีความเฉลียวฉลาด ปราชญ์เปรื่อง สามารถครุ่นคิด จดจำ เขียนตัวหนังสือ ซึ่งองค์ความรู้เหล่านั้นทำให้มันมีความเหย่อหยิ่ง จองหอง สนเพียงเงินๆทองๆ กำไร-ขาดทุน ถ้าไม่เพราะเชือกห้อยระฆังขาด ย่อมไม่คิดบริจาค/มอบเป็นของขวัญให้กับลาโง่ Eeyore … มิตรภาพผองเพื่อน เป็นสิ่งไม่มีกำไร-ขาดทุน เฉกเช่นเดียวกับของขวัญทั้งจาก Piglet และ Winnie Pooh ล้วนเป็นสิ่งไม่ได้มีสาระจำเป็นต่อเจ้าลาโง่ Eeyore แต่ด้วยจิตใจที่อยากให้ ก็เพียงพอแล้วสำหรับมิตรภาพผองเพื่อน ไม่สามารถแลกเปลี่ยนด้วยเงินทอง ไม่มีกำไร-ขาดทุน

ไคลน์แม็กซ์ที่ต้องถือว่าจบลงได้อย่างสมบริบูรณ์ นั่นคือการได้หางของลาโง่ Eeyore ทีแรกผมไม่ได้เอะใจอะไรหรอก แต่พอรับชมฉบับภาษาอังกฤษได้ยินว่า “My tail! It’s my own tail!” ถ้าตีความแบบทั่วๆไป การได้หางกลับคืนมา = ค้นพบตัวตนเองอีกครั้งครา! ขณะเดียวกันคำว่า Tail ออกเสียงละม้ายคล้าย Tale (แปลว่าเรื่องเล่า ปรัมปรา) ในบริบทนี้เลยสามารถตีความถึงอนิเมชั่น Winnie-the-Pooh ได้กลายเป็นตำนานในบัดดล!


ทั้งสามภาคของ Winnie-the-Pooh ต่างได้เสียงตอบรับดีล้นหลาม หนึ่งในอนิเมชั่นของสตูดิโอ Soyuzmultfilm ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล! ทำให้ผกก. Khitruk ได้รับการประกาศเกียรติคุณ USSR State Prize เมื่อปี ค.ศ. 1976

กระแสนิยมของอนิเมชั่นยังคงฉายซ้ำโทรทัศน์(ในรัสเซีย)แทบจะทุกๆวันหยุดเทศกาล สินค้าของเล่น ตุ๊กตา Vinni-Pukh ก็ยังขายดิบขายดี อีกทั้งยังเคยปรากฎบนแสตมป์ถึงสองครั้ง (1988 Soviet และ 2012 Russian) เรียกได้ว่ากลายเป็น ‘Iconic’ เหนือกาลเวลาเรียบร้อยแล้ว

เมื่อปี ค.ศ. 2020, สตูดิโอ Soyuzmultfilm ได้ทำการรวบรวมอนิเมชั่นในสังกัดระหว่างทศวรรษ 1950s ถึง 80s มาทำการบูรณะ สแกนดิจิตอล (คุณภาพ HD) ลบร่องรอยขีดข่วน ปรับแต่งคุณภาพสี เสียง และเพลงประกอบ มีคำเรียก Golden Collection ทั้งหมดสามารถหารับชมออนไลน์ได้ทาง Youtube

สำหรับ Winnie-the-Pooh (1969) คุณภาพ HD หาไม่ยากในช่องทางออนไลน์ มีทั้งฉบับพากย์รัสเซียและอังกฤษ แต่ผมแนะนำให้หาต้นฉบับรัสเซีย ซับไตเติ้ลอังกฤษ เพราะเสียงพากย์ตัวละครแม้งสุดตรีนจริงๆ … ฉบับนี้หายากสุดๆ แต่คุ้มค่าอย่างแน่นอน

ในบรรดาตัวการ์ตูนที่ถือเป็น ‘Iconic’ แห่งวงการอนิเมชั่น (อย่างพวก Mickey Mouse, Bug Bunny, Pikachu, Totoro ฯ) ผมไม่เคยมีความกระตือรือล้น อยากหาซื้อตุ๊กตา ของที่ระลึกเก็บสะสมสักเท่าไหร่ (จริงๆก็เคยอยากได้ Madara/Nyanko-Sensei แต่ก็ไม่ได้ขวนขวายขนาดนั้น) จนกระทั่งรับชม Vinni-Pukh มันเป็นตัวละครสุดเกรียน ตรรกะเพี้ยนๆ (รู้สึกเหมือนตัวเองยังไงชอบกล) ตกหลุมรักแรกพบ สร้างความประทับใจอย่างล้นหลาม … ถ้ามีลูกเมื่อไหร่อยากเปิดให้ชมเป็นเรื่องแรกๆเลยละ!

สิ่งน่าเสียดายมากๆของ Vinni-Pukh ไม่เคยสร้างภาคต่อออกฉาย! ตรงกันข้ามกับฟากฝั่ง Walt Disney สงสัยจะมีแผนก Winnie-the-Pooh ทำอะไรก็ไม่รู้ออกฉายแทบทุกปี กอบโกย สนเพียงกำไร ทำให้ผู้ชมหมดความกระตือรือล้น เบื่อหน่ายแฟนไชร์ชิบหาย! … แต่ผมว่าแค่นี้ก็ดีแล้วละ คงความอมตะ คลาสสิกเหนือกาลเวลา

เกร็ด: แม้ว่าลิขสิทธิ์วรรณกรรม Winnie-the-Pooh สิ้นสุดลงเมื่อปี ค.ศ. 2022 (ครบรอบ 95 ปี จากวันที่ตีพิมพ์) แต่ไม่ใช่ตัวละครของ Walt Disney ที่สร้างขึ้นปี ค.ศ. 1967 ยังอีกนานกว่าจะกลายเป็นสมบัติสาธารณะ

จัดเรตทั่วไป เหมาะสำหรับเด็กเล็ก

คำโปรย | Winnie the Pooh ฉบับสหภาพโซเวียต มีความเฉลียวฉลาด เฉียบคมคาย ปรัชญาลุ่มลึกล้ำ สร้างเสียงหัวเราะขบขัน เหนือชั้นกว่าทุกฉบับสรรค์สร้างโดย Walt Disney
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | หมีเกรียน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: